- หน้าแรก
- ระบบพรสวรรค์สีทองแห่งสำนักง้อไบ๊!
- บทที่ 645 ไร้ซึ่งลมหายใจ
บทที่ 645 ไร้ซึ่งลมหายใจ
บทที่ 645 ไร้ซึ่งลมหายใจ
บทที่ 645 ไร้ซึ่งลมหายใจ
แม้หนิงเต้าฉีที่ซ่อนตัวอยู่ในขบวนทหารตระกูลอวี่เหวิน จะทำให้ตระกูลอวี่เหวินต้องแบกรับความสงสัยและปัญหาเพิ่มขึ้นมาหนึ่งชั้น ทว่าขอเพียงกู้เส้าอันมิหาเรื่องตระกูลอวี่เหวินต่อไป เช่นนั้นสถานการณ์ตรงหน้านี้ ก็จักยังมิถึงขั้นทรุดหนักจนมิอาจเยียวยาได้จริงๆ
ตู๋กูเฟิงเองก็ลอบพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมาแผ่วเบาหนึ่งคำ
ต่อให้เป็นระดับสภาวะจิตใจของเขา ในยามนี้ยามเผชิญหน้ากับคนอย่างกู้เส้าอันที่สามารถสังหารหนิงเต้าฉีได้จังๆ เช่นนี้ เขาย่อมมิยินยอมจะไปประชันหน้าด้วยโดยง่ายเด็ดขาด
ในทางตรงกันข้ามทางฝั่งเรือนฌานเมตตา
ยามที่กู้เส้าอันและเหมยเจี้ยงเสวี่ยหมุนกายเดินออกไปด้านนอกนั้น สายตาฟ่านชิงฮุ่ยพลันไหววูบ ในดวงตาประดุจมีร่องรอยแห่งการครุ่นคิดวูบผ่านไป
ในสายตานั้น แฝงไว้ด้วยการพิจารณา และแฝงไว้ด้วยความลังเลหลายส่วน
ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักบางอย่างในระยะเวลาอันสั้นถึงขีดสุด
ในเวลาเดียวกัน กู้เส้าอันและเหมยเจี้ยงเสวี่ยได้เดินมาถึงบริเวณปากทางเดินแล้ว
เหล่านักบู๊พเนจรที่เดิมทีอุดอยู่ตรงนั้นรวมถึงคนตระกูลตู๋กู ยามเห็นกู้เส้าอันเข้าใกล้ ต่างพากันมิลังเลแม้เพียงนิด รีบพากันถอยหลีกทางไปทั้งสองข้างทันที
ฝีเท้าเร่งรีบ
ระหว่างการเสียดสีของชุดเสื้อผ้านำพาเอาเสียงวุ่นวายแผ่วเบาดังต่อเนื่อง
หลายคนถึงกับก้มศีรษะลงเล็กน้อย ด้วยเกรงว่าตนเองจะขวางทางกู้เส้าอัน และนำพาความมิพอใจมาให้
ปากทางเดินทั้งเส้น พริบตาเดียวก็ปรากฏถนนที่กว้างขวางสายหนึ่งออกมา
บรรยากาศบีบคั้นทว่าเงียบสงัด
นอกจากเสียงฝีเท้าของกู้เส้าอันและเหมยเจี้ยงเสวี่ยแล้ว เกือบจะมิมีเสียงอื่นใดอีกเลย
ทว่า ในนาทีที่กู้เส้าอันและเหมยเจี้ยงเสวี่ยกำลังจะก้าวเข้าสู่ทางเดินนั้นเอง เสียงสายหนึ่งกลับพลันดังกังวานขึ้นกะทันหัน
"รบกวนท่านเจ้าสำนักน้อยกู้โปรดหยุดฝีกเท้าก่อน"
น้ำเสียงมิได้สูง ทว่าเพราะภายในห้องหินเงียบสงัดเกินไป จึงดูชัดเจนเป็นพิเศษ
และเพราะเหตุนี้เอง ในวินาทีที่น้ำเสียงนี้หลุดออกจากปาก ผู้คนที่เดิมทีหาได้มีการเตรียมตัวไม่ภายในห้องหิน ต่างก็พากันสะดุ้งตกใจ
ตามมาติดๆ สายตาหลายคู่ต่างพากันมองตามเสียงไปแทบจะพร้อมกัน
ผู้ที่เปิดปาก หาใช่ใครอื่น กลับเป็นเจ้าสำนักเรือนฌานเมตตา ฟ่านชิงฮุ่ย นั่นเอง
ชั่วพริบตา กระทั่งอวี่เหวินซาง หลี่ซื่อหมิน หลี่เสินทง และคนอื่นๆ ต่างก็อดมิได้ที่จะขมวดคิ้ว
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาก็มิคาดคิดว่า มาถึงยามนี้แล้ว ฟ่านชิงฮุ่ยกลับยังคงจะเปิดปากกะทันหัน เพื่อเรียกกู้เส้าอันที่เตรียมจะจากไปให้หยุด
โดยเฉพาะหลังจากที่ได้เห็นกู้เส้าอันสังหารหนิงเต้าฉีด้วยตาตนเองแล้ว พฤติกรรมเช่นนี้ เรียกได้ว่ายากที่จะมิทำให้ผู้คนรู้สึกว่ากะทันหันเกินไป
เพียงแต่ ยามได้ยินคำเรียกขานที่ฟ่านชิงฮุ่ยมีต่อกู้เส้าอันแล้ว พวกอวี่เหวินซางและคณะราวกับจะนึกบางอย่างออก ต่างพากันมองไปยังกระบี่ที่กู้เส้าอันกุมอยู่ในมือ
ด้วยสายตาของคนไม่กี่คน ต่อให้จะห่างออกไปสิบกว่าจ้าง ก็สามารถมองเห็นคำว่า "อิงเทียน" สองคำบนฝักกระบี่นั้นได้อย่างชัดเจน
กุมกระบี่อิงเทียนไว้ในมือ เมื่อมองไปยังเงาร่างนั้นอีกครั้ง พวกอวี่เหวินซางและคณะมีหรือจะเดาฐานะของกู้เส้าอันมิออก
ชั่วพริบตา บนใบหน้าพวกอวี่เหวินซางและคณะต่างก็ปรากฏรอยยิ้มแจ้งแจ้งออกมา
ที่หน้าปากทางเดิน ยามได้ยินเสียงของฟ่านชิงฮุ่ย ฝีเท้ากู้เส้าอันชะงักไปเล็กน้อย
เหมยเจี้ยงเสวี่ยที่อยู่ด้านข้างเห็นดังนั้น ก็รีบหยุดตามทันที
จากนั้น เขาค่อยๆ หมุนกายกลับ สายตาสงบนิ่งมองไปยังฟ่านชิงฮุ่ย
ยามสบสายตากับกู้เส้าอัน ฟ่านชิงฮุ่ยสูดลมหายใจเข้าลึกครั้งหนึ่ง จากนั้นจึงประสานมือคารวะ
"ผู้น้อยฟ่านชิงฮุ่ย เจ้าสำนักเรือนฌานเมตตา ขอพบท่านเจ้าสำนักน้อยกู้เจ้าค่ะ" ยามนางกล่าวคำ ใบหน้ายังคงเคร่งขรึมสง่างาม น้ำเสียงก็พยายามรักษาความราบเรียบไว้สุดกำลัง
ทว่ามิวว่าใครก็ย่อมมองออกว่า ลมหายใจและกลิ่นอายอำนาจของนางในยามนี้ หาได้มั่นคงเหมือนที่แสดงออกภายนอกไม่
เห็นได้ชัดว่า ยามเผชิญหน้ากับตัวตนเช่นกู้เส้าอัน ต่อให้เป็นฟ่านชิงฮุ่ย ก็เลี่ยงมิได้ที่จะมิอาจทำใจให้สงบนิ่งได้อย่างแท้จริง
กู้เส้าอันมิได้กล่าววาจา และมิได้สลายวิชาแปลงโฉมบนใบหน้า เพียงแต่จ้องมองฟ่านชิงฮุ่ยอย่างเงียบเชียบ
ส่วนฟ่านชิงฮุ่ยหลังจากหยุดชะงักไปช่วงสั้นๆ สายตาก็พลันเลื่อนไปที่ห่อสัมภาระบนหลังของเหมยเจี้ยงเสวี่ย
หากจะกล่าวให้ถูกต้อง คือจ้องมองสิ่งของที่บรรจุอยู่ในห่อสัมภาระนั้น
จากนั้น นางจึงค่อยๆ เปิดปาก
"บังอาจถามท่านเจ้าสำนักน้อยกู้ มุกเนตรมาร อยู่ในมือของคนทั้งสองท่านใช่หรือไม่เจ้าคะ" ทันทีที่คำนี้หลุดออกมา บรรยากาศภายในห้องหินพลันบังเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกชั้นหนึ่งทันที
สายตาของหลายคนไหววูบ สีหน้าแตกต่างกันไป
ซ่งเชวีย อวี่เหวินซาง ตู๋กูเฟิง และคนอื่นๆ พริบตาเดียวก็แจ้งใจว่าฟ่านชิงฮุ่ยหมายจะทำสิ่งใด
ในใจกู้เส้าอันไหววูบแผ่วเบา จากนั้นมุมปากประดับรอยยิ้มจางๆ สายหนึ่ง จ้องมองฟ่านชิงฮุ่ยด้วยความนึกสนุก
"ใช่แล้วจะทำไม"
ฟ่านชิงฮุ่ยได้ยินดังนั้น สีหน้าเคร่งขรึมขึ้น น้ำเสียงก็ทึบต่ำลงหลายส่วนตามไปด้วย
"มุกเนตรมารคือสมบัติล้ำค่าของพรรคมาร อีกทั้งยังเป็นสิ่งอัปมงคล ที่มีความเป็นอธรรมและมารร้ายถึงขีดสุด"
"ภายในสิ่งนี้บรรจุพลังวรยุทธ์ที่หลงเหลือและเจตจำนงที่วุ่นวายของจ้าวอสูรแต่ละรุ่นไว้ หากคนทั่วไปอยู่กับมันนานๆ สภาวะจิตใจย่อมถูกมันแทรกซึมได้ง่ายยิ่งนัก" "ต่อให้เป็นนักบู๊ขั้นเทวะ หากพกพาสิ่งนี้ติดตัวเป็นเวลานาน ก็ยากจะรับประกันได้ว่าจะมิได้รับผลกระทบ" กล่าวถึงตรงนี้ ฟ่านชิงฮุ่ยหยุดวูบเล็กน้อย จากนั้นจึงกล่าวต่อว่า: "สิ่งอัปมงคลเช่นนี้ หากหลงเหลืออยู่บนโลก สุดท้ายย่อมนำมาซึ่งภัยพิบัติหาใช่โชคลาภไม่ "
"สำนักง้อไบ๊ในฐานะสำนักฝ่ายธรรมะผู้ยิ่งใหญ่แห่งแคว้นต้าเว่ย มีชื่อเสียงที่ใสสะอาดและเที่ยงธรรม ช่วงไม่กี่ปีมานี้ยิ่งปรากฏสง่าราศีประดุจเป็นแบบอย่างฝ่ายธรรมะแห่งแคว้นต้าสุยลางๆ แม้ศิษย์จะอาศัยอยู่ในต้าสุย ทว่าก็ได้ยินชื่อเสียงมานานแล้วขอรับ" "ท่านเจ้าสำนักน้อยกู้ในฐานะเจ้าสำนักน้อยแห่งง้อไบ๊ ย่อมแจ้งแก่ใจดีว่าการที่สิ่งนี้หลงเหลืออยู่บนโลกย่อมนำพาภัยพิบัติมามิรู้จบ หวังว่าท่านเจ้าสำนักน้อยกู้จะเห็นแก่สรรพชีวิตในใต้หล้าและวิถีธรรมะในยุทธจักรเป็นสำคัญ โปรดทิ้งมุกเนตรมารไว้ และมอบให้เรือนฌานเมตตาของศิษย์เป็นผู้จัดการขอรับ"
"หากเป็นเช่นนั้น ย่อมสามารถหลีกเลี่ยงภัยพิบัติมหาศาลในภายหน้าได้ขอรับ"
คำพูดชุดนี้ของนาง กล่าวออกมาได้อย่างมีหลักการและเหตุผล น้ำเสียงถึงกับแฝงความเมตตาและคุณธรรมอันยิ่งใหญ่อยู่หลายส่วน
ราวกับนางทำมิได้ทำเพื่อตัวมุกเนตรมารเองจริงๆ ทว่าทำเพื่อความปลอดภัยของยุทธจักรและความถูกต้องของใต้หล้าเพียงอย่างเดียว
เหล่านักบู๊พเนจรกลางลานรวมถึงคนส่วนใหญ่ในสี่ตระกูลใหญ่เมื่อได้ยินคำพูดชุดนี้ มิเพียงมิมีใครรู้สึกว่าคำพูดของฟ่านชิงฮุ่ยมีปัญหา ทว่ากลับพากันบังเกิดความเลื่อมใสต่อพฤติกรรมที่ฟ่านชิงฮุ่ยยังกล้าหยัดยืนออกมาหลังจากกู้เส้าอันแสดงพละกำลังให้เห็นแล้วขึ้นมาเล็กน้อย
มีเพียงอวี่เหวินซาง ตู๋กูเฟิง และซ่งเชวียที่ฟังคำของฟ่านชิงฮุ่ยแล้ว ในใจต่างก็แค่นเสียงเย็นต่อเนื่อง
ในขณะเดียวกัน ทั้งสี่ท่านก็อดมิได้ที่จะนับถือในความกล้าหาญของฟ่านชิงฮุ่ย
ที่ปากทางเดิน กู้เส้าอันฟังคำของฟ่านชิงฮุ่ยแล้ว พลันลอบหัวเราะแผ่วเบาออกมาหนึ่งครั้ง
เสียงหัวเราะนั้นมิได้ดัง
ทว่าภายในห้องหินที่เงียบสงัดในยามนี้ กลับดูชัดเจนเป็นพิเศษ
วินาทีถัดมา กู้เส้าอันมิได้มองไปทางฟ่านชิงฮุ่ย ทว่ากลับเบี่ยงหน้าไป มองไปยังเหมยเจี้ยงเสวี่ยข้างกาย
"ได้ยินความหมายแฝงของคำพูดชุดนี้หรือไม่ขอรับ"
เหมยเจี้ยงเสวี่ยได้ยินดังนั้นพยักหน้ากล่าวว่า: "ขั้นแรกระบุฐานะของศิษย์พี่และสำนักง้อไบ๊ของเราก่อน จากนั้นจึงเอาคุณธรรมยุทธจักรและเหตุผลที่เรียกว่าฝ่ายธรรมะอธรรมมากดดันศิษย์พี่ หวังจะให้ศิษย์พี่ทิ้งมุกเนตรมารไว้ให้นางเจ้าค่ะ" ยามกล่าวคำ บนใบหน้าเหมยเจี้ยงเสวี่ยยังแฝงความดูแคลนอย่างแจ่มชัด
เห็นได้ชัดว่า คำพูดอันมีหลักการและเหตุผลของฟ่านชิงฮุ่ยชุดนั้น ในสายตานางแล้ว มิต่างจากการปล้นซึ่งหน้าเลยแม้แต่นิดเดียว
กู้เส้าอันได้ยินดังนั้น พยักหน้าแผ่วเบา: "หากสลับเป็นเจ้า ยามเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้จะรับมืออย่างไรขอรับ?" เหมยเจี้ยงเสวี่ยนิ่งคิดครู่หนึ่งแล้วตอบว่า: "มิใส่ใจเจ้าค่ะ"
ในตอนท้าย เหมยเจี้ยงเสวี่ยกล่าวเสริมว่า: "รู้หน้ามิรู้ใข หากมุกเนตรมารนี้เป็นสิ่งอัปมงคลจริงๆ สำนักง้อไบ๊ของเราได้รับมาแล้วมิว่าจะเป็นผู้ดูแลแทน หรือจะทำลายมันทิ้งไป ก็ย่อมดีกว่าการมอบให้คนอื่นจัดการเจ้าค่ะ"
ยามได้ยิน กู้เส้าอันพยักหน้าก่อน จากนั้นจึงส่ายศีรษะกล่าวว่า: "มิใส่ใจ คือวิธีการในยามที่พละกำลังมิเพียงพอขอรับ" น้ำเสียงเขาสงบนิ่ง ราวกับกำลังสั่งสอนตามสบาย
ทว่าทุกคนในห้องหิน กลับได้ยินอย่างชัดแจ้งทุกถ้อยคำ
จากนั้น กู้เส้าอันกล่าวต่อว่า: "คนประเภทนี้ สิ่งที่เชี่ยวชาญที่สุด คือการอาศัยนามของคุณธรรมและวิถียุทธจักร เพื่อกระทำการทำลายผู้อื่นและส่งเสริมผลประโยชน์ตนเองขอรับ" "ดูเหมือนทุกคำพูดล้วนทำเพื่อใต้หล้า เพื่อสรรพชีวิต ทว่าความจริงก็เพียงแค่แฝงความเห็นแก่ตัว อาศัยกระแสสังคมบีบบังคับให้ผู้อื่นสละผลประโยชน์เพียงเท่านั้นเอง"
"คนประเภทนี้ มักจะ ได้คืบเอาศอก กลยุทธ์ล้ำเลิศ เล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิงก็ลุ่มลึก หากปล่อยไว้ ก็จักประดุจแมลงพิษที่ซ่อนตัวอยู่ในที่มืด มิแน่ว่าในอนาคตจะหาโอกาสล้างแคนขอรับ" "หากมิมีพละกำลัง อดทนไว้ก็แล้วไป" "ทว่าหากมีพละกำลัง และตนเองก็เป็นฝ่ายถูก"
กล่าวถึงตรงนี้ ในที่สุดกู้เส้าอันก็ค่อยๆ ลดสายตากลับมาหยุดอยู่ที่ร่างฟ่านชิงฮุ่ยอีกครั้ง
ในดวงตาคู่นั้น มิมีร่องรอยแห่งรอยยิ้มแม้เพียงกึ่งส่วน
"ก็แค่สังหารทิ้งโดยตรงเสียก็สิ้นเรื่อง"
สิ้นคำกล่าวประโยคสุดท้าย อากาศภายในห้องหินประดุจจะหนาวเหน็บลงไปอีกหนึ่งชั้นกะทันหัน
ฟ่านชิงฮุ่ยในใจพลันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
ทว่ามิทันให้นางได้มีการตอบสนองใดๆ เพิ่มเติม แขนเสื้อขวาของกู้เส้าอันก็ได้สะบัดแผ่วเบาออกมาหนึ่งครั้งเรียบร้อยแล้ว
การกระทำนั้นแผ่วเบายิ่งนัก
แผ่วเบาราวกับจะปัดฝุ่นละอองที่ชายเสื้อ
ทว่าในวินาทีที่เขาสะบัดแขนเสื้อ ปราณกระบี่สามสายพลันประดุจลมฤดูใบไม้ผลิพัดผ่าน ปรากฏขึ้นกลางเวหาอย่างไร้ร่องรอย
มิมีสัญญาณเตือน
มิมีการรวบรวมพลัง
มีเพียงเสียงสั่นครางที่ละเอียดอ่อนยามอากาศถูกฉีกกระชากกะทันหัน และระลอกคลื่นอากาศสามสายที่วูบผ่านภายในห้องหินในชั่วพริบตา
ปราณกระบี่ทั้งสามสายนั้นดูเหมือนมิรุนแรง มิคลุ้มคลั่ง กระทั่งยังแฝงความรู้สึกที่เคลื่อนไหวอย่างนุ่มนวลหลายส่วน
ทว่าประจวบเหมาะที่ความนุ่มนวลนี้นี่เอง ที่กลับแฝงเจตนาสังหารที่แทรกซึมอย่างไร้สุ้มเสียงและยากจะหลบเลี่ยงได้
ยามฟ่านชิงฮุ่ยเห็นปราณกระบี่ปรากฏ สีหน้าพลันเปลี่ยนไปขนานใหญ่
นางแทบจักมิครุ่นคิด ปราณกังภายในร่างก็พลันระเบิดพุ่งขึ้นทันที
วินาทีถัดมา ปราสาทปราณกังที่ควบแน่นพลันปรากฏขึ้น ห่อหุ้มตัวนางไว้ภายในหมดสิ้น
ในเวลาเดียวกัน ปลายเท้าฟ่านชิงฮุ่ยแตะพื้นแผ่วเบา ทั่วร่างพลันพุ่งทะยานขึ้นในพริบตา เห็นได้ชัดว่าต้องการอาศัยวิชาตัวเบาหลบหลีกปราณกระบี่ทั้งสามสายนี้ก่อนหนึ่งก้าว
ปฏิกิริยาของนางเรียกได้ว่ามิได้ช้าเลย
มิวว่าจะเป็นการควบแน่นปราณกังคุ้มกาย หรือการเร่งเร้าท่าร่าง ล้วนบรรลุผลสำเร็จในชั่วพริบตาเดียว
น่าเสียดาย ผู้ที่นางเผชิญหน้าด้วยคือกู้เส้าอัน
แทบจะในวินาทีที่ปลายเท้านางเพิ่งจะพ้นพื้นดิน
ปราณกระบี่ทั้งสามสายที่ประดุจลมฤดูใบไม้ผลิเหล่านั้น ก็ได้มาถึงอย่างไร้สุ้มเสียงเรียบร้อยแล้ว
ปราณกระบี่ของกู้เส้าอัน ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับสูงสุดอย่างหนิงเต้าฉีก็ยังยากจะหลบหลีกได้อย่างแท้จริง นับประสาอะไรกับฟ่านชิงฮุ่ยที่มีระดับเพียงหลอมหยวนเป็นกังเท่านั้น
ในวินาทีที่ปราณกระบี่ทั้งสามสายเข้าถึงตัว มันก็กรีดแยกปราณกังคุ้มกายนอกร่างฟ่านชิงฮุ่ยได้อย่างง่ายดายประดุจมีดกรีดเต้าหู้ จากนั้นปราณกระบี่สองสายพุ่งเข้าสู่ทรวงอกของจิ้งอันอีกสายหนึ่งพุ่งทะลุผ่านหว่างคิ้วของฟ่านชิงฮุ่ยไปโดยตรง
วินาทีถัดมา ปราณกระบี่ทั้งสามสายทะลวงผ่านร่างกายออกจากด้านหลังฟ่านชิงฮุ่ย นำพาเอาละอองเลือดสามกลุ่มพุ่งออกมา
ฟ่านชิงฮุ่ยที่ปลายเท้าเพิ่งจะพ้นพื้น ภายใต้พละกำลังที่หลงเหลือของปราณกระบี่นี้ ก็ประดุจประทีปกลางลม ร่างกายปลิวว่อนไปทางด้านข้างประมาณหนึ่งจ้างแล้วร่วงหล่นกระแทกพื้นอย่างหนัก มิมีเสียงลมหายใจอีกต่อไป