- หน้าแรก
- ฉันเกษียณจากเกมสยองขวัญ มาเป็นผู้ช่วยตัวประกอบ
- บทที่ 465 เครื่องมือสังหารภรรยาพิสูจน์เต๋า 16
บทที่ 465 เครื่องมือสังหารภรรยาพิสูจน์เต๋า 16
บทที่ 465 เครื่องมือสังหารภรรยาพิสูจน์เต๋า 16
บทที่ 465 เครื่องมือสังหารภรรยาพิสูจน์เต๋า 16
นางมาหาเรื่องจริงๆ
อวิ๋นซีมองดูเหล่าผู้ฝึกตนวิถีไร้ใจที่โกรธจนหน้าเขียว จ้องมองนางด้วยความโกรธแค้นด้วยสายตาเย็นชา
นางกล่าวช้าๆ "ทุกท่านอย่าเพิ่งรีบโกรธสิ ความโกรธทำร้ายสุขภาพนะ ยิ่งพวกท่านฝึกวิถีมรรคากระบี่ไร้ใจ ถ้าอารมณ์รุนแรงเกินไป ธาตุไฟจะเข้าแทรกเอานะ?"
นางเคาะปลอกกระบี่ลงกับพื้นเบาๆ "สหายเต๋าหรงผู้นี้ ชื่อเสียงโด่งดัง แต่ฝีมือก็งั้นๆ สำนักชิงเจิ้ง ยังมีผู้ฝึกกระบี่ที่เก่งกาจกว่านี้อีกไหม?"
สำนักชิงเจิ้งจะบอกว่าไม่มีได้ไหม?
ย่อมไม่ได้
นางมารผู้นี้ไม่รู้หัวนอนปลายเท้า พฤติกรรมอวดดี แต่ดันมีพลังกระบี่ลึกล้ำสุดหยั่งคาด
หากวันนี้สำนักชิงเจิ้งไม่สามารถหักความห้าวหาญของนางลงได้ วันหน้า สำนักชิงเจิ้งจะมีหน้ามีตาอะไรในโลกผู้บำเพ็ญเซียน?
"ศิษย์อาอวิ๋นซู" เจ้าสำนักมองไปที่ชายชราด้านหลัง
.
ครึ่งวันต่อมา
บรรพชนเหิงซวี ผู้อาวุโสสูงสุดของสำนักชิงเจิ้งที่ปิดด่านบำเพ็ญเพียรไม่ถามไถ่เรื่องทางโลกมาหลายปี พ่ายแพ้ใต้คมกระบี่ของอวิ๋นซี
ในวินาทีนี้ คนทั้งสำนักชิงเจิ้งถึงได้ตระหนักว่า ผู้ฝึกตนหญิงที่ไม่รู้ที่มาผู้นี้ รับมือยากกว่าที่จินตนาการไว้มากนัก
บรรพชนเหิงซวีก้าวเข้าสู่ขอบเขตข้ามเคราะห์มาเมื่อพันปีก่อน เป็นหนึ่งในบรรพชนที่มีพลังบำเพ็ญสูงที่สุดในสำนักเซียน
แม้แต่เขายังแพ้ให้กับคนผู้นี้
และเมื่อดูอวิ๋นซี ลมหายใจสม่ำเสมอ แม้แต่ชายเสื้อยังไม่เสียหาย
สำนักชิงเจิ้งสงบเสงี่ยมเจียมตัวกันทั้งสำนัก
แม้เพิ่งจะถูกอีกฝ่ายไล่ทุบเรียงตัวเหมือนทุบลิง ไม่ไว้หน้ากันสักนิด ตอนนี้เจ้าสำนักชิงเจิ้งยังต้องถามอย่างนอบน้อมว่า "ข้ามีตาหามีแววไม่ ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสมาเยือนสำนักชิงเจิ้ง มีคำชี้แนะอันใด?"
"คำชี้แนะ?" อวิ๋นซีสีหน้ามีความหมายแฝง
"เจ้าสำนักฟาง ท่านแน่ใจนะ ว่าจะให้ข้าชี้แนะ?"
เจ้าสำนักชิงเจิ้งแซ่ฟาง
คำพูดนี้ของเขาเป็นแค่คำพูดตามมารยาท พูดออกมา ก็เพื่อแสดงความยอมจำนน บอกว่าสำนักชิงเจิ้งยอมแพ้แล้ว ให้ทางลงหน่อย หวังว่าท่านจะรีบๆ ลงไปเสียที
แต่คำพูดของอวิ๋นซี ทำให้เขารู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีลางๆ
เจ้าสำนักฟางเดาไม่ออกว่าไม่ดีตรงไหน จึงกล่าวอย่างระมัดระวัง "ท่านพลังบำเพ็ญดั่งเทพเจ้า เจตจำนงกระบี่สูงส่ง ย่อมสามารถชี้แนะคนรุ่นหลังได้แน่นอน"
พอเขาพูดจบ ก็ได้ยินผู้ฝึกกระบี่ตรงหน้าหัวเราะ
นางหัวเราะอย่างเบิกบานใจ อย่างสบายใจสุดๆ
"ดี ดี ดี" อวิ๋นซีกล่าวคำว่าดีสามครั้งติดกัน ยังยื่นมือไปตบไหล่เจ้าสำนักฟาง
"ข้าก็ว่าแล้ว สำนักชิงเจิ้งคงไม่ใช่พวกไม่รู้ความ"
"ในเมื่อเจ้าสำนักฟางใจกว้างขนาดนี้ ข้าเองก็คงตระหนี่ไม่ได้"
อวิ๋นซีหัวเราะเสียงดัง "ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ขอยืมสถานที่สำนักชิงเจิ้งใช้หน่อยแล้วกัน"
เจ้าสำนักฟาง ?
ความกังวลในใจรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เขาถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ "ผู้อาวุโส ไม่ทราบว่าท่านจะทำอะไร?"
อวิ๋นซีกล่าวว่า "ข้ากำลังรู้สึกว่าวิถีกระบี่ในโลกนี้เสื่อมถอย มีใจอยากถ่ายทอดวิถี ในเมื่อเจ้าสำนักฟางมีความคิดเดียวกับข้า ก็ดีที่สุดแล้ว"
เจ้าสำนักฟาง: ???
เดี๋ยว!
ใครมีความคิดเดียวกับท่าน?
ความกังวลในใจพุ่งถึงขีดสุด กำลังจะเอ่ยปาก ทันใดนั้นข้างหูก็มีเสียงฟ้าร้องดังขึ้น
ไม่!
นั่นไม่ใช่ฟ้าร้อง
นั่นคือการส่งเสียงทางจิต เพราะแฝงไว้ด้วยอำนาจแห่งเต๋า เมื่อดังขึ้นข้างหู จึงราวกับฟ้าร้อง สั่นสะเทือนแก้วหู
"อีกหนึ่งเดือนให้หลัง ข้าจะตั้งสนามประลองที่สำนักชิงเจิ้ง ถ่ายทอดวิถีกระบี่ ผู้ใดที่ฝึกกระบี่ ไม่จำกัดพลังบำเพ็ญ รากกระดูก อายุ มาได้ทุกคน"
เจ้าสำนักฟางหน้ามืด
เขาไม่สนใจเรื่องมารยาทแล้ว รีบพูดว่า "ผู้อาวุโส! ไม่ได้นะขอรับ!"
สบตากับแววตายิ้มกึ่งไม่ยิ้มของอวิ๋นซีพอดี
เขาถอยหลังไปสองก้าวทันที เหงื่อเย็นไหลพราก
นางจงใจ!
เขาสัมผัสได้ แผ่จิตสัมผัสออกไป——
ศิษย์ทุกคนในสำนักชิงเจิ้งต่างเงยหน้ามอง
นอกสำนักชิงเจิ้ง... ผู้ฝึกตนดีใจจนแทบคลั่ง ปุถุชนมองซ้ายมองขวาอย่างงุนงง
ทุกคน ได้ยินหมดแล้ว
พรวด เขาไม่อาจรักษาความเยือกเย็นได้อีกต่อไป เลือดลมตีกลับ กระอักเลือดหัวใจออกมาคำหนึ่ง
อวิ๋นซี "......"
นางส่ายหน้า ถอนใจ "วิถีไร้ใจของพวกท่านไม่ใช่ไร้รักไร้ปรารถนาหรือ? ทำไมข้าดูแล้ว แต่ละคนใจร้อนวู่วามยิ่งกว่าผู้ฝึกตนทั่วไปเสียอีก?"
กลุ่มผู้ฝึกกระบี่จ้องมองนางด้วยความโกรธแค้น
อวิ๋นซียิ้มตอบ "ทำไม ไม่พอใจหรือ?"
นางไม่ได้ขยับตัว กระบี่ยาวข้างกายส่งเสียงก้องกังวานใสกระจ่าง
พูดตามตรง รังแกเด็กรุ่นหลังพวกนี้มันก็เหมือนผู้ใหญ่รังแกเด็ก ไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่
แต่ถ้าพวกเขาดาหน้าเข้ามาหาเรื่องเอง นางก็ยินดีสนองให้
.
ห่างออกไปนับหมื่นลี้ จู๋อินที่กำลังหยอกล้อบาร์บาร่าเล่นก็ได้ยินเสียงนี้เช่นกัน
นางไม่ได้จงใจจับตาดูความเคลื่อนไหวของลูกศิษย์ แต่ตอนนี้แค่คิดนิดหน่อย ก็เดาที่มาที่ไปได้เกือบหมด
"เด็กคนนี้" จู๋อินขำ "จริงๆ เลย..."
"ทำได้สวย"
ไม่ใช่แค่ในเมืองเล็กๆ ของปุถุชน แม้แต่ฉู่อู้ที่อยู่ไกลถึงแดนมาร ก็ได้ยินเช่นกัน
ยังไงก็มีความสัมพันธ์กึ่งศิษย์อาจารย์ เขาจำเสียงของอวิ๋นซีได้ทันที
"อาจารย์เลี่ย นี่เสียงอาจารย์ซีนี่นา!" ฉู่อู้ยังแช่อยู่ในสระเพื่อขัดเกลาร่างกาย ทั้งตัวแยกเขี้ยวยิงฟันด้วยความเจ็บ แต่ดวงตากลับเป็นประกาย
"สำนักชิงเจิ้งคือที่ไหน?" เขาถามอวิ๋นเลี่ย
อวิ๋นเลี่ยบอกเขา "สำนักเซียนสำนักหนึ่ง"
"ทำไมอาจารย์ซีต้องไปสอนวิถีที่นั่น?"
อวิ๋นเลี่ยคิดสักพัก "คงเพราะขัดหูขัดตาพวกมันมั้ง"
ฉู่อู้สงสัย
เขาไม่เข้าใจ อาจารย์ซีเก่งขนาดนั้น ถ่ายทอดวิถีกระบี่ ไม่ใช่เรื่องดีเหรอ?
อวิ๋นเลี่ยยกมุมปาก "สำหรับคนใต้หล้าเป็นเรื่องดี แต่สำหรับสำนักชิงเจิ้ง คงไม่แน่"
เพราะอวิ๋นซีไม่ใช่ผู้ฝึกตนของสำนักชิงเจิ้ง
นางไม่ได้ฝึกวิถีมรรคากระบี่ไร้ใจ
และสำนักชิงเจิ้ง เป็นที่รู้กันทั่วว่า มีชื่อเสียงโด่งดังในโลกผู้บำเพ็ญเซียนด้วยวิถีมรรคากระบี่ไร้ใจ
ยอดคนที่ไม่มีใครเคยได้ยินชื่อ ไปตั้งสนามประลองที่สำนักชิงเจิ้ง ถ่ายทอดวิถีกระบี่ ประเด็นคือ วิถีที่ถ่ายทอด ไม่ใช่วิถีมรรคากระบี่ไร้ใจที่สำนักชิงเจิ้งภูมิใจที่สุด
นี่คือการตบหน้าสำนักชิงเจิ้งต่อหน้าคนทั้งหล้า ขุดรากถอนโคนสำนักชิงเจิ้งชัดๆ
อวิ๋นเลี่ยทอดถอนใจ "หมากตานี้ของศิษย์น้อง ช่างเหนือชั้นจริงๆ"
"ข้าเองก็ต้องเร่งมือแล้ว" เขาพึมพำกับตัวเอง
"จะล้าหลังเกินไปไม่ได้"
ก้มหน้าลง สบกับดวงตาไร้เดียงสาของฉู่อู้พอดี
อวิ๋นเลี่ยยิ้มกล่าวว่า "ฉู่อู้ สนใจจะเป็นนายน้อยแดนมารไหม?"