- หน้าแรก
- พลิกโลกเซียนด้วยทรัพยากรพันล้าน
- บทที่ 700 สระมรกตผาเขียว
บทที่ 700 สระมรกตผาเขียว
บทที่ 700 สระมรกตผาเขียว
ครึ่งเดือนต่อมา!
แม่น้ำลั่วชวน กระแสน้ำที่เชี่ยวกรากไหลทะลักอย่างไม่หยุดหย่อน ต้นไม้สองฝั่งเขียวขจีทึบหนา แต่แต่กลับมีคนเพียงส่วนน้อยที่มาบุกเบิกนาไร่บนผืนดินที่อุดมสมบูรณ์นี้
เพียงเพราะที่นี่คือฉงโจว มณฑลที่วิถีมารรุ่งเรืองที่สุด และยังเป็นมณฑลที่ถูกความโกลาหลเข้ากัดกินอย่างหนักหน่วงที่สุดด้วย
ไม่เพียงแต่ราษฎรจะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อย่างยากลำบากเท่านั้น แม้แต่การค้าขายแลกเปลี่ยนก็ยังห่างไกลจากมณฑลอื่นอย่างมาก ยิ่งไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับชิงโจวเลย
เรือสินค้าลำหนึ่งกำลังแล่นอยู่บนแม่น้ำลั่วชวน ธงที่แขวนอยู่บนเรือสินค้ามีตัวอักษร "จิน" ตัวใหญ่ และยังมีตราประจำตระกูล ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ว่าพวกเขาคือขบวนสินค้าของตระกูลจินแห่งเมืองอัน ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มตระกูลผู้ฝึกตนและขุมอำนาจท้องถิ่น พวกเขาสามารถทำธุรกิจได้ทั้งกับฝ่ายธรรมะ และยังกล้าทำธุรกิจกับฝ่ายอธรรมด้วย เรียกได้ว่ากอบโกยผลประโยชน์ได้รอบด้าน
และสำนักวิถีมารทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กในฉงโจวต่างก็ต้องการทรัพยากรจากภายนอกเข้ามาจุนเจือ สำหรับขบวนสินค้าเหล่านี้แล้ว ส่วนใหญ่พวกเขาจึงไม่ได้ทำการขัดขวาง
แต่แต่ในบางครั้งก็อาจเกิดเหตุการณ์ปล้นชิงและเข่นฆ่าขบวนสินค้าขึ้นมาได้เช่นกัน ไม่ใช่ว่าผู้ฝึกตนวิถีมารทุกคนจะสามารถยับยั้งชั่งใจได้ และอาณาเขตของแต่ละสำนักวิถีมารก็มีความแตกต่างกัน การเข้าไปสังหารคนและชิงทรัพย์ในอาณาเขตของผู้อื่นแล้วโยนความผิดให้ จึงเป็นเรื่องที่ผู้ฝึกตนวิถีมารหลายคนนิยมทำกันอย่างไม่รู้เบื่อ
ดังนั้น ขบวนสินค้าที่เดินทางเข้าสู่ฉงโจวจึงต้องแบกรับความเสี่ยงมหาศาล หากขบวนใดมีความพร้อมพอ ก็จะมีการจ้างวานผู้ฝึกตนพเนจรบางส่วน ประกอบกับกำลังของผู้ฝึกตนที่ตระกูลบ่มเพาะขึ้นมา เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ตนเอง
บนเรือสินค้าที่ตระกูลจินอาศัยอยู่ ก็มีกลุ่มผู้ฝึกตนพเนจรที่ถูกจ้างวานมากลุ่มหนึ่งเช่นกัน
“เฮ้อ ได้ยินไหมว่าช่วงนี้ฉงโจวมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นแล้ว”
บนกราบเรือ ผู้ฝึกตนพเนจรนับสิบคนกำลังชื่นชมทัศนียภาพอันงดงามของแม่น้ำลั่วชวน พลางเอ่ยปากพูดคุยกันไปมา
“เรื่องอะไรล่ะ ผู้เฒ่าวังอย่ามัวแต่อ้ำอึ้งอยู่เลย รีบบอกพวกเรามาเถอะ”
“ผู้เฒ่าวังท่านมักจะชอบคลุกคลีอยู่ตามแนวชายแดนฉงโจว ข่าวสารย่อมรวดเร็ว มีเรื่องน่าสนุกอะไรก็อย่าเก็บงำไว้คนเดียวสิครับ!”
“ใช่แล้วๆ เดี๋ยวพวกเราจะเลี้ยงเหล้าท่านเอง เหล้าชั้นเลิศที่หมักมาจากข้าวมณีวิญญาณ รับรองว่าไม่มีการผสมน้ำอย่างแน่นอน”
กลุ่มผู้ฝึกตนพเนจรต่างพากันส่งเสียงเชียร์ ในยามที่ไม่มีอะไรทำเช่นนี้ พวกเขาชอบที่จะรับฟังเรื่องซุบซิบนินทามากที่สุด
จะมีเพียงเงามืดร่างหนึ่งที่พิงราวกั้นเรืออยู่เท่านั้นที่ดูเหมือนจะไม่แยแสกับเรื่องนี้เลย
ผู้ที่ถูกเรียกว่าผู้เฒ่าวังนั้นเป็นชายชราที่มีผมดกดำหนาแน่น แต่แต่เครากลับขาวโพลน และดูมีอายุอานามมากแล้ว
เขารู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองท่ามกลางเสียงสรรเสริญของฝูงชน และดูเหมือนจะชอบความรู้สึกที่ถูกทุกคนจับตามองเช่นนี้มาก เขาไอออกมาสองสามครั้งก่อนจะค่อยๆ เอ่ยปากพูด
“เหอะๆ เรื่องนี้มันยาวหน่อย แต่ในเมื่อทุกคนอยากฟัง ข้าก็จะเล่าให้พวกเจ้าฟังอย่างละเอียดก็แล้วกัน
จะว่าไปเมื่อครึ่งเดือนก่อน วิถีมารในฉงโจวได้รับแรงกดดันและภัยคุกคามอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
กลุ่มภิกษุจากพุทธศาสนานิกายลี้ลับที่เดินทางมาจากประเทศต่างๆ ในเขตตะวันตก ได้ชูธงของการโปรดสัตว์โลก เผยแผ่พระธรรม และช่วยเหลือมวลมนุษย์ เที่ยวไล่ฆ่าล้างโคตรสำนักวิถีมารในฉงโจวอย่างบ้าคลั่ง สังหารคนจนเลือดนองเป็นสายน้ำไปเรียบร้อยแล้ว
โดยเฉพาะผู้นำของพวกเขาที่ชื่อว่าอาอิติ เจียหลัว มีตบะขอบเขตวิถีฐานาขั้นที่เจ็ด และถูกขนานนามว่าเป็นผู้ไร้เทียมทานในระดับเดียวกัน ยอดฝีมือวิถีมารที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาเนิ่นนานนับไม่ถ้วน ถ้าไม่ตายด้วยพุทธธรรมของเขา ก็ต้องหลบหนีไปอย่างทุลักทุเล
ในเวลาเพียงครึ่งเดือน มีสำนักวิถีมารมากกว่าสิบแห่งที่ถูกลบชื่อออกจากฉงโจวไปแล้ว ยามนี้ลือกันว่าวิถีมารในฉงโจวได้รวมตัวกันเพื่อจัดตั้งกองทัพร่วมวิถีมารที่ยิ่งใหญ่ เพื่อหมายจะกำจัดกลุ่มของอาอิติ เจียหลัวให้สิ้นซาก”
ผู้เฒ่าวังเอ่ยปากพูดไปพลางทำท่าทางประกอบไปพลาง น้ำลายกระเด็นออกมาอย่างต่อเนื่อง และบอกเล่าเรื่องราวเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในฉงโจวในช่วงที่ผ่านมาอย่างออกรส
“อะไร พระอริยสงฆ์จากเขตตะวันตกเดินทางมาปราบมารที่ฉงโจว ระยะทางไกลลำบากเพียงนี้ พวกเขาทำไปเพื่ออะไรกัน!”
“พวกหัวโล้นกลุ่มนี้แข็งแกร่งถึงเพียงนี้เลยหรือ? ถึงขนาดฆ่าล้างโคตรสำนักวิถีมารไปได้ตั้งสิบกว่าแห่ง”
“ผู้แข็งแกร่งในวิถีมารฉงโจวมีมากมายเพียงนั้น ไม่มีใครทำอะไรพระที่ชื่ออาอิติ เจียหลัวได้เลยหรือ?”
ผู้ฝึกตนพเนจรบนกราบเรือต่างพากันอุทานออกมาด้วยความตกใจ ชื่อเสียงที่โหดเหี้ยมของวิถีมารฉงโจวนั้นเป็นที่เลื่องลือไปทั่วใต้หล้า แม้แต่ฝ่ายธรรมะในฉงโจวก็ยังถูกกดขี่ แต่แต่กลุ่มพระที่มาจากเขตตะวันตกกลับสามารถกดดันวิถีมารฉงโจวได้ในทางตรงกันข้าม สิ่งนี้เมื่อฟังดูจึงเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจมาก
“อาอิติ เจียหลัว ได้ยินคนพูดกันว่าเขามีที่มาที่ไปใหญ่โตมาก เขาคือพระอริยสงฆ์แห่งพุทธศาสนานิกายลี้ลับตะวันตก พระอริยสงฆ์พวกเจ้าเข้าใจคำนี้สิไหม ซึ่งเทียบได้กับระดับเตรียมความพร้อมของขอบเขตจื่อฝู่ พละกำลังของเขาช่างแข็งแกร่งจนเทียบฟ้า โดยเฉพาะพุทธธรรมที่เขาฝึกฝนมานั้น สามารถสยบผู้ฝึกตนวิถีมารได้รุนแรงมาก ผู้ฝึกตนวิถีมารจำนวนมากเมื่อเห็นหน้าเขาก็ขาอ่อนระทวยไปหมดแล่ว”
ผู้เฒ่าวังเชิดหน้าขึ้นพลางก้าวเดินไปมา ราวกับนกยูงที่หยิ่งยโส และโอ้อวดว่าข่าวสารของตนเองนั้นว่องไว และเอ่ยต่อว่า “ถ้าจะให้ข้าพูดละก็! อย่าว่าแต่จอมมารในฉงโจวจะไม่ใช่คู่ต่อสู้เลย ต่อให้จอมมารที่แข็งแกร่งที่สุดในชิงโจวอย่างบรรพชนอสูรโลหิตซูเจี๋ยเดินทางมาถึงที่นี่ ก็เกรงว่าจะไม่อาจได้รับผลประโยชน์ใดๆ จากน้ำมือของอาอิติ เจียหลัวได้สำเร็จหรอก”
เมื่อคำพูดของผู้เฒ่าวังหลุดออกมา ก็ได้รับการคัดค้านจากผู้คนจำนวนมากทันที
“เป็นไปไม่ได้ บรรพชนอสูรโลหิตซูเจี๋ยเป็นบุคคลระดับใดกัน หอกวนฉายังถูกเขาฆ่าล้างจนสิ้นซากด้วยมือเพียงข้างเดียว อาอิติ เจียหลัวจะเอาอะไรไปเปรียบเทียบกับเขาได้”
“ใช่แล้วๆ ฝ่ายธรรมะในชิงโจวเหล่านั้นต่างถูกซูเจี๋ยกดดันจนไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมา หากไม่มีพละกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดยอดแล่ว ฝ่ายธรรมะในชิงโจวเหล่านั้นจะยอมอยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตัวถึงเพียงนี้ได้อย่างไร”
“ข้าคิดว่าทั้งสองฝ่ายน่าจะมีฝีมือที่ทัดเทียมกัน เพราะอย่างไรพุทธธรรมของอาอิติ เจียหลัวก็สามารถสยบผู้ฝึกตนวิถีมารได้ ศักยภาพของผู้ฝึกตนวิถีมารจึงไม่อาจแสดงออกมาได้เต็มร้อย ยามที่ปะทะกันก็ยังไม่แน่นอนหรอกว่าใครจะชนะ”
การถกเถียงครั้งนี้ทำให้บรรยากาศร้อนแรงขึ้นมาทันที พวกเขาหลายคนเคยเดินทางไปยังชิงโจว และเคยได้ยินชื่ออันโด่งดังของซูเจี๋ยมาแล้ว
จากการเริ่มต้นที่ต่ำต้อยและนำพาให้วังเขากุ่ยหลิ่งผงาดขึ้นมา จนกระทั่งได้กลายเป็นขุมอำนาจที่แข็งแกร่งและยิ่งใหญ่ที่สุดในชิงโจว เสน่ห์ดึงดูดส่วนบุคคลนี้จึงเป็นเรื่องที่ดึงดูดใจผู้ฝึกตนพเนจรอยู่มาก แม้ว่าซูเจี๋ยจะเป็นจอมมารผู้ยิ่งใหญ่ก็ตาม
“ฮ่าฮ่า ยังไม่เคยประลองฝีมือกันแล้วใครจะไปล่วงรู้ได้เล่า บางทีหลังจากอาอิติ เจียหลัวกำจัดมารในฉงโจวได้สำเร็จแล้ว เขาก็อาจจะมุ่งหน้าไปที่ชิงโจวต่อก็ได้ หากว่าพวกเขาปะทะกันขึ้นมาจริงๆ ข้าย่อมต้องไปร่วมชมความตื่นเต้นนี้เพื่อเป็นพยานในการประลองระหว่างผู้แข็งแกร่งฝ่ายพุทธและฝ่ายมารอย่างแน่นอน”
ผู้เฒ่าวังยังคงเอ่ยปากพูดออกมาอย่างไม่ขาดสาย เมื่อเห็นว่าทุกคนถูกดึงดูดใจเข้ามา ก็รู้สึกภาคภูมิใจในตนเองอย่างมาก จนกระทั่งเขามองไปยังชายวัยกลางคนอีกคนหนึ่งที่กำลังพิงราวกั้นเรืออยู่อีกฝั่ง
ชายผู้นี้มีความสูงและรูปร่างที่ดูธรรมดามาก ตบะของเขาเมื่อมองดูแล้วก็ไม่ได้สูงส่งอะไร และไม่มีส่วนร่วมในการสนทนาเลย ซึ่งดูแล้วค่อนข้างที่จะเข้ากับคนอื่นไม่ได้อยู่บ้าง
“สหายโรจน์ ท่านมีความเห็นอย่างไร ท่านคิดว่าบรรพชนอสูรโลหิตและอาอิติ เจียหลัว ใครกันแน่ที่จะมีระดับเหนือกว่ากัน”
ผู้เฒ่าวังก้าวเดินเข้าไปหาสองสามก้าว และทำท่าทีตีสนิทด้วยการตบเข้าที่หัวไหล่ของชายวัยกลางคนผู้นั้น เขารู้ไขว่าชายผู้นี้มีชื่อว่าหลัวอี้ และเป็นผู้ฝึกตนพเนจรที่ถูกจ้างวานมาเหมือนกัน เพียงแต่วันเวลาที่ผ่านมามีการสนทนากันน้อยมาก อีกฝ่ายดูเหมือนจะมีความหยิ่งและเย็นชาอยู่สักหน่อย
“ข้าก็นั่งมองดูครับ”
ซูเจี๋ยที่ปลอมตัวและแปลงโฉมมานั้น ยักไหล่ออกมาพลางยิ้มออกมาด้วยท่าทางที่ไม่ยี่หระและไร้กังวลใดๆ
ซูเจี๋ยใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบสุขในชิงโจวมาเป็นเวลาสองปีแล้ว และได้ใช้เวลานี้ในการเสริมสร้างความมั่นคงของตบะหลังจากเลื่อนขึ้นสู่ขอบเขตจื่อฝู่ให้มีความมั่นคงอย่างแท้จริง
ประกอบกับยามนี้การพัฒนาของชิงโจวได้เข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้องแล้ว ซูเจี๋ยจึงเริ่มมีเรี่ยวแรงที่จะเบนสายตาออกไปนอกมณฑลชิงโจว
เป้าหมายหลักมีอยู่สองประการ ประการแรกคือมณฑลชิ่งโจว ซูเจี๋ยเคยมีความขัดแย้งกับวิหารเมฆาอัคคี และเขาก็กำลังจ้องพิจารณาวังเซียนชื่อเย่าแห่งนั้นด้วยความสนใจมาก
ส่วนอีกเป้าหมายหนึ่งก็คือฉงโจว มณฑลที่วิถีมารมีความเจริญรุ่งเรืองที่สุด
ในเมื่อเขาเป็นถึงยักษ์ใหญ่แห่งวิถีมารของราชวงศ์ต้าหลี ซูเจี๋ยย่อมมีความต้องการที่จะยึดครองฉงโจวมาให้ได้ เพื่อให้วิถีมารของราชวงศ์ต้าหลีมีเพียงเสียงของตนเองเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ส่วนมณฑลจิ่งโจวที่อยู่ทางทิศใต้เหมือนกัน เมื่อพิจารณาจากพละกำลังของผู้ฝึกตนแล้ว ที่นี่คือมณฑลที่อ่อนแอที่สุดในบรรดาสี่มณฑลทางทิศใต้ และอยู่ประชิดติดกับเมืองหลวงของราชวงศ์ต้าหลี จึงไม่เหมาะที่จะเป็นเป้าหมายหลักในยามนี้
เดิมทีซูเจี๋ยยังลังเลอยู่ว่าจะเริ่มจัดการกับชิ่งโจวหรือฉงโจวก่อนดี แต่แล้วเขาก็ได้รับข่าวสารที่ส่งตรงมาจากฉงโจว ว่าพุทธศาสนานิกายลี้ลับจากเขตตะวันตกเดินทางเข้าไปยังฉงโจวเพื่อผดุงธรรม ปราบปรามมารระลึกขจัดภัยให้แก่ราษฎร
ซูเจี๋ยจึงตัดสินใจได้ทันที เขาจะเริ่มจัดการจากฉงโจวก่อน และถือโอกาสนี้ไปทำความรู้จักกับพุทธศาสนานิกายลี้ลับที่ว่านี้ด้วยสักครั้ง
ดังนั้นหลังจากปลอมตัวแปลงโฉมแล้ว ซูเจี๋ยจึงปิดบังตัวตนของตนเอง และติดตามขบวนสินค้าขบวนหนึ่งมาถึงที่แห่งนี้
ปัจจุบันใบหน้าของเขามีชื่อเสียงโด่งดังเกินไป หากไม่ผ่านการแปลงโฉมแล่ว ก่อนที่เขาจะก้าวออกจากชิงโจวเรื่องนี้ย่อมต้องเป็นที่ล่วงรู้ไปทั่วใต้หล้าแน่นอน ยามนั้นหากคนพากันหวาดกลัวจนหลบหนีไปหมดก็คงดูไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่
“สหายโรจน์ ท่านช่างเป็นคนที่ไม่น่าสนใจเอาเสียเลยจริงๆ”
ผู้เฒ่าวังรู้สึกเสียหน้าที่ซูเจี๋ยทำท่าทีเฉยเมยใส่ เขาจึงเบะปากออกมาเบาๆ และหมุนตัวเดินจากไปอย่างหมดเรี่ยวแรง
ที่มุมปากของซูเจี๋ยมีร่องรอยของรอยยิ้มปรากฏขึ้น เมื่อเห็นว่าเรือสินค้าได้เข้าสู่อาณาเขตของมณฑลฉงโจวแล้ว เขาจึงพึมพำออกมาคนเดียวว่า “อริยสงฆ์แห่งนิกายลี้ลับอาอิติ เจียหลัว น่าสนใจ ก็น่าสนใจจริงๆ จะมาผดุงธรรมปราบปรามมารอย่างนั้นหรือ เช่นนั้นข้าซูเจี๋ยย่อมต้องไปสัมผัสกับเหล่าผู้แข็งแกร่งจากเขตตะวันตกอย่างพวกท่านดูล่ะนะ”
ในขณะที่ซูเจี๋ยเอ่ยปากพูดออกมา ร่างกายของเขาก็ขยับเพียงวูบเดียว และคนทั้งร่างก็หายลับไปจากเรือสินค้าทันที
กว่าที่ขบวนสินค้าของตระกูลจินจะสังเกตเห็นว่าซูเจี๋ยหายตัวไป ที่นั่นย่อมต้องเกิดความโกลาหลขึ้นมาอย่างแน่นอน แต่แต่ในยามนี้ ซูเจี๋ยก็ได้มุ่งหน้าตรงเข้าสู่อาณาเขตชั้นในของมณฑลฉงโจวไปเรียบร้อยแล้ว
...................
สระมรกตผาเขียวแห่งฉงโจว คือสถานที่อันเป็นที่ตั้งของสำนักหมื่นราคะ
แต่แต่ยามนี้ สถานที่แห่งนี้ไม่ได้มีเพียงสำนักหมื่นราคะเท่านั้น แต่ยังมีกองกำลังจากสำนักวิถีมารในฉงโจวทุกแห่งมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ด้วย ทั้งถ้ำอสูรโลหิต ลัทธิทองเจิดจรัส ค่ายหมาป่าสวรรค์ หอคอยมายา หน่วยงานเงาสังหาร สมาคมอัคคีทมิฬ หุบเขานอนอสุรา วังบุปผา ตำหนักนกอินทรีพิษ เจดีย์กระดูกขาว หอเก้ามังกร...
ยอดฝีมือจากสำนักวิถีมารทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กในฉงโจวต่างก็มาอยู่กันที่นี่หมดแล้ว จำนวนผู้คนเข้ามารวมตัวกันนับหมื่นคน เรียกได้ว่ายอดฝีมือส่วนใหญ่ของฉงโจวต่างพากันมารวมตัวกันอยู่ที่นี่โดยพร้อมเพรียงกัน
นั่นเป็นเพราะเมื่อพิจารณาจากเส้นทางในการเคลื่อนไหวของอาอิติ เจียหลัวแล้ว ความเป็นไปได้สูงสุดที่เขาจะมุ่งหน้ามาที่ลำดับต่อไป ก็คือสำนักหมื่นราคะแห่งนี้
ทางฝั่งฉงโจวของพวกเขาถูกอาอิติ เจียหลัวหยามเกียรติและสร้างความเสียหายให้อย่างหนักหน่วงตลอดช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมา จึงมีความจำเป็นที่จะต้องบีบบังคับให้ทุกคนรวมตัวกัน และคาดหวังว่าจะสามารถรักษาอาอิติ เจียหลัวไว้ที่นี่ได้ เพื่อหมายจะกำจัดอีกฝ่ายให้สิ้นซาก และไม่ให้โอกาสอีกฝ่ายได้ไล่ทำลายพวกเขาไปทีละแห่งได้อีกต่อไป
จะเห็นได้ว่า พละกำลังของอาอิติ เจียหลัวมีความแข็งแกร่งเพียงใด จึงสามารถทำให้เหล่าจอมมารในฉงโจวทุกแห่งต้องเตรียมพร้อมที่จะรับมือกันอย่างเคร่งเครียดถึงเพียงนี้
“ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เกิดขึ้นเลยหรือ?”
น้ำเสียงที่อ่อนโยนและละเอียดอ่อนดังขึ้น หญิงงามผู้หนึ่งที่สวมชุดผ้าบางจนสามารถมองเห็นผิวขาวราวหิมะได้อย่างชัดเจน และมีแววตาที่ยั่วยวนค่อยๆ เอ่ยปากพูดออกมา นางก็คือเจ้าสำนักหมื่นรา อินเหล่ยไป๋
“จะเป็นไปได้ไหมว่าเขาจะล่วงรู้ว่าพวกเรามาอยู่กันที่นี่ อาอิติ เจียหลัวเลยไม่กล้ามาแล้ว”
“เจ้าหัวโล้นตัวน้อยที่สมควรตายคนนั้น หากถูกข้าจับตัวได้ล่ะก็ ข้าจะทำให้เขารู้รสชาติของการอยู่อย่างตายทั้งเป็นเลยเชียวล่ะ”
“อย่าได้ประมาทไปนักเลย ระวังให้ดีเผื่อว่าจู่ๆ ฝ่ายตรงข้ามจะปรากฏตัวออกมาและลงมือกับพวกเราได้”
กลุ่มเจ้าสำนักวิถีมารในฉงโจว หลายคนมีแววตาโกรธแค้น บางคนยังคงรักษาความใจเย็นไว้ได้ และบางคนก็แฝงไปด้วยเจตนาสังหารอย่างรุนแรง
สำหรับการที่มีอาอิติ เจียหลัวปรากฏตัวขึ้นมาทำลายระเบียบวินัยในฉงโจวเช่นนี้ ไม่ว่าลึกๆ ในใจพวกเขาจะไม่อยากยอมรับเพียงใด แต่พวกเขาก็ต่างล่วงรู้ได้ว่าศัตรูในครั้งนี้มีความบ้าคลั่งที่น่ากลัวมาก
ไม่เพียงแต่ระดับสูงของสำนักวิถีมารจะตกอยู่ในอาการเคร่งเครียดและระแวดระวังภัยเท่านั้น ผู้ฝึกตนวิถีมารคนอื่นๆ ที่เดินทางมาที่นี่ต่างก็แยกย้ายกันอยู่ทั่วทุกหนแห่ง เพื่อคอยเฝ้าระวังการปรากฏตัวของอาอิติ เจียหลัวอย่างใกล้ชิด
นอกจากผู้ฝึกตนวิถีมารเหล่านี้แล้ว ในพื้นที่รอบนอกไกลออกไป ก็ยังมีเหล่าผู้ฝึกตนพเนจรแอบมาเฝ้าสังเกตการณ์กันอยู่อย่างเงียบๆ ด้วย
ผู้ฝึกตนพเนจรเหล่านี้ บางคนก็มาจากสายลับที่เป็นหูเป็นตาให้แก่ตระกูลที่ยิ่งใหญ่เพื่อคอยสืบข่าวสารสงครามที่อาจสามารถเปลี่ยนแปลงทิศทางอำนาจในฉงโจวได้ และบางคนก็เพียงแค่อยากจะหาโอกาสกอบโกยผลประโยชน์จากสถานการณ์ที่โกลาหลนี้เท่านั้น
ในสมรภูมิที่แสนอำมหิตเช่นนี้ หากพวกเขาสามารถมาดักซุ่มเพื่อเก็บกอบผลประโยชน์จากซากศพได้ สำหรับผู้ฝึกตนพเนจรที่มีฐานะขัดสนยากจนบางส่วนแล้ว ย่อมหมายถึงการได้รวยทางลัดขึ้นมาได้ในชั่วข้ามคืน หรือในกรณีที่ได้สูตรหรือมรดกในการฝึกฝนตนเองขึ้นมา การจะบรรลุมรรคผลและเปลี่ยนแปลงชีวิตของตนเองก็อาจจะมีความเป็นไปได้อยู่บ้างเช่นกัน ดังนั้นจึงมีผู้ฝึกตนพเนจรที่มีจิตใจกล้าได้กล้าเสียจำนวนไม่น้อยที่ไม่หวั่นเกรงต่ออันตรายและพากันเดินทางมาถึงที่นี่กันอย่างคับคั่ง
เมืองไป๋เหยียน ตั้งอยู่ห่างจากสำนักหมื่นราคะออกไปเป็นระยะทางนับร้อยลี้ ยามนี้ที่แห่งนี่จึงมีผู้ฝึกตนพเนจรบางส่วนมาพักอาศัยกันอยู่
พวกเขาไม่ได้มาจากเพียงภายในมณฑลฉงโจวเท่านั้น แต่ยังมีที่มาจากมณฑลอื่นๆ ของราชวงศ์ต้าหลีด้วย ทุกคนต่างก็เดินทางมาที่นี่เพื่อเสาะหาโอกาสหลังจากได้ยินข่าว และอยากจะมาลองเสี่ยงโชคดูสักครั้ง
ที่ร้านเหล้าที่สูงที่สุดในเมืองไป๋เหยียน สถานที่แห่งนี้ย่อมกลายเป็นแหล่งรวมตัวกันของผู้ฝึกตนพเนจร พวกเขามองออกไปที่หน้าต่างเพื่อจับตาดูทิศทางของสำนักหมื่นราคะพลางมีอารมณ์ความตื่นเต้นที่ยากจะสะกดกลั้นอยู่ภายในใจ
“พวกท่านคิดว่าสุดท้ายแล้วจะสู้กันขึ้นมาจริงๆ ไหม”
“มันพูดยาก หากข้าเป็นอาอิติ เจียหลัวล่ะก็ ข้าย่อมไม่มีทางที่จะมุ่งหน้าเข้าไปหาหลุมพรางหรือกับดักทั้งที่รู้ตัวอยู่แล้วแน่ๆ”
“ก็เพราะเหตุนั้นท่านจึงไม่อาจเป็นอาอิติ เจียหลัวได้ยังไงล่ะ เขาคือพระอริยสงฆ์แห่งเขตตะวันตก ผู้เมตตาช่วยชาวโลกและโปรดสัตว์โลก จะมีใครยอมถอยหนีเพียงเพราะพบเจอความยากลำบากกันล่ะ”
“เหอะ พระอริยสงฆ์บ้าบอคอแตกอะไรกัน ข้าไม่เชื่อหรอกว่าอาอิติ เจียหลัวคนนั้นจะเป็นคนใจกว้างและเสียสละเพื่อคนอื่นอย่างแท้จริง ใครจะไปล่วงรู้ได้ว่าพวกหัวโล้นที่มาจากต่างอาณาจักรกลุ่มนี้จะมีแผนการที่ชั่วร้ายอะไรแอบแฝงอยู่เบื้องหลังกันแน่”
ฝูงชนต่างพากันส่งเสียงเอะอะโวยวาย มีเพียงพื้นที่ส่วนหนี่งในร้านเหล้าเท่านั้นที่ดูค่อนข้างเงียบสงบ
ที่โต๊ะริมหน้าต่างนั้น มีหญิงสาวผู้หนึ่งที่สวมชุดกระโปรงสีขาวและคาดเข็มขัดสีม่วงกำลังนั่งอยู่ นางกำลังนั่งจิบเหล้าอยู่เพียงลำพังด้วยท่าทางที่ดูสันโดษสะดุดตาอยู่ที่ริมหน้าต่างที่ถูกแกะสลักอย่างสวยงามบนชั้นห้าของร้านเหล้า
ที่พิเศษไปกว่านั้นก็คือ บนใบหน้าของหญิงสาวนางนี้มีผ้าคลุมหน้าคลุมทับอยู่ ภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีเงินนั้นสามารถมองเห็นผิวพรรณที่ขาวนวลราวกับหยกปรากฏออกมาให้เห็นได้อย่างจางๆ
ทุกครั้งที่นางยกเหล้าขึ้นดื่มแล้วเลิกผ้าคลุมหน้าขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าอันงดงามเพียงครึ่งหนึ่งที่ปรากฏออกมาให้เห็นวูบวาบนั้น ก็สามารถทำให้เหล่าผู้ฝึกตนพเนจรนับไม่ถ้วนที่อยู่ในที่นั้นต้องกลืนน้ำลายลงคอ และในยามที่นางปรายตามองมา ทุกคนต่างก็ส่งเสียงแก้วเหล้ากระทบกันอย่างโกลาหล โดยที่ผู้ฝึกตนพเนจรจำนวนมากไม่กล้าแม้แต่จะสบสายตากับนางตรงๆ เลยด้วยซ้ำ
นั่นเพราะหญิงสาวเพียงแค่นั่งอยู่ตรงนั้น กลับมีสง่าราศีและแรงกดดันที่มองไม่เห็นบางอย่างแผ่ออกมา จนส่งผลให้ร้านเหล้าแขวนป้ายว่าที่นั่งเต็มมืดฟ้ามัวดิน แต่กลับมีผู้ฝึกตนพเนจรจำนวนมากที่ไม่มีที่นั่ง และไม่มีใครกล้าที่จะมานั่งลงข้างกายของนางเลยแม้แต่คนเดียว
บนใบหน้าภายใต้ผ้าคลุมหน้าของฉินอวี่ฉางไม่ได้มีการแสดงออกทางอารมณ์ใดๆ ออกมาเลย จิตใจของนางจดจ่ออยู่แต่ที่สำนักหมื่นราคะเพียงอย่างเดียว สัมผัสจิตอันทรงพลังในระดับขอบเขตวิถีฐานาทำให้นางสามารถรับรู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสถานที่ที่มีระยะห่างออกไปนับร้อยลี้ได้อย่างชัดเจน
ทันใดนั้น เสียงเลื่อนเก้าอี้ก็นำพาสายตาของฉินอวี่ฉางให้หันไปมองเล็กน้อย
ชายวัยกลางคนที่มีหน้าตาธรรมดาผู้หนึ่ง กำลังนั่งลงตรงข้ามกับนางโดยที่ไม่ได้แยแสผู้ใดเลยแม้แต่น้อย
“สาวน้อยขออภัยที่รบกวน ขอร่วมโต๊ะด้วยคนนะครับ”
เมื่อซูเจี๋ยเห็นว่าฉินอวี่ฉางจ้องมองมา เขาก็เปิดแผยฟันที่ข่าวและยิ้มออกมาด้วยท่าทางที่ดูผ่อนคลายและสงบ ไม่ได้แสดงออกถึงความเคร่งเครียดเหมือนกับผู้ฝึกตนพเนจรทั่วไปเลย
ฉินอวี่ฉางชำเลืองมองซูเจี๋ยหนึ่งครั้ง ก่อนจะถอนสายตากลับคืนมา นางสัมผัสไม่ได้ถึงความพิเศษใดๆ จากตัวของซูเจี๋ยเลยแม้แต่น้อย
ตัวตนที่แท้จริงของซูเจี๋ยคือยอดฝีมือผู้มีพลังกล้าแกร่งในขอบเขตจื่อฝู่ ฉินอวี่ฉางที่มีระดับตบะต่ำกว่าเขาหนึ่งขอบเขตใหญ่ย่อมยากที่จะมองตัวตนจริงๆ ของซูเจี๋ยออก
ในทางตรงกันข้าม ซูเจี๋ยกลับจ้องมองฉินอวี่ฉางด้วยความสนใจมาก เส้นผมสีดำขลับที่ปลิวไสวไปตามแรงลม เผยให้เห็นลำคอที่ขาวนวลราวกับหยก แววตาอันล้ำลึกราวกับนกฟีนิกซ์มีประกายความเย็นชาราวกับดังหยกเย็นเยือกแฝงอยู่ คิ้วหางดาบที่พุ่งเฉียงเข้าไปในขมับดูสง่างาม
ไม่เพียงแต่จะมีรูปโฉมที่งดงามโดดเด่นสะดุดตาเท่านั้น แม้คนอื่นจะสัมผัสไม่ได้ แต่ซูเจี๋ยกลับสามารถรับรู้ได้ว่า พลังตบะภายในร่างกายของฉินอวี่ฉางนั้นเปรียบเสมือนภูเขาไฟที่กำลังหลับใหลอยู่ ภายใต้ผิวขาวราวหิมะนั้นมีเส้นชีพจรสีน้ำเงินจางๆ ปรากฏออกมา พลังวิญญาณสวรรค์และปฐพีโดยรอบกำลังรวมตัวกันโดยมีนางเป็นศูนย์กลาง ราวกับว่าขุมพลังเหล่านี้กำลังรอคอยคำสั่งจากนางอยู่
“ยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดในระดับขอบเขตวิถีฐานาขั้นที่เจ็ด...”
ซูเจี๋ยครุ่นคิดภายในใจ ยอดฝีมือในระดับฝีมือนี้หาได้ยากยิ่งนักภายในอาณาเขตของราชวงศ์ต้าหลี
แม้ว่าขอบเขตวิถีฐานาจะมีจำนวนมาก โดยในแต่ละมณฑลอาจจะมีสิบกว่าหรือยี่สิบคน และมณฑลที่มีผู้คนเบาบางก็อาจจะมีเจ็ดหรือแปดคน แต่แต่ผู้ฝึกตนที่สามารถเดินมาถึงขั้นที่เจ็ดของขอบเขตวิถีฐานาได้นั้น กลับมีอยู่เพียงส่วนน้อยเท่านั้น
ยกตัวอย่างเช่นในชิงโจว ก่อนที่ซูเจี๋ยจะผงาดขึ้นมา ก็มีเพียงผู้อาวุโสสูงสุดต่งอวี่จากหอกวนฉาเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เป็นขอบเขตวิถีฐานาขั้นที่เจ็ด ในขณะที่ชิ่งโจวก็มีเพียงเจ้าสำนักพันธมิตรกระบี่หมื่นเล่มหลีอวี่เจ๋อ และเจ้าสำนักวิหารเมฆาอัคคีฉู่เหยียนกังเพียงสองคนเท่านั้น
ผู้ฝึกตนในขอบเขตนี้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของขอบเขตวิถีฐานาแล้ว และมีความเป็นไปได้เพียงเล็กน้อยที่อาจจะสามารถทำลายขีดจำกัดและเข้าสู่ขอบเขตจื่อฝู่ได้สำเร็จ สถานะและตำแหน่งของย่อมไม่ธรรมดา และโดยปกติแล้วแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมาปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชนเช่นนี้
“สวยไหม?”
ฉินอวี่ฉางรู้สึกอึดอัดอย่างมากจากการถูกซูเจี๋ยจ้องมอง นางรู้สึกราวกับว่าตนเองถูกซูเจี๋ยมองทะลุร่างไปจนหมดสิ้นแล้ว จึงอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วแน่นด้วยความรำคาญใจ นางวางแก้วเหล้าลงอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงดัง "ปัง" และแค่นเสียงหึออกมาเบาๆ ด้วยท่าทางเย็นชา