- หน้าแรก
- ระบบอาณาเขตเทพ ขอเพียงอยู่ในถิ่นข้าก็คือผู้ไร้พ่าย
- บทที่ 131 - สะเทือนเลื่อนลั่นแดนดารา สองประมุขศักดิ์สิทธิ์ศิโรราบ!
บทที่ 131 - สะเทือนเลื่อนลั่นแดนดารา สองประมุขศักดิ์สิทธิ์ศิโรราบ!
บทที่ 131 - สะเทือนเลื่อนลั่นแดนดารา สองประมุขศักดิ์สิทธิ์ศิโรราบ!
บทที่ 131 - สะเทือนเลื่อนลั่นแดนดารา สองประมุขศักดิ์สิทธิ์ศิโรราบ!
ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนเลย
ว่านิกายจินเซิ่งจะเดินทางมาถึงด้านนอกโลกชางหวนอย่างเงียบเชียบ แถมยังแฝงตัวปะปนอยู่ท่ามกลางผู้ฝึกตนอิสระนับล้านคน
การปรากฏตัวของพวกเขาในเวลานี้ ทำให้สีหน้าของผู้ฝึกตนจำนวนนับไม่ถ้วนแปรเปลี่ยนไป ผู้ฝึกตนบางคนถึงกับหวาดกลัวจนไม่กล้ารั้งอยู่ต่อ พวกเขาค่อยๆ ถอยร่นและล่าถอยออกไปให้ไกลจากสถานที่แห่งนี้
นิกายจินเซิ่งคือนิกายมารที่มีชื่อเสียงโด่งดังในด้านความเหี้ยมโหด ศิษย์ในสำนักนี้มีพฤติกรรมที่เจ้าเล่ห์เพทุบาย พวกเขาไม่เคยสนเรื่องหน้าตาหรือศักดิ์ศรี ขอเพียงบรรลุเป้าหมาย ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีการสกปรกแค่ไหนพวกเขาก็พร้อมจะทำ
ด้วยเหตุนี้ การกระทำของพวกเขาจึงต่ำช้าและเลวทรามอย่างถึงที่สุด
พวกเขางัดเอาวิธีการทุกรูปแบบมาใช้ จนกลายเป็นนิกายที่มีชื่อเสียงเหม็นโฉ่ที่สุดในบรรดาแดนดาราทั้งหมดนอกแดนเทพ และเป็นนิกายที่ทำให้ผู้ฝึกตนจำนวนนับไม่ถ้วนต้องหน้าถอดสีเมื่อได้ยินชื่อ แม้แต่ผู้ฝึกตนที่เป็นมารด้วยกันเอง ก็ยังรู้สึกหวาดระแวงนิกายจินเซิ่งอย่างมาก
และในตอนนี้นิกายจินเซิ่งก็มาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ บรรดาผู้ฝึกตนธรรมดาย่อมต้องหวาดผวาเป็นธรรมดา
ไม่ต้องพูดถึงพวกเขาเลย แม้แต่เจ้าสำนักอย่างโจวหานซูและคนอื่นๆ รวมถึงผู้คนจากสามดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ก็ยังต้องหายใจถี่กระชั้น หนังศีรษะชาหนึบกันไปตามๆ กัน
ผู้นำของกลุ่มนิกายจินเซิ่งคือชายชราหน้าตาร่วงโรยผู้หนึ่งที่ไม่อาจสัมผัสถึงระดับพลังบ่มเพาะได้
ชายชราสวมชุดคลุมยาวสีดำ เบ้าตาลึกโหล ทว่าแววตากลับสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด เขานำผู้ฝึกตนระดับขอบเขตไท่ชูอีกห้าคนเดินเข้ามาหาพวกโจวหานซู
ไม่ว่าจะเป็นสี่นิกายใหญ่หรือสามดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ต่างก็ไม่มีใครกล้าขยับเขยื้อน!
แม้ว่านิกายจินเซิ่งจะไม่ได้เป็นนิกายในแดนดาราเทียนหลาน แต่กองกำลังที่พวกเขานำมาในตอนนี้ ต่อให้สามดินแดนศักดิ์สิทธิ์ร่วมมือกันก็ยังไม่อาจล่วงเกินได้เลย
"ผะ ผู้อาวุโส"
โจวหานซูรวบรวมสติอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะอ้าปากเตรียมเอ่ยคำพูด
แต่ทว่าชายชราหน้าตาร่วงโรยผู้นั้นกลับไม่แม้แต่จะปรายตามองโจวหานซู เขาเพียงแค่ก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าวโดยที่ไม่มีใครเห็นความเคลื่อนไหวใดๆ แต่จู่ๆ โจวหานซูกลับเบิกตากว้าง ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมาบีบคอเธอไว้
คำพูดที่เหลือถูกกลืนหายไปในลำคอ ไม่อาจเปล่งเสียงใดๆ ออกมาได้อีกแม้แต่ครึ่งคำ
ชายชราหน้าตาร่วงโรยเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าหวังเยวี่ย ซึ่งตอนนี้หวังเยวี่ยได้หวาดกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อไปแล้ว
"เจ้าบอกว่าท่านบรรพชน ยังมีชีวิตอยู่งั้นหรือ"
ชายชราหน้าตาร่วงโรยจ้องมองหวังเยวี่ยพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและดุดันจนน่ากลัว
หวังเยวี่ยย่อมรู้ดีว่าท่านบรรพชนที่อีกฝ่ายหมายถึงคือใคร เขาลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ไม่กล้าลังเลแม้แต่น้อย เขารีบพยักหน้ารับแล้วกล่าวต่อ "ตอนแรกผู้อาวุโสจินหมัวยังมีชีวิตอยู่ขอรับ แต่ภายหลังเขาคิดจะสังหารฉินอวี่ จึงถูกอาจารย์ของฉินอวี่ฆ่าตายไปแล้ว!"
"เจ้าว่ากระไรนะ"
รูม่านตาของชายชราหน้าตาร่วงโรยหดแคบลง แววตาสาดประกายรังสีอำมหิต "อาจารย์ของฉินอวี่เป็นใครกัน ถึงได้มีปัญญาสังหารท่านบรรพชนได้"
"ขะ ข้าไม่รู้เลยขอรับ"
หวังเยวี่ยกลัวจนแทบจะร้องไห้ออกมาอยู่แล้ว
ชายชราหน้าตาร่วงโรยไม่ได้เอ่ยอะไรอีก เขาเพียงยกมือขึ้นคว้าหมับเข้าที่กระหม่อมของหวังเยวี่ย
เห็นได้ชัดว่าหวังเยวี่ยร่างสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ดวงตาเบิกกว้าง ร่างกายกระตุกเกร็งไม่หยุด น้ำลายฟูมปาก เพียงไม่กี่ลมหายใจผ่านไป เขาก็ล้มตึงลงกลางห้วงดารา แววตาเลื่อนลอย ไร้ซึ่งการตอบสนองใดๆ อีกต่อไป
เมื่อทุกคนเห็นภาพนั้น ความรู้สึกหนาวเหน็บก็แล่นพล่านขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
นี่คือวิชาค้นวิญญาณ!
เป็นวิชาที่ผู้ฝึกตนฝ่ายมารเท่านั้นที่จะนำมาใช้
การที่หวังเยวี่ยถูกค้นวิญญาณเช่นนี้ ต่อให้รอดชีวิตมาได้ก็ต้องกลายเป็นคนสติฟั่นเฟือน อนาคตในชาตินี้ของเขาถือว่าจบสิ้นลงแล้ว
โจวหานซูตัวสั่นงันงก เธออยากจะขัดขืน แต่ก็ไม่อาจทำได้
เพราะตอนนี้เธอไม่สามารถขยับตัวได้เลย
และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ เธอไม่กล้าขยับ
หากเธอต่อต้านขึ้นมาจริงๆ นิกายเทียนหยาไห่เก๋อทั้งสำนักอาจจะถูกชายชราผู้นี้ล้างบางจนหมดสิ้นก็เป็นได้
เรื่องพรรค์นี้นิกายจินเซิ่งกล้าทำอย่างแน่นอน!
"ไป"
ชายชราหน้าตาร่วงโรยไม่สนใจคนอื่นๆ อีก ใบหน้าของเขาเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นมืดหม่น เขาบินตรงเข้าไปในโลกชางหวนทันที
ผู้ฝึกตนของนิกายจินเซิ่งคนอื่นๆ ก็ทยอยบินตามไปอย่างเงียบเชียบด้วยใบหน้าไร้อารมณ์
จนกระทั่งผู้ฝึกตนของนิกายจินเซิ่งเหล่านั้นหายลับไปแล้ว บรรดาผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ถึงกล้าส่งเสียงฮือฮาดังลั่น
พวกเขาจ้องมองไปยังทิศทางของโลกชางหวนด้วยความตกตะลึง
จินหมัวถูกอาจารย์ของฉินอวี่สังหารไปแล้ว!
อาจารย์ของฉินอวี่ เป็นใครกันแน่
ทำไมถึงได้น่าสะพรึงกลัวปานนี้
"สวรรค์ช่วย! ฉินอวี่มีอาจารย์ที่เก่งกาจฝืนกฎสวรรค์ถึงขั้นสังหารจินหมัวได้เลยหรือ"
"ข้าฟังไม่ผิดใช่ไหม จินหมัวถูกอาจารย์ของฉินอวี่ฆ่าตายแล้วงั้นหรือ"
"ดูเหมือนจะเป็นเรื่องจริงนะ ชายที่เป็นผู้นำของนิกายจินเซิ่งใช้วิชาค้นวิญญาณไปแล้ว ดูจากสีหน้าของเขาแล้ว จินหมัวต้องถูกฆ่าตายไปแล้วจริงๆ แน่"
"ไม่ต้องเดาให้เสียเวลาหรอก สหายเต๋าจากนิกายวิถีชางหลานบอกมาแล้วว่า จินหมัวถูกอาจารย์ของฉินอวี่สังหารจริงๆ แม้แต่หนานหยางจื่อ เจ้าสำนักกู่ซีก็ถูกเขาสังหารด้วยเหมือนกัน!"
"แม่ร่วง! จริงหรือเนี่ย หนานหยางจื่อก็โดนฆ่าด้วยหรือ ทำแบบนี้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์กู่ซีได้โกรธเป็นฟืนเป็นไฟแน่!"
"โลกชางหวนแห่งนี้ ทำไมถึงได้น่าสะพรึงกลัวขนาดนี้!"
"เดิมทีข้าก็คิดว่าฉินอวี่มีพรสวรรค์สูงส่งฝืนกฎสวรรค์มากพออยู่แล้ว ไม่คิดเลยว่าอาจารย์ของเขาจะเหนือชั้นยิ่งกว่า!"
"หรือว่าเป็นเพราะเขามีอาจารย์ที่เหนือชั้นแบบนี้ เขาถึงได้เก่งกาจฝืนกฎสวรรค์ได้ถึงขนาดนี้"
ผู้ฝึกตนเรือนล้านต่างส่งเสียงอุทานด้วยความตกตะลึง
ทุกคนกำลังคาดเดากันไปต่างๆ นานา ว่าอาจารย์ของฉินอวี่เป็นใครมาจากไหน ทำไมถึงได้แข็งแกร่งและน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้
แม้แต่โจวหานซูเองก็ยังอดไม่ได้ที่จะตกตะลึง ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
มิน่าล่ะ ตอนนั้นมีผู้อาวุโสสูงสุดของนิกายเทียนหยาไห่เก๋อท่านหนึ่งต้องการรับฉินอวี่เป็นศิษย์ แต่กลับถูกฉินอวี่ปฏิเสธอย่างนุ่มนวล
ที่แท้ฉินอวี่ก็มีอาจารย์ที่เก่งกาจฝืนกฎสวรรค์อยู่แล้วนี่เอง!
โจวหานซูมองดูร่างไร้สติของหวังเยวี่ยที่นอนกองอยู่บนพื้น แววตาของเธอฉายความขมขื่นใจวูบหนึ่ง
เฉินรั่วถิงเอ่ยขึ้นมาว่า "คาดไม่ถึงเลยว่าอาจารย์ของฉินอวี่จะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ เพียงแต่ไม่รู้ว่า ถ้านิกายจินเซิ่งบุกเข้าไปในโลกชางหวน อาจารย์ของฉินอวี่จะสามารถต้านทานได้หรือไม่"
สิ้นคำพูดของเขา ทุกคนก็รู้สึกถึงความหวาดหวั่นแปลกประหลาดที่ก่อตัวขึ้นในใจ
ใช่แล้วสิ
แม้พวกเขาจะรู้สึกว่าอาจารย์ของฉินอวี่นั้นแข็งแกร่งและฝืนกฎสวรรค์มาก แต่กองกำลังของนิกายจินเซิ่งก็ดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า
นิกายจินเซิ่งในปัจจุบันที่ผ่านการสั่งสมบารมีมานานถึงแสนปีนั้น แข็งแกร่งเกินกว่าที่จินหมัวเพิ่งก่อตั้งขึ้นมาใหม่ๆ ในอดีตเสียอีก
นี่คือนิกายที่ทรงอำนาจที่สุดแห่งหนึ่งในห้วงดาราทั้งหมด
อาจารย์ของฉินอวี่ก็มีเพียงตัวคนเดียว จะสามารถต้านทานกองทัพของนิกายจินเซิ่งได้จริงๆ หรือ
เกรงว่าคงจะยากลำบากอยู่นะ
ไหนจะยังมีสามประมุขศักดิ์สิทธิ์แห่งสามดินแดนศักดิ์สิทธิ์อีก สามประมุขศักดิ์สิทธิ์ต้องไปหาเรื่องอาจารย์ของฉินอวี่แน่ๆ เพราะขนาดหนานหยางจื่อยักถูกอาจารย์ของฉินอวี่สังหารไปเลยนี่นา
ในขณะเดียวกัน
ณ บริเวณนอกเมืองหลวงแห่งราชวงศ์ต้าเซี่ย
ประมุขหลิงอวี่และประมุขไท่ฮุยกำลังอยู่ในอาการกระวนกระวายใจ พวกเขายังคงรักษากิริยาประสานมือคารวะเอาไว้ ตราบใดที่ฉินหลี่ยังไม่เอ่ยปาก พวกเขาก็ไม่กล้าผลีผลามขยับเขยื้อน
มิเช่นนั้นหากทำให้ฉินหลี่ไม่พอใจ พวกเขาคงต้องตายอย่างอยุติธรรมแน่ๆ
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้ว
สำหรับคนนอก อาจจะผ่านไปเพียงแค่ไม่กี่อึดใจ
แต่สำหรับประมุขหลิงอวี่ ประมุขไท่ฮุย เซียนจวินหลีเฉวียน และเทพธิดาเตี๋ยหลิงแล้ว เวลากลับเดินช้าจนรู้สึกเหมือนผ่านไปเนิ่นนานเหลือเกิน
และในตอนนั้นเอง
ข้างกายของฉินอวี่ก็ปรากฏร่างเงาอันงดงามอรชรขึ้นมา
เมื่อทุกคนเพ่งมอง ก็พบว่าเป็นเด็กสาวรูปโฉมงดงามผู้มีหูกระต่ายบนศีรษะ
"ท่านพี่กระต่าย!"
เมื่อฉินอวี่เห็นเยวี่ยทู่ เขาก็รีบร้องทักทายอย่างสุภาพอ่อนน้อมทันที
เยวี่ยทู่ส่งยิ้มบางๆ ให้ฉินอวี่ ก่อนจะหันไปมองประมุขหลิงอวี่และประมุขไท่ฮุย ใบหน้าของเธอแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาในพริบตา
เรื่องนี้ทำให้ประมุขหลิงอวี่และประมุขไท่ฮุยหนังศีรษะชาหนึบขึ้นมาทันที
เพราะพวกเขาสองคนไม่รู้เลยว่าเยวี่ยทู่โผล่มาตั้งแต่เมื่อไหร่ แถมยังไม่อาจหยั่งรู้ระดับพลังบ่มเพาะของเยวี่ยทู่ได้อีกด้วย!
พวกเขารู้ดีว่าเด็กสาวผู้นี้จะต้องเป็นคนสนิทของอาจารย์ฉินอวี่แน่ๆ แค่คนรับใช้ข้างกายอาจารย์ของฉินอวี่ยังมีระดับพลังที่น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้เชียวหรือ
ความจริงข้อนี้ทำให้จิตใจของพวกเขาสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด
"องค์เหนือหัวสั่งให้ข้ามาบอกพวกเจ้าว่า หากพวกเจ้ายอมรั้งอยู่พิทักษ์โลกชางหวนเป็นเวลาหนึ่งพันปี พระองค์จะประทานวาสนาอันยิ่งใหญ่ให้แก่พวกเจ้า"
เยวี่ยทู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ เจือปน
ทว่าทันทีที่สิ้นประโยคนี้ มันก็ทำให้เกิดความสั่นสะเทือนครั้งใหญ่
แม้แต่สีหน้าของประมุขหลิงอวี่และประมุขไท่ฮุยก็แปรเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
ประโยคนี้ฟังดูเหมือนจะสวยหรู แต่ในความเป็นจริงทุกคนต่างก็รู้ซึ้งถึงความหมายที่แท้จริงของมัน
นี่มันก็แค่การบีบบังคับให้สองประมุขศักดิ์สิทธิ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งแดนดาราเทียนหลานยอมศิโรราบต่อฉินหลี่ หรืออาจถึงขั้นต้องยอมรับฉินหลี่เป็นนายเหนือหัวเลยทีเดียว!
[จบแล้ว]