- หน้าแรก
- ราชันย์หมื่นอสูร
- บทที่ 340 - เยือนถิ่นเก่า ภูเขาควันทมิฬ
บทที่ 340 - เยือนถิ่นเก่า ภูเขาควันทมิฬ
บทที่ 340 - เยือนถิ่นเก่า ภูเขาควันทมิฬ
บทที่ 340 - เยือนถิ่นเก่า ภูเขาควันทมิฬ
เดินทางมาถึงเมืองหลวงฉางเยี่ยได้เพียงหนึ่งเดือน ซือคงจิ้งก็สามารถทะลวงผ่านจากขอบเขตเหนือมนุษย์ขั้นฮวงอู่ ไปจนถึงขอบเขตเซียนเทียนขั้นวิญญาณยุทธ์ได้สำเร็จ
ความเร็วในการพัฒนาเช่นนี้ หากพูดออกไปเกรงว่าคงทำให้ผู้คนนับไม่ถ้วนต้องหวาดผวาและตื่นตะลึงเป็นแน่
ยิ่งไปกว่านั้น ซือคงจิ้งยังเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่ามีรากปราณยุทธ์ศูนย์อีกด้วย
"น่าเสียดาย ที่ข้าไม่เคยศึกษาเสามังกรของมังกรศักดิ์สิทธิ์ราชันย์มาก่อน ชั่วคราวนี้จึงยังไม่สามารถดูดซับเพื่อทะลวงด่านได้อย่างสมบูรณ์"
หลังจากที่ซือคงจิ้งทะลวงด่านสำเร็จ เขาก็หยิบแก่นแท้มังกรอสูรออกมาอีกสองเม็ด สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือของมังกรศักดิ์สิทธิ์ราชันย์และอินทรีมังกรปีกทมิฬ
สายตาของเขาหยุดลงบนแก่นแท้ของอินทรีมังกรปีกทมิฬ พลางครุ่นคิดในใจ "ไม่รู้เลยว่าหากข้ากลืนมันลงไปตอนนี้ จะสามารถศึกษาอินทรีมังกรปีกทมิฬที่อยู่ในคุกสวรรค์หมื่นอสูรได้โดยตรงหรือไม่นะ?"
เมื่อคิดถึงตรงนี้ จิตสำนึกของเขาก็ดำดิ่งเข้าสู่คุกสวรรค์หมื่นอสูรโดยตรง เพื่อค้นหาอินทรีมังกรปีกทมิฬและสอบถาม
"แก่นแท้ในมือของเจ้า มีความแตกต่างจากตัวข้ามากนัก"
อินทรีมังกรปีกทมิฬที่อยู่ภายในคุกสวรรค์หมื่นอสูร เอื้อนเอ่ยภาษามนุษย์ "นั่นไม่ใช่อินทรีมังกรปีกทมิฬสายเลือดบริสุทธิ์ ซ้ำยังไม่ใช่ตัวเต็มวัยอีกด้วย"
สิ้นคำกล่าวนี้ ซือคงจิ้งก็รู้สึกสับสนไปบ้าง
และในตอนนั้นเอง แมงมุมไร้สีก็ขยับเข้ามาใกล้เพื่ออธิบาย
"ผู้ที่ถูกจองจำอยู่ภายในคุกสวรรค์หมื่นอสูร ล้วนเป็นสัตว์ร้ายหรือสัตว์เทพที่มีสายเลือดบริสุทธิ์ที่สุดมาตั้งแต่ยุคบรรพกาล ต่อให้ตอนกำเนิดจะไม่ได้มีสายเลือดบริสุทธิ์ ทว่าเมื่อบรรลุถึงระดับพลังของพวกเรา ก็เพียงพอที่จะแปรเปลี่ยนเป็นสายเลือดบริสุทธิ์ได้แล้ว"
"ส่วนสัตว์อสูรส่วนใหญ่ที่เจ้าพบเจอในตอนนี้ ล้วนเป็นพวกสายเลือดผสม หรือตัวตนที่มีสายเลือดไม่แข็งแกร่งพอทั้งสิ้น"
"ต่อให้พวกมันจะมีหน้าตาเหมือนกับพวกเรา ทว่าก็เป็นเพียงแค่ลูกหลานของพวกเราเท่านั้น เว้นเสียแต่ว่าพวกมันจะสามารถระเบิดพลังสายเลือดที่สมบูรณ์ออกมาได้ พวกมันถึงจะสามารถเติบโตไปทีละก้าว จนบรรลุถึงระดับพลังของพวกเราได้"
ซือคงจิ้งได้ยินดังนั้นก็กระจ่างแจ้งแก่ใจ สัตว์อสูรภายในคุกสวรรค์หมื่นอสูรนั้นแข็งแกร่งเกินไปจริงๆ
ส่วนสัตว์อสูรธรรมดา สายเลือดของพวกมันถูกเจือจางลงไปมากแล้ว
"ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ต่อให้เจ้าจะกลืนแก่นแท้อินทรีมังกรปีกทมิฬในมือเจ้าลงไป เส้นชีพจรมังกรอินทรีที่เจ้าศึกษาออกมาได้ ก็ยังไม่ถึงหนึ่งในพันส่วนของข้าเลยด้วยซ้ำ" อินทรีมังกรปีกทมิฬเอ่ยรับช่วงต่อจากแมงมุมไร้สี เพื่ออธิบายเพิ่มเติม
ซือคงจิ้งร่างสั่นสะท้านอีกครั้ง หรือว่าแก่นแท้ของอินทรีมังกรปีกทมิฬ จะไม่สามารถช่วยให้เขาทะลวงด่านครั้งใหญ่ได้?
"ทว่า ข้าสามารถเปิดเผยเส้นชีพจรและรูปแบบการโคจรพลังอสูรของข้า ให้เจ้าได้ศึกษา..."
"แต่เมื่อใดที่เจ้าทนรับไม่ไหว เมื่อนั้นเจ้าก็ต้องหยุดในทันที มิฉะนั้นหากจิตวิญญาณอสูรของเจ้าไม่มั่นคง ก็อาจจะมีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่เส้นทางมารได้อีกครั้ง"
จู่ๆ อินทรีมังกรปีกทมิฬก็กล่าวเตือนอย่างหนักแน่น
ในเวลานี้ เต่าเทพที่หมอบอยู่บนพื้นดินก็เอ่ยขึ้น "เจ้าหมื่นอสูร จงประเมินกำลังของตนเองให้ดี ซ้ำยังควรพยายามหาสถานที่ที่เงียบสงบด้วย"
หลังจากที่ซือคงจิ้งเอ่ยขอบคุณคำเตือนของเต่าเทพ เขาก็ถอนจิตสำนึกออกจากคุกสวรรค์หมื่นอสูร
จากนั้นเขาก็เก็บแก่นแท้มังกรอสูรทั้งสองเม็ดกลับคืน นั่งขัดสมาธิลงบนหลังมังกรทมิฬเงาตะขอ ทำการหยั่งรู้กรงเล็บทมิฬเงาตะขอต่อไป
บัดนี้เขายังคงอยู่ระหว่างการหลบหนีจากการตามล่า ย่อมไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมในการศึกษาอินทรีมังกรปีกทมิฬ
พริบตาเดียว การหลบหนีก็ดำเนินมาถึงวันที่เก้า...
"มารดามันเถอะ เหตุใดผลึกแสงของมันถึงยังไม่หมดเกลี้ยงไปเสียที?"
เวิงอวี๋ฮวนจ้องมองประกายแสงสีทองเบื้องหน้า ใบหน้าของนางบิดเบี้ยว
พวกเขาเผาผลาญผลึกแสงราชันย์ไปอย่างมหาศาลจากการบินวนไปวนมา ซ้ำยังรวบรวมมาจากสถานที่ต่างๆ ไม่ใช่น้อย ทว่าผ่านไปถึงเก้าวันเต็ม ไอ้เด็กรากปราณยุทธ์ศูนย์เบื้องหน้ากลับยังคงเร่งประกายแสงสีทองอย่างเต็มที่ ทิ้งห่างพวกเขาไปเรื่อยๆ
ในระหว่างการไล่ล่า พวกเขายังให้บรรดาศิษย์ติดต่อไปยังตระกูลของตนเอง เพื่อไปรอซุ่มโจมตีอยู่ในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง...
ทว่าทุกครั้ง ซือคงจิ้งก็สามารถหยั่งรู้ล่วงหน้าได้เสมอ และหลบหลีกการซุ่มโจมตีทั้งหมดไปได้
กระทั่งมีอยู่หลายครั้งที่เกือบจะคลาดสายตาจากร่องรอยของมัน เวิงอวี๋ฮวนหอบหายใจจนหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างต่อเนื่อง
นางคิดไม่ตกเลยจริงๆ ว่าเหตุใดไอ้รากปราณยุทธ์ศูนย์กระจอกๆ ถึงได้มีประสาทสัมผัสที่เฉียบคมถึงเพียงนี้ สามารถหลบหลีกได้ทุกสิ่งอย่าง?
นางย่อมไม่รู้ ว่าซือคงจิ้งไม่ได้ใช้ประสาทสัมผัส ทว่ามันคือสัญชาตญาณอันน่าสะพรึงกลัวที่ถูกขัดเกลามาจากสนามรบต่างหาก
"ซ้ำดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้มีเป้าหมายที่แน่ชัด เพียงแค่บินวนไปวนมาเพื่อสูบพลังพวกเราเท่านั้น" เวิงอวี๋ฮวนอดไม่ได้ที่จะหันไปมองไป๋หลิวหุน ตลอดเก้าวันที่ผ่านมา พวกเขาไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าซือคงจิ้งมีจุดหมายปลายทางที่ใด
ไป๋หลิวหุนขมวดคิ้วแน่น การไล่ล่าในครั้งนี้ทำให้เขารู้สึกอึดอัดและทรมานใจเป็นอย่างยิ่ง
ทันใดนั้น ไป๋หลิวหุนก็ทอดสายตามองไปยังเทือกเขาอันยิ่งใหญ่ตระการตาที่อยู่ไม่ไกลนัก ในแววตาทอประกายเย็นเยียบระลอกแล้วระลอกเล่า
"ไม่ มันมีเป้าหมายอยู่"
"มันคงคาดเดาได้แล้วว่า พวกเราต้องคอยหาผลึกแสงราชันย์มาเติมเต็มตลอดเส้นทาง ซ้ำยังกลัวว่าพวกเราจะหยั่งรู้ล่วงหน้าและไปดักซุ่มโจมตี ดังนั้นจึงคอยบินอ้อมลากจมูกพวกเราไปมา ทว่าเป้าหมายสุดท้ายของมันก็คือเทือกเขาหมิงหลง"
แมซือคงจิ้งจะบินอ้อมคดเคี้ยวไปมา ทว่าก็ค่อยๆ ขยับเข้าใกล้เทือกเขาหมิงหลงทีละนิด
"ศิษย์พี่ไป๋ ตอนนี้พวกเราควรทำเช่นไรดี?"
เวิงอวี๋ฮวนก็กระจ่างแจ้งขึ้นมาเช่นกัน นางเอ่ยถามด้วยความไม่ยินยอม "หากในมือของไอ้เด็กรากปราณยุทธ์ศูนย์ผู้นี้ ยังคงมีผลึกแสงราชันย์หรือสิ่งอื่นๆ อยู่อีกมากมาย เมื่อไปถึงเทือกเขาหมิงหลง พวกเราคงจัดการกับมันได้ยากยิ่งขึ้นนะ"
ไป๋หลิวหุนได้ยินดังนั้น ก็ขมวดคิ้วแน่นอีกครั้ง
ตอนนี้ไม่มีเวลาให้ติดต่อสื่อสารหรือดักซุ่มโจมตีอีกต่อไปแล้ว การที่ซือคงจิ้งจะเข้าสู่เทือกเขาหมิงหลงนั้น เป็นสิ่งที่ไม่สามารถหยุดยั้งได้อีกต่อไป
ผ่านไปหลายลมหายใจ แววตาของไป๋หลิวหุนก็ทอประกายดุร้าย เขาเอ่ย "ก่อนจะถึงเทือกเขาหมิงหลงยังมีเมืองอยู่อีกหนึ่งแห่ง จงแจ้งให้ทุกคนไปแย่งชิงผลึกแสงราชันย์และผลึกแสงทั้งหมดมาให้ได้ จากนั้นพวกเราจะวางค่ายกลธารดารา"
สิ้นคำกล่าวนี้ ดวงตางามของเวิงอวี๋ฮวนก็เบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก นางร้องอุทาน "ศิษย์พี่ไป๋ ด้วยระดับพลังของพวกเราในตอนนี้ หากฝืนวางค่ายกลธารดารา อาจจะทำให้ศิษย์จำนวนไม่น้อยต้องได้รับบาดเจ็บจนไม่อาจรักษาให้หายขาดได้นะ..."
มุมปากของไป๋หลิวหุนกระตุกขึ้นเล็กน้อย "ขอเพียงพวกเราสองคนไม่ได้รับบาดเจ็บอันใดก็พอ ส่วนคนอื่นๆ จะตายก็ช่างปะไร"
"ที่สำคัญที่สุดก็คือ การต่อสู้ทางฝั่งของท่านเจ้าสำนักใกล้จะยุติลงแล้ว"
"ข้าได้รับข่าวมาว่า ศูนย์บัญชาการหลักของทั้งสองสำนักใหญ่ได้ส่งคนมาแล้ว เตรียมที่จะไกล่เกลี่ยการต่อสู้ในครั้งนี้ คาดว่าคงต้องมีการเจรจากัน"
"หากครั้งนี้ไม่สามารถสังหารไอ้เด็กรากปราณยุทธ์ศูนย์ผู้นี้ได้ ต่อไปหากคิดจะฆ่ามันก็คงเป็นเรื่องยากแล้ว"
เมื่อได้รับฟังคำอธิบายของไป๋หลิวหุน เวิงอวี๋ฮวนก็เข้าใจในทันที
พวกเขารู้มาจากตระกูลนิงว่า ซือคงจิ้งครอบครองป้ายคำสั่งของฉินเหิง ย่อมต้องหมายความว่ามันได้รับความสำคัญอย่างแน่นอน
และในขณะนี้ เรื่องที่สำนักศึกษาซิงหลัวถูกมังกรอสูรบรรพกาลทำลายล้างยังไม่ได้แพร่งพรายออกไป ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าคำพูดของซือคงจิ้งยังไม่มีผู้ใดเชื่อ
ทว่าหากรอจนฉินเหิงและเจ้าสำนักเซิ่งหลงเสิ่นชิงเยี่ยกลับมา เรื่องที่สำนักศึกษาซิงหลัวฉางเยี่ยถูกคนรากปราณยุทธ์ศูนย์ตัวเล็กๆ ทำลายไปกว่าครึ่ง ย่อมต้องถูกป่าวประกาศออกไปอย่างแน่นอน เมื่อถึงเวลานั้น พวกเขาทุกคนก็จะต้องถูกตอกตรึงอยู่บนเสาแห่งความอัปยศ
ทว่าหากซือคงจิ้งตายไปเสียตั้งแต่ตอนนี้ เรื่องราวนี้ก็ยังพอมีช่องทางให้พลิกแพลงได้อยู่บ้าง
ในทำนองเดียวกัน หากไม่ฆ่ามันในตอนนี้ เมื่อพวกของฉินเหิงกลับมา และซือคงจิ้งเอาแต่หลบซ่อนตัวอยู่ในสำนักศึกษาเซิ่งหลง พวกเขาก็ไม่อาจสังหารมันได้อีกต่อไป
"ล็อกกลิ่นอายของวิเศษระดับเซียนเทียนของไอ้เด็กรักปราณยุทธ์ศูนย์นั่นไว้ แล้ววางค่ายกล" ไป๋หลิวหุนจ้องมองประกายแสงสีทองในที่ไกลๆ พลางแผดเสียงคำรามต่ำ
...
ทางด้านซือคงจิ้ง เขาไม่ได้บินอ้อมคดเคี้ยวไปมาอีกต่อไป ทว่ากลับเร่งความเร็วอย่างเต็มกำลังเพื่อเข้าสู่เทือกเขาหมิงหลง
ทว่าในยามที่เขาก้าวเข้าไป เขากลับหันขวับกลับไปมองเบื้องหลัง คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน "ถึงกับไม่ไล่ตามมา หรือว่าจะยอมแพ้ไปแล้ว?"
ซือคงจิ้งพบว่า พวกไป๋หลิวหุนกลับไม่ได้ไล่ตามมาเสียอย่างนั้น...
"บางทีอาจจะยังมีการซุ่มโจมตีอะไรอยู่อีก..."
ซือคงจิ้งลอบพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ เร่งความเร็วเข้าไปในส่วนลึกของเทือกเขาหมิงหลงอย่างระมัดระวัง
หลายชั่วยามต่อมา เขาก็มาปรากฏตัวอยู่ในสถานที่ที่คุ้นเคย
ที่นี่มีซากเรือเหาะเทพนภาที่พังยับเยินลำหนึ่ง ซึ่งก็คือเรือเหาะเทพนภาสำหรับการทดสอบประลองยุทธ์ที่ถูกวั่งเซียงและวั่งเว่ยทำลายไปในตอนนั้นนั่นเอง
"ภูเขาควันทมิฬซึ่งเป็นที่อยู่ของวานรหมุนวนทมิฬ ที่นั่นน่าจะเป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การหลบซ่อน หรือแม้กระทั่งการตอบโต้เพื่อสังหารกลับได้ดีที่สุด"
ซือคงจิ้งยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางซากเรือเหาะเทพนภา เขาทอดสายตามองไปยังภูเขาขนาดใหญ่ที่มีควันสีดำพวยพุ่งอยู่ลิบๆ ที่นั่นคือสถานที่ที่เขาสังหารวั่งเว่ยและวานรหมุนวนทมิฬ... เขาไม่แม้แต่จะเสียเวลาคิด เร่งความเร็วมุ่งหน้าไปอีกครั้ง
พริบตาเดียว เขาก็เข้าสู่ภูเขาควันทมิฬ ซ้ำยังค้นพบถ้ำแห่งหนึ่งอยู่ภายในนั้น
(จบแล้ว)