- หน้าแรก
- ย้อนไปในปี 1981 เป็นปีที่ผมทวงคืนจักรยานและหัวใจดวงใหม่
- บทที่ 160 - คนไม่โลภย่อมไม่ถูกหลอก
บทที่ 160 - คนไม่โลภย่อมไม่ถูกหลอก
บทที่ 160 - คนไม่โลภย่อมไม่ถูกหลอก
บทที่ 160 - คนไม่โลภย่อมไม่ถูกหลอก
เว่ยเจียเสวียนและถานมินถูกกวนต้าเซิ่งและคุณป้ากวนรองไล่ออกจากบ้านมาอย่างไม่ไยดี
"นึกว่าจะเป็นพวกหมูสนามให้เชือดเสียอีก ที่ไหนได้กลับจ้องจะมาหลอกเอาของบ้านเราไปฟรีๆ ฝันไปเถอะ!"
เว่ยเจียเสวียนถูกสองแม่ลูกทั้งผลักทั้งด่า แถมยังถูกถ่มน้ำลายใส่หน้า ทว่าเขาก็ยังดึงดันที่จะเขียนข้อความลงบนเศษกระดาษแล้วยัดใส่กระเป๋ากางเกงของกวนต้าเซิ่ง
"นี่คือเบอร์ติดต่อของผมนะครับ ถ้าพวกคุณเปลี่ยนใจก็ติดต่อผมมาได้ ผมมีเงินให้แค่แปดพันหยวนเท่านั้นจริงๆ"
"ไปไกลๆ เลยไอ้เงินแปดพันของแกน่ะ ไสหัวไปซะ!"
กวนต้าเซิ่งผลักเว่ยเจียเสวียนพ้นประตูบ้านไปได้ก็รีบปิดประตูเสียงดัง "ปัง" ทันที
เมื่อกลับเข้าลานบ้าน พี่ใหญ่กวนกำลังนั่งคุยหัวเราะอยู่กับกวนสื่ออิง
"เพิ่งจะนึกออกเมื่อกี้เอง ว่าทำไมไอ้คนที่เงียบมาตลอดคนนั้นถึงได้มีราศีที่ดูซื่อตรงนัก ที่แท้พวกเขาก็คือคนจากพิพิธภัณฑ์นี่เองเหรอเนี่ย?"
"ถึงจะไม่ใช่ก็คงจะใกล้เคียงนั่นแหละครับ พวกนี้น่ะมันพวกหัวแข็งประจำหน่วยงาน ของดีๆ ถ้าตกไปอยู่ในมือพวกเขาก็คงจะเสียของเปล่าๆ"
ถานมินมีรังสีของทหารที่เฉียบคมแฝงอยู่ ตอนแรกพี่น้องตระกูลกวนยังไม่ทันสังเกตเห็น ทว่าตอนนี้พอนำมาประติดประต่อกันเอง พวกเขาก็สรุปเอาเองว่าเว่ยเจียเสวียนต้องเป็นนักวิจัย ส่วนถานมินก็คือเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของหน่วยงานนั่นเอง
"คนพวกนี้กล้าออกมาหาของเองแบบนี้ ไม่กลัวจะโดนลงโทษทางวินัยบ้างหรือไงนะ?"
"จะกลัวอะไรกันล่ะครับ? สมัยนี้มันไม่เหมือนเมื่อสองปีก่อนแล้วนะ ใครคว้าได้ก็เป็นของคนนั้น แม้แต่คนซื่อบื้อแบบพวกนั้นยังเริ่มจะมีแผนการเลย โลกเรานี่มันเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ นะพี่!"
คนตระกูลกวนต่างพากันหัวเราะเยาะเย้ย ทว่าพวกเขาหารู้ไม่ว่าทันทีที่เว่ยเจียเสวียนเดินพ้นสายตาตระกูลกวนไป เขาก็รีบหามุมสงบเงียบเพื่อลงมือวาดรูปทันที
ลวดลายดอกไม้ กิ่งก้าน นกตัวเล็กๆ บนกาน้ำชาห้าสีสมัยราชวงศ์หมิงชุดนั้น รวมถึงร่องรอยความสึกหรอตามกาลเวลา ทั้งหมดได้ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านปลายปากกาของเว่ยเจียเสวียนอย่างแม่นยำไร้ที่ติ
ถานมินมองดูเว่ยเจียเสวียนด้วยความตกตะลึง ความดูถูกและความไม่พอใจที่มีก่อนหน้านี้หายวับไปกับตา
เมื่อครู่เพิ่งจะถูกเขาผลักไสไล่ส่งและด่าทอมาหมาดๆ ดีนะที่เขามีทักษะการหลบหลีกที่ว่องไวเลยไม่ถูกน้ำลายกระเด็นใส่ ทว่าตอนนี้เขากลับเริ่มมองเห็นความไม่ธรรมดาของพี่เขยคนนี้แล้ว
"นี่พี่เขย พี่กำลังจะทำของปลอมเพื่อไปแลกเอาของจริงของบ้านนั้นมางั้นเหรอ?"
เว่ยเจียเสวียนยังคงนิ่งเงียบจนกระทั่งวาดรูปเสร็จสิ้น จึงค่อยพูดขึ้น "ฉันไม่เคยทำเรื่องแบบนั้นหรอก"
"แล้วพี่กำลังทำอะไรอยู่ล่ะเนี่ย? ผมติดตามพี่กับเฒ่าซ่งมาตั้งนาน พี่คิดว่าผมไม่รู้เล่ห์เหลี่ยมในวงการของเก่าหรือไง?"
เว่ยเจียเสวียนไม่ได้ตอบคำถามของถานมิน แต่กลับออกคำสั่งแทน "ฉันต้องเดินทางไปที่เมืองจือเฉิง มณฑลตงซาน ไปจองตั๋วรถไฟที่เร็วที่สุดให้ฉันเดี๋ยวนี้"
"นี่พี่ถึงขั้นจะมาใช้ผมเลยเหรอ? เก่งนักนะพี่เนี่ย!"
ถานมินบ่นพึมพำด้วยความขุ่นเคือง แต่เขาก็รีบไปจัดการเรื่องตั๋วให้ทันที
คนมีความสามารถย่อมได้รับความเคารพเสมอ และในครั้งนี้พวกเขาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนการใหญ่ หากเกิดความผิดพลาดประการใดขึ้นมา ย่อมต้องถูกตาเฒ่าซ่งนั่นหัวเราะเยาะเอาแน่
ถานมินอาจจะมองเว่ยเจียเสวียนไม่ค่อยสบอารมณ์นัก แต่ยังไงเขาก็เป็นพี่เขย ทว่าสำหรับเฒ่าซ่งนั้น ... เขาไม่มีวันยอมให้มองข้ามได้เด็ดขาด!
............................
กวนสื่อฮุ่ยคุยกับน้องชายต่ออีกพักใหญ่ หลังจากทานบะหมี่หน้าหมูสับที่รสชาติเค็มจนแสบคอไปชามใหญ่ เขาก็ขอตัวลาออกจากย่านเป่ยเอ้อเถียวเพียงลำพัง
ลูกชายของเขา กวนต้าเฉิง ได้เข้าพักที่ย่านเป่ยเอ้อเถียวตามคำสั่งของกวนสื่ออิง เพื่อรอเวลาขายกาน้ำชาและแบ่งเงินกันก่อนถึงจะกลับบ้านได้
ความจริงแล้วนี่คือแผนการที่สองพี่น้องตกลงกันไว้ล่วงหน้า กวนสื่ออิงเริ่มรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย จึงต้องการให้คนมาคอยช่วยดูแลและส่งข่าวหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น
กวนสื่อฮุ่ยขึ้นรถเมล์จากในเมือง เดินทางขึ้นไปทางเหนือเป็นระยะทางหลายสิบกิโลเมตร จนกระทั่งถึงตำบลไป๋สือหูซึ่งเขาตั้งรากฐานอยู่
ทันทีที่ลงจากรถเมล์ เขาก็ได้พบกับกลุ่มคนเหอหลานที่มาเก็บของเก่าพอดี
รถลากหนึ่งคัน รถสามล้อถีบอีกสองคัน พร้อมกับกองเฟอร์นิเจอร์เก่าและของเหลือใช้ คือทรัพย์สินและรายได้หลักของคนกลุ่มนี้
ในมุมมองของกวนสื่อฮุ่ย คนพวกนี้คือพวกที่ดิ้นรนอยู่ในเมืองหลวงไม่ไหวและถูก "ปลาใหญ่" เบียดออกมาจนต้องมาหากินตามท้องทุ่งแบบนี้เพื่อประทังชีวิต
เมื่อเห็นกวนสื่อฮุ่ยลงจากรถ คนกลุ่มนั้นก็ทักทายอย่างคุ้นเคย "คุณลุงกวน กลับมาจากในเมืองเหรอครับ? ได้ของดีอะไรติดมือมาบ้างไหมเนี่ย?"
กวนสื่อฮุ่ยยิ้มตอบ "ไม่ได้ซื้ออะไรมาหรอกจ้ะ พอดีลูกชายเข้าไปรับจ้างทำงานชั่วคราวในเมือง ลุงเลยกะว่าจะเข้าไปช่วยเสริมแรงเสียหน่อย แต่ทางร้านเขาบอกว่าลุงแก่แล้วเลยไม่รับน่ะสิ ฮ่าๆๆ"
"โธ่เอ๊ย พวกนั้นมันตาถั่วจริงๆ นะครับ ร่างกายคุณลุงกวนยังแข็งแรงกว่าวัยรุ่นตั้งเยอะ! อีกอย่างบรรพบุรุษของคุณลุงก็เป็นถึงตระกูลใหญ่โตไม่ใช่เหรอครับ? ขอเพียงคุณลุงยอมสละของเก่าให้พวกผมสักชิ้น พวกผมก็คงไม่ต้องทำงานไปอีกสามปีเลยล่ะมั้ง!"
"จะไปมีของดีอะไรเยอะแยะขนาดนั้นล่ะจ๊ะ บ้านลุงมันก็ซอมซ่ออย่างที่เห็นนั่นแหละ ไม่คุยกับพวกเธอแล้วนะ ต้องรีบกลับไปกินข้าว เดี๋ยวขืนช้าเมียลุงล้างหม้อไปก่อนล่ะแย่เลย"
"ฮ่าๆๆๆ"
กวนสื่อฮุ่ยคุยเล่นกับพวกเก็บของเก่าอีกสองสามประโยคก่อนจะเดินจากไป
เมื่อเขาลับตาไปแล้ว คนกลุ่มนั้นก็เริ่มซุบซิบกัน "วันหลังพวกเราต้องแวะไปที่บ้านเขาอีกนะ ขวดพิทักษ์ใบนั้นพวกเราได้กำไรมาตั้งหนึ่งร้อยแปดสิบหยวนแน่ะ ถือว่าได้กินคำโตเลยทีเดียว"
"ผมว่านะ พวกเราต้องแวะไปขอวิชากับเฒ่าซ่งคนนั้นบ่อยๆ นะ แค่ได้ร่วมนั่งดื่มเหล้ากับเขามื้อเดียวพวกเราก็ได้ข่าววงในมาตั้งเยอะ แถมยังได้กำไรตั้งหนึ่งร้อยแปดสิบหยวน ... "
"จริงด้วยๆ ตาแก่คนนั้นมีความสามารถจริงๆ นะ เมื่อวานซืนผมลองใช้วิธีที่เขาบอกดู ปรากฏว่าดูเก้าอี้ตัวนั้นออกจริงๆ พอย้ายมือไปขายก็ได้กำไรตั้งสี่สิบห้าหยวนแน่ะ!"
"ไอ้บ้าเอ๊ย ได้ตั้งสี่สิบห้าหยวนแล้วทำไมไม่บอกกันบ้างวะ วันนี้ต้องเลี้ยงน้ำแกงแพะพวกข้าเป็นการขอโทษเลยนะ!"
"แค่น้ำแกงแพะชามเดียวจะไปยากอะไร เดี๋ยวข้าแถมแป้งทอดให้พวกแกคนละแผ่นเลยด้วยเอ้า!"
ทุกคนต่างพากันดีใจที่ได้รู้จักกับตาแก่ที่ชื่อซ่ง ทว่าพวกเขาหารู้ไม่ว่าพวกเขาก็เป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งในแผนการของเฒ่าซ่งที่วางไว้เท่านั้นเอง
เพียงแต่ยังมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันบางอย่างที่แม้แต่เฒ่าซ่งเองก็คาดไม่ถึง
............................
เว่ยเจียเสวียนนั่งรถไฟนานกว่าสิบชั่วโมงจนถึงเมืองจือเฉิง หลังจากออกจากสถานีรถไฟก็ต้องต่อรถเมล์เดินทางไปทางทิศใต้อีกสี่สิบกิโลเมตร จนกระทั่งถึงเขตอุตสาหกรรมที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางหุบเขา
ที่นี่คือเขตป๋อซาน เมืองจือเฉิง หนึ่งในสี่เมืองแห่งเครื่องปั้นดินเผาของประเทศ ที่นี่ไม่เพียงแต่จะมีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ยาวนาน แต่ยังมีโรงงานเซรามิกที่ใหญ่ที่สุดในโลกในปัจจุบันตั้งู่อยู่ด้วย
ทว่าในอีกหลายสิบปีข้างหน้า โรงงานที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้จะล่มสลายลงและกระจายตัวออกไปตามเนินเขาโดยรอบ กลายเป็นโรงงานเซรามิกขนาดเล็กนับร้อยแห่งที่ยังคงรักษาภูมิปัญญาโบราณไว้อย่างเงียบเชียบ
จนกระทั่งเมื่อถึงยุคสมัย "การเดินทางไปชิมปิ้งย่างที่จือเฉิง" สถานที่แห่งนี้ถึงได้กลับมาเป็นที่รู้จักอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเซรามิกราคาถูกสำหรับใช้ในบ้าน หรือเซรามิกงานฝีมือราคาหลักพันหลักหมื่น ต่างก็ทำให้นักท่องเที่ยวต้องตะลึงในความงดงาม
ตามคำบอกเล่าของเจ้าของร้านเซรามิกบางคน เพียงเวลาไม่กี่เดือน สินค้าในโกดังก็ถูกขายจนเกลี้ยง ชุดน้ำชาในบ้านราคาพุ่งขึ้นมาเป็นสี่สิบหยวนต่อชุดแต่ลูกค้าก็ยังไม่ยอมกระพริบตา ทั้งที่เมื่อก่อนขายเพียงยี่สิบห้าหรือสามสิบหยวนเท่านั้นเอง
คนซื่อตรงเหล่านี้ พอราคาขึ้นมาสิบห้าหยวน ก็รู้สึกเขินอายลูกค้าเสียแล้ว
"ขอประทานโทษครับ ไม่ทราบว่าคุณฮวามินจื้ออยู่ที่ไหนเหรอครับ?"
"ขอโทษนะครับ รบกวนสอบถามทางหน่อยครับ ... "
เว่ยเจียเสวียนเดินดมกลิ่นถ่านหินที่คละคลุ้งอยู่ในอากาศพลางถามทางไปเรื่อยๆ จนกระทั่งฟ้าเริ่มมืด เขาก็มาถึงหอพักแห่งหนึ่งของโรงงานเซรามิกและได้พบกับคนที่เขากำลังตามหา
"คุณลุงฮวาครับ ผมเสี่ยวเสวียนเองครับ"
"เธอก็คือ ... เสี่ยวเสวียนเหรอเนี่ย! เข้ามาๆ จวีฮวาเอ๊ย หลานชายฉันมาหาแน่ะ รีบไปซื้อหัวหมูต้มมาสักครึ่งชั่งเร็วเข้า"
"นั่งลงๆ ลุงไม่ได้เจอครอบครัวเธอมาตั้งกี่ปีแล้วเนี่ย ครั้งสุดท้ายที่เจอกันเธอยังสูงไม่พ้นพนักเก้าอี้เลยนะ ไม่นึกเลยว่าจะโตขนาดนี้แล้ว แล้วนี่เธอหาลุงเจอได้ยังไงเนี่ย?"
ชายวัยห้าสิบกว่าจ้องมองเว่ยเจียเสวียนอยู่นาน ก่อนจะตื่นเต้นและพาเขาเข้าบ้าน พลางสั่งเมียไปซื้อกับข้าวและรีบชงน้ำชาต้อนรับ
"ก่อนคุณพ่อจะเสีย ท่านทิ้งที่อยู่ของคุณลุงฮวาไว้ให้ผมครับ ผมเลยลองถามทางตามหามาเรื่อยๆ จนถึงที่นี่ครับ"
"พ่อเธอ ... เขาเสียไปตั้งแต่เมื่อไหร่กันล่ะนั่น?"
คุณลุงฮวาลางไปครู่หนึ่ง ถ้วยชาในมือแทบจะร่วงหล่นถึงพื้น
เว่ยเจียเสวียนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "คุณพ่อจากไปได้เจ็ดปีแล้วครับ โรคเก่ากำเริบน่ะครับ ตอนท่านไปก็ไม่ได้ทรมานอะไรมากนักครับ"
" ... "
"ไม่ทรมานก็ดีแล้ว ไม่ทรมานก็ดีแล้วล่ะนะ!"
คุณลุงฮวาพยักหน้าพลางชงน้ำชาให้เว่ยเจียเสวียน ความตื่นเต้นในตอนแรกกลับกลายเป็นความเศร้าหมองทันที
ภรรยาของคุณลุงฮวาออกไปซื้อกับข้าวแล้ว ทั้งคู่นั่งเผชิญหน้ากันอย่างเงียบสงบ ผ่านไปครู่ใหญ่คุณลุงฮวาจึงถามขึ้น "แล้วตอนนี้เสี่ยวเสวียนเธอทำงานอะไรอยู่ล่ะ?"
"ถ้ายังไม่มีงานทำที่แน่นอน เดี๋ยวลุงจะลองไปถามที่โรงงานให้ เผื่อจะฝากเข้าทำงานเป็นพนักงานชั่วคราวได้ ลุงพอจะมีหน้ามีตาอยู่ที่นี่บ้างนะ"
เว่ยเจียเสวียนส่ายหัวปฏิเสธ "ตอนนี้ผมทำงานอยู่กับเฒ่าซ่งที่ปักกิ่งครับ กลับมาทำอาชีพเก่าของครอบครัวน่ะครับ"
"อาชีพเก่าเหรอ? เฒ่าซ่งงั้นเหรอ? หมายถึงหลงจู๊ร้านรับจำนำที่ชื่อเสี่ยวซ่งคนนั้นน่ะเหรอ?"
คุณลุงฮวาตกใจขึ้นมาทันที เขาพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด "เสี่ยวเสวียน ลุงนับถือในความซื่อสัตย์ภักดีของเสี่ยวซ่งคนนั้นนะ แต่ลุงเกลียดนิสัยที่ชอบหาเรื่องใส่ตัวและนิสัยเจ้าชู้ของเขาจริงๆ เขาคนนี้มันตัวอันตรายชัดๆ เลยนะ!"
เว่ยเจียเสวียนไม่ได้โต้ตอบอะไร เขาหยิบรูปวาดของชุดน้ำชาและเงินห้าร้อยหยวนออกมาวางบนโต๊ะพร้อมๆ กัน
"คุณลุงฮวาครับ วันนี้ที่ผมมาที่นี่ เพราะมีเรื่องอยากจะขอความช่วยเหลือจากคุณลุงครับ"
คุณลุงฮวามองเว่ยเจียเสวียนด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะมองไปที่เงินห้าร้อยหยวนบนโต๊ะ ผ่านไปครู่ใหญ่เขาจึงหยิบรูปวาดนั้นขึ้นมาดู
เพียงแค่คลี่ออกดู เขาก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดในทันที
"เสี่ยวเสวียน พวกเธอคิดจะไปหลอกใครกันอีกล่ะเนี่ย? เลิกเล่นอะไรที่มันเสี่ยงอันตรายแบบนี้เถอะนะ ตระกูลเธอเหลือเธอสืบทอดเพียงคนเดียวนะ ... จะเอาตัวเองไปเกลือกกลั้วกับเรื่องโสมมแบบนี้อีกทำไมกัน!"
น้ำเสียงของคุณลุงฮวาเริ่มจะสั่นเครือ แฝงไปด้วยความหวาดกลัวและความกังวลใจอย่างที่สุด
ทว่าเว่ยเจียเสวียนกลับไม่ได้พูดอะไร เขาทำเพียงจ้องมองเข้าไปในดวงตาของคุณลุงฮวาเท่านั้น
ทั้งคู่สบตากันเนิ่นนาน ในที่สุดคุณลุงฮวาก็ได้เห็นประกายน้ำตาที่เอ่อล้นอยู่ในดวงตาของเว่ยเจียเสวียน
คุณลุงฮวาค่อยๆ ม้วนเก็บรูปวาดอย่างระมัดระวังพลางพูดเสียงเบา "เงินน่ะเก็บกลับไปเถอะ พรุ่งนี้เธอมาช่วยฉันเทียบสีนะ อีกสามวันค่อยมารับของไป แต่ลุงขอบอกไว้อย่างนะ ความแค้นบางเรื่อง ... ปล่อยวางได้มันจะดีกว่านะลูก"
เว่ยเจียเสวียนก้มหน้าลงพลางส่ายหัวเบาๆ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ "ขอบคุณครับคุณลุง"
............................
ปักกิ่ง โรงงานเคลือบสี ย่านเป่ยเอ้อเถียว
กวนต้าเซิ่งจูงจักรยานสภาพกึ่งเก่ากึ่งใหม่ เดินออกมาจากประตูโรงงานพร้อมกับฝูงชนที่เพิ่งเลิกงาน
เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ต่างพากันเดินเลี่ยงออกห่างจากเขาโดยไม่รู้ตัว ทำให้กวนต้าเซิ่งดูเหมือนคนที่มี "ความโดดเด่นท่ามกลางฝูงชน" อย่างน่าประหลาด
เพราะท่านผู้จัดการโรงงานยืนเฝ้าอยู่ที่ประตูใหญ่เชียวนะ! ใครจะกล้าไปทำตัวสนิทสนมกับพนักงานที่เข้าทำงานไม่ถึงสิบวันต่อเดือน แถมเวลาที่เหลือถ้าไม่แกล้งป่วยก็แอบอู้งานไปวันๆ แบบนี้กันล่ะ?
"กวนต้าเซิ่ง เดือนหน้าถ้าแกยังขี้เกียจแบบนี้อีก ฉันจะไล่แกออก!"
"ครับๆ ผมทราบแล้วครับท่านผู้จัดการ"
กวนต้าเซิ่งตอบรับส่งๆ ไป ทว่าในใจกลับไม่ได้ให้ความสำคัญเลยแม้แต่นิดเดียว
เพราะเมื่อวานซืนนี้เอง กลุ่มพ่อค้าของเก่าที่เจอกันแล้วต้องโค้งคำนับให้ตลอดก็ได้แวะมาหาอีกครั้ง เมื่อเจอการ "โก่งราคา" รอบใหม่ของพ่อลูกตระกูลกวน แม้พวกเขาจะโกรธจนตัวสั่นแต่ก็ยังไม่ยอมล้มเลิกการเจรจา
สิ่งนี้ยิ่งกระตุ้นความโลภของสองพ่อลูกกวนเป็นอย่างมาก แม้แต่กวนสื่ออิงที่ปกติจะเยือกเย็น ก็ยังเริ่มจะไม่แน่ใจแล้วว่ากาน้ำชาห้าสีชุดนั้นมันจะมีค่าถึงสองหมื่นหยวนจริงๆ หรือเปล่า
สองหมื่นหยวนเชียวนะ!
[จะไล่ฉันออกเหรอ? ถ้าฉันมีเงินสองหมื่นหยวนเมื่อไหร่ล่ะก็ ฉันคงไม่มานั่งง้อแกให้เสียเวลาหรอกโว้ย!]
กวนต้าเซิ่งขี่จักรยานมุ่งหน้ากลับบ้านอย่างสบายอารมณ์ ระหว่างทางเขาก็ได้พบกับเงาที่คุ้นเคยคนหนึ่ง
คนขาเป๋ ฟันเหลือง ที่ขี่รถสามล้อถีบ ... ไม่ใช่ตาแก่ตงซานที่เก่งกาจคนนั้นหรอกเหรอ?
"เฮ้ ตาแก่!"
กวนต้าเซิ่งหยุดรถจักรยานขวางหน้ารถสามล้อของเฒ่าซ่งไว้ทันที
"อ้าว ... เธอคือ ... พ่อหนุ่มจากย่านเป่ยเอ้อเถียวนี่นา"
"ใช่ครับ ผมเอง"
กวนต้าเซิ่งยิ้มยิงฟันพลางควักซองบุหรี่ออกมาส่งให้เฒ่าซ่งหนึ่งมวน
"คราวก่อนต้องขอบคุณตาแก่มากเลยนะ ไม่อย่างนั้นผมคงจะขาดทุนย่อยยับแน่ๆ เงินตั้งหกสิบหยวนเกือบจะมาแลกเอาของดีบ้านผมไปเสียแล้ว!"
เฒ่าซ่งควักไม้ขีดขึ้นมาจุดบุหรี่ให้ทั้งคู่ พลางยิ้มโชว์ฟันเหลืองพูดว่า "มันก็จริงนะ ฉันล่ะเกลียดพวกนักต้มตุ๋นพวกนั้นจริงๆ ของดีๆ ตั้งหลายร้อยหยวน แต่จ้องจะมาหลอกเอาไปแค่ไม่กี่สิบหยวน"
"อะไรคือหลายร้อยหยวนกันล่ะตาแก่" กวนต้าเซิ่งพูดด้วยท่าทางภูมิใจ "ตอนนี้คนเขาเสนอราคามาตั้งแปดพันหยวนแล้วนะ!"
"แปดพันเหรอ?"
เฒ่าซ่งทำท่าทาง "ตกตะลึง" จ้องมองกวนต้าเซิ่งอยู่นาน ก่อนจะพึมพำออกมา "ไม่น่าจะเป็นไปได้นะ! เมื่อวานฉันเพิ่งจะเห็นชุดที่เหมือนกันเป๊ะในตลาดพานเจียหยวนมาเอง เขาเรียกราคาแค่หนึ่งพันสองร้อยหยวนเองนะ"
"ตาแก่พูดเป็นเล่นไปได้!"
กวนต้าเซิ่งพูดด้วยความดูแคลน "ของแต่ละชิ้นมันจะไปเหมือนกันได้ยังไงล่ะ? ของบ้านผมมันเป็นของเก่าสมัยราชวงศ์หมิงเชียวนะ"
"นั่นสิ!" เฒ่าซ่งพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูมั่นใจมาก "ฉันตรวจสอบดูอย่างละเอียดแล้วนะ ทั้งยุคสมัย สภาพของ และแหล่งที่มามันแทบไม่ต่างกันเลย
กาน้ำชาชุดบ้านเธอน่ะเป็นงานที่ผลิตตามรูปวาดของพระราชวังแบบเป็นล็อตใหญ่ๆ แม้จะดูประณีตเรียบร้อยจริง แต่มันขาดความพริ้วไหวและไร้ชีวิตชีวา ในมุมมองของฉันนะ ให้ราคาแปดเก้าร้อยหยวนก็นับว่าสูงมากแล้วล่ะ"
"แกพล่ามไร้สาระอะไรวะ! ข้าอุตส่าห์มองว่าแกเป็นคนพอใช้ได้ ให้บุหรี่สูบแล้วยังจะมาทำเป็นอวดรู้ต่อหน้าข้าอีกเหรอ?"
กวนต้าเซิ่งคว้าบุหรี่ออกจากปากเฒ่าซ่งทันทีจนเกือบจะไหม้มือตัวเองแต่เขาก็ไม่ทันรู้ตัว
ทว่าในใจของเขากลับเริ่มเต้นระรัวด้วยความกังวล
เพราะทั้งพี่ใหญ่กวนสื่อฮุ่ยและผู้เป็นพ่อกวนสื่ออิง ต่างก็เคยเปรยๆ ไว้เหมือนกันว่า กาน้ำชาชุดนี้เป็นของเก่าจริงๆ ทว่ามันขาดความลึกซึ้งไปบ้างและไม่ใช่ผลงานชิ้นเอกที่โดดเด่นที่สุด
"ถ้าไม่เชื่อ เธอก็ลองแวะไปดูที่พานเจียหยวนสิ อยู่ตรงแผงทางทิศตะวันออกของกองดินใหญ่นั่นแหละ"
"แกคอยดูเถอะ ถ้าข้าพบว่าแกหลอกข้าล่ะก็ ข้าจะมาจัดการแกให้หนักเลยคอยดู!"
กวนต้าเซิ่งรีบกระโดดขึ้นจักรยานและพุ่งตรงไปยังตลาดพานเจียหยวนทันที
ทว่าเขาไม่ทันเห็นว่า เมื่อเขาลับตาไปแล้ว เฒ่าซ่งที่อยู่ข้างหลังกลับเผยรอยยิ้มที่แสนจะเจ้าเล่ห์และน่าขนลุกออกมา
"ถ้าเธอไม่โลภเสียอย่าง ใครจะไปหลอกคนอย่างเธอได้กันล่ะจริงไหม?"
[จบแล้ว]