เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2 หย่ากันเถอะ

บทที่ 2 หย่ากันเถอะ

บทที่ 2 หย่ากันเถอะ


ตอนนี้เป็นเวลาห้าโมงเย็น

ตามปกติแล้ว ลู่หลินเหอน่าจะยังทำงานอยู่ที่บริษัท

แต่หมอแจ้งว่าอาการของอันเมิ่งเข้าขั้นวิกฤต และอาจถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิต

เขาจึงละทิ้งงานในมือแล้วรีบบึ่งมาทันที

ใครจะไปคิดว่าเมื่อมาถึง หญิงสาวตรงหน้ากลับไม่ได้เป็นเจ้าหญิงนิทราอย่างที่เขาจินตนาการไว้ แต่เธอกลับดูมีชีวิตชีวาและกระปรี้กระเปร่าอย่างเต็มเปี่ยม

เพียงแต่... ดูเหมือนจะมีบางอย่างผิดปกติไปสักหน่อย

ลู่หลินเหอเอ่ยถามขึ้น "ซินซี ที่เธอพูดหมายความว่ายังไง?"

ซินซีเหลือบมองอันเมิ่ง "คุณหนู... เหมือนจะจำเรื่องในอดีตไม่ได้เลยค่ะ"

"ใช่ๆ ฉันความจำเสื่อมน่ะ เผลอลืมนายไปด้วย ขอโทษทีนะ"

"ลืมงั้นเหรอ? เป็นผลข้างเคียงจากยาพิษหรือเปล่า" แววตาของลู่หลินเหอมืดมนลงขณะทอดมองไปยังอันเมิ่ง ทว่าเขากลับไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมาเป็นพิเศษ เพียงแต่ก้าวเท้าเดินเข้ามาในห้อง

หลังจากได้เห็นหน้าผู้ชายคนนี้ชัดๆ อันเมิ่งก็ต้องตกตะลึงอีกครั้ง

ชายหนุ่มมีใบหน้าที่หล่อเหลาและเย็นชา ดวงตาดุจดวงดาวเปล่งประกายเฉียบคม ริมฝีปากบางเฉียบได้รูป โครงหน้าคมคายราวกับภาพสามมิติอันวิจิตรบรรจง แม้แต่ปรมาจารย์ด้านประติมากรรมก็คงยากที่จะรังสรรค์ผลงานที่สมบูรณ์แบบเช่นนี้ได้

แม้จะสวมเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบง่าย แต่ก็ไม่อาจซ่อนเร้นเรือนร่างสูงโปร่งสง่างามของเขาไว้ได้เลย

ทว่าเหตุผลหลักที่ทำให้อันเมิ่งตกตะลึง ไม่ใช่เพราะความหล่อเหลาของเขา

สาเหตุที่เธอช็อก เป็นเพราะเธอรู้จักผู้ชายคนนี้

ลู่หลินเหอ!?

ลู่หลินเหอก็เคยเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยหนานจิงเช่นกัน ตอนที่เธออยู่ปีหนึ่ง เขาเป็นนักศึกษาชั้นปีสุดท้ายและเป็นถึงประธานสภานักศึกษาของมหาวิทยาลัยแล้ว

ในขณะเดียวกัน เขาก็เป็นประธานกรรมการบริหารคนปัจจุบันของลู่กรุ๊ปด้วย เมื่อหลายปีก่อน ตอนที่ประธานคนก่อนหายตัวไป ลู่กรุ๊ปเคยตกอยู่ในสภาวะวิกฤตเกือบจะล้มละลาย ลู่หลินเหอใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีในการพลิกฟื้นบริษัท จนกลายเป็นหนึ่งในองค์กรชั้นนำของเมืองหนานเฉิง

สมัยที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยหนานจิง เขาเป็นที่รู้จักของทุกคน ถึงขั้นที่ว่าในมหาวิทยาลัย ผู้คนมักจะไม่ชมใครว่าเป็น "หนุ่มหล่อพ่อรวย" แต่จะใช้คำว่า "ลู่หลินเหอ" แทน

เหมือนกับหลิวเต๋อหัว เขาเป็นผู้ชายที่ทำให้ชื่อของตัวเองกลายเป็นคำคุณศัพท์ไปแล้ว

แถมเธอกับลู่หลินเหอยังเคยมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อนด้วย

อันเมิ่งเคยเจอลู่หลินเหอที่มหาวิทยาลัยอยู่สองสามครั้ง ทุกครั้งที่เขาปรากฏตัว เขามักจะทำหน้าตายไร้อารมณ์และเย็นชาอยู่เสมอ แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังเรียกเสียงกรี๊ดจากนักศึกษาหญิงจำนวนมากได้อยู่ดี

อันเมิ่งเคยคิดว่าผู้หญิงชอบสไตล์แบบนี้ ช่วงหนึ่งเธอจึงพยายามเลียนแบบลู่หลินเหอ แต่กลับถูกเพื่อนสนิทวิจารณ์ว่า "นายดูคลิปซุนเสี่ยวชวนมากไปหรือเปล่า ทำหน้ายังกับญาติเสียเลย"

ตอนนั้นเองที่อันเมิ่งได้เข้าใจว่า ผู้หญิงไม่ได้ชอบความเย็นชาหรอก พวกเธอแค่ชอบหนุ่มหล่อพ่อรวยต่างหาก

อาจเป็นเพราะความอิจฉา ตั้งแต่นั้นมา ไม่ว่าใครจะพูดถึงเขา เธอก็จะรู้สึกหงุดหงิดไม่น้อย

"ชิ หมอนั่นมีอะไรดีนักหนา? ก็แค่ไอ้สารเลวโดยสันดาน ตัวพ่อเรื่องความเจ้าชู้ต่างหาก"

เดิมทีนี่เป็นเพียงคำพูดพล่อยๆ ที่เธอโพล่งออกมาเพื่อระบายอารมณ์ แต่ใครจะไปคิดว่ามันจะลอยไปเข้าหูสภานักศึกษาเข้า

วันนั้น เธอไม่เพียงแต่ถูกมหาวิทยาลัยตักเตือนอย่างเป็นทางการในข้อหาหมิ่นประมาทเท่านั้น แต่ยังต้องเขียนเรียงความสำนึกผิดความยาวไม่ต่ำกว่าสามพันตัวอักษรอีกด้วย

ตอนที่อันเมิ่งโค้งคำนับแล้วยื่นใบสำนึกผิดให้ลู่หลินเหอ เขาไม่ได้แม้แต่จะปรายตามองเธอด้วยซ้ำ มือข้างหนึ่งเท้าคาง ส่วนอีกข้างถือรายงานของสภานักศึกษาเอาไว้

"ฉันไม่มีเวลาอ่าน อ่านให้ฉันฟังซะ"

ท่าทีเย่อหยิ่งจองหองแบบนั้นเป็นสิ่งที่เธอยังคงลืมไม่ลง

หลังจากกัดฟันทนอ่านใบสำนึกผิดจนจบและเดินออกจากห้องสภานักศึกษาด้วยความอับอาย สองมือของเธอก็กำหมัดแน่นทันที

"ลู่หลินเหอ ขอให้ชาตินี้นายหาเมียไม่ได้!" อันเมิ่งสบถสาปแช่งเสียงเบา

"ดีมาก เอามาอีกสามพันตัวอักษร" เสียงของลู่หลินเหอดังแว่วมาจากในห้อง

"ขอโทษครับ!!"

สิ้นสุดการหวนรำลึก อันเมิ่งยกมือขึ้นกุมขมับ สีหน้าปรากฏรอยดำคล้ำอย่างเห็นได้ชัด

เธอไม่เคยจินตนาการเลยว่าผู้ชายคนนี้ไม่เพียงแต่จะมีภรรยาแล้ว แต่ภรรยาที่ว่านั่น...

กลับกลายเป็นตัวเธอเองเนี่ยนะ!

เธอจะไปรับเรื่องแบบนี้ได้ยังไง!

ลู่หลินเหอเดินเข้ามาหาทั้งสองคน ด้วยส่วนสูงที่เหนือกว่าพวกเธอถึงหนึ่งช่วงศีรษะเต็มๆ เขาจึงมองกดต่ำลงมาจากเบื้องบน

"ฉันจัดการเอง"

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับหมอนี่อีกครั้ง อันเมิ่งก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามาอย่างอธิบายไม่ถูก เธอเงยหน้ามองเขาพร้อมกับกลืนน้ำลายอึกใหญ่ "จะ... จัดการอะไร?"

"เธอไม่ได้บอกว่าหน้ามืดหรอกเหรอ? ฉันจะอุ้มเธอไปที่เตียงเอง"

สมองของเด็กสาวช็อตไปชั่วขณะ ดวงตาของเธอเหม่อลอยไปพักใหญ่ ก่อนจะเค้นคำพูดออกมาได้คำเดียว

"หา!?"

"มาเถอะ อย่าเสียเวลาเลย" พูดจบ ลู่หลินเหอก็ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว

อันเมิ่งรีบถอยหลังกรูด "ไม่ ไม่เป็นไร เอ่อ จู่ๆ ฉันก็รู้สึกดีขึ้นมาแล้วล่ะ"

"ไม่ต้องอายหรอก เราแต่งงานกันมาตั้งนานแล้วนะ"

"ใครแต่งงานกับนายมาตั้งนานกัน! ฉันยังจำนายไม่ได้ด้วยซ้ำ!"

"ได้สัมผัสกันสักหน่อย เดี๋ยวเธอก็คงจำได้เอง"

เมื่อเห็นว่าลู่หลินเหอไม่มีทีท่าว่าจะหยุด อันเมิ่งก็ขบกรามแน่นแล้วตั้งการ์ดมวยทันที

ลู่หลินเหอชะงักเท้า เขามองดูอยู่ครู่หนึ่งแล้วออกความเห็น "ท่าทางดูเป็นมืออาชีพดีนะ"

แน่นอนสิ เธอฝึกชกมวยมาตั้งแต่ห้าขวบ ผ่านการแข่งขันมานับครั้งไม่ถ้วนทั้งระดับเล็กและใหญ่ เรียกได้ว่าเป็นนักมวยกึ่งอาชีพเลยด้วยซ้ำ

อันเมิ่งรับประกันได้เลยว่าถ้าลู่หลินเหอกล้าเข้ามาใกล้ เธอจะต่อสู้ขัดขืนอย่างสุดกำลังแน่นอน

ทว่าเมื่อต้องเผชิญกับท่าทีข่มขู่ของอันเมิ่ง ลู่หลินเหอกลับไม่สะทกสะท้าน เขาเดินเข้าไปหา จู่ๆ ก็ย่อตัวลง แล้วหายวับไปจากสายตาของอันเมิ่ง

อะไรเนี่ย?!

ก่อนที่อันเมิ่งจะทันได้ตอบสนอง โลกตรงหน้าก็หมุนคว้าง กว่าเธอจะตั้งสติได้ ลู่หลินเหอก็ช้อนอุ้มเธอขึ้นมาจากใต้สะโพกในท่าอุ้มเด็กเสียแล้ว

ความอับอายอย่างรุนแรงปะทุขึ้นในใจของอันเมิ่ง ลุกลามไปถึงใบหน้าจนทำให้พวงแก้มขึ้นสีแดงระเรื่อ

"ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้นะ!"

อันเมิ่งดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง แต่ร่างเล็กๆ ของเธอไม่สามารถทำให้ลู่หลินเหอขยับเขยื้อนได้แม้แต่น้อย เธอได้แต่มองดูเขาอุ้มเธอเดินหน้าต่อไปและวางลงบนเตียงอย่างหมดหนทาง

หลังจากถูกวางลง อันเมิ่งก็เหวี่ยงหมัดเข้าใส่ใบหน้าของลู่หลินเหออีกครั้ง ทว่าลู่หลินเหอเพียงแค่ยื่นมือใหญ่ๆ ออกมา คว้าหมัดเล็กๆ สีชมพูของหญิงสาวเอาไว้ในกำมืออย่างง่ายดาย

"ทำตัวดีๆ หน่อยสิ ไว้เราค่อยคุยเรื่องจับมือกันทีหลังนะ"

อันเมิ่งโกรธจัดจนกัดฟันกรอด เธอเหวี่ยงหมัดอีกข้างเข้าใส่ แต่กลับถูกลู่หลินเหอรวบมือทั้งสองข้างไว้ด้วยมือเดียว ในท้ายที่สุด เธอจึงทำได้เพียงจ้องมองลู่หลินเหอตาเขม็ง เพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงความดื้อดึงของเธอ

"ซินซี ไปตามผู้อำนวยการเฉินมาตรวจดูอาการของเธอหน่อย"

ซินซีที่ยืนลุ้นคู่ชิปกำลัง "หยอกล้อทะเลาะกัน" อยู่ข้างๆ อย่างเอาเป็นเอาตาย เมื่อได้ยินคำสั่งของลู่หลินเหอก็ได้สติกลับคืนมา "อ๊ะ ได้เลยค่ะ!"

เมื่อทราบข่าว ผู้อำนวยการเฉินก็พาทีมงานรุดมายังที่เกิดเหตุทันที และดำเนินการตรวจร่างกายของอันเมิ่งอย่างละเอียด

แต่เมื่อเห็นผลการตรวจ หมอก็ถึงกับตกตะลึง

"เธอเป็นยังไงบ้าง?"

"คุณอัน... เธอหายดีแล้วครับ?"

ลู่หลินเหอหรี่ตาลง "ฉันกำลังถามคุณ หรือคุณกำลังถามฉันกันแน่?"

"เปล่าครับ ผมหมายความว่าเธอหายดีแล้ว แต่มันน่าประหลาดใจมาก คุณผู้หญิงโดนพิษร้ายแรงเข้าไป เช้านี้อาการยังสาหัสอยู่เลย แล้วทำไมตกบ่ายถึงได้หายเป็นปกติขนาดนี้ล่ะครับ?"

อันเมิ่งสะดุ้งตกใจ รีบแกล้งไอสองสามที "ใครบอกว่าฉันหายสนิทแล้ว? ตอนนี้ฉันยังไออยู่เลย หมอแก่นี่เป็นอะไรไปเนี่ย? เห็นคนอื่นหายป่วยแล้วไม่พอใจหรือไง?"

"ไม่ใช่ครับ ผมไม่ได้หมายความแบบนั้น"

ลู่หลินเหอเหลือบมองเธอแล้วเอ่ยว่า "ผู้อำนวยการเฉิน แล้วเรื่องที่ภรรยาของฉันบอกว่าตัวเองความจำเสื่อมล่ะครับ?"

"ความจำเสื่อมหรือครับ?" ผู้อำนวยการเฉินมองดูรายงาน "จากผลซีทีสแกนของคุณอันเมิ่ง สมองของเธอไม่ได้รับความเสียหายใดๆ ครับ ไม่สามารถระบุสาเหตุโดยตรงได้ อาจจะเป็นอาการความจำเสื่อมชั่วคราวจากผลของยาพิษ อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ร่างกายของคุณอันไม่ได้อยู่ในสภาวะร้ายแรงแล้ว สามารถออกจากโรงพยาบาลไปพักฟื้นที่บ้านสักสองสามวันเพื่อรอดูอาการก่อนได้ครับ"

ลู่หลินเหอพยักหน้า "ซินซี ไปเก็บของของคุณหนูซะ เราจะออกจากโรงพยาบาลกัน"

"รับทราบค่ะ ประธานลู่"

ซินซีรับหน้าที่จัดกระเป๋าเดินทาง ส่วนอันเมิ่งไม่ต้องขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย เธอถูกเข็นออกมาพร้อมกับเตียงจนถึงหน้าประตูโรงพยาบาล แล้วถูกพาเข้าไปนั่งในรถยนต์สีดำคันหรูที่จอดรออยู่ด้านหน้าโดยตรง

เนื่องจากเท้าของเธอไม่เคยแตะพื้น เธอจึงไม่ได้สวมรองเท้า ทำให้ต้องนั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะรถ มองซ้ายมองขวาสำรวจภายในรถอย่างอยากรู้อยากเห็น

ลู่หลินเหอขึ้นไปนั่งประจำที่คนขับ "ซินซียังต้องจัดการเรื่องเอกสารออกจากโรงพยาบาล พวกเรากลับกันก่อนเถอะ"

รถสตาร์ทเครื่อง เด็กสาวมองออกไปนอกหน้าต่างดูทิวทัศน์ที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ บนกระจกหน้าต่างสีดำทึบสะท้อนภาพดวงตาคู่สวยที่ดูเหมือนกำลังจมอยู่ในห้วงความคิด

เมื่อจ้องมองโครงหน้าด้านข้างที่หล่อเหลาสมบูรณ์แบบราวกับรูปสลักนั้น อันเมิ่งก็เอ่ยปากขึ้น

"ลู่หลินเหอ เราหย่ากันเถอะ!"

จบบทที่ บทที่ 2 หย่ากันเถอะ

คัดลอกลิงก์แล้ว