- หน้าแรก
- ศิษย์พี่ใหญ่คลั่งสังหารสามภพ เปลี่ยนสำนักเซียนเป็นธุลี
- บทที่ 32 ผู้อ่อนแอคือเหยื่อของผู้แข็งแกร่ง
บทที่ 32 ผู้อ่อนแอคือเหยื่อของผู้แข็งแกร่ง
บทที่ 32 ผู้อ่อนแอคือเหยื่อของผู้แข็งแกร่ง
บทที่ 32 ผู้อ่อนแอคือเหยื่อของผู้แข็งแกร่ง
หลิงเกอแทงกระบี่ทะลุหัวใจลู่เหนียงอย่างเลือดเย็น พลังปราณอันดุดันพุ่งผ่านคมกระบี่เข้าสู่ร่างกายของนางในชั่วพริบตา ตรึงร่างนางไว้จนขยับไม่ได้
สบตากับดวงตาที่เบิกกว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ หลิงเกอเอ่ยปาก "โลกที่ผู้อ่อนแอเป็นเหยื่อของผู้แข็งแกร่ง ปีศาจอย่างพวกเจ้าน่าจะเข้าใจดีไม่ใช่หรือ ว่าการเมตตาศัตรู ก็คือการโหดร้ายต่อตัวเอง?"
คำพูดเย็นชาดังก้องในหู กระบี่ยาวถูกชักออก ลู่เหนียงถูกตรึงอยู่กับที่ เจ็บปวดจนตัวสั่นเทิ้ม เลือดพุ่งกระฉูดออกจากบาดแผล
นาง... นางย่อมรู้ดีว่าไม่อาจปล่อยศัตรูไปได้
แต่เผื่อว่านางจะเจอเทพเซียนใจอ่อน ยอมปล่อยนางไปสักครั้งล่ะ?
"ขะ... ข้าผิดไปแล้ว ขอท่านเซียนโปรดไว้ชีวิตข้าด้วย..." เสียงของลู่เหนียงแผ่วเบา
นางบำเพ็ญเพียรมาพันกว่าปี จะมาตายเปล่าแบบนี้ไม่ได้
หลิงเกอแค่นหัวเราะ หยิบขวดหยกออกมารองรับเลือดจากหัวใจลู่เหนียง แล้วกล่าวต่อ "ข้ายังชอบท่าทางโอหังของเจ้าเมื่อกี้มากกว่านะ"
ท่าทางอวดดีที่บอกว่าจะเหลือศพสวยๆ ไว้ให้
ช่างยอดเยี่ยมจริงๆ
ลู่เหนียงส่ายหน้าอย่างบ้าคลั่ง
ไม่ ไม่ ไม่
พอนึกถึงความโง่เขลาของตัวเองเมื่อครู่ ลู่เหนียงก็... ก็...
"พรวด!"
ลู่เหนียงกระอักเลือดออกมา หลิงเกอใช้คาถาสะท้อนกลับไป
ปีศาจตนหนึ่ง กล้ามากำเริบเสิบสานต่อหน้าผู้บำเพ็ญเซียนที่เกือบจะทะยานขึ้นสวรรค์อยู่แล้ว ตอนนี้หลิงเกอแค่พลังปราณไม่พอ ไม่ใช่ว่าสูญเสียพลังไปจนหมดเสียหน่อย
ยิ่งไปกว่านั้น พลังปราณที่อยู่เต็มท้องฟ้านี้ช่างมากมายมหาศาลนัก
การโคจรวิถีเก้าสวรรค์ เพื่อยืมพลังปราณเหล่านี้มาใช้ มันทรงพลังยิ่งกว่าพลังปราณในตัวนางเสียอีก
ชือเวยกระโดดขึ้นไปบนร่างลู่เหนียงอย่างคล่องแคล่ว หาตำแหน่งของเน่ยตาน (แก่นพลังปราณ) จนเจอ เผยเขี้ยวแหลมคมที่เพิ่งงอกออกมา แล้วงับลงไปเต็มแรง
"อ๊าก!!!"
เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังก้องไปทั่วป่า
เผ่ามนุษย์และเผ่าสัตว์ที่วิ่งกลับเข้ามา ได้ยินเสียงนี้ก็เร่งฝีเท้าขึ้นอีก
แย่แล้ว
สัตว์วิเศษ!
จะปล่อยให้คนอื่นแย่งไปไม่ได้เด็ดขาด!
ชือเวยควักเน่ยตานออกมากลืนลงท้อง เรอออกมาหนึ่งที ทำความสะอาดเลือดบนตัวจนเกลี้ยง แล้วกระโดดกลับมาเกาะบนไหล่ของหลิงเกอ
ตลอดกระบวนการ หลิงเกอไม่ได้ห้ามเลย
กินไปเถอะ กินแล้วจะได้โตไวๆ
หลิงเกอจัดการควักดีงูของลู่เหนียงมาเก็บไว้ ส่วนหนังงูก็ช่างมันเถอะ ขาดวิ่นไปหมดแล้ว
หลังจากเก็บของที่ควรเก็บเสร็จ หลิงเกอลุกขึ้นเตรียมจะจากไป ทันใดนั้น แสงสีฟ้าอ่อนก็ลอยออกมาจากหว่างคิ้วของลู่เหนียง
เป็นกลิ่นอายของพลังปราณธาตุน้ำ
หลิงเกอนั่งย่อลงอีกครั้ง เอื้อมมือไปปัดเบาๆ แสงสีฟ้าก็ร่วงลงมาบนฝ่ามือของนาง ลู่เหนียงกลับคืนสู่ร่างเดิมอย่างสมบูรณ์ และสลายไปตามสายลม
หลีซุ่ยได้กลิ่นที่คุ้นเคย จึงชะโงกหน้าลงมาดู
แสงสีฟ้าจางหายไป เผยให้เห็นลูกแก้วกลมเกลี้ยงส่องประกาย สลักลวดลายเกลียวคลื่น นอนนิ่งอยู่บนฝ่ามือหลิงเกอ
"ลูกแก้ววิญญาณวารี"
หลีซุ่ยร้องอุทาน
ดวงตาของหลิงเกอเปล่งประกาย "ลูกแก้ววิญญาณวารี หนึ่งในลูกแก้วห้าธาตุที่ปรากฏขึ้นพร้อมกับเทพธิดาผู้สร้างโลกในยุคดึกดำบรรพ์ตามตำนานน่ะหรือ?"
ของดีเลยนี่นา
ของดีสุดๆ ไปเลย
หลีซุ่ยลังเล "ตำนานเกี่ยวกับลูกแก้วห้าธาตุมีมากมาย นี่ก็เป็นแค่หนึ่งในนั้น แต่ว่านี่คือลูกแก้ววิญญาณวารีจริงๆ..."
หลีซุ่ยกำลังจะพูดต่อ แต่หลิงเกอร่ายคาถาหลบหนีลงดินหายไปจากตรงนั้นเสียก่อน
พอหลิงเกอไปปุ๊บ หลี่เสีย จางจ๋าย และคนอื่นๆ ก็วิ่งกระหืดกระหอบมาถึงพอดี
คราวนี้พวกสัตว์วิเศษแค่ดูอยู่ห่างๆ ไม่ได้เข้าใกล้ ส่วนพวกผู้บำเพ็ญสายมารก็ยังอยู่รอบนอกป่า ไม่ได้เข้ามาทันที
ผู้บำเพ็ญเซียนกับสัตว์วิเศษกำลังสู้กันดุเดือด ถึงตอนนั้นพวกเขาก็จะกลายเป็นตาอยู่
ไม่ต้องรีบ
ผู้บำเพ็ญเซียนทุกคนมองร่องรอยที่เหลืออยู่หลังการตายของลู่เหนียง ด้วยสีหน้าเหี้ยมเกรียม
ตายแล้ว!
ถุย!
ตายก็ดีแล้ว เสียดายที่ไม่ได้ตายด้วยมือพวกเขา ไม่อย่างนั้นคงต้องทรมานให้นางอยู่ไม่สู้ตายแน่ๆ
ผู้บำเพ็ญเซียนรีบวิ่งไปดูตรงจุดที่สัตว์วิเศษปรากฏตัว แต่น่าเสียดายที่หาจนทั่วแล้ว ก็ไม่มีใครพบสัตว์วิเศษเลย
"หรือว่าสัตว์วิเศษจะหนีไปเองแล้ว?" มีคนตั้งข้อสงสัย
พอพูดแบบนี้ ผู้บำเพ็ญเซียนก็รีบส่งสัญญาณเรียกศิษย์ในสำนักให้มาที่เขาเสียหยางทันที เพื่อช่วยกันตามหาสัตว์วิเศษที่เพิ่งเกิด
สัตว์วิเศษตัวเล็กแค่นั้น แต่พลังตอนเกิดกลับรุนแรงจนทำให้แผ่นดินทรุดลงไปหลายจั้ง เป็นหลุมเป็นบ่อดูน่ากลัว
ต้องหาให้เจอให้ได้
สัตว์วิเศษและปีศาจที่แอบดูอยู่ไกลๆ เห็นดังนั้นก็ค่อยๆ ถอยห่างออกไป
เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวทางด้านหลัง ผู้บำเพ็ญเซียนก็หันขวับไปมองพร้อมกัน
เมื่อสายตาประสานกับจุดที่เผ่าสัตว์อยู่ พวกเขาก็ชักกระบี่ออกมา
...
หลิงเกอมั่นใจว่าไม่มีคนหรือเผ่าสัตว์อยู่แถวนั้น จึงโผล่หัวขึ้นมาจากดิน กระโดดขึ้นมาปัดฝุ่นตามตัว แล้วกลับมาดูลูกแก้ววิญญาณวารีอีกครั้ง
"ลูกแก้ววิญญาณวารีนี่เองที่ช่วยปกปิดกลิ่นอายของปีศาจนั่นไว้จนมิด?" ลูกแก้ววิญญาณวารีหมุนกลิ้งไปมาอยู่บนปลายนิ้วของหลิงเกอ
ปีศาจตนนั้นถึงได้ไม่มีกลิ่นอายปีศาจเลย แถมยังทำให้พวกผู้บำเพ็ญเซียนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเทพเซียนอีก
"ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้น หลังจากปีศาจงูตาย ลูกแก้ววิญญาณวารีก็ไม่ต้องช่วยซ่อนกลิ่นอายให้นางอีก จึงปรากฏตัวออกมา นี่คือประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมัน..." หลีซุ่ยกระแอมเบาๆ "และเป็นประโยชน์เพียงอย่างเดียวในตอนนี้ด้วย"
หลิงเกอ: "..."
ใครๆ ก็บอกว่าตำนานส่วนใหญ่เป็นเรื่องจริงไม่ใช่หรือ?
หลีซุ่ยเหมือนจะรู้ว่าหลิงเกอกำลังจะพูดอะไร จึงรีบอธิบาย "ก็ลูกแก้วห้าธาตุน่ะ ถ้าสะสมไม่ครบห้าลูก มันก็เป็นแค่ของธรรมดาๆ ใช้ประโยชน์อะไรไม่ค่อยได้หรอก"
"รวบรวมให้ครบห้าลูก" หลิงเกอพยักหน้าอย่างครุ่นคิด
งั้นก็โอเค
ก็ถือว่ายังมีประโยชน์อยู่
"ยังไม่เคยมีใครสะสมครบห้าลูกเลยนะ" แค่เจอสักลูกก็ถือว่าโชคดีสุดๆ แล้ว
"ค่อยว่ากันเถอะ" หลิงเกอปลดสร้อยคอออก ใต้จี้มีกระดิ่งเล็กๆ ห้อยอยู่สองอัน
จี้และกระดิ่งล้วนสลักลวดลายที่ดูเก่าแก่และลึกลับ ไม่เหมือนของในโลกมนุษย์ หลิงเกอเปิดกระดิ่งอันหนึ่งออก แล้วหย่อนลูกแก้ววิญญาณวารีลงไป
เมื่อลูกแก้ววิญญาณวารีสัมผัสกับกระดิ่งที่เปิดออก แม้จะเรียกว่ากระดิ่ง แต่เปลือกนอกดูเหมือนมากกว่า มันก็หดตัวลงอัตโนมัติแล้วบินเข้าไปข้างใน นอนนิ่งอยู่ตรงกลางราวกับไข่มุกสีฟ้าเม็ดเล็กๆ
ชือเวยมองของวิเศษชิ้นใหม่นี้ด้วยความตื่นตาตื่นใจ จ้องมองไม่วางตา กลัวว่าจะพลาดอะไรไป
"ของวิเศษที่ใช้บรรจุของ ยังมีประโยชน์แบบนี้ด้วยแฮะ" หลีซุ่ยอุทาน
"อืม" หลิงเกอรับคำ
นี่เป็นของเพียงชิ้นเดียวที่นางหยิบติดมือมาจากตระกูลหลิง
กระดิ่งอันหนึ่งเชื่อมต่อกับสัตว์วิเศษ ส่วนอีกอันที่ว่างอยู่ก็มีของมาใส่เสียที
"ก็ดีเหมือนกัน ห้อยลูกแก้ววิญญาณวารีไว้ที่คอ ต่อให้ไม่มีป้ายหยกที่เอว กลิ่นอายของนายท่านก็ถูกซ่อนไว้อย่างมิดชิด" จะไม่มีใครตามหานายท่านเจอด้วยกลิ่นอายใดๆ ทั้งสิ้น
หลิงเกอรับคำ
นางก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน
ไม่มีลูกแก้วห้าธาตุก็ไม่เป็นไร ลูกแก้ววิญญาณวารีมีประโยชน์กับนางมาก
ทำทุกอย่างเสร็จ หลิงเกอก็ซ่อนจี้หยกไว้ในเสื้อ
เลือดลมในอกพุ่งพล่าน หลิงเกอก้มหน้ากระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง แล้วเช็ดปากอย่างใจเย็น
ตอนนี้หลีซุ่ยเห็นภาพนี้จนชินแล้ว
พลังปราณไม่พอ ต่อให้เป็นการยืมพลังมาใช้เมื่อครู่ ก็ต้องได้รับบาดเจ็บอยู่ดี
หลิงเกอเช็ดคราบเลือดที่มุมปาก ยิ้มพลางลูบหัวชือเวยที่กำลังกระวนกระวาย ปลอบโยนมันเบาๆ แล้วเดินมุ่งหน้าออกจากเขาเสียหยาง
หลีซุ่ยนึกถึงภาพก่อนที่สัตว์วิเศษจะปรากฏตัว ก็อดรำพึงไม่ได้ "นายท่าน จะว่าไป ผู้บำเพ็ญเซียนกับพวกปีศาจที่ทวีปตอนล่างก็อยู่ร่วมกันอย่างสันติเหมือนกันนะ"
เมื่อก่อนไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้เลย
สัตว์วิเศษแม้จะบำเพ็ญเพียรเหมือนกัน แต่ก็มักจะหลบหน้าพวกผู้บำเพ็ญเซียนเผ่ามนุษย์เสมอ
หลิงเกอแค่นหัวเราะ "ถ้าไม่มีของวิเศษปรากฏตัว ลองดูสิว่าจะสันติหรือเปล่า"
"ปัง!"
สิ้นคำพูดของหลิงเกอ เสียงต่อสู้ดุเดือดก็ดังมาจากด้านหลัง
หลีซุ่ย: "..."
เขานึกว่าทวีปตอนล่างพลังปราณเบาบาง ตบะของทุกคนก็งั้นๆ บางทีผู้บำเพ็ญเซียนเผ่ามนุษย์อาจจะบำเพ็ญเพียรช้ากว่าเผ่าปีศาจหรือสัตว์วิเศษเสียอีก การอยู่ร่วมกันก็เลยน่าจะสันติกว่านิดหน่อย
เขาคิดไปเองสินะ
หลิงเกอเผยรอยยิ้มที่คาดการณ์ไว้แล้ว
ในโลกที่ผู้อ่อนแอคือเหยื่อของผู้แข็งแกร่ง ต่อให้พลังปราณจะเบาบาง ก็ไม่อาจหยุดยั้งสรรพสิ่งจากการตะเกียกตะกายขึ้นสู่ที่สูงได้ ยิ่งไปกว่านั้น พวกสำนักบำเพ็ญเซียนที่หาลูกสัตว์วิเศษไม่เจอ แถมยังถูกปีศาจตนหนึ่งหลอกจนหัวหมุน พวกเขาไม่มีทางทนเก็บความคับแค้นใจเรื่องการบำเพ็ญเพียรไว้ได้หรอก
ตอนอยู่สำนักเสวี่ยฉยง หลิงเกอก็เคยเห็นกับตามาแล้วว่าสำนักบำเพ็ญเซียนเป็นยังไง ต่อไปก็...
ทางออกป่าอยู่ตรงหน้า หลิงเกอมองดูความสงบเงียบเบื้องหน้า แล้วหยุดเดิน
วินาทีต่อมา——
ดาบยาวเล่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า พาดลงบนคอของหลิงเกอ