- หน้าแรก
- ก็บอกว่ารวยล้นฟ้า ทำไมถึงหาว่าผมเป็นยาจก
- บทที่ 9: คฤหาสน์กับรถของผมกลายเป็นเครื่องมืออวดรวยของคนอื่นไปซะแล้ว
บทที่ 9: คฤหาสน์กับรถของผมกลายเป็นเครื่องมืออวดรวยของคนอื่นไปซะแล้ว
บทที่ 9: คฤหาสน์กับรถของผมกลายเป็นเครื่องมืออวดรวยของคนอื่นไปซะแล้ว
บทที่ 9: คฤหาสน์กับรถของผมกลายเป็นเครื่องมืออวดรวยของคนอื่นไปซะแล้ว
ผมกัดริมฝีปาก กำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว ขณะที่พยายามปลอบใจตัวเองอย่างสุดความสามารถ
โมโหไปก็เปล่าประโยชน์!
ต้องเจรจา!
อดทนไว้แล้วคุยให้รู้เรื่อง
ผ่านไปครู่หนึ่ง ในที่สุดผมก็สงบสติอารมณ์ลงได้
ผมสูดหายใจเข้าลึก พยายามพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "อาจารย์ครับ ผมมาหาอาจารย์ก็เพราะอยากจะขอย้ายหอพัก ถ้าอาจารย์พอจะช่วยได้ก็รบกวนด้วยนะครับ แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไรครับ"
"นี่คือท่าทีของคนที่มาขอความช่วยเหลืออย่างนั้นเหรอ?"
สีหน้าของอาจารย์ที่ปรึกษาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ น้ำเสียงของเขาขุ่นมัวและหนักอึ้ง
"อีกอย่าง เมื่อก่อนเธอก็ทำตัวแบบนั้น เพื่อนร่วมห้องก็ไม่ได้ดูถูกอะไรเธอ พอวันนี้เพิ่งจะได้รางวัลมาก็ริอ่านจะขอย้ายหอพัก ไม่คิดว่าตัวเองได้คืบจะเอาศอกไปหน่อยหรือไง?"
ผมอยากจะถามเหลือเกินว่าเมื่อก่อนผม 'ทำตัวแบบนั้น' มันคือแบบไหนกัน แต่ก็ต้องกลืนคำพูดลงคอไป
เพราะไม่อยากทนฟังคำเหน็บแนมไร้สาระอีก ผมจึงพยักหน้า "ตกลงครับ ถ้าอาจารย์ไม่เต็มใจช่วยก็ไม่เป็นไร ผมขอตัวกลับหอพักก่อนนะครับ"
"หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ!"
อาจารย์ที่ปรึกษาลุกพรวดขึ้นด้วยความโกรธ
"ฉันเป็นอาจารย์ที่ปรึกษานะ การที่ดุด่าเธอสักหน่อยก็เพื่อความหวังดีทั้งนั้น เธอนี่มันเกิดมาเป็นลูกชาวบ้านแท้ๆ แต่ติดนิสัยลูกคุณหนูมาเสียได้! กลับไปรอฟังข่าวก็แล้วกัน ช่วงสองวันนี้ฉันจะพยายามเดินเรื่องย้ายให้ ถ้าสำเร็จแล้วจะแจ้งให้ทราบ ฉันมั่นใจว่าต้องมีคนอยากย้ายไปอยู่หอพักเดียวกับสวี่ฮ่าวตั้งเยอะแยะ"
พอได้ยินแบบนี้ ผมก็รู้สึกดีขึ้นมาบ้าง
ถึงแม้ว่าอาจารย์ที่ปรึกษาจะหัวสูงและประจบคนรวยไปบ้าง แต่เขาก็ไม่ได้ลำเอียงจนเกินเหตุ
ผมมองอาจารย์ที่ปรึกษาพร้อมกับโค้งคำนับเล็กน้อยก่อนจะเดินออกจากห้องพักครูไป
คืนนั้น ถึงแม้หวังต้งกับเหอเซี่ยงหนานจะยังคงพูดจาเยาะเย้ยผมไม่เลิก แต่ผมก็ไม่เก็บมาใส่ใจอีกต่อไป
ยังไงซะ ผมก็ทนอยู่กับพวกเขาอีกแค่ไม่กี่วัน เดี๋ยวก็ย้ายออกแล้ว
วันต่อมา ก่อนที่ผมจะก้าวเข้าห้องเรียนเสียอีก ก็ได้ยินเสียงจอแจดังมาจากข้างใน บรรยากาศดูคึกคักสุดๆ
"สวี่ฮ่าว! เอาจริงดิ? พวกเราไปได้ทุกคนเลยเหรอ?"
"แน่นอน ฉันไม่ได้ชวนแค่พวกนายนะ แต่ยังมีรุ่นพี่ศิษย์เก่าอีกเพียบ รวมทั้งอาจารย์ที่ปรึกษากับบรรดาอาจารย์ด้วย ทุกคนไปได้หมดเลย"
"โคตรเจ๋ง! แล้วบ้านนายใหญ่พอจุพวกเราได้หมดเหรอวะ?"
สวี่ฮ่าวหัวเราะอย่างได้ใจ "โธ่เอ๊ย นั่นมันคฤหาสน์อวี้หม่านะเว้ย จุคนเพิ่มอีกหลายร้อยคนก็ยังไหว"
เดิมทีผมไม่อยากจะสนใจไอ้พวกประจบสอพลอสวี่ฮ่าวกลุ่มนี้เท่าไหร่ แต่พอได้ยินคำว่า 'คฤหาสน์อวี้หม่า' ผมก็ชะงักฝีเท้าแล้วเบิกตากว้างจ้องไปที่สวี่ฮ่าว
เมื่อเห็นสายตาของผม สวี่ฮ่าวก็รีบคว่ำนิ้วโป้งให้ทันที "อย่าแม้แต่จะคิดเชียวนะ ซูเย่ ฉันยอมเชิญหมาจรจัดข้างถนนยังดีกว่าเชิญแกไปเสียอีก"
คนรอบข้างต่างพากันระเบิดเสียงหัวเราะ สายตาเย้ยหยันหลายสิบคู่หันมามองที่ผมอย่างพร้อมเพรียง
ผมขมวดคิ้ว ข่มความไม่พอใจเอาไว้แล้วถามออกไป "สวี่ฮ่าว คฤหาสน์อวี้หม่าที่แกจะจัดงานเลี้ยงคือที่ไหนงั้นเหรอ?"
พรืด!
พอได้ยินคำถามนี้ สวี่ฮ่าวก็ระเบิดหัวเราะออกมาอย่างโอเวอร์ "เผยธาตุแท้ออกมาแล้วสิเนี่ย? วันๆ เอาแต่เก๊กทำตัวเป็นคนรวย แต่กลับไม่รู้จักคฤหาสน์อวี้หม่างั้นเหรอ? ทั้งเมืองซูมีคฤหาสน์อวี้หม่าอยู่แค่แห่งเดียวนั่นแหละ แกคิดว่าที่ไหนล่ะ!"
คนรอบๆ ตัวเขาก็พากันหัวเราะผสมโรง
"เก๊กเป็นคุณหนูทุกวี่ทุกวัน จนมโนเชื่อคำโกหกของตัวเองไปแล้วมั้ง"
"แกคิดว่าคฤหาสน์อวี้หม่าเป็นเหมือนสวนสาธารณะแถวบ้านหรือไง ถึงได้มีหลายที่น่ะ?"
"ถ้าไม่รู้ อย่างน้อยก็หัดค้นหาในเน็ตดูบ้างเถอะ ในสารานุกรมไป่ตู้ก็มีบอก ฉันล่ะเป็นห่วงไอคิวของแกจริงๆ ไม่สมองมีปัญหา ก็คงหูหนวกแน่ๆ"
ผมก็เริ่มรู้สึกเหมือนกันว่าหูตัวเองน่าจะมีปัญหา
เพราะคฤหาสน์อวี้หม่ามันเป็นคฤหาสน์ของผมต่างหาก!
เพื่อเป็นของขวัญบรรลุนิติภาวะตอนเรียนจบมัธยมปลาย แม่ได้โอนชื่อคฤหาสน์หลังนั้นมาเป็นของผมเรียบร้อยแล้ว แต่ปกติผมไม่ได้ไปอยู่ที่นั่น แล้วก็ไม่มีใครอยู่ด้วย ผมเลยให้ญาติของแม่บ้านช่วยดูแลให้
แล้วจู่ๆ มันกลายเป็นสถานที่ที่ปล่อยเช่าจัดงานเลี้ยงไปได้ยังไง?
นี่มันเรื่องตลกอะไรเนี่ย?
ก่อนที่ผมจะทันได้คิดหาคำตอบ สวี่ฮ่าวก็ทิ้งระเบิดลูกใหญ่อีกระลอก "แล้วคืนพรุ่งนี้ ฉันจะขับรถสปอร์ตโคนิกเซกก์ V8 ของฉัน พาพวกนายไปนั่งรถเล่นรับลมแล้วก็ถ่ายรูปกันด้วย"
"รถโคนิกเซกก์! นั่นมันรถสปอร์ตหรูที่มีให้เห็นแค่ในเมืองหลวงไม่ใช่เหรอ?"
"ได้ยินมาว่าขนาดมือสองยังราคากว่ายี่สิบล้านเลย ลูกพี่ฮ่าว เมื่อก่อนผมคิดว่าพี่เป็นแค่ลูกเศรษฐีธรรมดาๆ แต่ตอนนี้ผมตระหนักแล้วว่าพี่มันระดับลูกอภิมหาเศรษฐีชัดๆ!"
"ลูกพี่ฮ่าว พาผมไปนั่งรถเล่นด้วยคนได้ไหม? ผมยังไม่เคยเห็นรถคันนั้นด้วยซ้ำ"
พอได้ยินแบบนี้ ผมก็ยิ่งงงหนักเข้าไปใหญ่
รถคันนั้นมันรถของแม่ผมไม่ใช่หรือไง?
ก่อนเปิดเทอม แม่จงใจให้คนขับรถคันนั้นมาที่เมืองซูแล้วจอดทิ้งไว้ที่คฤหาสน์อวี้หม่า โดยบอกว่าถ้าผมมีแฟนเมื่อไหร่ ก็ให้ขับรถพาสาวไปนั่งเล่นกินลมชมวิวได้เลย
เดิมทีผมตั้งใจจะพาชิวฉือไปนั่งเล่น แต่ก็รู้สึกว่ามันจะดูเอิกเกริกเกินไปหน่อย ผู้หญิงเรียบร้อยใสซื่ออย่างชิวฉืออาจจะไม่ได้ชอบของแบบนี้ก็ได้
แล้วจู่ๆ มันกลายเป็นรถของสวี่ฮ่าวไปได้ยังไงวะเนี่ย?
ผมล้วงโทรศัพท์มือถือออกมา กะจะเดินออกไปโทรหาแม่บ้าน แต่พอหันหลังปุ๊บ สวี่ฮ่าวก็ตะโกนเรียกผมเอาไว้
"ซูเย่ แอบฟังมาตั้งนานสองนาน พอตอนนี้คิดจะชิ่งหนีหรือไง? ถ้าแกอยากไปจริงๆ ละก็ คุกเข่าขอโทษฉันซะเดี๋ยวนี้ สารภาพสถานะที่แท้จริงของแกออกมาให้หมด แล้วก็เลิกเก๊กทำตัวอวดรวยสักที บางทีฉันอาจจะให้โอกาสแกก็ได้นะ"
ผมขี้เกียจจะต่อล้อต่อเถียงกับเขา จึงเดินจากมาทันที
"ลูกพี่ฮ่าว อย่าไปสนใจมันเลย! ขืนให้คนพรรค์นั้นไปร่วมงานเลี้ยงด้วย มีแต่จะลดเกรดพวกเราเปล่าๆ"
"ใช่เลย เผลอๆ มันอาจจะแอบเข้าไปในคฤหาสน์ ถ่ายรูปสักใบสองใบ แล้วเอาไปโพสต์ลงโซเชียลอวดชาวบ้านว่าเป็นคฤหาสน์ของตัวเองก็ได้"
เมื่อมานั่งอยู่ที่แถวหลังสุด จังหวะที่ผมกำลังจะกดโทรหาแม่บ้าน สายโทรเข้าจากแม่ก็ดังขึ้นพอดี
"ลูกแม่ แม่มีข่าวดีจะบอกนะ เพื่อเป็นการฉลองที่ลูกชนะเลิศการแข่งขัน แม่เลยลงทุนบินมาที่เมืองซูเพื่อจัดงานเลี้ยงฉลองให้ลูกที่คฤหาสน์อวี้หม่าโดยเฉพาะเลยนะ ถึงตอนนั้นแม่จะเชิญเพื่อนๆ หลายคนมาแนะนำให้ลูกรู้จักด้วย"
ผมสะดุ้งตกใจ รีบถามกลับไปทันที "คฤหาสน์อวี้หม่าเหรอครับ? แม่ไม่ได้ปล่อยเช่าให้คนอื่นมาจัดงานเลี้ยงใช่ไหม?"
พอได้ยินคำถามของผม แม่ก็หัวเราะร่วนทันที "ลูกพูดเรื่องอะไรน่ะ? คฤหาสน์ของลูกจะถูกปล่อยเช่าไปง่ายๆ ได้ยังไง? อีกอย่าง บ้านเราก็ไม่ได้ขัดสนเงินทองถึงขนาดต้องเอาคฤหาสน์ไปปล่อยเช่าหากำไรสักหน่อย"
ไม่ได้ปล่อยเช่างั้นเหรอ?
งั้นสวี่ฮ่าวก็แค่คุยโวโอ้อวดสิ?
แต่งานเลี้ยงก็คือวันพรุ่งนี้แล้วนี่ หมอนั่นไม่กลัวจะถูกแฉจนหน้าแหกหรือไง?
คิดยังไงก็คิดไม่ออก ผมเลยถามต่อว่า "แม่ครับ แล้วรถโคนิกเซกก์ของแม่ไปไหนแล้วล่ะครับ?"
แม่ตอบอย่างสบายๆ ว่า "ส่งไปเข้าศูนย์ซ่อมบำรุงน่ะสิ ทำไมล่ะ? ลูกอยากขับเหรอ? ถ้าอยากขับ เดี๋ยวพรุ่งนี้แม่ให้คนเอาไปส่งให้ก็ได้"
"ผมไม่ได้จะขับหรอกครับ"
"งั้นก็ไม่เป็นไร ยังไงกุญแจหลักก็อยู่ที่ลูกอยู่แล้ว ถ้าอยากขับเมื่อไหร่ก็โทรหาลูกสาวแม่บ้านได้ตลอดเลยนะ ลูกแม่ ตอนนี้แม่กำลังทำผมอยู่กับเพื่อน ช่างกำลังจะสระผมให้แล้ว แค่นี้ก่อนนะจ๊ะ"
หลังจากวางสาย ผมเหมือนจะปะติดปะต่อความจริงได้บางส่วน แต่ก็ยังคิดไม่ตกอยู่ดี
ในเมื่อสวี่ฮ่าวคุยโวไว้ซะขนาดนั้น แล้วคืนพรุ่งนี้เขาจะเอาตัวรอดจากคำโกหกคำโตนี้ยังไงกัน?
ตอนแรกผมก็ไม่ได้สนใจงานเลี้ยงที่แม่จะจัดให้เท่าไหร่นัก แต่ตอนนี้ผมชักจะอดใจรอไม่ไหว อยากจะไปดูให้เห็นกับตาซะแล้วสิ
เย็นวันต่อมา ขณะที่ผมยังคงนั่งอ่านและทบทวนตำราเรียนอยู่ หวังต้งกับเหอเซี่ยงหนานก็แต่งตัวจัดเต็มเตรียมพร้อมออกเดินทางกันแล้ว
พวกเขาพิงโต๊ะแล้วกระซิบกระซาบกัน "แกคิดว่าถ้าหลังงานเลี้ยงคืนนี้เราไปทวงเงินสวี่ฮ่าว มันจะยอมคืนให้ป่าววะ?"
"ทำไมจะไม่ให้ล่ะ? มันไม่ได้ขาดเงินสักหน่อย อีกอย่าง ตอนที่มันยืมไป มันก็บอกเองว่าจะคืนให้ภายในอาทิตย์นี้"
"งั้นแกทวงก่อนเลย"
"ทำไมต้องเป็นฉันวะ? แกนั่นแหละทวงก่อน!"
ขณะที่ทั้งสองคนกำลังเถียงกัน โทรศัพท์ก็ดังขึ้น ทันทีที่เห็นว่าเป็นชื่อสวี่ฮ่าว ท่าทางของพวกเขาก็ลุกลี้ลุกลนประหนึ่งขันทีได้เข้าเฝ้าฮ่องเต้อย่างไรอย่างนั้น
"ฮัลโหล ลูกพี่ฮ่าว! กำลังไปแล้วครับ พวกเรากำลังออกไปเดี๋ยวนี้แหละ!"
คล้อยหลังพวกเขาออกไป ผมก็ได้รับสายจากลูกสาวแม่บ้าน "นายน้อยคะ ดิฉันหวังเวยเวยค่ะ คุณนายสั่งให้ดิฉันมารับคุณที่หน้าประตูมหาวิทยาลัยค่ะ"