เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 271 หมู่บ้านอามิงาสะ

บทที่ 271 หมู่บ้านอามิงาสะ

บทที่ 271 หมู่บ้านอามิงาสะ


บทที่ 271 หมู่บ้านอามิงาสะ

หลังคามุงจากบางเบาปกคลุมอยู่ด้านบน ตัวบ้านที่สร้างจากการนำไม้มาตอกตะปูซ้อนทับกันอย่างลวก ๆ ดูผุพังทรุดโทรมจนน่าใจหาย ร่องรอยความเสียหายที่ไม่ได้รับการซ่อมแซมมาอย่างยาวนานปรากฏให้เห็นทั่วทุกจุด... รูโหว่ขนาดใหญ่และช่องประตูที่ถูกอุดไว้ด้วยเพียงเศษผ้าขี้ริ้ว... อดสงสัยไม่ได้ว่าบ้านสภาพนี้จะสามารถต้านทานลมหนาวได้จริงหรือ

หมู่บ้านอามิงาสะ

หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ทรุดโทรมถึงขีดสุด

คิ้วของโรลดี้ขมวดมุ่นทันทีที่ก้าวเข้าสู่เขตหมู่บ้าน... วาโนคุนิ ดินแดนที่อุดมไปด้วย หินไคโร ไม่ควรจะแร้นแค้นถึงเพียงนี้ ทว่าภาพตรงหน้ากลับไม่ต่างอะไรกับสลัมในอาณาจักรที่ยากจนที่สุดใน ทะเลทั้งสี่ เลยแม้แต่น้อย

แน่นอนว่าโรลดี้เคยพบเห็นสิ่งที่น่าเวทนากว่านี้มาแล้ว แม้ความเมตตาจะก่อตัวขึ้นในใจ แต่เขาก็ตระหนักดีว่าสถานที่เช่นนี้ย่อมมีอยู่เสมอ... และต่อให้เป็นเขา ก็ไม่อาจกอบกู้ได้ทุกคน

“ลูกพี่... ชาวบ้านพวกนั้น...”

ฮิเอ็นเดินเข้ามาขนาบข้างโรลดี้และกระซิบเสียงเบา ภายในหมู่บ้านพอจะมีคนอาศัยอยู่บ้าง แต่ก็น้อยเหลือเกิน... อย่างมากก็ไม่เกินสิบกว่าคน ทั้งหมดล้วนเป็นคนชราผมขาวโพลน ร่างกายผอมโซหลังค่อม แอบซ่อนตัวอยู่ในบ้านและลอบมองกลุ่มของโรลดี้ผ่านรูผนังแตก ๆ ด้วยความหวาดระแวง

โรลดี้สังเกตเห็นตั้งแต่แรกแล้วโดยไม่ต้องให้ฮิเอ็นบอก... เขาเห็นความหวาดกลัวในแววตาของชาวบ้าน และที่ซ่อนลึกอยู่ภายในนั้นคือ... ความโลภ

แปลกมาก... ทำไมถึงแสดงออกถึงความโลภ?

ไม่ว่าจะมองมุมไหน กลุ่มของโรลดี้ก็ไม่ใช่คนที่ชาวบ้านตาดำ ๆ พวกนี้จะกล้าตอแยได้เลย นอกเหนือจากโรลดี้และสองผู้บริหารระดับสูง เขายังพาไพร่พลมาด้วยอีกหลายสิบคน... และต่อให้ทิ้งลูกน้องไว้เฝ้าเรือ เพียงแค่ส่วนสูงกว่า 8 เมตรของโรลดี้ก็น่าจะข่มขวัญพวกเขาได้จนหัวหดแล้ว

ทันใดนั้น การปรากฏตัวของหญิงชราคนหนึ่งก็ช่วยคลายความสงสัยในใจของโรลดี้

“พว... พวกคุณ... มาจากโลกภายนอก... อย่างนั้นรึ?”

หญิงชราเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ มือเหี่ยวย่นพยุงร่างด้วยไม้เท้าเก่าคร่ำครึ... โรลดี้พยักหน้ารับ แต่ทว่าหางตาของเขากลับเหลือบไปเห็นเงาหัวเล็ก ๆ แอบซุ่มมองอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ในซากปรักหักพังนั้น

“ท่านผู้เฒ่า... เกิดอะไรขึ้นกับพวกคุณ? ทำไมถึงได้ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากขนาดนี้?”

โรลดี้ย่อตัวลงถามด้วยความอดทน แต่ทว่าอาจเป็นเพราะความชราภาพ หรือเพราะแรงกดดันมหาศาลจากร่างกายอันใหญ่โตของโรลดี้ หญิงชราจึงสั่นเทาด้วยความกลัวจนพูดไม่เป็นประโยคอยู่นานสองนาน

วินาทีนั้นเอง เจ้าของหัวเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ก็ก้าวออกมา

“สวัสดีค่ะท่าน... โปรดให้หนูเป็นคนตอบคำถามเถอะค่ะ!”

เด็กหญิงตัวน้อยดูอายุไม่น่าเกินหกหรือเจ็ดขวบ ผมมวยทรงแปลกตา ใบหน้าจิ้มลิ้มน่ารักพอสมควร... แต่ทว่าเธอกลับดูบอบบางเหลือเกิน ร่างกายผอมแห้งจนดูเหมือนว่าแค่ลมพัดแรง ๆ ก็อาจปลิวได้ เส้นผมดูแห้งเสีย ซึ่งน่าจะเป็นผลจากการขาดสารอาหารมาเป็นเวลานาน

“ตกลง!”

โรลดี้ล้วงเอาข้าวกล่องเบนโตะออกจากกระเป๋าเสื้อแล้ววางลงบนพื้นข้าง ๆ... ด้วยขนาดตัวของโรลดี้ ข้าวกล่องกล่องเดียวนี้ก็มีปริมาณมากพอให้คนธรรมดากินได้ทั้งเดือน!

เมื่อฝากล่องถูกเปิดออก กลิ่นหอมฉุยของข้าวสวยก็ลอยฟุ้ง... เด็กน้อยกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ชาวบ้านคนอื่น ๆ ก็เริ่มทยอยออกมาจากบ้านเรือน และจากแววตาที่จ้องมองตาเป็นมัน บอกได้ชัดเจนว่าพวกเขาไม่ได้กินอิ่มท้องมานานมากแล้ว

“กินให้อิ่มท้องก่อนเถอะ... ขืนปล่อยไว้แบบนี้ ฉันกลัวว่าพวกคุณจะเป็นลมไปซะก่อน!”

“ขอบ... ขอบคุณครับท่าน!”

ความยั่วยวนของอาหารทำให้ชาวบ้านลืมความน่าสะพรึงกลัวของโรลดี้ไปจนหมดสิ้น พวกเขากรูเข้ามา แย่งกันใช้มือโกยอาหารยัดใส่ปากอย่างตะกละตะกลามโดยไม่สนเลยว่ามันคืออะไร

“เกอ-ฮี-ฮี-ฮี! จะเวอร์กันไปหน่อยมั้ยเนี่ย! แค่ข้าวกล่องเดียวเองนะ!”

โมเรียเกาหัวแกรก ๆ เขาคือวีรบุรุษที่มาจาก เวสต์บลู แม้จะไม่ได้ร่ำรวยล้นฟ้า แต่ก็ไม่เคยขาดแคลนเงินทอง และตอนนี้ในฐานะลูกน้องของโรลดี้ เรื่องเงินแทบไม่อยู่ในสายตาเขาเลย... ความหิวน่ะเหรอ? นั่นเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต

“ฮึ่ม! ลองให้แกอดข้าวสักสองวัน แล้วแกจะเข้าใจเอง!”

ฮิเอ็นดูเหมือนจะถูกสะกิดความทรงจำอันเลวร้ายบางอย่าง เขาหยิบข้าวกล่องของตัวเองออกมา แล้วยื่นส่งให้กับเด็กหญิงตัวน้อย... เพราะร่างกายที่บอบบางเกินไป เธอจึงไม่อาจเข้าไปแย่งชิงกับชาวบ้านที่กำลังหิวโหยพวกนั้นได้

มือขยาดใหญ่ที่มีพังผืดของฮิเอ็น เปรียบเสมือนแสงสว่างที่สาดส่องลงมา... น้ำตาเอ่อล้นในดวงตาของเด็กหญิง เธอมองข้าวกล่องสลับกับใบหน้าของเขาอย่างเหม่อลอย ก่อนจะก้มหัวขอบคุณอย่างสุดซึ้ง แล้วเริ่มลงมือกินอย่างมูมมาม

“ค่อย ๆ กิน! ช้า ๆ หน่อย... ทั้งหมดนั่นเป็นของเธอคนเดียว ไม่มีใครมาแย่งหรอก!”

ฮิเอ็นวางมือใหญ่ลงบนหัวของเด็กน้อย พูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามดัดให้อ่อนโยนที่สุด... สักพักเขาก็ลุกขึ้นเดินดุ่ม ๆ ไปหาโมเรีย แล้วกระชากข้าวกล่องจากมืออีกฝ่ายมาหน้าตาเฉยโดยไม่รอให้อนุญาต

“ถ้าไม่พอยังมีอีกนะ!”

เด็กหญิงเงยหน้ามองฮิเอ็นที่กำลังพยายามฉีกยิ้มใจดี (ซึ่งดูสยองนิด ๆ) ไม่รู้ทำไม ใบหน้าดุร้ายของมนุษย์เงือกฉลามตนนี้ กลับดูอ่อนโยนเหลือเกินในสายตาของเธอ

“ขอบคุณค่ะ... แต่หนูกินแค่นิดเดียวก็พอแล้ว!”

เมื่อมองดูเด็กน้อยที่กำลังกินข้าวขาวอย่างเอาเป็นเอาตาย... บางสิ่งบางอย่างในหัวใจของฮิเอ็นดูเหมือนจะสั่นไหวขึ้นมา

เมื่อเด็กหญิงอิ่มแล้ว เธอก็ก้มหัวขอบคุณอีกครั้ง

“ขอบพระคุณสำหรับอาหารค่ะ! หนูชื่อ โอทามะ... สักวันหนึ่งหนูจะตอบแทนบุญคุณนี้ให้ได้เลยค่ะ!”

“เป็นเด็กที่มีมารยาทดีจังนะ! ว่าแต่... เจ้าตัวเล็ก ทำไมชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเธอถึงได้ยากลำบากขนาดนี้ล่ะ?”

เมื่อเจอกับคำถามของโรลดี้ โอทามะไม่ได้ลังเล เธอกัดฟันแน่น ราวกับหวนนึกถึงความทรงจำอันเจ็บปวด

“มัน... มันเป็นฝีมือของ ไคโด กับ โอโรจิ ค่ะ!”

โรงงานผลิตอาวุธ... คือต้นตอของความทุกข์ทรมานทั้งปวงในวาโนคุนิ

โรลดี้ยืนฟังอย่างใจเย็น พูดตามตรง ในบรรดาจักรพรรดิแห่งท้องทะเล ประชาชนภายใต้การปกครองของไคโดมีชีวิตที่น่าเวทนาที่สุด... หนวดขาวนั้นมีเมตตาไม่ต้องพูดถึง... ราชสีห์ทองคำ แม้จะโหดเหี้ยมและหยิ่งยโส แต่ก็ไม่ชายตามองมดปลวกอย่างชาวบ้านธรรมดา... ส่วนบิ๊กมัม เธอก็แค่เรียกเก็บอายุขัยบ้าง แลกกับการคุ้มครอง ซึ่งถือว่าเมตตาที่สุดแล้วในบรรดาจักรพรรดิสายมาร

มีเพียงไคโดเท่านั้น

“อย่างงั้นรึ? โรงงานอาวุธขนาดยักษ์... ความทะเยอทะยานของไคโดไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ!”

ทำไมต้องสร้างโรงงานอาวุธมโหฬารขนาดนี้? เร่งระดมทุนและเกณฑ์ไพร่พลไปเพื่ออะไร? ไคโดต้องการอะไร? ...มันต้องการสงครามครั้งใหญ่ที่ครอบคลุมไปทั่วโลก! มันต้องการทำให้โลกทั้งใบจมดิ่งสู่ความโกลาหล!

ในแง่หนึ่ง ความทะเยอทะยานของมันก็คล้ายคลึงกับโรลดี้...ทั้งคู่ต้องการก่อสงครามและทำลายกฎเกณฑ์ของโลก...เพียงแต่ไคโดนั้นป่าเถื่อนกว่ามาก

“เข้าใจแล้ว... ขอบใจมากที่บอกพวกเรา!”

โรลดี้ยืนขึ้น... ไม่มีประโยชน์ที่จะรั้งรออยู่ในหมู่บ้านร้างแห่งนี้อีก เป้าหมายต่อไปคือ นครหลวงบุปผา และตามด้วย เกาะโอนิงาชิมะ

“เจ้าตัวเล็ก... แล้วเจอกันใหม่นะ!”

ฮิเอ็นย่อตัวลงแล้วลูบหัวโอทามะเบา ๆ... หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ล้วงเอากระดาษแผ่นเล็ก ๆ ออกมาจากกระเป๋า

เขาฉีกแบ่งออกมาส่วนหนึ่ง แล้วยื่นใส่มือของโอทามะ

ไม่มีใครรู้ว่าเขาตั้งใจจะทำอะไรกันแน่...

โปรดติดตามตอนต่อไปฝากติดตามเพจ Ipe นิยายแปล จบตอน By. charcoal gray silver gold maya เพจ Ipe นิยายแปล ═❀═❀═❀═❀═❀═❀═

จบบทที่ บทที่ 271 หมู่บ้านอามิงาสะ

คัดลอกลิงก์แล้ว