เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 280 - เหวินเล่ออวี๋ : ให้ฉันเถอะ ให้ฉันคนเดียวเลย

บทที่ 280 - เหวินเล่ออวี๋ : ให้ฉันเถอะ ให้ฉันคนเดียวเลย

บทที่ 280 - เหวินเล่ออวี๋ : ให้ฉันเถอะ ให้ฉันคนเดียวเลย


บทที่ 280 - เหวินเล่ออวี๋ : ให้ฉันเถอะ ให้ฉันคนเดียวเลย

อาจารย์เคออาจจะเล่นมุกตลกกับเหวินเล่ออวี๋ได้ แต่เมื่อเธอหันมาสนทนากับหลี่เย่ ท่าทางของเธอก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมและจริงจังขึ้นมาทันที

หลี่เย่ : "อู๋จิ่นหยวนคงไม่ได้เจาะจงมาหาผมโดยตรงหรอกครับ เธอคือรองผู้จัดการใหญ่ของกลุ่มสื่อสารวัฒนธรรมตระกูลอู๋แห่งหนานหยาง (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) คาดว่าคงเล็งเห็นศักยภาพของตลาดภาพยนตร์และซีรีส์ที่ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินใหญ่ แต่เพราะเธอเคยเจอผมที่ฮ่องกง ผมเลยเดาว่าเธอคงเริ่มสงสัยในความสัมพันธ์ระหว่างผมกับผู้เขียนมหาศึกชิงบัลลังก์เข้าแล้วล่ะครับ"

อาจารย์เคอ : "แล้วนั่นมันก็แค่การคาดเดาไม่ใช่เหรอ? เธอไม่ได้เปิดเผยอะไรให้เธอรู้ใช่ไหม?"

หลี่เย่ : "ไม่มีครับ ผมไม่ได้คุยกับเธอเลยแม้แต่คำเดียว"

อาจารย์เคอ : "งั้นก็ไม่มีปัญหาแล้วล่ะ ตราบใดที่เธอไม่ยอมรับ ใครก็มาแย่งชิงของของเธอไปไม่ได้หรอก"

หลี่เย่ยิ้มแล้วพูดว่า "หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่ของผมคนเดียวหรอกครับ มันเป็นผลงานที่ผม เหวินเล่ออวี๋ และอาจารย์เคอร่วมกันสร้างสรรค์ขึ้นมาสามคน ถ้าหากในอนาคตมีคนมาหาว่าผมเห็นแก่ตัวไม่นึกถึงส่วนรวม อาจารย์เคอช่วยผมด้วยนะครับ . . . เหอะๆ"

"แฮ่ม นี่กะจะลากฉันลงเรือลำเดียวกันเลยสินะ?"

อาจารย์เคอหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วพูดต่อ "เงินทองพวกนั้นเป็นของเธอทั้งหมดนั่นแหละ ถ้าเธอรู้สึกเกรงใจจริงๆ ก็แค่จ่ายค่าจ้างแปลให้ฉันตามระเบียบของรัฐที่กำหนดไว้พันละสิบหยวนก็พอแล้วล่ะ"

ค่าลิขสิทธิ์งานแปลในปี 83 มีมาตรฐานของรัฐกำหนดไว้ที่ 7-10 หยวนต่อพันคำ สำหรับคนทั่วไปนับว่าเป็นรายได้เสริมที่ดีมาก แต่สำหรับคนระดับอาจารย์เคอแล้ว การให้ค่าตอบแทนแค่นั้นมันไม่ต่างอะไรจากการดูถูกฝีมือกันเลยทีเดียว

หลี่เย่ส่ายหน้าอย่างจริงจังพลางพูดว่า "อาจารย์เคอครับ วิธีนี้มันไม่ถูกต้องนะครับ ในเมื่อมีการลงแรงก็ควรได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม ตอนนี้ยังมีนักเขียนและผู้แปลอีกตั้งมากมายที่ยังไม่ได้รับผลประโยชน์ส่วนที่ควรจะได้จากการสร้างสรรค์งาน ท่านควรจะทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีในการรักษาสิทธิ์เหล่านี้นะครับ"

"ฮ่าๆๆๆ เป็นแบบอย่างที่ดีสินะ" อาจารย์เคอหัวเราะอย่างร่าเริงอยู่เป็นนานก่อนจะพูดว่า "งั้นก็ให้เสี่ยวอวี๋ช่วยเก็บไว้ให้ฉันก่อนแล้วกัน! ฉันจะไม่เข้าไปยุ่งเรื่องของพวกเธอสองคนแล้วล่ะ"

เหวินเล่ออวี๋ที่อยู่ข้างหลังอาจารย์เคอแอบขยิบตาให้หลี่เย่รัวๆ พร้อมทำท่าทาง "ให้ฉันเถอะ ให้ฉันคนเดียวเลย"

เธอรู้ดีว่าคำพูดของแม่เธอนั้นถือเป็นประกาศิต เมื่อหลี่เย่รีบรับคำแบบนี้ต่อไปเงินหลายล้านหรือสิบล้านดอลลาร์ในอนาคตก็จะอยู่ในอำนาจการตัดสินใจของเธอเพียงคนเดียวแล้ว

อาจารย์เคอมองไม่เห็นท่าทางของเหวินเล่ออวี๋ เธอจึงถามต่อว่า "ที่เธอบอกว่านักเขียนยังไม่ได้รับผลประโยชน์ที่ควรจะได้น่ะ หมายความว่ายังไงจ๊ะ?"

หลี่เย่บอก "คือแบบนี้ครับ อู๋จิ่นหยวนคนนั้นได้เข้ามาเจรจากับทางมหาวิทยาลัยเรื่องลิขสิทธิ์ของกองทัพโดดเดี่ยวฯ แล้ว ทั้งที่ผู้เขียนหลักและทีมงานส่วนใหญ่ยังอยู่ที่บ้านเกิดและยังไม่เดินทางมาถึงปักกิ่งเลยด้วยซ้ำ ระบบการคุ้มครองลิขสิทธิ์ในแผ่นดินใหญ่ของพวกเราเรียกได้ว่าแทบจะเป็นศูนย์เลยล่ะครับ"

อาจารย์เคอนิ่งคิดครู่หนึ่งแล้วบอก "ปัญหาเรื่องนี้ฉันจะเก็บไปพิจารณาดูนะ แต่มันไม่ใช่เรื่องที่จะแก้ได้ภายในวันสองวันหรอก"

หลี่เย่ก็รู้ดีว่านี่คือความจริง ในยุคนี้ผู้คนยังไม่มีแนวคิดเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาเป็นของส่วนบุคคลที่เข้มแข็งนัก ทุกคนถือคติว่าเกิดมาเป็นคนของหน่วยงาน ตายไปก็เป็นผีของหน่วยงาน หลายเรื่องมันจึงดูคลุมเครือไปหมด

ทว่าเหวินเล่ออวี๋รีบเอ่ยเสริมทันที "แม่คะ แล้วถ้าเกิดมีคนมาเล็งนิยายเรื่องซั่วเฟิงเฟยหยางของหลี่เย่ด้วยล่ะคะ? เล่มนั้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ดังมากเหมือนกันนะ"

อาจารย์เคอยิ้มแล้วบอกกับเหวินเล่ออวี๋ว่า "ลูกไปที่ห้องทำงานแม่นะ ในลิ้นชักชั้นสองของโต๊ะทำงานจะมีซองจดหมายสีเหลืองอยู่ ไปเอามาให้แม่หน่อยจ้ะ"

เหวินเล่ออวี๋สวมรองเท้าแตะเดินเสียงดังปั๊บๆ ไปเอามาให้ทันที

อาจารย์เคอยื่นซองนั้นให้หลี่เย่ "เงินห้าพันดอลลาร์ที่เธอเคยบริจาคไว้น่ะมีบันทึกหมายเหตุไว้ชัดเจนว่ามันคือค่าลิขสิทธิ์จากต่างประเทศของนิยายเรื่องซั่วเฟิงเฟยหยาง เพราะฉะนั้นไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องนั้นหรอกนะ"

. . . . . . .

วันรุ่งขึ้น เมื่อหลี่เย่เดินทางมาถึงมหาวิทยาลัย เขาก็ได้พบกับหลี่ไหวเซิง หยางอวี้หมิน และซุนเซียนจิ้น

ทุกคนต่างได้รับโทรเลขเรียกตัวจากทางมหาวิทยาลัย และรีบเดินทางไกลข้ามคืนมาถึงที่นี่กันอย่างเร่งด่วน

หยางอวี้หมินส่งปึกต้นฉบับให้หลี่เย่ "หลี่เย่ นายลองดูต้นฉบับที่ฉันเร่งเขียนในช่วงปิดเทอมหน่อยสิ แล้วนายคิดว่ากองทัพโดดเดี่ยวฯ ยังต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนถึงจะจบ? สักยี่สิบตอนจะไหวไหม?"

หลี่เย่ยังไม่ทันได้ดูต้นฉบับแต่เขากลับย้อนถามว่า "ทำไมถึงต้องรีบจบขนาดนั้นล่ะครับ? พวกเราตั้งใจทำงานฝีมือแบบประณีตมาตลอดไม่รีบร้อนนี่นา พี่ก็น่าจะรู้ว่าช่วงตอนจบน่ะสำคัญที่สุด ห้ามทิ้งรอยตำหนิหรือความเสียดายไว้เด็ดขาดนะ"

หยางอวี้หมินพยักหน้าตอบ "เรื่องนั้นฉันรู้ดีแต่ทางมหาวิทยาลัยเร่งมาน่ะสิ เพราะบริษัทภาพยนตร์จากต่างแดนสนใจนิยายเล่มนี้มาก และอยากจะมาร่วมทุนสร้างกับทางแผ่นดินใหญ่ ถ้าไม่มีตอนจบแล้วเขาจะเอาไปถ่ายทำต่อได้ยังไงล่ะ?"

หลี่เย่ครุ่นคิดแล้วถามต่อ "แล้วค่าตอบแทนจากการร่วมทุนสร้างครั้งนี้จะจัดสรรยังไงครับ? เป็นของมหาวิทยาลัย ของชมรมวรรณกรรม หรือว่า . . . เป็นของส่วนบุคคล?"

หลี่ไหวเซิงและหยางอวี้หมินต่างอึ้งไปวูบหนึ่ง ก่อนจะสอดส่ายสายตามองไปรอบๆ แล้วลดเสียงต่ำลงพลางบอกหลี่เย่ว่า "นายอย่าพูดจาซี้ซั้วแบบนั้นสิ พวกเราอาจจะพอขอกันเป็นเงินสวัสดิการหรือค่าเบี้ยเลี้ยงเพิ่มได้บ้าง แต่คำว่าลิขสิทธิ์ส่วนบุคคลน่ะนายห้ามพูดออกมาเด็ดขาดนะ ตอนนี้นายกำลังถูกจับตามองในฐานะนักกิจกรรมรุ่นใหม่ที่กระตือรือร้นอยู่นะ!"

"ก็ได้ครับ งั้นเอาตามที่พี่ว่า"

หยางอวี้หมินคือผู้เขียนหลักของกองทัพโดดเดี่ยวฯ ส่วนหลี่ไหวเซิงคือผู้รับผิดชอบในช่วงการสร้างสรรค์ผลงาน ในเมื่อทั้งคู่ไม่คิดจะแก่งแย่งสิทธิ์นี้ หลี่เย่ที่เป็นเพียงผู้วางพล็อตเรื่องก็เลยทำตัวสบายๆ ตามน้ำไป

ช่วงเวลาเก้าโมงครึ่ง อาจารย์ของมหาวิทยาลัยได้มาแจ้งให้สมาชิกชมรมวรรณกรรมกองทัพโดดเดี่ยวไปเข้าร่วมประชุมที่ห้องประชุมใหญ่

เมื่อหลี่เย่และพวกไปถึงห้องประชุม พบว่ามีผู้คนมารออยู่แล้วมากมาย และหลังจากนั้นก็มีคนทยอยเข้ามาเรื่อยๆ หลี่เย่ถึงกับเห็นนักแสดงบางคนที่ดูคุ้นหน้าคุ้นตาอยู่ในนั้นด้วย

หลี่เย่กระซิบถาม "วันนี้เป็นงานใหญ่เหรอครับ?"

หยางอวี้หมินพยักหน้า "ใหญ่เอาเรื่องอยู่ล่ะ เดี๋ยวให้พี่ใหญ่หลี่เป็นคนพูดนะ พวกเราคอยดูอยู่เฉยๆ ก็พอ"

สิบโมงตรง หลี่เย่ก็ได้เห็นอู๋จิ่นหยวน

เธอนั่งอยู่บนแท่นประธานในห้องประชุม อยู่ถัดจากที่นั่งตำแหน่งกึ่งกลางเพียงเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเธอได้รับความสำคัญอย่างยิ่งจากหน่วยงานหลายแห่งของแผ่นดินใหญ่

"เอาล่ะ ทุกคนมากันครบแล้วนะ วันนี้เราเปิดการประชุมเตรียมการแบบง่ายๆ เพื่อตอบสนองความต้องการด้านสื่อบันเทิงแนวศิลปวัฒนธรรมของผู้ชมในวงกว้าง พวกเราจึงตัดสินใจร่วมมือกับกลุ่มสื่อสารวัฒนธรรมตระกูลอู๋แห่งหนานหยาง เพื่อเริ่มโครงการสร้างภาพยนตร์เรื่อง 'กองทัพโดดเดี่ยวแห่งวั่งเซียง' และ 'ซั่วเฟิงเฟยหยาง' "

"การร่วมทุนสร้างในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งและแฝงไปด้วยความหมายอันลึกซึ้ง อีกทั้งยังสามารถดึงเม็ดเงินตราต่างประเทศและเงินทุนที่จำเป็นอย่างยิ่งมาใช้ในการพัฒนาประเทศของเราได้ หวังว่าทุกคนจะยึดถือจิตวิญญาณของการเสียสละส่วนน้อยเพื่อส่วนใหญ่ ทุ่มเทกำลังความสามารถอย่างเต็มที่เพื่อเป้าหมายร่วมกันในวันข้างหน้า . . . "

"แปะๆๆๆๆๆ!"

คนที่พูดบนแท่นมีวาทศิลป์ไม่เบา สามารถปลุกใจผู้คนในห้องประชุมให้ตื่นตัวและได้รับเสียงปรบมือดังสนั่น

หลี่เย่เหลือบมองหลี่ไหวเซิงและหยางอวี้หมินข้างๆ เห็นทั้งคู่ดูจะรู้สึกภาคภูมิใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมใน "ความร่วมมือระดับนานาชาติ" ครั้งนี้

แต่ความรู้สึกของหลี่เย่กลับยากที่จะอธิบายออกมาเป็นคำพูด

หลี่เย่ไม่ได้มีเจตนาจะดูถูกคำว่า "การเสียสละ" เพราะในช่วงเวลาที่ผ่านมา เป็นเพราะการเสียสละของคนรุ่นหนึ่งนี่แหละที่ทำให้แผ่นดินใหญ่เดินมาถึงจุดนี้ได้

ในยุคนั้นแผ่นดินใหญ่ไม่มีเครื่องจักรเพียงพอที่จะสร้างอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ได้

จึงเกิดปรากฏการณ์การระดมสรรพกำลังจากประชาชนเพียงแห่งเดียวในโลก คนนับร้อยนับพันล้านใช้แรงงานอันน้อยนิดแทนเครื่องจักร เพื่อเป็นรากฐานในการสร้างอุตสาหกรรมขั้นพื้นฐาน

ต่อมามีผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า หากไม่ใช่เพราะการเสียสละของคนรุ่นนั้น อุตสาหกรรมของแผ่นดินใหญ่คงพังพินาศไปนานแล้ว และคงไม่มีโอกาสได้เห็นสายการผลิตที่ครบวงจรในยุคหลังแน่นอน

ทว่าในบางครั้ง คำว่า "การเสียสละ" มันก็ดูไม่ค่อยเข้ากับสถานการณ์เท่าไหร่นัก

อย่างเช่นอู๋จิ่นหยวนที่อยู่บนแท่นนั่น เธอคือนักธุรกิจ ผลงานจากการเสียสละของหลี่เย่และพวกส่วนหนึ่งจะไหลเข้าไปอยู่ในกระเป๋าของเธอ

นี่มันเหมือนกับเถ้าแก่ในยุคหลังที่ชอบเอาแต่พ่นคำว่า "จิตวิญญาณแห่งการเสียสละขององค์กร" ให้ลูกน้องฟังนั่นแหละ การเสียสละเพื่อชาติยังมีเหตุผลที่ยอมรับได้ แต่ให้เสียสละเพื่อให้พวกคุณได้ขับรถหรู อยู่บ้านคฤหาสน์ แต่งเมียสวยๆ เนี่ยนะ มันเกี่ยวอะไรกับผมด้วยล่ะ?

แถมยังชอบพูดว่า "องค์กรเป็นคนปั้นคุณขึ้นมา คุณต้องกตัญญู" ถ้าผมไปทำงานแล้วไม่ทำอะไรเลยแต่จะเอาแต่เงินเดือนพวกคุณยังจะปั้นผมไหมล่ะ?

ทุกอย่างมันคือการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทั้งนั้น จะมาใช้จิตวิทยาหมู่กับใครกัน?

"สถานการณ์ทุกคนคงเข้าใจกันดีแล้วนะ ตอนนี้ใครมีข้อคิดเห็นอะไรให้รีบเสนอขึ้นมา อย่าให้ขัดขวางการร่วมมือที่สำคัญในครั้งนี้ได้"

"พวกเราไม่มีความเห็นครับ พวกเราขอรับรองว่าจะแสดงให้ดีที่สุดในทุกบทบาท . . . "

"ทางพวกเราก็ไม่มีปัญหาครับ อุปกรณ์และเสื้อผ้าเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการออกแบบแล้ว รับรองว่าต้องถูกต้องตามประวัติศาสตร์และมีความสวยงามแน่นอน . . . "

หลี่เย่ : " . . . "

เพิ่งจะผ่านมาไม่กี่วัน พวกคุณถึงขั้นเริ่มคัดตัวนักแสดงกันแล้วเหรอเนี่ย? นี่สินะที่เรียกว่า "ความเร็วระดับนานาชาติ"?

"ทางชมรมวรรณกรรมกองทัพโดดเดี่ยวล่ะ พวกคุณสามารถรับรองได้ไหมว่าจะเขียนนิยายให้จบโดยเร็วที่สุด?"

หลี่ไหวเซิงกำลังจะลุกขึ้นยืนแต่กลับถูกหลี่เย่กดไหล่ไว้เสียก่อน

หลี่เย่ยกมือขึ้นก่อนจะเอ่ยว่า "ขอประทานโทษครับ ผมมีเรื่องหนึ่งต้องรายงาน ปัญหาก็คือ ลิขสิทธิ์ของเรื่อง 'ซั่วเฟิงเฟยหยาง' ไม่ได้อยู่ที่พวกเราครับ เพราะฉะนั้นหากต้องการจะร่วมทุนสร้างในเรื่องนี้ จำเป็นต้องขอความยินยอมจากผู้ถือลิขสิทธิ์ก่อนครับ"

"เรื่องนั้นนายไม่ต้องเป็นกังวลไปหรอก" หวังจีหยวนที่อยู่บนแท่นยิ้มแล้วพูดว่า "นายคือหลี่เย่ใช่ไหม! พวกเราได้ติดต่อกับสำนักพิมพ์หลานไห่เรียบร้อยแล้ว เขาแจ้งว่าตอนนั้นเขาซื้อไปเพียงลิขสิทธิ์รวมเล่มและลิขสิทธิ์การ์ตูนเท่านั้น ลิขสิทธิ์ในการทำหนังไม่มีข้อขัดแย้ง"

"แน่นอนว่า พวกเราจะพยายามเจรจาเพื่อให้ได้ค่าลิขสิทธิ์ที่เหมาะสมให้กับตัวนายเอง เพื่อรักษาสิทธิ์ส่วนบุคคลของนายอย่างเต็มที่"

"พูดถึงเรื่องนี้ฉันล่ะเปิดหูเปิดตาจริงๆ นะเจ้านักศึกษา นิยายเล่มเดียวขายลิขสิทธิ์ได้ตั้งสามรอบ ฉันไม่เคยได้ยินเรื่องแบบนี้มาก่อนเลย!"

ผู้คนห้าหกสิบคนที่อยู่ในห้องประชุมต่างพากันหันมามองหลี่เย่เป็นตาเดียว หลายคนส่งสายตาแห่งความอิจฉาและทึ่งออกมาอย่างปิดไม่มิด

ให้ตายสิ นักศึกษาคนนี้อายุยังน้อยแต่กลับขายลูกสาวได้ตั้งสามบ้านเลยเหรอเนี่ย

ลิขสิทธิ์รวมเล่มขายไปรอบหนึ่ง ลิขสิทธิ์การ์ตูนขายไปรอบหนึ่ง และครั้งนี้ลิขสิทธิ์หนังยังจะขายได้อีกรอบ นายคนนี้กะจะรวยไปถึงไหนกัน!

หลี่เย่ถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วพูดว่า "ลิขสิทธิ์ในการสร้างภาพยนตร์ของซั่วเฟิงเฟยหยาง ผมได้ขายให้กับสำนักพิมพ์ถ่าล้างแห่งฮ่องกงไปเรียบร้อยแล้วครับ ดังนั้นผมจึงไม่มีอำนาจตัดสินใจว่านิยายเรื่องนี้จะเข้าร่วมโครงการครั้งนี้ได้หรือไม่ครับ"

หวังจีหยวนตกใจโพล่งออกมา "นายขายลิขสิทธิ์หนังให้ฮ่องกงไปแล้วเหรอ?"

หลี่เย่ตอบ "ครับ"

หวังจีหยวนเริ่มมีสีหน้าไม่พอใจอย่างมากพลางพูดว่า "นายทำแบบนี้ได้ยังไงกัน ไปขายลิขสิทธิ์ให้ต่างชาติแบบสุ่มสี่สุมห้าได้ยังไง? นึกถึงแต่ผลประโยชน์ส่วนตัวจนทำให้เกิดความเสียหายต่อ . . . "

"แค่กๆ"

หลี่เย่กระแอมเบาๆ แล้วหยิบซองจดหมายที่อาจารย์เคอมอบให้เขาออกมา

เขาไม่อยากมานั่งถกเถียงเรื่องสิทธิในทรัพย์สินส่วนบุคคลที่ละเมิดไม่ได้ในที่สาธารณะแบบนี้ให้เสียเวลาหรอกนะ มันไร้ประโยชน์ที่จะมานั่งเถียงกับคนประเภทนี้

"นี่คือเหตุผลที่ผมขายลิขสิทธิ์ให้ฮ่องกงครับ"

หลี่เย่ส่งซองจดหมายใบนั้นให้หัวหน้าเซียวของมหาวิทยาลัย

หัวหน้าเซียอมองหน้าหลี่เย่แวบหนึ่งก่อนจะเปิดซองออกดู

จากนั้นเขาก็ต้องแสดงอาการตกตะลึงออกมา "นักศึกษาหลี่เย่ นี่นายบริจาคเงินตั้งห้าพันดอลลาร์สหรัฐเลยเหรอ?"

หลี่เย่ตอบอย่างถ่อมตัว "ครับ ตอนนั้นได้ยินมาว่าทางหน่วยงานกำลังต้องการเงินตราต่างประเทศอย่างเร่งด่วน ผมเลยรีบตัดสินใจขายลิขสิทธิ์ไป ถึงจะขายไปในราคาที่ค่อนข้างถูกแต่ก็ช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปได้บ้างไม่ใช่เหรอครับ?"

ในตอนนั้นเงินห้าพันดอลลาร์ของหลี่เย่ช่วยแก้ปัญหาเร่งด่วนของระบบการศึกษาได้จริงๆ ไม่อย่างนั้นอาจารย์เคอคงไม่ยอมรับเงินจากว่าที่ลูกเขยแบบนั้นแน่นอน ดังนั้นสิ่งที่หลี่เย่พูดจึงเป็นความจริงทั้งหมด

หัวหน้าเซียวอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา "เงินห้าพันดอลลาร์นายยังบ่นว่าขายถูกอีกเหรอเนี่ย ให้ตายสิ แล้วนายกะจะขายเท่าไหร่กันฮะ?"

หลี่เย่หันหน้าไปมองอู๋จิ่นหยวนพลางยิ้มแล้วพูดว่า "คุณอู๋เธอเป็นคนในวงการ เธอคงจะรู้ดีที่สุดนะครับว่าลิขสิทธิ์นี้ควรจะขายได้เท่าไหร่"

ทันใดนั้น ทุกสายตาก็พุ่งเป้าไปที่อู๋จิ่นหยวนทันที

อู๋จิ่นหยวนยิ้มพลางพยักหน้าช้าๆ "ขายถูกจริงๆ ค่ะ ถูกไปตั้งเยอะเลยล่ะ"

หัวหน้าเซียวส่งใบรับรองการบริจาคคืนให้หลี่เย่ พลางนั่งลงด้วยรอยยิ้มกริ่ม

[ดูท่าเงื่อนไขความร่วมมือต้องมานั่งคุยกันใหม่เสียแล้วล่ะ กะจะเอาของเล็กๆ น้อยๆ มาหลอกพวกเรางั้นเหรอ? ฝันไปเถอะ]

. . . . . . .

หลังจากออกจากห้องประชุม หลี่เย่ก็ถูกอู๋จิ่นหยวนเรียกตัวไว้

"คุณหลี่คะ พวกเราขอคุยกันสักห้านาทีได้ไหมคะ?"

"ได้แน่นอนครับ สิบนาทียังได้เลย!"

หลี่เย่รับคำอย่างสง่าผ่าเผยแล้วเดินเลี่ยงไปคุยกับอู๋จิ่นหยวนที่อีกด้านหนึ่ง

เขาคิดว่าตัวเองคงจะไปทำแผนการของอู๋จิ่นหยวนพังจนทำให้เธอต้องควักกระเป๋าจ่ายเพิ่มขึ้นล่ะมั้ง

ทว่าอู๋จิ่นหยวนกลับพูดว่า "คุณหลี่คะ ก่อนอื่นฉันต้องขออธิบายกับคุณก่อนนะคะ ความจริงแล้วตอนแรกฉันกะจะมาร่วมทุนสร้างเพียงแค่ผลงานเรื่อง 'กองทัพโดดเดี่ยวฯ' เพียงเรื่องเดียวเท่านั้นค่ะ"

"แต่ทางสถานีโทรทัศน์มองว่าภูมิหลังของนิยายทั้งสองเรื่องมีความคล้ายคลึงกันมาก หากถ่ายทำไปพร้อมกันพวกอุปกรณ์ เสื้อผ้า และสถานที่ต่างๆ ก็จะช่วยประหยัดต้นทุนไปได้เยอะ แน่นอนว่าฉันเองก็ยินดีที่จะควักกระเป๋าจ่ายเงินตราต่างประเทศเพิ่มขึ้นด้วยค่ะ . . . "

หลี่เย่จ้องมองเข้าไปในดวงตาของอู๋จิ่นหยวนเพื่อดูว่าเธอพูดความจริงหรือกำลังโกหก

อู๋จิ่นหยวนส่งสายตาทอประกายออกมา พลางยิ้มแล้วพูดต่อ "คุณไม่ต้องระแวงฉันหรอกค่ะ เพราะคุณย่อมรู้ดีว่าผลงานที่ฉันต้องการจริงๆ คือเรื่องอะไร เพราะฉะนั้นฉันไม่มีทางกล้าโกหกคุณแน่นอนค่ะ"

มูลค่าของ "ซั่วเฟิงเฟยหยาง" กับ "มหาศึกชิงบัลลังก์" นั้นมันคนละระดับกันเลย ดังนั้นสิ่งที่อู๋จิ่นหยวนพูดจึงมีน้ำหนักและสมเหตุสมผล

ทว่าหลี่เย่จ้องตากับอู๋จิ่นหยวนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยนแล้วพูดว่า "ขอโทษด้วยครับ ผมไม่รู้ว่าคุณกำลังพูดเรื่องอะไรอยู่"

"งั้นเหรอคะ? หึหึ"

"หึหึ"

"พอจะมีเวลาไปทานมื้อค่ำด้วยกันไหมคะ?"

"ขอโทษด้วยครับ พอดีแฟนผมกำลังรอให้ผมกลับไปทานข้าวที่บ้านน่ะครับ"

" . . . "

"เธอสวยมากเลยนะครับ!"

" . . . "

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 280 - เหวินเล่ออวี๋ : ให้ฉันเถอะ ให้ฉันคนเดียวเลย

คัดลอกลิงก์แล้ว