- หน้าแรก
- ย้อนไปในปี 1981 เป็นปีที่ผมทวงคืนจักรยานและหัวใจดวงใหม่
- บทที่ 200 - ดวงมหาราชสี่สิบปี
บทที่ 200 - ดวงมหาราชสี่สิบปี
บทที่ 200 - ดวงมหาราชสี่สิบปี
บทที่ 200 - ดวงมหาราชสี่สิบปี
"คุณหลี่ครับ ความจริงแล้วอาชีพอย่างพวกเรานี่ให้ความสำคัญกับความเชื่อใจระหว่างลูกค้ามากนะครับ เพราะยังไงมันก็มีความเสี่ยง หากไม่มีความเชื่อใจกัน สุดท้ายผลลัพธ์คงออกมาไม่ค่อยน่าอภิรมย์เท่าไหร่ ... "
รอยยิ้มบนใบหน้าของเหลียงเจียเซิงมลายหายไป เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา "สำหรับกรณีของคุณหลี่ ผมแนะนำให้ผู้ช่วยของผมเป็นคนจัดการพอร์ตให้จะดีกว่าครับ เขาก็จบจากมหาวิทยาลัยชื่อดังมาเหมือนกัน ... "
"งั้นคงไม่ต้องรบกวนคุณเหลียงแล้วล่ะครับ ขอบคุณสำหรับการต้อนรับ"
หลี่เย่ไม่รอให้เหลียงเจียเซิงพูดจนจบ เขาผุดลุกขึ้นจากโซฟาพลางพยักหน้าให้เล็กน้อย แล้วหมุนตัวเดินออกจากห้องทำงานไปทันที
ไม่ว่าความสามารถในการทำงานของคุณจะเก่งกาจแค่ไหน แต่การที่ผมนั่งอยู่ตรงนี้ตั้งนานแล้วแม้แต่น้ำชาสักแก้วยังไม่มีมาเสิร์ฟ ผมเอาเงินมาจ้างคุณนะ ไม่ได้เอาเงินมาให้คุณมาทำจิตวิทยาบีบคั้นใส่สักหน่อย
หลี่เย่เดินออกจากบริษัทหลักทรัพย์ด้วยใบหน้าเรียบเฉย เปยเหวินชงรีบวิ่งตามออกมาอย่างรีบร้อน
"คุณหลี่ครับ เรื่องนี้ ... ความจริงเหลียงเจียเซิงเขาก็พูดเรื่องจริงนะครับ แม้แต่โบรกเกอร์ระดับมือทองอย่างเขาก็ยังไม่กล้าฟันธงทิศทางของดัชนีฮั่งเส็งได้ทั้งหมด
อีกอย่าง ปกติเขาไม่รับงานเล็กๆ แบบนี้อยู่แล้ว แต่การเทรดดัชนีมันอันตรายมาก พวกเราจำเป็นต้องอาศัยความสามารถของเขา ... "
เปยเหวินชงเริ่มเข้าใจนิสัยของหลี่เย่มากขึ้น จากการพูดคุยเมื่อครู่เขารู้ทันทีว่าหลี่เย่รังเกียจท่าทีอันเย่อหยิ่งของเหลียงเจียเซิง
เหลียงเจียเซิงตั้งแต่ตอนเรียนก็เป็นคนอวดดีแบบนี้อยู่แล้ว แต่เขาก็มีต้นทุนให้อวดดีได้ ทั้งฐานะทางบ้านและพรสวรรค์ส่วนตัว ทำให้เขามักจะแสดงท่าทีโอหังใส่คนฮ่องกงด้วยกันอยู่บ่อยๆ
อย่างเช่นที่ทำกับเปยเหวินชง
ทว่าหลี่เย่กลับหยุดเดินแล้วหันมาพูดกับเปยเหวินชง "อันตรายของการเทรดดัชนีนี่มันต้องให้คุณมาบอกผมด้วยเหรอ? สิ่งที่ผมให้ความสำคัญคือจรรยาบรรณในวิชาชีพของคน ต่อให้เขาจะเก่งแค่ไหน แต่ถ้าทำท่าทางราวกับว่าตัวเองเป็นพระเจ้ามาโปรดแบบนั้น คุณคิดว่าผมควรจะเชื่อใจเขาไหมล่ะ"
"ผมขอถามคุณหน่อยเถอะ สรุปว่าใครกันแน่ที่เป็นพระเจ้า?"
" ... "
เปยเหวินชงนิ่งเงียบไปหลายวินาที ก่อนจะเอ่ย "ได้ครับคุณหลี่ ในเมื่อคุณเป็นคนจ่ายเงิน คุณคือคนที่มีสิทธิ์ขาดครับ"
เมื่อขึ้นรถ เปยเหวินชงก็ถามหลี่เย่ต่อ "ห้องทำงานของเพื่อนอีกคนของผมมันค่อนข้างเล็กนะครับ คุณหลี่จะยังอยากลองไปดูไหมครับ"
หลี่เย่ที่กำลังหงุดหงิดอยู่เพียงพยักหน้าเงียบๆ อามินจึงรีบออกรถทันที
ห้องทำงานของเพื่อนอีกคนของเปยเหวินชงอยู่ไม่ไกลกันนัก แต่ก็เป็นอย่างที่เขาว่าคือมันค่อนข้างเล็กจริงๆ
บริษัทตั้งอยู่ในตึกสำนักงานที่ค่อนข้างเก่าและทรุดโทรม ป้ายหน้าบริษัท "จินโปไฟแนนซ์เชียลคอนซัลแทนท์" ก็ดูจะซีดจางและชำรุดไปบ้าง ภายในห้องไม่มีทั้งผู้ช่วยหรือเลขา
มีเพียงกลุ่มลูกค้าป้าๆ สองสามคนที่กำลังยืนเถียงกับชายหนุ่มที่เริ่มจะมีศีรษะล้านอย่างเอาเป็นเอาตาย
นี่มันดูเหมือนบริษัทผีชัดๆ เลยนี่นา!
เปยเหวินชงยิ้มเจื่อนๆ พลางเอ่ย "คุณหลี่ครับ ถ้าพูดถึงเรื่องจรรยาบรรณวิชาชีพแล้วละก็ เขาดีกว่าเหลียงเจียเซิงอยู่มากครับ"
หลังจากกลุ่มของหลี่เย่เดินเข้าไปในบริษัท ชายหนุ่มศีรษะล้านคนนั้นเพียงแค่ทักทายเปยเหวินชงสั้นๆ แล้วก็หันไปถกเถียงกับกลุ่มคุณป้าจนหน้าดำหน้าแดงต่อ
เปยเหวินชงตั้งใจจะเข้าไปขัดจังหวะเพื่อนร่วมรุ่นคนนี้ แต่หลี่เย่กลับยกมือห้ามไว้
หากจะให้หลี่เย่พูดกวางตุ้งเขาคงพูดไม่คล่องนัก แต่ถ้าแค่ฟังน่ะไม่มีปัญหา
เขาฟังออกแล้วว่า ชายหนุ่มคนนี้ไม่ได้กำลังทะเลาะกับกลุ่มคุณป้าอยู่ แต่เขากำลังพยายามตักเตือนพวกเธอต่างหาก
"สถานการณ์ตอนนี้มันแย่มาก พวกคุณอย่าใจร้อนสิครับ หุ้นสองตัวนั้นค่า P/E พุ่งไปเกือบสามร้อยเท่าแล้ว จะซื้อเข้าไปได้ยังไงกัน"
"ผมเทรดให้พวกคุณได้ครับ แต่ตอนนี้มันไม่มีทิศทางที่จะได้กำไรเหนาะๆ สิบห้าจุดแบบนั้นแล้วนะ ... พวกคุณอย่าไปหาจูต้าโถวเลยนะครับ เขาจะทำพวกคุณเจ๊งเอานะ ... "
คุณป้าทั้งสองคนเดิมทีตั้งใจจะมาไหว้วานให้ชายหนุ่มคนนี้เทรดหุ้นให้สองตัว และยืนยันว่า "ขาดทุนก็ไม่ว่ากัน" ถึงขั้นขู่ว่าจะย้ายไปเทรดที่อื่น แต่ชายหนุ่มศีรษะล้านก็ยังคงพยายามเกลี้ยกล่อมพวกเธออย่างสุดความสามารถให้ระมัดระวัง
ทั้งสามคนถกเถียงกันอยู่นานกว่ายี่สิบนาที จนสุดท้ายก็ได้ข้อสรุปว่า ชายหนุ่มจะพยายามเทรดให้ แต่หุ้นตัวไหนควรจะซื้อหรือไม่ต้องเป็นเขาที่เป็นคนตัดสินใจ
คุณป้าสองคนหยิบเงินดอลลาร์ฮ่องกงเป็นมัดๆ ออกมาจากกระเป๋าส่งให้ชายหนุ่ม ไม่รู้ว่านั่นคือเงินเก็บทั้งหมดในชีวิตของพวกเธอหรือเปล่า
"ปอจื่อเอ๊ย! พวกเราเล่นหุ้นมาหลายปี ที่นี่แหละที่ทำให้พวกเราสบายใจที่สุด แต่ถ้าเธอยังมีทัศนคติในการทำธุรกิจแบบนี้ เธอไม่มีวันรวยหรอกนะ ... "
"จะรวยหรือไม่รวยน่ะไม่สำคัญหรอกครับ แต่จะให้ทำคนอื่นต้องไปโดดตึกน่ะไม่ได้ คนเราต้องมีมโนธรรมสิครับ!"
เมื่อได้ยินบทสนทนาช่วงสุดท้ายของทั้งสามคน หลี่เย่ก็เริ่มรู้สึกสนใจชายหนุ่มศีรษะล้านคนนี้ขึ้นมาทันที
เพราะเขามีส่วนคล้ายกับผู้จัดการกองทุนคนหนึ่งที่หลี่เย่เคยรู้จักในชาติที่แล้ว
หัวล้านเหมือนกัน และมี "มโนธรรม" คล้ายๆ กัน
ในชาติที่แล้ว ช่วงก่อนที่รัสเซียกับยูเครนจะเริ่มรบกัน หลี่เย่เคยเผลอไปเห็นโฆษณาของผู้จัดการกองทุนมือทองในแอปพลิเคชันหนึ่ง แล้วก็ถูกชักชวนให้เข้าไปลงทุน
จากนั้นก็ตามมาด้วยการบาดเจ็บจากการตกหลุมพรางครั้งแล้วครั้งเล่า จนร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลจากการลงทุน
ทว่าในระหว่างกระบวนการนั้น มีผู้จัดการกองทุนระดับธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่สร้างความประทับใจให้หลี่เย่เป็นอย่างมาก
ทันทีที่สงครามเริ่มปะทุขึ้น เขาก็จำกัดวงเงินการซื้อกองทุนภายใต้ชื่อของเขาในทันที โดยนักลงทุนสามารถซื้อได้เพียงวันละหนึ่งร้อยหยวนเท่านั้น
หลังจากสงครามดำเนินไปได้สองเดือน เขาก็ลดวงเงินลงเหลือวันละห้าสิบหยวน และสุดท้ายเขาก็ปิดช่องทางการรับเงินลงทุนเพิ่มไปเลย
แต่ในตลอดปี 2022 ท่ามกลางเสียงโอดครวญของตลาดกองทุนที่พากันติดลบถ้วนหน้า กองทุนภายใต้การดูแลของผู้จัดการคนนี้กลับสวนกระแสพุ่งขึ้นถึงสิบห้าจุด นับเป็นสีแดงเพียงหนึ่งเดียวท่ามกลางทะเลสีเขียว (ในจีนสีแดงคือหุ้นขึ้น สีเขียวคือหุ้นตก)
นี่คือกองทุนเพียงตัวเดียวที่หลี่เย่ทำกำไรได้ เขาจึงจำได้แม่นยำ
กล่าวคือ ผู้จัดการกองทุนคนนี้หากเขารู้สึกว่าไม่มีความมั่นใจที่จะทำกำไรให้ลูกค้าได้ เขาก็จะเลือกที่จะไม่รับเงินเพิ่มนั่นเอง
แล้วในช่วงเวลานั้น ผู้จัดการกองทุนมือทองคนอื่นๆ ล่ะทำอะไรกันอยู่?
พวกเขาต่างพากันโฆษณาทุกช่องทาง ออกสื่อให้สัมภาษณ์ ทำรายงานวิเคราะห์ออกมาเป็นชุดๆ ราวกับจะติดป้ายประกาศตัวโตๆ ว่า "คุณท่านครับ มาเล่นกันเถอะ ที่นี่น่ะสนุกสุดๆ ไปเลย"
ให้ตายเถอะ ไม่ว่าลูกค้าจะซื้อหรือขาย ผู้จัดการกองทุนก็ได้ค่าธรรมเนียมทั้งนั้น พวกเขาน่ะเสือกินเปล่า ต่อให้คุณจะพังพินาศพวกเขาก็ยังได้ส่วนแบ่งจากคุณอยู่ดี
ทว่าคนที่ชื่อ "ปอจื่อ" ตรงหน้า ดูเหมือนจะมีจรรยาบรรณวิชาชีพตามที่เปยเหวินชงว่าไว้จริงๆ
"อาชง วันนี้ทำไมถึงมีเวลาแวะมาหาฉันล่ะ ได้ยินมาว่าช่วงนี้รุ่งเรืองใหญ่แล้วนะเนี่ย มีน้อยคนนักนะที่จะยังจำไอ้ 'เฮยอวี๋ปอ' (ปอปลานิล) คนนี้ได้"
ปอจื่อส่งลูกค้าคุณป้าทั้งสองคนเสร็จ เขาก็รีบหาที่นั่งและเทน้ำชามาต้อนรับหลี่เย่ ฮ่าวเจี้ยน และจิ้นเผิง พลางคุยเล่นกับเปยเหวินชงไปด้วย
ตอนที่เขายื่นถ้วยน้ำชาให้หลี่เย่ เขาก็เอ่ยด้วยความเกรงใจ "ขอโทษด้วยนะครับทุกท่าน เมื่อกี้ผมอาจจะต้อนรับได้ไม่ทั่วถึง ขอโทษจริงๆ ครับ"
หลี่เย่ขอบคุณสำหรับน้ำชาแล้วจึงเอ่ยว่า "ไม่เป็นไรครับ ผมกลับรู้สึกว่าแบบนี้ดีเสียอีก คุณป้าสองคนเมื่อกี้เป็นลูกค้าเก่าของคุณเหรอครับ"
เมื่อได้ยินสำเนียงภาษาจีนกลางของหลี่เย่ ปอจื่อก็อึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยภาษาจีนกลางสำเนียงแปร่งๆ ว่า "ใช่ครับใช่ ผมรู้จักกับพวกเธอมาสี่ห้าปีแล้ว ช่วงปีก่อนๆ ก็ทำกำไรได้บ้าง แต่ปีนี้สถานการณ์ไม่ดี ผมเลยต้องอธิบายให้พวกเธอฟังเยอะหน่อยน่ะครับ"
ในตอนนั้นเอง เปยเหวินชงก็เอ่ยขึ้น "เพื่อนจากแผ่นดินใหญ่ของฉันคนนี้อยากจะเทรดดัชนีฮั่งเส็ง นายลองคุยกับเขาดูสิ"
"เทรดดัชนีฮั่งเส็งเหรอ?"
ปอจื่ออึ้งไป ก่อนจะหันไปถามเปยเหวินชงด้วยภาษากวางตุ้งอย่างรวดเร็ว "เขารู้หรือเปล่าว่าดัชนีฮั่งเส็งคืออะไร? มันทำให้พอร์ตแตกได้ง่ายมากเลยนะนั่น"
เปยเหวินชงเอ่ยอย่างจนปัญญา "เขาต้องการแบบนั้นจริงๆ และเงื่อนไขเขาก็เรียบง่ายมาก ... คือต้องการคนที่มีจรรยาบรรณดี และมองว่ามันจะดิ่งลงไปถึง 700 จุด"
"มองว่าดิ่งถึง 700 จุด?"
ดวงตาของปอจื่อเป็นประกายขึ้นมาทันที เขาหันกลับมามองหลี่เย่
เขาจ้องมองหลี่เย่อยู่นาน ก่อนจะโน้มตัวไปข้างหน้าพลางยื่นมือออกมา "ขอทราบชื่อของพี่ชายท่านนี้หน่อยครับ"
หลี่เย่ยื่นมือไปจับเล็กน้อยแล้วเอ่ย "ผมแซ่หลี่ครับ แล้วพี่ชายล่ะครับชื่ออะไร"
"โอ้ ผมมีนามบัตรครับ"
ปอจื่อรีบค้นหานามบัตรออกมาใบหนึ่งส่งให้หลี่เย่
เมื่อหลี่เย่เห็นนามบัตร เขาก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้
ที่แท้คนคนนี้ชื่อว่า "หลัวรุ่ยปอ" เป็นถึงนิติศาสตรมหาบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยฮ่องกง และยังมีใบประกอบวิชาชีพทนายความอีกด้วย การที่เขามาทำอาชีพหลักทรัพย์ทางการเงินนี้ ดูท่าจะเป็นการทำงานแบบ "ไม่ตรงสาย" เสียจริง
หลัวรุ่ยปอคงจะชินกับรอยยิ้มแบบนี้ของหลี่เย่แล้ว เขาจึงเอ่ยอย่างไม่ถือสา "คุณหลี่เป็นนักลงทุนที่เด็ดขาดที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมาในรอบครึ่งปีเลยครับ ผมเองก็ไม่ค่อยมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับหุ้นฮ่องกงเท่าไหร่ ดัชนีฮั่งเส็งมีโอกาสร่วงทะลุ 700 จุดหรือต่ำกว่านั้นจริงๆ ครับ และคงใช้เวลาไม่นานนัก"
หลี่เย่ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไร เปยเหวินชงก็ชิงถามด้วยความประหลาดใจ "อาปอ ทำไมกมองโลกในแง่ร้ายขนาดนั้นล่ะ ฉันเพิ่งมาจากเหลียงเจียเซิง เขายังไม่คิดเลยว่ามันจะร่วงทะลุ 700 ... "
"เหลียงเจียเซิงทำคนพินาศไปเท่าไหร่แล้วล่ะในช่วงปีที่ผ่านมาน่ะ"
หลัวรุ่ยปอเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา ก่อนจะนิ่งเงียบไปนานแสนนาน แล้วจึงเอ่ยต่อ "ความจริงผมไม่ได้มองโลกในแง่ร้ายเกี่ยวกับฮ่องกงหรอก แต่ผมมองโลกในแง่ร้ายเกี่ยวกับ ... บริเตนใหญ่ต่างหาก"
หลี่เย่มองดูหลัวรุ่ยปอที่มีท่าทางหม่นหมอง ในที่สุดเขาก็เริ่มให้ความสำคัญกับคนคนนี้ขึ้นมาจริงๆ
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา คนฮ่องกงส่วนใหญ่ที่เขาพบเจอ ต่างก็เชื่อว่าจักรวรรดิบริเตนยังคงแข็งแกร่ง และนางสิงห์เหล็กจะสามารถจัดการความขัดแย้งนี้ได้อย่างรวดเร็ว
ทว่าหลัวรุ่ยปอ คือคนฮ่องกงคนแรกที่หลี่เย่ได้พบเจอ ที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่าเขาไม่เชื่อมั่นในบริเตนใหญ่
เพียงแต่ขอบเขตวิสัยทัศน์ของเขาอาจจะยังถูกจำกัดอยู่บ้าง เขาจึงมองไม่เห็นว่าหลังจากความขัดแย้งนี้สิ้นสุดลง ภายใต้การสนับสนุนจากทางเหนือ ตลาดการเงินของฮ่องกงจะยิ่งรุ่งเรืองเฟื่องฟูมากกว่าเดิม
หลัวรุ่ยปอเหมือนจะรู้สึกตัวว่าเผลอพูดเรื่องที่ไม่สมควรออกไป เขาจึงรีบปรับอารมณ์และถามถึงความตั้งใจของหลี่เย่ "คุณหลี่วางแผนจะวางเงินลงทุนเท่าไหร่ครับ"
หลี่เย่เอ่ย "ห้าแสนดอลลาร์ฮ่องกง มองว่ามันจะดิ่งลงถึง 700 จุด คุณเป็นคนจัดการพอร์ตให้ผม"
เปยเหวินชงขมวดคิ้วพลางกระซิบถามหลี่เย่ "คุณหลี่ครับ คุณแน่ใจเหรอว่าจะทุ่มจนหมดตัวแบบนี้"
ในบัญชีของหลี่เย่มีเงินเหลืออยู่ห้าแสนกว่าๆ เดิมทีเขาตั้งใจจะนำเงินสองแสนกว่าไปแลกเป็นดอลลาร์สหรัฐเพื่อเป็นเงินรางวัลในการคัดเลือกงานเขียน การที่จู่ๆ เขาก็ตัดสินใจทุ่มเงินทั้งหมดลงไปในตลาดฟิวเจอร์ส ทำให้เปยเหวินชงรู้สึกกังวลอยู่ไม่น้อย
"ทุ่มจนหมดตัวอะไรกันครับ" หลี่เย่เอ่ย "ผมเป็นคนที่มีเงินเดือนเข้าทุกเดือนนะ จะไปทุ่มจนหมดตัวได้ยังไงกัน"
"ใช่ครับใช่ เดือนหน้าคุณก็มีเงินก้อนใหม่เข้าบัญชีแล้ว เชิญคุณตามสบายเลยครับ"
กำไรจากเรื่อง "ซั่วเฟิงเฟยหยาง" ยังคงไหลเข้าสู่สำนักพิมพ์ถัตล่างอย่างต่อเนื่อง เปยเหวินชงจึงไม่กลัวว่าเงินสามหมื่นดอลลาร์ของหลี่เย่จะหายไปไหน
สุดท้าย หลี่เย่ก็เซ็นสัญญาว่าจ้างกับหลัวรุ่ยปอ เพื่อให้เขาช่วยบริหารจัดการเงินห้าแสนดอลลาร์ฮ่องกงก้อนนั้น
ฮ่าวเจี้ยนและจิ้นเผิงครุ่นคิดกันครู่หนึ่ง แล้วเริ่มกระซิบกระซาบปรึกษากัน ปีนี้พวกเขาได้รับเงินปันผลมาไม่น้อย แต่ทั้งหมดเป็นเงินหยวน การจะแลกเป็นดอลลาร์ฮ่องกงนั้นยุ่งยากมาก แม้แต่ในตลาดมืดก็มักจะหาของยากเสมอ
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น เวลาก็ล่วงเลยมาถึงเที่ยงวัน หลัวรุ่ยปอจึงเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารหลี่เย่และคณะ แม้จะเป็นเพียงร้านอาหารเล็กๆ แต่รสชาติและความจริงใจก็นับว่าใช้ได้ทีเดียว
เมื่อทานเสร็จ เปยเหวินชงก็กล่าวขอโทษหลี่เย่ "ต้องขอโทษด้วยจริงๆ นะครับคุณหลี่ พอดีผมจองตัวอาจารย์หวงไว้ล่วงหน้าตั้งหลายวันเพื่อจะไปดูดวงประจำปี วันนี้เขาเพิ่งแจ้งมาว่าให้ไปช่วงบ่าย ผมจะให้อามินพาพวกคุณไปเที่ยวชมเมืองก่อนดีไหมครับ"
"ได้ครับ คุณไปทำธุระของคุณเถอะ พวกเราจะเดินดูอะไรไปเรื่อยๆ เอง"
หลี่เย่ไม่ได้ขัดข้องอะไร แต่ฮ่าวเจี้ยนกลับเอ่ยว่า "คุณเปยครับ ไหนๆ จะไปดูดวงทั้งที พวกเราตามไปด้วยจะดีไหม ผมได้ยินมาตั้งแต่ตอนอยู่ที่เผิงเฉิงแล้วว่าอาจารย์ที่ฮ่องกงนี่เก่งมาก มีวิธีการเฉพาะตัวไม่น้อยเลย"
ประเพณีการดูดวงในฮ่องกงนั้นรุ่งเรืองมาก ขณะที่ในแผ่นดินใหญ่เพิ่งจะผ่านช่วงการปราบปรามอย่างหนักมา เรื่องพวกนี้จึงดูมีความลึกลับน่าค้นหาสำหรับฮ่าวเจี้ยน
"วิธีการเฉพาะตัวอะไรกันครับ ก็แค่เป็นประเพณีท้องถิ่นเท่านั้นเอง เพียงแต่อาจารย์หวงคนนี้ชื่อดังมาก ผมไม่แน่ใจว่าเขาจะยอมต้อนรับพวกคุณไหม ... เอาแบบนี้สิครับ พวกเราไปพร้อมกัน เดี๋ยวผมจะลองถามให้ครับ"
เปยเหวินชงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาตัดสินใจพาหลี่เย่และคณะไปด้วย โดยตั้งใจจะให้พวกเขารออยู่ข้างนอก หากอาจารย์ในร้านไม่ยินดีต้อนรับ ก็ค่อยแยกย้ายกันไป
เมื่อไปถึงที่หมาย ผู้ช่วยของอาจารย์หวงก็ขอให้หลี่เย่และคนอื่นๆ รออยู่ด้านนอกจริงๆ และอนุญาตให้เพียงเปยเหวินชงคนเดียวเข้าไปได้
หลี่เย่ไม่ได้รู้สึกอะไร เขาไม่ได้เชื่อเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว แต่ฮ่าวเจี้ยนกลับแสดงอาการผิดหวังออกมาอย่างเห็นได้ชัด
ความจริงแล้วเป้าหมายหลักของเขาคืออยากจะดูดวงให้กับฮ่าวคุยคุยลูกสาวของเขานั่นเอง
...
หลังจากเปยเหวินชงเข้าไปด้านใน เขาก็ทำความเคารพอาจารย์หวงอย่างนอบน้อม ก่อนจะเปิดเผยเรื่องที่ค้างคาอยู่ในใจออกมา
"อาจารย์ครับ ช่วงนี้ผมได้พบกับคนจากทางเหนือคนหนึ่ง รบกวนอาจารย์ช่วยทำนายให้หน่อยได้ไหมครับว่า ดวงชะตาของเขากับผมนั้นส่งเสริมกันหรือขัดแย้งกัน"
อาจารย์หวงจ้องมองใบหน้าของเปยเหวินชงอยู่นาน แววตาอันสงบนิ่งของเขาปรากฏร่องรอยความประหลาดใจอย่างชัดเจน
จากนั้นเขาก็ถามถึงวันเดือนปีเกิดของเปยเหวินชง เริ่มทำการพยากรณ์ และในตอนสุดท้ายถึงขั้นต้องหยิบตำราโบราณออกมาเปิดดู
คนที่เคยไปหาหมอจีนจะรู้ดี ทันทีที่หมอเริ่มเปิดตำราดู นั่นหมายความว่าสถานการณ์มันเริ่มจะไม่สู้ดีแล้ว
ดังนั้นวิญญาณของเปยเหวินชงแทบจะหลุดออกจากร่างด้วยความตกใจ
ทางการอังกฤษในฮ่องกงไม่ใช่พวกใจดีเสียที่ไหน หากเขาสูญเสียทุกอย่างไปเพราะความสัมพันธ์กับหลี่เย่ เขาจะไปหาความยุติธรรมได้ที่ไหนกันล่ะ?
"มันไม่ควรจะเป็นแบบนี้สิ!"
อาจารย์หวงทำการคำนวณอย่างต่อเนื่องอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความฉงน "จากการดูลักษณะใบหน้า วันเดือนปีเกิด และผลการพยากรณ์แล้วละก็ ทางตอนเหนือมีคนที่เป็น 'เนื้อนาบุญ' ของคุณอยู่จริงๆ เขาสามารถมอบดวงมหาราชให้คุณได้ยาวนานถึงสี่สิบปีเลยทีเดียว"
" ... "
วิญญาณของเปยเหวินชงล่องลอยหายไปจริงๆ แล้ว คราวนี้มันบินหนีไปเลย
ดวงมหาราชสี่สิบปีงั้นเหรอ?
มีคำทำนายแบบนี้ด้วยเหรอ?
มีโชคชะตาแบบนี้อยู่ในโลกด้วยหรือไง?
อย่าว่าแต่สี่สิบปีเลย ต่อให้มอบโชคใหญ่ให้เขาแค่ยี่สิบปี เขาก็คงจะก้าวขึ้นไปอยู่ไม่ไกลจากเหล่ามหาเศรษฐีชั้นนำของฮ่องกงแล้วมั้ง!
เหอะ ... คิดอะไรอยู่นะ? แค่สิบปีเขาก็ต้องรีบไปกราบไหว้ฟ้าดินเพื่อขอบคุณแล้ว
[จบแล้ว]