เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 340 - เยือนถิ่นเก่า ภูเขาควันทมิฬ

บทที่ 340 - เยือนถิ่นเก่า ภูเขาควันทมิฬ

บทที่ 340 - เยือนถิ่นเก่า ภูเขาควันทมิฬ


บทที่ 340 - เยือนถิ่นเก่า ภูเขาควันทมิฬ

เดินทางมาถึงเมืองหลวงฉางเยี่ยได้เพียงหนึ่งเดือน ซือคงจิ้งก็สามารถทะลวงผ่านจากขอบเขตเหนือมนุษย์ขั้นฮวงอู่ ไปจนถึงขอบเขตเซียนเทียนขั้นวิญญาณยุทธ์ได้สำเร็จ

ความเร็วในการพัฒนาเช่นนี้ หากพูดออกไปเกรงว่าคงทำให้ผู้คนนับไม่ถ้วนต้องหวาดผวาและตื่นตะลึงเป็นแน่

ยิ่งไปกว่านั้น ซือคงจิ้งยังเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่ามีรากปราณยุทธ์ศูนย์อีกด้วย

"น่าเสียดาย ที่ข้าไม่เคยศึกษาเสามังกรของมังกรศักดิ์สิทธิ์ราชันย์มาก่อน ชั่วคราวนี้จึงยังไม่สามารถดูดซับเพื่อทะลวงด่านได้อย่างสมบูรณ์"

หลังจากที่ซือคงจิ้งทะลวงด่านสำเร็จ เขาก็หยิบแก่นแท้มังกรอสูรออกมาอีกสองเม็ด สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือของมังกรศักดิ์สิทธิ์ราชันย์และอินทรีมังกรปีกทมิฬ

สายตาของเขาหยุดลงบนแก่นแท้ของอินทรีมังกรปีกทมิฬ พลางครุ่นคิดในใจ "ไม่รู้เลยว่าหากข้ากลืนมันลงไปตอนนี้ จะสามารถศึกษาอินทรีมังกรปีกทมิฬที่อยู่ในคุกสวรรค์หมื่นอสูรได้โดยตรงหรือไม่นะ?"

เมื่อคิดถึงตรงนี้ จิตสำนึกของเขาก็ดำดิ่งเข้าสู่คุกสวรรค์หมื่นอสูรโดยตรง เพื่อค้นหาอินทรีมังกรปีกทมิฬและสอบถาม

"แก่นแท้ในมือของเจ้า มีความแตกต่างจากตัวข้ามากนัก"

อินทรีมังกรปีกทมิฬที่อยู่ภายในคุกสวรรค์หมื่นอสูร เอื้อนเอ่ยภาษามนุษย์ "นั่นไม่ใช่อินทรีมังกรปีกทมิฬสายเลือดบริสุทธิ์ ซ้ำยังไม่ใช่ตัวเต็มวัยอีกด้วย"

สิ้นคำกล่าวนี้ ซือคงจิ้งก็รู้สึกสับสนไปบ้าง

และในตอนนั้นเอง แมงมุมไร้สีก็ขยับเข้ามาใกล้เพื่ออธิบาย

"ผู้ที่ถูกจองจำอยู่ภายในคุกสวรรค์หมื่นอสูร ล้วนเป็นสัตว์ร้ายหรือสัตว์เทพที่มีสายเลือดบริสุทธิ์ที่สุดมาตั้งแต่ยุคบรรพกาล ต่อให้ตอนกำเนิดจะไม่ได้มีสายเลือดบริสุทธิ์ ทว่าเมื่อบรรลุถึงระดับพลังของพวกเรา ก็เพียงพอที่จะแปรเปลี่ยนเป็นสายเลือดบริสุทธิ์ได้แล้ว"

"ส่วนสัตว์อสูรส่วนใหญ่ที่เจ้าพบเจอในตอนนี้ ล้วนเป็นพวกสายเลือดผสม หรือตัวตนที่มีสายเลือดไม่แข็งแกร่งพอทั้งสิ้น"

"ต่อให้พวกมันจะมีหน้าตาเหมือนกับพวกเรา ทว่าก็เป็นเพียงแค่ลูกหลานของพวกเราเท่านั้น เว้นเสียแต่ว่าพวกมันจะสามารถระเบิดพลังสายเลือดที่สมบูรณ์ออกมาได้ พวกมันถึงจะสามารถเติบโตไปทีละก้าว จนบรรลุถึงระดับพลังของพวกเราได้"

ซือคงจิ้งได้ยินดังนั้นก็กระจ่างแจ้งแก่ใจ สัตว์อสูรภายในคุกสวรรค์หมื่นอสูรนั้นแข็งแกร่งเกินไปจริงๆ

ส่วนสัตว์อสูรธรรมดา สายเลือดของพวกมันถูกเจือจางลงไปมากแล้ว

"ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ต่อให้เจ้าจะกลืนแก่นแท้อินทรีมังกรปีกทมิฬในมือเจ้าลงไป เส้นชีพจรมังกรอินทรีที่เจ้าศึกษาออกมาได้ ก็ยังไม่ถึงหนึ่งในพันส่วนของข้าเลยด้วยซ้ำ" อินทรีมังกรปีกทมิฬเอ่ยรับช่วงต่อจากแมงมุมไร้สี เพื่ออธิบายเพิ่มเติม

ซือคงจิ้งร่างสั่นสะท้านอีกครั้ง หรือว่าแก่นแท้ของอินทรีมังกรปีกทมิฬ จะไม่สามารถช่วยให้เขาทะลวงด่านครั้งใหญ่ได้?

"ทว่า ข้าสามารถเปิดเผยเส้นชีพจรและรูปแบบการโคจรพลังอสูรของข้า ให้เจ้าได้ศึกษา..."

"แต่เมื่อใดที่เจ้าทนรับไม่ไหว เมื่อนั้นเจ้าก็ต้องหยุดในทันที มิฉะนั้นหากจิตวิญญาณอสูรของเจ้าไม่มั่นคง ก็อาจจะมีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่เส้นทางมารได้อีกครั้ง"

จู่ๆ อินทรีมังกรปีกทมิฬก็กล่าวเตือนอย่างหนักแน่น

ในเวลานี้ เต่าเทพที่หมอบอยู่บนพื้นดินก็เอ่ยขึ้น "เจ้าหมื่นอสูร จงประเมินกำลังของตนเองให้ดี ซ้ำยังควรพยายามหาสถานที่ที่เงียบสงบด้วย"

หลังจากที่ซือคงจิ้งเอ่ยขอบคุณคำเตือนของเต่าเทพ เขาก็ถอนจิตสำนึกออกจากคุกสวรรค์หมื่นอสูร

จากนั้นเขาก็เก็บแก่นแท้มังกรอสูรทั้งสองเม็ดกลับคืน นั่งขัดสมาธิลงบนหลังมังกรทมิฬเงาตะขอ ทำการหยั่งรู้กรงเล็บทมิฬเงาตะขอต่อไป

บัดนี้เขายังคงอยู่ระหว่างการหลบหนีจากการตามล่า ย่อมไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมในการศึกษาอินทรีมังกรปีกทมิฬ

พริบตาเดียว การหลบหนีก็ดำเนินมาถึงวันที่เก้า...

"มารดามันเถอะ เหตุใดผลึกแสงของมันถึงยังไม่หมดเกลี้ยงไปเสียที?"

เวิงอวี๋ฮวนจ้องมองประกายแสงสีทองเบื้องหน้า ใบหน้าของนางบิดเบี้ยว

พวกเขาเผาผลาญผลึกแสงราชันย์ไปอย่างมหาศาลจากการบินวนไปวนมา ซ้ำยังรวบรวมมาจากสถานที่ต่างๆ ไม่ใช่น้อย ทว่าผ่านไปถึงเก้าวันเต็ม ไอ้เด็กรากปราณยุทธ์ศูนย์เบื้องหน้ากลับยังคงเร่งประกายแสงสีทองอย่างเต็มที่ ทิ้งห่างพวกเขาไปเรื่อยๆ

ในระหว่างการไล่ล่า พวกเขายังให้บรรดาศิษย์ติดต่อไปยังตระกูลของตนเอง เพื่อไปรอซุ่มโจมตีอยู่ในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง...

ทว่าทุกครั้ง ซือคงจิ้งก็สามารถหยั่งรู้ล่วงหน้าได้เสมอ และหลบหลีกการซุ่มโจมตีทั้งหมดไปได้

กระทั่งมีอยู่หลายครั้งที่เกือบจะคลาดสายตาจากร่องรอยของมัน เวิงอวี๋ฮวนหอบหายใจจนหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างต่อเนื่อง

นางคิดไม่ตกเลยจริงๆ ว่าเหตุใดไอ้รากปราณยุทธ์ศูนย์กระจอกๆ ถึงได้มีประสาทสัมผัสที่เฉียบคมถึงเพียงนี้ สามารถหลบหลีกได้ทุกสิ่งอย่าง?

นางย่อมไม่รู้ ว่าซือคงจิ้งไม่ได้ใช้ประสาทสัมผัส ทว่ามันคือสัญชาตญาณอันน่าสะพรึงกลัวที่ถูกขัดเกลามาจากสนามรบต่างหาก

"ซ้ำดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้มีเป้าหมายที่แน่ชัด เพียงแค่บินวนไปวนมาเพื่อสูบพลังพวกเราเท่านั้น" เวิงอวี๋ฮวนอดไม่ได้ที่จะหันไปมองไป๋หลิวหุน ตลอดเก้าวันที่ผ่านมา พวกเขาไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าซือคงจิ้งมีจุดหมายปลายทางที่ใด

ไป๋หลิวหุนขมวดคิ้วแน่น การไล่ล่าในครั้งนี้ทำให้เขารู้สึกอึดอัดและทรมานใจเป็นอย่างยิ่ง

ทันใดนั้น ไป๋หลิวหุนก็ทอดสายตามองไปยังเทือกเขาอันยิ่งใหญ่ตระการตาที่อยู่ไม่ไกลนัก ในแววตาทอประกายเย็นเยียบระลอกแล้วระลอกเล่า

"ไม่ มันมีเป้าหมายอยู่"

"มันคงคาดเดาได้แล้วว่า พวกเราต้องคอยหาผลึกแสงราชันย์มาเติมเต็มตลอดเส้นทาง ซ้ำยังกลัวว่าพวกเราจะหยั่งรู้ล่วงหน้าและไปดักซุ่มโจมตี ดังนั้นจึงคอยบินอ้อมลากจมูกพวกเราไปมา ทว่าเป้าหมายสุดท้ายของมันก็คือเทือกเขาหมิงหลง"

แมซือคงจิ้งจะบินอ้อมคดเคี้ยวไปมา ทว่าก็ค่อยๆ ขยับเข้าใกล้เทือกเขาหมิงหลงทีละนิด

"ศิษย์พี่ไป๋ ตอนนี้พวกเราควรทำเช่นไรดี?"

เวิงอวี๋ฮวนก็กระจ่างแจ้งขึ้นมาเช่นกัน นางเอ่ยถามด้วยความไม่ยินยอม "หากในมือของไอ้เด็กรากปราณยุทธ์ศูนย์ผู้นี้ ยังคงมีผลึกแสงราชันย์หรือสิ่งอื่นๆ อยู่อีกมากมาย เมื่อไปถึงเทือกเขาหมิงหลง พวกเราคงจัดการกับมันได้ยากยิ่งขึ้นนะ"

ไป๋หลิวหุนได้ยินดังนั้น ก็ขมวดคิ้วแน่นอีกครั้ง

ตอนนี้ไม่มีเวลาให้ติดต่อสื่อสารหรือดักซุ่มโจมตีอีกต่อไปแล้ว การที่ซือคงจิ้งจะเข้าสู่เทือกเขาหมิงหลงนั้น เป็นสิ่งที่ไม่สามารถหยุดยั้งได้อีกต่อไป

ผ่านไปหลายลมหายใจ แววตาของไป๋หลิวหุนก็ทอประกายดุร้าย เขาเอ่ย "ก่อนจะถึงเทือกเขาหมิงหลงยังมีเมืองอยู่อีกหนึ่งแห่ง จงแจ้งให้ทุกคนไปแย่งชิงผลึกแสงราชันย์และผลึกแสงทั้งหมดมาให้ได้ จากนั้นพวกเราจะวางค่ายกลธารดารา"

สิ้นคำกล่าวนี้ ดวงตางามของเวิงอวี๋ฮวนก็เบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก นางร้องอุทาน "ศิษย์พี่ไป๋ ด้วยระดับพลังของพวกเราในตอนนี้ หากฝืนวางค่ายกลธารดารา อาจจะทำให้ศิษย์จำนวนไม่น้อยต้องได้รับบาดเจ็บจนไม่อาจรักษาให้หายขาดได้นะ..."

มุมปากของไป๋หลิวหุนกระตุกขึ้นเล็กน้อย "ขอเพียงพวกเราสองคนไม่ได้รับบาดเจ็บอันใดก็พอ ส่วนคนอื่นๆ จะตายก็ช่างปะไร"

"ที่สำคัญที่สุดก็คือ การต่อสู้ทางฝั่งของท่านเจ้าสำนักใกล้จะยุติลงแล้ว"

"ข้าได้รับข่าวมาว่า ศูนย์บัญชาการหลักของทั้งสองสำนักใหญ่ได้ส่งคนมาแล้ว เตรียมที่จะไกล่เกลี่ยการต่อสู้ในครั้งนี้ คาดว่าคงต้องมีการเจรจากัน"

"หากครั้งนี้ไม่สามารถสังหารไอ้เด็กรากปราณยุทธ์ศูนย์ผู้นี้ได้ ต่อไปหากคิดจะฆ่ามันก็คงเป็นเรื่องยากแล้ว"

เมื่อได้รับฟังคำอธิบายของไป๋หลิวหุน เวิงอวี๋ฮวนก็เข้าใจในทันที

พวกเขารู้มาจากตระกูลนิงว่า ซือคงจิ้งครอบครองป้ายคำสั่งของฉินเหิง ย่อมต้องหมายความว่ามันได้รับความสำคัญอย่างแน่นอน

และในขณะนี้ เรื่องที่สำนักศึกษาซิงหลัวถูกมังกรอสูรบรรพกาลทำลายล้างยังไม่ได้แพร่งพรายออกไป ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าคำพูดของซือคงจิ้งยังไม่มีผู้ใดเชื่อ

ทว่าหากรอจนฉินเหิงและเจ้าสำนักเซิ่งหลงเสิ่นชิงเยี่ยกลับมา เรื่องที่สำนักศึกษาซิงหลัวฉางเยี่ยถูกคนรากปราณยุทธ์ศูนย์ตัวเล็กๆ ทำลายไปกว่าครึ่ง ย่อมต้องถูกป่าวประกาศออกไปอย่างแน่นอน เมื่อถึงเวลานั้น พวกเขาทุกคนก็จะต้องถูกตอกตรึงอยู่บนเสาแห่งความอัปยศ

ทว่าหากซือคงจิ้งตายไปเสียตั้งแต่ตอนนี้ เรื่องราวนี้ก็ยังพอมีช่องทางให้พลิกแพลงได้อยู่บ้าง

ในทำนองเดียวกัน หากไม่ฆ่ามันในตอนนี้ เมื่อพวกของฉินเหิงกลับมา และซือคงจิ้งเอาแต่หลบซ่อนตัวอยู่ในสำนักศึกษาเซิ่งหลง พวกเขาก็ไม่อาจสังหารมันได้อีกต่อไป

"ล็อกกลิ่นอายของวิเศษระดับเซียนเทียนของไอ้เด็กรักปราณยุทธ์ศูนย์นั่นไว้ แล้ววางค่ายกล" ไป๋หลิวหุนจ้องมองประกายแสงสีทองในที่ไกลๆ พลางแผดเสียงคำรามต่ำ

...

ทางด้านซือคงจิ้ง เขาไม่ได้บินอ้อมคดเคี้ยวไปมาอีกต่อไป ทว่ากลับเร่งความเร็วอย่างเต็มกำลังเพื่อเข้าสู่เทือกเขาหมิงหลง

ทว่าในยามที่เขาก้าวเข้าไป เขากลับหันขวับกลับไปมองเบื้องหลัง คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน "ถึงกับไม่ไล่ตามมา หรือว่าจะยอมแพ้ไปแล้ว?"

ซือคงจิ้งพบว่า พวกไป๋หลิวหุนกลับไม่ได้ไล่ตามมาเสียอย่างนั้น...

"บางทีอาจจะยังมีการซุ่มโจมตีอะไรอยู่อีก..."

ซือคงจิ้งลอบพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ เร่งความเร็วเข้าไปในส่วนลึกของเทือกเขาหมิงหลงอย่างระมัดระวัง

หลายชั่วยามต่อมา เขาก็มาปรากฏตัวอยู่ในสถานที่ที่คุ้นเคย

ที่นี่มีซากเรือเหาะเทพนภาที่พังยับเยินลำหนึ่ง ซึ่งก็คือเรือเหาะเทพนภาสำหรับการทดสอบประลองยุทธ์ที่ถูกวั่งเซียงและวั่งเว่ยทำลายไปในตอนนั้นนั่นเอง

"ภูเขาควันทมิฬซึ่งเป็นที่อยู่ของวานรหมุนวนทมิฬ ที่นั่นน่าจะเป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การหลบซ่อน หรือแม้กระทั่งการตอบโต้เพื่อสังหารกลับได้ดีที่สุด"

ซือคงจิ้งยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางซากเรือเหาะเทพนภา เขาทอดสายตามองไปยังภูเขาขนาดใหญ่ที่มีควันสีดำพวยพุ่งอยู่ลิบๆ ที่นั่นคือสถานที่ที่เขาสังหารวั่งเว่ยและวานรหมุนวนทมิฬ... เขาไม่แม้แต่จะเสียเวลาคิด เร่งความเร็วมุ่งหน้าไปอีกครั้ง

พริบตาเดียว เขาก็เข้าสู่ภูเขาควันทมิฬ ซ้ำยังค้นพบถ้ำแห่งหนึ่งอยู่ภายในนั้น

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 340 - เยือนถิ่นเก่า ภูเขาควันทมิฬ

คัดลอกลิงก์แล้ว