- หน้าแรก
- เศรษฐีใหม่พลิกประวัติศาสตร์การค้า
- บทที่ 262 - เนื้อเรื่องที่จู่ๆ ก็กลายเป็นแนวแฟนตาซี
บทที่ 262 - เนื้อเรื่องที่จู่ๆ ก็กลายเป็นแนวแฟนตาซี
บทที่ 262 - เนื้อเรื่องที่จู่ๆ ก็กลายเป็นแนวแฟนตาซี
บทที่ 262 - เนื้อเรื่องที่จู่ๆ ก็กลายเป็นแนวแฟนตาซี
ฮุ่ยโจว
ภายในหมู่บ้านในเมือง เป็นลานบ้านอิฐแดงหลังหนึ่ง
"อาหารสัตว์หนึ่งตัน น่าจะพอให้หมูหนึ่งตัวกินได้แค่ปีเดียว จะเลี้ยงกี่ตัวก็ต้องใช้อาหารสัตว์ตามจำนวนตันเท่านั้น"
"ตู้รถไฟบรรทุกสินค้าหนึ่งตู้ลากได้ 60 ตัน ระยะทางไกล แถมยังต้องต่อรถ ค่าขนส่งตกหลายสิบหยวน เท่ากับว่าค่าตัวหมูครึ่งตัวหมดไปกับค่าขนส่งเลย"
"มันไม่ค่อยคุ้มเท่าไหร่นะ ยังไงก็ต้องลองหาเส้นทางขนส่งทางเรือดู แถวๆ เซินเจิ้นน่าจะมีเรือบรรทุกสินค้าที่วิ่งไปทางบ้านเราบ้าง..."
หลี่เจี้ยนคุนนั่งอยู่บนม้านั่งไม้ อาบแสงแดดยามเช้า ในมือถือเอกสารที่หลินจิ้งหมินเขียนไว้
ก่อนจะเดินทางไปฮ่องกง เขาได้ไหว้วานให้หลินจิ้งหมินช่วยจัดการเรื่องอาหารสัตว์ตามที่รับปากกับเปียวจื่อไว้ เหล่าหลินเป็นคนกว้างขวางและทำงานได้รวดเร็วมาก เขาตั้งใจเดินทางไปถึงโรงงานเจียต้าในเซินเจิ้นรวมถึงสถานีขนส่งทางรถไฟด้วย
ราคาอาหารสัตว์จะแพงหรือไม่เขาก็ไม่รู้ เพราะเขาไม่เคยเห็นโรงงานอาหารสัตว์แห่งอื่นเลยจึงไม่มีข้อเปรียบเทียบ
เขาคิดว่าการใช้อาหารสัตว์เลี้ยงหมูน่าจะคุ้มค่า ไม่อย่างนั้นเจียต้าจะเติบโตยิ่งใหญ่ขนาดนี้ได้ยังไง?
แต่เรื่องการขนส่ง หลี่เจี้ยนคุนรู้สึกว่ายังต้องลองหาช่องทางดูอีกหน่อย พรุ่งนี้ค่อยต่อสายกลับไป ให้เปียวจื่อไปลองสืบข่าวแถวๆ ท่าเรือแถวบ้านดู
"เจี้ยนคุน กินข้าวได้แล้ว!"
เสียงของพี่รองดังมาจากทางห้องครัว
"ครับ! ไปเดี๋ยวนี้แหละ"
ลานบ้านหลังนี้พวกเขาเช่าเอาไว้ เจ้าของบ้านย้ายไปอยู่บ้านญาติในหมู่บ้านเดียวกัน พวกเขาเลยซื้อของมาทำกับข้าวกินกันเอง
ขณะที่กินข้าวไปได้ครึ่งหนึ่ง หลินซินเจี่ยในชุดสูทภูมิฐานก็รีบเดินทางมาถึง เขาไม่ได้พักที่นี่ การที่นักธุรกิจฮ่องกงรายใหญ่จะมาพักในบ้านไร่ในหมู่บ้านแบบนี้ ถ้าคนอื่นเห็นเข้ามันจะดูไม่งาม เขาจึงเข้าพักที่โรงแรมของรัฐในตัวเมือง
ในขณะเดียวกัน ในฐานะคนต่างชาติ สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อมาถึงที่นี่คือต้องไปลงทะเบียนที่ที่ทำการทางการ
"เจ้านายครับ ทุกอย่างจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว สหายที่ทำเรื่องลงทะเบียนให้ผมรายงานเรื่องนี้ขึ้นไปข้างบนแล้ว ทางนั้นติดต่อไปที่สำนักเครื่องจักรกล และพวกเขาก็เตรียมพร้อมต้อนรับเราแล้วครับ"
ดูสิ นักธุรกิจฮ่องกงจะมาลงทุนทั้งที ใครจะกล้าเล่นตลกด้วยล่ะ?
"หาอะไรใส่ท้องก่อนเถอะ"
หลังจากกินมื้อเช้าเสร็จ หลี่เจี้ยนคุนก็เปลี่ยนเป็นชุดที่ดูทะมัดทะแมง จากนั้นทั้งสองคนก็มุ่งหน้าไปยังสำนักเครื่องจักรกลฮุ่ยหยางทันที
แถวนี้หาแท็กซี่ไม่ได้เลยจริงๆ ทำได้เพียงนั่งรถลาก ซึ่งดูแล้วลดระดับความหรูหราลงไปหน่อย
ยังไม่ทันจะถึงหน้าประตูสำนักเครื่องจักรกล ก็มองเห็นกลุ่ม "เสื้อเชิ้ตขาว" ยืนอออยู่หน้าประตูรั้วเหล็กที่ขึ้นสนิมของสำนักงานใหญ่
"ใช่คุณหลินที่มาจากฮ่องกงหรือเปล่าครับ?"
หลินซินเจี่ยยิ้มพลางกวักมือทักทาย "ผมหลินเองครับ"
"ใช่จริงๆ ด้วย"
"คุณหลิน ยินดีต้อนรับอย่างยิ่งครับ!"
"วันหลังบอกสถานที่มาเถอะครับ พวกเราจะได้เอารถไปรับ"
รถลากหยุดสนิท กลุ่มคนเสื้อเชิ้ตขาวรีบกุลีกุจอเข้ามาต้อนรับ ทำเอาชายคนขับรถลากตกใจจนหน้าถอดสี เขาดูออกว่าคนบนรถมีฐานะ แต่ไม่นึกเลยว่าจะยิ่งใหญ่ถึงขนาดเป็นนักธุรกิจฮ่องกง
ถึงขนาดไม่กล้าพูดเรื่องเก็บเงินเลยทีเดียว
หลี่เจี้ยนคุนที่เป็น "ลูกน้องคนสนิท" ควักเงินจ่ายค่ารถให้
"การมาเยือนของทั้งสองท่านทำให้สำนักของเราดูมีสง่าราศีขึ้นมาทันทีเลยครับ!"
"เวลามันกระชั้นชิดไปหน่อย ถ้าเรารู้ข่าวเร็วกว่านี้สักนิด คงต้องจัดเตรียมงานให้ยิ่งใหญ่กว่านี้ ต้องขออภัยที่ดูแลไม่ทั่วถึงนะครับ"
"ทั้งสองท่าน เชิญข้างในครับ เชิญครับ"
คนที่ออกมาต้อนรับเป็นผู้นำของสำนักเครื่องจักรกล ซึ่งว่ากันว่าที่นี่มีผู้อำนวยการสำนักทั้งหมดสามคน และรองผู้อำนวยการอีกประมาณสิบคน
เขานามสกุลลั่ว
หลี่เจี้ยนคุนทั้งสองคนถูกนำตัวไปยังอาคารหลักสามชั้นที่ตั้งอยู่ตรงข้ามประตูทางเข้า ที่นี่มีการจัดเตรียมห้องรับรองไว้ มีเก้าอี้โซฟาปูด้วยผ้าตาข่ายสีขาว บนโต๊ะน้ำชาไม้แดงมีถาดผลไม้วางอยู่ หลังจากนั่งลงได้ไม่นาน พนักงานสาวสวยก็ยกน้ำชามาเสิร์ฟ
หลังจากทักทายกันตามมารยาทแล้ว การสนทนาก็เข้าสู่ประเด็นหลักที่ทั้งสองฝ่ายต่างให้ความสนใจ นั่นคือเรื่องการลงทุน
ผู้อำนวยการลั่วเริ่มเปิดบทสนทนา แนะนำโครงการที่น่าลงทุนภายใต้สำนักเครื่องจักรกลอย่างกระตือรือร้น เขาพูดอยู่นานสองนานแต่กลับไม่ได้พูดถึงแผนกอิเล็กทรอนิกส์เลยแม้แต่น้อย
หลินซินเจี่ยชำเลืองมองหลี่เจี้ยนคุน และเมื่อเห็นสัญญาณจากสายตาของเขา จึงพูดแทรกขึ้นมาว่า:
"ขออภัยนะครับผู้อำนวยการลั่ว ผมได้ยินมาว่าภายใต้สำนักของพวกคุณมีแผนกอิเล็กทรอนิกส์อยู่ไม่ใช่เหรอครับ อย่างที่ท่านทราบ บริษัทของเราทำธุรกิจเกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อไม่นานมานี้ผมบังเอิญได้ยินมาว่า สำนักของท่านกำลังอยู่ในช่วงปฏิรูป และดูเหมือนว่าจะแยกแผนกอิเล็กทรอนิกส์ออกมาเป็นอิสระ
"พูดตามตรงนะครับ ผมค่อนข้างสนใจเรื่องนี้มากทีเดียว"
นามบัตรของเขาถูกแจกจ่ายออกไปรอบวงแล้ว ผู้อำนวยการลั่วและคนอื่นๆ เมื่อเห็นชื่อบริษัท "หัวเหรินอิเล็กทรอนิกส์" ก็ถึงกับสะดุ้งกันถ้วนหน้า
บริษัทเล็กๆ ทั่วไปที่ไหนจะกล้าตั้งชื่อแบบนี้?
พวกเขาก็แค่ไม่รู้หรอกว่า อย่าว่าแต่ฮ่องกงเลย ขนาดแถวถนนเกาตี้ในเมืองกวางโจว ตอนนี้ก็มีร้านชื่อ "เวิลด์มิวสิค" "เทรนด์อินเตอร์เนชั่นแนล" "ยูนิเวิร์สห้างสรรพสินค้า" เต็มไปหมดแล้ว...
พอได้ยินเขาพูดแบบนั้น ผู้อำนวยการลั่วก็เงียบกริบไปทันที
พวกเสื้อเชิ้ตขาวคนอื่นๆ ต่างมองหน้ากันไปมา เหมือนมีเรื่องบางอย่างที่พูดไม่ออกบอกไม่ได้
หลี่เจี้ยนคุนสังเกตเห็นสีหน้าของคนเหล่านี้ทั้งหมด ในใจก็เริ่มกังวลขึ้นมา พลางคิดว่าหรือจะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น?
มีคนตัดหน้าไปก่อนแล้วเหรอ?
ไม่น่าเป็นไปได้นะ เขาเคยอ่านประวัติความเป็นมาของทีซีแอลมาแล้ว รู้ว่าบริษัทต้นกำเนิดของทีซีแอลคือทีทีเคเครื่องใช้ไฟฟ้า ก่อตั้งขึ้นในปี 1981 และในปี 1982 หลังจากหลี่ตงเซิงเรียนจบจากมหาวิทยาลัยหัวหนานหลี่กงถึงได้เข้าร่วม ดังนั้นประวัติศาสตร์ของทีซีแอลจึงนับจุดเริ่มต้นจากปี 1982 เป็นหลัก
แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเดือนพฤษภาคมปี 1980 เลยด้วยซ้ำ
หลินซินเจี่ยถาม "ผู้อำนวยการลั่ว มีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ?"
"คุณหลินครับ ถ้าคุณสนใจที่จะร่วมมือในด้านอื่นๆ เราคุยกันได้หมดเลย แต่แผนกอิเล็กทรอนิกส์นี้... ตอนนี้เกรงว่าจะไม่มีกำลังไปทำเรื่องอื่นจริงๆ ครับ"
"ทำไมล่ะครับ พวกเขายุ่งมากเลยเหรอ กำลังทำโปรเจกต์อะไรอยู่หรือเปล่า?" คนที่ถามคือหลี่เจี้ยนคุน
ตอนที่เขามาสืบข้อมูลเมื่อปีที่แล้ว แผนกอิเล็กทรอนิกส์ก็เรียกได้ว่ายุ่งเหมือนกัน แต่ยุ่งอยู่กับการถกเถียงกับสำนักเครื่องจักรกลน่ะสิ
ได้ยินว่าสำนักเครื่องจักรกลไม่ค่อยชอบหน้าพวกเขาเท่าไหร่ และอยากจะแยกพวกเขาออกไปใจจะขาด แต่เผลอแป๊บเดียว สถานการณ์กลับดูเหมือนจะพลิกผันไปร้อยแปดสิบองศา สีหน้าของผู้อำนวยการลั่วแสดงออกถึงความเสียดายอย่างเห็นได้ชัด
"คุณหลี่พูดถูกครับ ยุ่งจริงๆ ครับ กำลังทำโปรเจกต์ที่พิเศษและสำคัญมากอยู่"
"อ้อ? ผมขอบังอาจสอบถามได้ไหมครับว่าเรื่องอะไร?"
ผู้อำนวยการลั่วลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขามองไปรอบๆ เพื่อนร่วมงาน และชำเลืองมองไปที่ประตูก่อนจะลดเสียงต่ำลงแล้วพูดว่า "พลังจิต"
หลี่เจี้ยนคุน: "..."
หลินซินเจี่ย: "!!!"
หลี่เจี้ยนคุนไม่นึกไม่ฝันเลยจริงๆ ว่าเนื้อเรื่องมันจะกลายเป็นแนวแฟนตาซีไปได้ขนาดนี้
เขาส่งสัญญาณสายตาให้หลินซินเจี่ยอย่างเงียบเชียบ ในฐานะลูกน้องคนสนิท เขาแทรกแซงได้เป็นครั้งคราวแต่ไม่ควรจะพูดขโมยซีนเจ้านายตลอดเวลา
ส่วนหลินซินเจี่ยนั้นรู้สึกสงสัยเป็นอย่างมาก จึงรีบถามออกไปว่า "ผู้อำนวยการลั่ว ในโลกนี้มีพลังจิตจริงๆ เหรอครับ?"
"มีครับ!"
คำพูดนี้ของผู้อำนวยการลั่วหนักแน่นและชัดเจนมาก
คนเสื้อเชิ้ตขาวคนอื่นๆ ต่างก็มีสีหน้าภูมิใจขึ้นมาทันที ในที่สุดพวกเขาก็มีบางอย่างที่แม้แต่นักธุรกิจฮ่องกงยังต้องรู้สึกประหลาดใจและอิจฉา
หลินซินเจี่ยตกใจ แต่ก็ยังไม่ลืมว่าตัวเองมีชีวิตอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงและต้องทำงานตามความต้องการของเจ้านายตัวจริง จึงถามต่อว่า "ผู้อำนวยการลั่ว ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็เถอะ แต่พลังจิตไปเกี่ยวอะไรกับแผนกอิเล็กทรอนิกส์ล่ะครับ?"
ผู้อำนวยการลั่วนิ่งคิดแล้วพูดว่า "คุณหลินเชื่อไหมครับว่าร่างกายของคนเราสามารถรับสัญญาณจากวัตถุต่างๆ ได้?"
หลินซินเจี่ย: "เอ่อ..."
"จากการทดลองมากมาย เรามีเหตุผลที่จะเชื่อว่า พลังจิตส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการส่งผ่านสัญญาณพิเศษที่เทคโนโลยีในปัจจุบันยังไม่สามารถเข้าถึงได้ แผนกอื่นๆ ในสำนักของเราส่วนใหญ่เน้นไปทางเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม มีเพียงแผนกอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้นที่มีความสามารถในการตรวจสอบและศึกษากระบวนการเหล่านี้ครับ"
ผู้อำนวยการลั่วหยุดพูดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยความหวังและความคาดหวัง "ถ้าเราสามารถเข้าใจหลักการของมันได้ เราอาจจะค้นพบพลังงานจักรวาลที่ไม่เคยมีมาก่อน หรือขุมพลังบางอย่าง... คุณหลินลองคิดดูสิครับว่ามันหมายถึงอะไร?"
หลินซินเจี่ย: "..."
จะเปิดยุคสมัยแห่งการฝึกเซียนงั้นเหรอ?
น่าสงสารที่เขาเรียนจบมาแค่ชั้นประถม จินตนาการได้กว้างไกลที่สุดก็คงมีแค่เรื่องนี้แหละ
หลี่เจี้ยนคุนฟังจนมึนตึ้บไปหมด ไม่ต้องพูดถึงว่าพลังจิตมีจริงหรือไม่ แต่พวกคุณนี่มันช่างมีความทะเยอทะยานเหลือเกินนะ
ทำไมไม่ตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตัวเองบ้าง พลังงานวิเศษอะไรนั่นต่อให้มีจริง มันใช่สิ่งที่แผนกย่อยของหน่วยงานระดับเทศบาลในเมืองระดับหกอย่างพวกคุณจะมาวิจัยจนเข้าใจได้เหรอ?
หลินซินเจี่ยอุทานด้วยความทึ่ง "ผู้อำนวยการลั่ว พวกเราพอจะมีโอกาสได้เห็นเป็นบุญตาบ้างไหมครับ?"
"เรื่องนี้มัน..."
นั่นไง เริ่มเล่นตัวแล้ว
หลี่เจี้ยนคุนอยากจะชูมือขึ้นฟ้าแล้วตะโกนว่า "กระบี่จงมา" จริงๆ
หลินซินเจี่ยคาดว่าเจ้านายคงอยากเห็นเหมือนกัน ดังนั้นเขาจึงไม่รังเกียจที่จะพูดอะไรที่ล้ำเส้นไปบ้าง เพราะสุดท้ายแล้วจะทำหรือไม่ก็ต้องขึ้นอยู่กับพวกเขา จึงเสริมไปอีกประโยคหนึ่งว่า:
"ถ้าเรื่องนี้เป็นความจริง ผมเชื่อว่าเงินทุนวิจัยคงไม่ใช่จำนวนน้อยๆ ผมเองก็อาจจะพอช่วยสนับสนุนได้บ้างตามกำลังที่พอจะมีครับ"
ควับ!
คนเสื้อเชิ้ตขาวรวมถึงผู้อำนวยการลั่วต่างก็มีดวงตาเป็นประกายขึ้นมาทันที
โปรเจกต์พลังจิตนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามีอนาคตไกล แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า ในตอนที่ยังไม่มีผลงานออกมา มันลำบากที่จะขอเงินทุนจากเบื้องบน เพราะตอนนี้ทั่วประเทศไม่ได้มีแค่ที่นี่ที่ค้นพบเรื่องพลังจิต
ถ้าจะควักเนื้อตัวเองจ่ายไปเรื่อยๆ มันก็เหมือนกับหลุมที่ไม่มีวันเต็ม ช่างผลาญเงินเหลือเกิน!
(จบแล้ว)