- หน้าแรก
- ย้อนไปในปี 1981 เป็นปีที่ผมทวงคืนจักรยานและหัวใจดวงใหม่
- บทที่ 170 - ยอดหญิงงามที่สุภาพบุรุษปรารถนา
บทที่ 170 - ยอดหญิงงามที่สุภาพบุรุษปรารถนา
บทที่ 170 - ยอดหญิงงามที่สุภาพบุรุษปรารถนา
บทที่ 170 - ยอดหญิงงามที่สุภาพบุรุษปรารถนา
"หลี่เย่ มีพัสดุของคุณอยู่ข้างล่างน่ะ"
หลี่เย่กำลังซักผ้าอยู่ในห้องน้ำรวม เพื่อนที่อยู่ห้องข้างๆ เดินมาบอกเขา
"ขอบคุณนะครับ เดี๋ยวผมจะลงไปรับครับ"
"ไม่ต้องเกรงใจหรอก แต่พัสดุของคุณนี่เยอะจริงๆ เลยนะ"
เพื่อนคนนั้นยิ้มพลางเดินจากไป
ใกล้จะจบเทอมหนึ่งแล้ว หลี่เย่ในตึกหอพักหลังนี้ก็นับว่ามีชื่อเสียงอยู่ไม่น้อย
สาเหตุแรก ย่อมเป็นเพราะหน้าตาที่หล่อเหลาและบุคลิกที่ยอดเยี่ยมของเขา
ส่วนสาเหตุที่สอง ก็คือเขามักจะได้รับพัสดุและจดหมายแทบทุกสัปดาห์ จนมีข่าวลือหนาหูว่า "หลี่เย่ได้รับจดหมายรักทั้งวัน" ปลิวว่อนไปทั่ว
ตามคำบอกเล่าของซุนเซียนจิ้น หลี่เย่คือ "พวกทำตัวเรียบง่ายแต่กลับเด่นสะดุดตา" ที่มักจะดึงดูดสายตาผู้คนโดยไม่รู้ตัวอยู่เสมอ
หลังจากซักผ้าเสร็จ หลี่เย่ก็ลงไปรับพัสดุที่ชั้นล่าง บังเอิญไปเจอเพื่อนนักศึกษาที่คุ้นหน้าหลายคนเข้าพอดี ทุกคนจึงคะยั้นคะยอให้เขาแกะดูหน่อย
"หลี่เย่ ในพัสดุมีอะไรเหรอครับ ? ทำไมมันถึงหนักขนาดนี้ ? ให้พวกเราดูหน่อยสิครับ !"
"ไม่ค่อยสะดวกน่ะครับ ขอโทษด้วยนะครับ"
หลี่เย่ถือพัสดุเดินจากไปโดยไม่ใส่ใจสายตาขี้สงสัยของเพื่อนๆ เหล่านั้น
ความจริงไม่ใช่ว่าหลี่เย่เป็นคนขี้เหนียวหรอกนะ แต่สิ่งของในพัสดุชิ้นนี้ไม่สะดวกที่จะให้คนที่ไม่สนิทมองเห็นจริงๆ
มันคือหนังสือและวารสารทางเศรษฐศาสตร์ที่หลี่เย่ฝากให้เผ่ยเหวินชงส่งมาจากฮ่องกง
หากผ่านไปอีกไม่กี่ปี เมื่อภาควิชาเศรษฐศาสตร์กลายเป็นวิชาฮอตฮิตขึ้นมา การที่ทุกคนถือวารสารต่างประเทศมาถกเถียงเรื่องหัวข้อเศรษฐศาสตร์ที่ทันสมัยของโลกย่อมถือเป็นพฤติกรรมในเชิงบวก
แต่ในปี 1982 หัวข้อเหล่านี้ยังถือว่าเป็นเรื่องที่เปราะบางและอ่อนไหวมาก
โดยเฉพาะวิชาเศรษฐศาสตร์โลกที่หลี่เย่เรียนอยู่ ยิ่งเป็นหนึ่งในวิชาที่อ่อนไหวที่สุด
หลังจากการฟื้นฟูการสอบเกาข่าวในปี 77 ภาควิชาเศรษฐศาสตร์ของเป่ยต้าในช่วงแรกมีเพียงวิชาเดียวคือ "เศรษฐศาสตร์การเมือง" จนกระทั่งในปี 80 เป่ยต้าจึงได้เริ่มเปิดสอนหลักสูตรเศรษฐศาสตร์ตะวันตกเป็นแห่งแรกของประเทศ
ทว่าการริเริ่มก้าวหน้าเช่นนี้กลับต้องเผชิญกับข้อพิพาทและแรงกดดันมหาศาล จนถึงขั้นถูกทางการเข้ามาตรวจสอบเพื่อวิเคราะห์ว่าทิศทางการบริหารจัดการศึกษาของเป่ยด้านั้นถูกต้องหรือไม่
จากนั้น มหาวิทยาลัยหลายแห่งที่เลียนแบบเป่ยต้าโดยการเพิ่มวิชาเศรษฐศาสตร์ตะวันตกเข้าไปก็พลอยได้รับผลกระทบถูกตำหนิและวิพากษ์วิจารณ์ไปด้วย จนบางแห่งถึงขั้นต้องยกเลิกการสอนวิชาเศรษฐศาสตร์ตะวันตกไปเลย
"เสรีนิยมทางเศรษฐกิจแบบตลาด" ไม่ได้เกิดขึ้นได้ในชั่วข้ามคืน แต่ต้องผ่านความวุ่นวายนับครั้งไม่ถ้วน
การวิพากษ์วิจารณ์ทางวิชาการต่อ "เสรีนิยมแบบชนชั้นนายทุน" ดำเนินต่อเนื่องอยู่นานหลายปี จนกระทั่งถึงเดือนมีนาคม ปี 1983 เมื่อผู้เฒ่าไต้ที่เป็นผู้นำของภาควิชาเศรษฐศาสตร์เป่ยต้า ได้ตีพิมพ์บทความเรื่อง "การศึกษาวิจัยเศรษฐศาสตร์ตะวันตกร่วมสมัยกับการสร้างความทันสมัยทางเศรษฐกิจของชาติ" ลงในวารสารมหาวิทยาลัยปักกิ่ง โดยได้เสนอทัศนคติที่ว่า "วิพากษ์วิจารณ์ในภาพรวม แต่หยิบยืมมาใช้ในแต่ละส่วน"
หลังจากนั้น หนังสือพิมพ์รายวันฉบับหลักของประเทศก็ได้นำบทความนี้ไปตีพิมพ์ซ้ำโดยใช้พื้นที่ถึงครึ่งหน้ากระดาษ เศรษฐศาสตร์ตะวันตกจึงเริ่มมีพื้นที่ยืนอย่างเป็นทางการบนผืนแผ่นดินแห่งนี้
และตอนนี้ยังเป็นปี 1982 ซึ่งยังห่างจากเดือนมีนาคมปีหน้าอยู่อีกระยะหนึ่ง หากหลี่เย่เผยโฉมวารสารที่มาจากต่างประเทศในตอนนี้ ย่อมจะดึงดูดให้นักศึกษารุ่นพี่หลายคนมาขอยืมอ่าน และจะนำไปสู่การเปิดศึกถกเถียงกันขนานใหญ่
หลี่เย่ไม่ได้รังเกียจการถกเถียงหรือแม้แต่การทะเลาะเบาะแว้งหรอกนะ แต่เรื่องเหล่านั้นจะทำให้เขาเสียพลังงานและเวลาไปมากเกินไป ดังนั้นหนังสือและวารสารเหล่านี้ เขาจะนำไปเก็บไว้ที่บ้านสี่ประสานในย่านเจ่าจวินเมี่ยวก่อน เพื่ออ่านและศึกษาวิจัยด้วยตัวเองแล้วจึงค่อยตัดสินใจขั้นต่อไป
"หลี่เย่ พี่ครับ รอผมด้วยครับ"
ในขณะที่หลี่เย่กำลังถือพัสดุเดินขึ้นบันได ซุนเซียนจิ้นก็รีบวิ่งตามหลังมาอย่างกระหืดกระหอบ
"ไปหาจิ้งจิ้งมาเหรอ ? ตอนกินข้าวเย็นก็ไม่เห็นนายไปที่โรงอาหารเลยนะ ?"
"เปล่าครับ พี่อย่าเอาแต่ล้อเลียนผมสิ ..." ซุนเซียนจิ้นปฏิเสธด้วยท่าทางเขินอายพลางชูหนังสือพิมพ์ในมือขึ้นมา "ดูสิ ผมได้วารสารเศรษฐศาสตร์นักศึกษามหาวิทยาลัยทั่วประเทศฉบับปฐมฤกษ์มาแล้วครับ"
"นายหาเจอจริงๆ เหรอเนี่ย ? รีบเอามาให้ผมดูหน่อยสิ"
วารสารเศรษฐศาสตร์นักศึกษามหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ก่อตั้งขึ้นในฤดูร้อนปี 1979 โดยภาควิชาเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ร่วมกับภาควิชาเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยหนานไค เซี่ยเหมิน เหรินต้า ฟู่ตั้น จี้หนาน และมหาวิทยาลัยอู่ฮั่น รวมเจ็ดสถาบัน และกลุ่มวิชาการของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาจากสถาบันสังคมศาสตร์ โดยมีจุดประสงค์เพื่อก่อตั้งวารสารขึ้นตามข้อเสนอที่ส่งไปยังมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ
หลี่เย่เอื้อมมือไปรับวารสารมา พลางถามซุนเซียนจิ้น "นายไปหาของดีแบบนี้มาจากไหนน่ะ ?"
วารสารฉบับปฐมฤกษ์นี้ไม่ใช่แค่กระดาษแผ่นเดียว ภายใต้การส่งบทความอย่างกระตือรือร้นของเหล่านักศึกษาเศรษฐศาสตร์ทั่วประเทศ มันได้รวบรวมบทความที่ผ่านการคัดเลือกมามากกว่า 40 บทความ มีจำนวนตัวอักษรกว่าเก้าหมื่นตัวอักษร ถือว่ามีคุณค่าแก่การเก็บรักษาไว้อย่างยิ่ง
"เรื่องที่พี่เย่สั่งมา มีเหรอผมจะไม่ทำให้เรียบร้อย ?" ซุนเซียนจิ้นเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ "ผมแลกมันมาจากจูเซียนเฟิงรุ่นปี 79 ด้วยราคาขนมตุ้บตั้บห้าห่อน่ะครับ"
"ความจริงตอนแรกผมเสนอราคาแปดห่อเชียวนะ แต่จูเซียนเฟิงน่ะเขาเอาวารสารฉบับนี้ไปรองใต้ก้นกล่องเพื่อกันความชื้น สภาพมันเลยไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ ผมเลยเถียงกับเขาอยู่สามนาที จนลดเหลือห้าห่อครับ"
"ใช้ได้ๆ แต่ไม่รู้ว่าวันหลังจูเซียนเฟิงเขาจะเสียใจไหมนะ"
เมื่อกลับถึงหอพัก หลี่เย่ก็เปิดอ่านบทความจากเหล่านักศึกษาทีละบท ซึ่งจากข้อความเหล่านั้นเขาสามารถสัมผัสได้ถึงความกระตือรือร้นและความรับผิดชอบต่อหน้าที่ในประโยคที่ว่า "ความรุ่งเรืองหรือล่มสลายของชาติ เป็นความรับผิดชอบของทุกคน"
(มียอดฝีมืออยู่เพียบเลยแฮะ)
นี่คือคำอุทานที่มาจากใจของหลี่เย่
ในบรรดานักศึกษารุ่นปี 77 และ 78 มีพวกสัตว์ประหลาด (คนเก่งระดับเทพ) อยู่มากมายเหลือเกิน พวกเขาไม่ได้เหมือนหลี่เย่ที่มีดวงตาที่มองเห็นอนาคต แต่ความสามารถในการคิดที่เฉียบแหลมของพวกเขาก็ทำให้หลี่เย่ต้องรู้สึกทึ่งอยู่บ่อยครั้ง
ความจริงถ้าลองคิดดูดีๆ ก็ไม่แปลกหรอก ภาควิชาเศรษฐศาสตร์ปี 77 ของเป่ยต้ามีทั้งหมดเพียง 80 คนเท่านั้น และผ่านไปอีกหลายสิบปี อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของชื่อเหล่านั้นจะไปปรากฏอยู่ในลำดับต้นๆ ของผลการค้นหาในกูเกิลแน่นอน
หากจะบอกว่าเป็นเพราะสถานการณ์สร้างวีรบุรุษเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีสติปัญญาและไอคิวที่เพียงพอ นั่นย่อมเป็นการหลอกตัวเองอย่างยิ่ง
หลี่เย่ตั้งใจอ่านวารสารอย่างละเอียด ทว่าซุนเซียนจิ้นที่อยู่ข้างๆ กลับมีอาการกระสับกระส่ายนั่งไม่ติดที่
ผ่านไปครู่ใหญ่ ซุนเซียนจิ้นขยับเข้าไปใกล้หลี่เย่แล้วถาม "ลูกพี่ครับ คืนนี้จะมีการบรรยายทางเศรษฐศาสตร์ พี่จะนัดเพื่อนนักศึกษาเหวินคนนั้นไปฟังด้วยไหมครับ ?"
"วันนี้ผมไม่ได้นัดเธอครับ ผมเดาว่าหัวข้อการบรรยายคืนนี้จะต้องเถียงกันดุเดือดกว่าครั้งที่แล้วแน่นอน เธอไม่ค่อยชอบบรรยากาศที่ส่งเสียงโวยวายเถียงกันไปมาแบบนั้นน่ะ"
"อ้อ ..."
ซุนเซียนจิ้นนั่งกลับลงบนเตียงด้วยความผิดหวัง ใบหน้าที่ก้มลงดูเศร้าหมองเป็นพิเศษ
หลี่เย่สังเกตเห็นความผิดปกติ จึงถามขึ้นมา "เป็นอะไรไปเจ้าเล็ก ? นายมีธุระอะไรจะหาเสี่ยวอวี๋เหรอ ?"
"เปล่าครับ เปล่า" ซุนเซียนจิ้นเอ่ยอย่างขัดเขิน "คือวันก่อนเปียนจิ้งจิ้งบอกว่าเธอค่อนข้างสนใจภาควิชาเศรษฐศาสตร์น่ะครับ ผมก็เลยอยากจะชวนเธอไปฟังการบรรยายด้วยกัน"
"แต่การจะไปชวนผู้หญิงคนหนึ่งแบบดื้อๆ ผมรู้สึกว่า ... มันดูตั้งใจเกินไปหน่อยน่ะครับ ถ้าพี่กับเสี่ยวอวี๋ไปด้วยกัน มันก็จะดูเป็นธรรมชาติมากขึ้นใช่ไหมล่ะครับ"
"เหอะ ใช้ได้เลยนะเจ้าเล็ก นายเริ่มจะฉลาดขึ้นมาแล้วนะเนี่ย"
หลี่เย่ยิ้มพลางบอก "งั้นเดี๋ยวคืนนี้ผมไปชวนเสี่ยวอวี๋หน่อยก็ได้ นายต้องติดหนี้บุญคุณผมครั้งหนึ่งนะ !"
"ลูกพี่ครับ ผมติดหนี้พี่สองครั้งเลย" ซุนเซียนจิ้นชูนิ้วขึ้นมาสองนิ้วพลางบอก "ผมสืบมาเรียบร้อยแล้วครับ เปียนจิ้งจิ้งกับเสี่ยวอวี๋อยู่ตึก 17 เหมือนกัน เดี๋ยวเราไปเรียกพวกเธอที่ใต้ตึกพร้อมกันเลยนะครับ ..."
" ..."
"ได้เลย คนที่สอบติดเป่ยต้าได้น่ะ ไม่มีใครโง่จริงๆ เลยแฮะ"
.....................................
หลี่เย่และซุนเซียนจิ้นมาถึงใต้ตึก 17 พร้อมกัน และฝากให้นักศึกษาหญิงคนหนึ่งที่กำลังเดินขึ้นตึกไปช่วยเรียกเหวินเล่ออวี๋และเปียนจิ้งจิ้งลงมา
จากนั้น ทั้งสองคนก็เห็นเงาคนแวบผ่านหน้าต่างจากชั้นสองและชั้นสามตามลำดับ
เหวินเล่ออวี๋ใช้เวลาเพียงสองนาทีก็ลงมาถึง เมื่อเห็นหลี่เย่อยู่กับซุนเซียนจิ้น สายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยของเธอเหมือนกำลังถามว่า "คุณพา 'ก้างขวางคอ' มาทำไมด้วยคะ ?"
หลี่เย่ยิ้มพลางถาม "คืนนี้มีการบรรยายทางเศรษฐศาสตร์ คุณอยากจะไปฟังด้วยกันกับผมไหมครับ ?"
"ได้ค่ะ ไปกันเถอะ !"
เหวินเล่ออวี๋พยักหน้าอย่างยินดี แม้เธอจะไม่ชอบบรรยากาศที่ส่งเสียงเถียงกันวุ่นวาย แต่ในเมื่อหลี่เย่ชวนเธอ เธอก็ไม่ปฏิเสธ
ทว่าหลี่เย่กลับบอกว่า "รออีกเดี๋ยวครับ ยังต้องรอผู้หญิงอีกคนหนึ่งก่อน"
เหวินเล่ออวี๋รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ทว่าเมื่อมองไปที่ซุนเซียนจิ้นที่อยู่ข้างๆ เธอก็พลันเข้าใจได้ทันที
มองดูความกระวนกระวายและความคาดหวังบนใบหน้าของเจ้าเด็กคนนั้นแล้ว มีอะไรที่ยังไม่เข้าใจอีกเหรอ ?
ผ่านไปห้านาที เปียนจิ้งจิ้งก็ลงมาถึง
หลี่เย่เห็นเส้นผมบริเวณหน้าผากของเธอเปียกนิดๆ เขาก็รู้สึกทันทีว่าซุนเซียนจิ้นยังพอมีหวังอยู่บ้าง
ในยุคสมัยนี้ การที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะรีบล้างหน้าทำผมและจัดแจงตัวเองให้ดูดีก่อนจะมาเจอผู้ชาย อย่างน้อยมันก็พิสูจน์ได้ว่าเธอไม่ได้รังเกียจนายหรอกนะ
ทว่าซุนเซียนจิ้นกลับมีการตอบสนองที่ค่อนข้างช้า ราวกับกำลังรอให้หลี่เย่พูดแทนเขาอยู่
(ว้อยยย ให้ฉันไปจีบแทนเลยดีไหมล่ะ !)
หลี่เย่ถลึงตาใส่ซุนเซียนจิ้นไปทีหนึ่ง เจ้าเด็กนั่นถึงได้พูดจาอึกอักออกมา "พวกเรากำลังจะไปฟังการบรรยายกันน่ะครับ วันก่อนคุณบอกว่าสนใจเรื่องเศรษฐศาสตร์อยู่บ้าง คุณเลยอยากจะไปฟังด้วยกันไหมครับ ?"
หลี่เย่ต้องใช้ความสามารถในการควบคุมอารมณ์อย่างมาก เพื่อรักษาใบหน้าให้ดูนิ่งเฉยที่สุด
แม้แต่เหวินเล่ออวี๋ที่ปกติจะดูเย็นชาและเฉยเมย ก็ยังแอบอมยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะรีบหันหน้าหนีไปทางอื่น หัวไหล่เล็กๆ ของเธอสั่นไหวไปหลายครั้งกว่าจะกลับมาสงบนิ่งได้ตามเดิม
เรื่องนี้ทำให้ซุนเซียนจิ้นยิ่งทำตัวไม่ถูกเข้าไปใหญ่
ทว่าเปียนจิ้งจิ้งกลับตอบกลับมาอย่างเปิดเผย "หนูลงมาแล้ว ก็แน่นอนว่าต้องไปฟังด้วยสิคะ ? แต่คุณต้องพาหนูเข้าไปได้นะ หนูได้ยินมาว่าการบรรยายของภาควิชาเศรษฐศาสตร์น่ะคนล้นห้องตลอดเลย"
"เข้าไปได้แน่นอนครับ ผมรับประกันเลย"
ซุนเซียนจิ้นออกปากรับรองพลางฉีกยิ้มกว้างอย่างมีความสุข
ทั้งสี่คนเดินเท้ามุ่งหน้าไปทางหอประชุมเล็กที่จัดงานบรรยาย
หลี่เย่และเหวินเล่ออวี๋แอบรั้งท้ายอยู่ข้างหลัง ปล่อยให้ซุนเซียนจิ้นเดินนำหน้าด้วยท่าทางที่กระฉับกระเฉง และเปียนจิ้งจิ้งก็เดินเคียงข้างไปกับซุนเซียนจิ้นจนดูเหมือน "มาเป็นคู่"
ในตอนนี้เหวินเล่ออวี๋จึงกระซิบถามหลี่เย่เบาๆ "เจ้าเล็กในหอพักคุณน่ะ เขาชอบเปียนจิ้งจิ้งเหรอคะ ?"
หลี่เย่ถามด้วยความสงสัย "คุณก็รู้จักเปียนจิ้งจิ้งด้วยเหรอครับ ?"
เปียนจิ้งจิ้งอยู่คณะนิติศาสตร์ หอพักอยู่ชั้นสอง ส่วนเหวินเล่ออวี๋อยู่ภาควิชาภาษาอังกฤษ หอพักอยู่ชั้นสาม หลี่เย่จึงไม่รู้ว่าทั้งสองคนรู้จักกันได้อย่างไร
"ก็ไม่เชิงรู้จักหรอกค่ะ" เหวินเล่ออวี๋ส่ายหน้าบอก "เพียงแต่มีนักศึกษาชายมาหาเปียนจิ้งจิ้งที่ใต้ตึกบ่อยๆ เมื่อวันก่อนยังมีคนมายืนอ่านบทกวีเสียงดังให้เธอฟังที่ข้างล่างเลยค่ะ พวกเราเลยรู้จักชื่อของเธอเข้า"
หลี่เย่ถึงกับหัวเราะออกมาพลางเอ่ย "ยอดหญิงงามที่สุภาพบุรุษปรารถนา สงสัยเจ้าเล็กของเราต้องพยายามให้หนักกว่าเดิมหน่อยแล้วล่ะครับ !"
เหวินเล่ออวี๋ปรายตามองหลี่เย่พลางถามด้วยรอยยิ้มหวาน "ยอดหญิงงาม ... นี่เป็นครั้งแรกที่หนูได้ยินคุณใช้คำแบบนี้นะคะ"
หลี่เย่ได้ยินคำพูดของเหวินเล่ออวี๋แล้ว รู้สึกได้ถึงกลิ่นอายบางอย่างที่แปลกๆ แฮะ
ปกติเขาไม่เคยวิจารณ์ผู้หญิงคนไหนเลย ต่อให้สนิทกับหูม่านหรือเจียงเสี่ยวเยี่ยนแค่ไหน เขาก็จะไม่วิพากษ์วิจารณ์เรื่องความสวยความงามอะไรทั้งนั้น
ทว่าในวันนี้เขากลับหลุดปากพูดคำว่า "ยอดหญิงงาม" ออกมา เหวินเล่ออวี๋จึงจับสังเกตได้ทันที
หลี่เย่แอบสำรวจตัวเองในใจ ดูเหมือนเขาจะพูดเยอะไปจริงๆ สินะ
ในตัวเปียนจิ้งจิ้งมีเงาของสาวสวยนักกีฬาในยุคหลังอยู่บ้าง ซึ่งดูแล้วก็เพลินตาดี การจะกล่าวชมสักคำก็นับว่าเป็นเรื่องปกติ
แต่หลี่เย่ก็เพียงแค่ "ชื่นชม" เท่านั้น ไม่ได้มีความคิดอกุศลอะไรเลยสักนิด
เด็กสาวที่แข่งกระโดดสูงนั้นถือว่าเป็นกลุ่มคนสวยที่ได้รับการยอมรับในวงการกีฬา
พวกเขามีรูปร่างสูงเพรียว ยืดหยุ่นได้ดีและมีความอ่อนช้อย หากมีแฟนเป็นนักกีฬาแบบนี้พากันออกไปข้างนอกย่อมดูดีมีหน้าตา และหากแต่งงานมาเป็นภรรยาก็จะส่งต่อยีนส์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกหลานในรุ่นถัดไปได้
แต่จากเรื่องหนึ่งในชาติก่อน ทำให้หลี่เย่เข้าใจดีว่าเบื้องหลังความงดงามเหล่านั้นล้วนมีความทุกข์และความลำบากซ่อนอยู่
ในตอนนั้นหลี่เย่มีเพื่อนคนรวยรุ่นสองที่สนิทกันอยู่คนหนึ่ง เขามีอาการคลั่งไคล้อย่างหนักและพยายามจีบเด็กสาวนักวิ่งระยะสั้นคนหนึ่ง
ฝ่ายหญิงตอนแรกไม่ยอม ทว่าสุดท้ายก็ทนลูกตื้อและความสม่ำเสมอไม่ไหวจนยอมตกลงคบกัน
ทว่าผ่านไปเพียงสองเดือน เพื่อนคนนั้นกลับรีบตัดสัมพันธ์อย่างไร้เยื่อใยและยืนกรานที่จะเลิกกับสาวนักวิ่งคนนั้นให้ได้
ทุกคนต่างพากันด่าว่าเขาเป็นคนไร้หัวใจ รวมถึงเพื่อนสนิทอย่างหลี่เย่ด้วย
จนกระทั่งวันหนึ่งตอนที่เขาเมา เขาก็ร้องไห้ออกมาพลางบอกว่า "พวกนายมีใครบ้างที่อยากจะนอนกอดผู้หญิงที่ตัวแข็งยิ่งกว่าผู้ชายไปทั้งชีวิตล่ะ ?"
ต่อมาทุกคนถึงได้รู้ว่า กล้ามท้องแปดลูกของสาวนักวิ่งคนนั้นน่ะแข็งยังกับเหล็กกล้า สมรรถภาพร่างกายยอดเยี่ยมและมีพลังระเบิดมหาศาล เพียงเวลาไม่ถึงสองเดือนมันก็ได้ทำลายความภูมิใจในตัวเองของผู้ชายและความฝันที่สวยงามของเพื่อนคนนั้นจนพังทลายลงไปหมดสิ้น
หลังจากนั้น เพื่อนคนรวยคนนี้ก็ไม่เคยแตะต้องสาวนักกีฬาอีกเลย
ตามคำพูดของเขา การรักการออกกำลังกายกับการเป็นนักกีฬาอาชีพน่ะ มันคนละเรื่องกันเลย
ยกตัวอย่างเช่น สามนางฟ้านักกระโดดข้ามรั้วที่ปรากฏตัวในภายหลัง เขาก็ชี้ให้เห็นจุดบอดอย่างเฉียบคมว่า "พอดับไฟลง ด้านหน้ากับด้านหลังมันก็คือสนามบินเหมือนกันนั่นแหละ พวกนายจะแยกออกไหมว่าด้านไหนเป็นด้านไหน ?"
พวกหลี่เย่รีบเปิดคลิปวิดีโอมาพิจารณาทันที และมันก็ต่างจากผู้หญิงทั่วไปจริงๆ นั่นแหละ
ร่างกายมนุษย์นั้นมีความสมดุลที่สมบูรณ์แบบของมัน เมื่อมีการสร้างความแข็งแกร่งในบางส่วน ส่วนอื่นๆ ก็ย่อมถูกทำลายหรือเปลี่ยนแปลงไปอย่างเลี่ยงไม่ได้
ในบรรดาสามนางฟ้านักกระโดดข้ามรั้ว มีเพียงคนเดียวที่มีไขมันส่วนเกินที่เอวเพียงเล็กน้อย
ทว่าเพียงไขมันเล็กน้อยนั้น บางทีมันอาจจะส่งผลต่อสถิติการแข่งขันก็ได้
ดังนั้นในสายตาของหลี่เย่ เด็กสาวอย่างเปียนจิ้งจิ้งจึงจัดอยู่ในคนละประเภทกับเหวินเล่ออวี๋ที่สมบูรณ์แบบของเขาอย่างสิ้นเชิง
ทว่าตอนนี้เหวินเล่ออวี๋เริ่มจะมีอารมณ์ไม่พอใจขึ้นมาแล้ว หลี่เย่จึงพูดจาเหลวไหลไม่ได้ เขาจึงต้องหาทางอธิบายอย่างชาญฉลาด
เขาจึงประสานสายตากับเหวินเล่ออวี๋พลางกระซิบอธิบาย "คำว่ายอดหญิงงามคำนี้ ใช้สำหรับความชื่นชมในฐานะผู้สังเกตการณ์เท่านั้น ไม่สามารถนำมาใช้กับผู้หญิงที่ตัวเองรักได้โดยตรงหรอกครับ"
"ไม่อย่างนั้นวันหลังเวลาผมเจอคุณ ผมจะไม่เรียกคุณว่าเสี่ยวอวี๋แล้วนะ แต่จะเรียกคุณว่ายอดหญิงงามแทน คุณจะชินไหมล่ะ ?"
ใบหน้าเล็กๆ ของเหวินเล่ออวี๋พลันแดงก่ำขึ้นมาทันที ความขุ่นเคืองเมื่อครู่หายไปหมดสิ้น เธอทำปากยื่นพลางกระซิบตอบ "หนูไม่ใช่ยอดหญิงงามซะหน่อย"
หลี่เย่เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ในใจของทุกคน ย่อมมียอดหญิงงามหนึ่งเดียวในดวงใจเสมอครับ"
"ต่อให้เมื่อก่อนเธอจะไม่ใช่ แต่ขอเพียงเธอได้เข้าไปอยู่ในหัวใจของผู้ชายคนหนึ่งแล้ว เธอก็จะเป็นยอดหญิงงามสำหรับเขาตลอดไป"
"ยิ่งไปกว่านั้น เสี่ยวอวี๋ของผมเดิมทีก็คือยอดหญิงงามอยู่แล้วนี่นา !"
ดวงตาสวยของเหวินเล่ออวี๋สั่นไหวเล็กน้อย เธอมองดูใบหน้าที่จริงจังของหลี่เย่อยู่นาน ก่อนจะยื่นมือออกไปกุมมือของหลี่เย่ไว้เงียบๆ
มือของเธอไม่ใหญ่ แต่เธอกุมมันไว้แน่นเหลือเกิน
[จบแล้ว]