เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 450 - จุดจบของมวลเทพ

บทที่ 450 - จุดจบของมวลเทพ

บทที่ 450 - จุดจบของมวลเทพ


บทที่ 450 - จุดจบของมวลเทพ

สิ้นคำพูดของเย่เฉิง ทั่วทั้งลานก็เกิดเสียงฮือฮาขึ้นมา การเผชิญหน้ากับเทพเจ้าบนทำเนียบเทพถึงสี่องค์เพียงลำพัง ต้องใช้ความกล้าหาญและความเด็ดเดี่ยวมากขนาดไหน

ทุกคนบนทำเนียบเทพล้วนบรรลุถึงขั้นเซียนดินระดับสูงสุด แม้จะเป็นเซียนดินระดับสูงสุดเหมือนกัน แต่ในความเป็นจริงแล้วฝีมือก็ยังแตกต่างกันอย่างลิบลับ

ซุสบำเพ็ญเพียรมาหลายพันปี ครึ่งตัวได้ก้าวเข้าสู่ระดับเทียนเซียนแล้ว เหลือเพียงแค่ขาอีกข้างเดียวที่ยังอยู่นอกประตู หากเทียบเป็นระดับของผู้บำเพ็ญเพียร นั่นก็คือครึ่งก้าวหยวนอิง

หากซุสอยู่ระดับเทียนเซียน เย่เฉิงก็คงจะต้องเกรงใจอยู่บ้าง

แต่ทว่า

เขาไม่ใช่เทียนเซียน

น่าเสียดาย หากไม่บรรลุเทียนเซียน ท้ายที่สุดก็เป็นได้แค่มดปลวก ก้าวหน้าคือเซียน ถอยหลังคือคนธรรมดา ประโยคนี้อธิบายทุกอย่างไว้ชัดเจนแล้ว

"เย่เทียนตี้ แกมันโอหังเกินไปแล้ว ฉันจะใช้เพลิงแก่นตะวันอันบริสุทธิ์ที่สุดเผาแกให้เป็นเถ้าถ่าน ไม่ให้ผุดไม่ได้เกิดตลอดกาล" อพอลโลเทพแห่งดวงอาทิตย์โกรธจัด

เขามีรูปร่างหน้าตาสง่างามดุจหยก เดิมทีก็เป็นชายหนุ่มที่หล่อเหลาเอาการอยู่แล้ว ในยามนี้ดวงตาทั้งสองข้างทอประกายเจิดจ้าดุจดวงอาทิตย์ หากเทพแห่งดวงอาทิตย์ก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง ด้วยใบหน้าของเขา พวกดาราวัยรุ่นหน้าใสคงไม่มีที่ยืนแน่ๆ

"เย่เทียนตี้ ตรีศูลของฉันมันหิวกระหายจนทนไม่ไหวแล้ว เตรียมตัวให้มันดื่มเลือดแกซะเถอะ" โพไซดอนเทพแห่งท้องทะเลถือตรีศูลในมือพลางแสยะยิ้มเหี้ยม

ไกอาเทพธิดาแห่งผืนดินส่งยิ้มยั่วยวน บิดส่ายเรือนร่างอันเย้ายวนแล้วหัวเราะว่า "เย่เทียนตี้ ตามฉันไปที่เทือกเขาโอลิมปัสเถอะนะ ฉันจะฝังศพนายไว้ที่โคนต้นไม้โลก เพื่อเป็นปุ๋ยและสารอาหารให้กับต้นไม้โลก เลือดเนื้อของผู้แข็งแกร่งอย่างนาย จะต้องมีประโยชน์มากๆ แน่เลย"

เย่เฉิงมีสีหน้าเรียบเฉย คำพูดของคนพวกนี้ย่อมไม่อาจยั่วโมโหเขาได้

มีเพียงซุสเท่านั้นที่ทำหน้าขรึม เมื่อครู่นี้เย่เฉิงเรียกได้ว่ากดหัวเขาไว้อย่างสมบูรณ์ ทำให้เขาที่เป็นถึงราชาแห่งมวลเทพต้องเสียหน้าอย่างรุนแรง

"ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงแล้ว ลงมือฆ่ามันพร้อมกันเลย" แววตาของซุสเย็นเยียบ

"ตูม"

ยอดฝีมือเซียนดินระดับสูงสุดสี่คนลงมือพร้อมกัน พลังอานุภาพเทียบเท่ากับการโจมตีสุดกำลังของผู้บำเพ็ญเพียรขั้นหยวนอิงเลยทีเดียว

อากาศโดยรอบสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ลำแสงศักดิ์สิทธิ์หลายสายหลอมละลายเข้าไปในความว่างเปล่า ซุสถือคทาสีทองแดง ร่างกายแผ่ซ่านกลิ่นอายความคมกริบถึงขีดสุด คทาสีทองแดงในมือของเขาฟาดลงมา รังสีอำมหิตพุ่งทะยานเสียดฟ้า

"ฆ่า"

ซุสพุ่งเข้ามาเป็นคนแรก เขากดคทาสีทองแดงลงอย่างแรงราวกับฟาดกระบองใส่หัว ลำแสงศักดิ์สิทธิ์นับหมื่นสายปรากฏขึ้น สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วความว่างเปล่า ถึงขั้นทำให้ฟ้าดินเกิดการสั่นพ้อง

บริเวณที่ลำแสงศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้พาดผ่าน ภูเขาและแม่น้ำล้วนแหลกสลาย ภายในเทือกเขาฉินหลิ่งราวกับเกิดแผ่นดินไหว หากไม่ใช่เพราะผู้คนในตำหนักสวรรค์มีค่ายกลคอยคุ้มครองอยู่ การโจมตีครั้งนี้คงส่งผลกระทบถึงพวกเขาไปแล้ว

แต่กลุ่มคนธรรมดาที่อยู่ด้านนอกตำหนักสวรรค์ไม่ได้โชคดีแบบนั้น เมื่อถูกลำแสงศักดิ์สิทธิ์นี้กวาดผ่าน ร่างกายก็กลายเป็นหมอกเลือดหายวับไปอย่างไร้ร่องรอยในชั่วพริบตา

"อ๊าก หนีเร็ว"

คนธรรมดานอกตำหนักสวรรค์ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ ร้องห่มร้องไห้ราวกับพ่อตาย แต่ละคนโกยแน่บไม่คิดชีวิต พวกเขาแค่มาปาร์ตี้งานแต่งงานของเย่เทียนตี้ ใครจะไปรู้ว่าจะต้องมาเจอเคราะห์ร้ายแบบนี้

"ปัง"

เย่เฉิงปล่อยหมัด โต้กลับด้วยหมัดจักรพรรดิเทพ มีเพียงเขาเท่านั้นที่มีความกล้าหาญถึงขั้นใช้ร่างกายเนื้อเข้าปะทะกับคทาสีทองแดงของซุสตรงๆ

ลำแสงศักดิ์สิทธิ์ในคทาสีทองแดงของซุส ถูกเย่เฉิงต่อยจนแตกกระเจิงในหมัดเดียว

แต่นี่ยังไม่จบ อพอลโลเทพแห่งดวงอาทิตย์พุ่งเข้ามาโจมตี เขาอ้าปากพ่นเพลิงแก่นตะวันอันไร้ที่สิ้นสุดออกมา เปลวไฟชนิดนี้พบเห็นได้ทั่วไปในจักรวาล โดยจะอยู่บนพื้นผิวของดวงอาทิตย์ แต่ผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปจะไปหามันมาได้ยังไงกัน มีเพียงยอดฝีมือระดับหยวนอิงขึ้นไปเท่านั้น ที่จะสามารถเก็บเกี่ยวเพลิงแก่นตะวันมาใช้หลอมสร้างของวิเศษได้

เพลิงแก่นตะวันสามารถเผาผลาญทุกสรรพสิ่ง ท้ายที่สุดแล้วอุณหภูมิที่สูงนับล้านองศาก็ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น น่าเสียดายที่ปริมาณมันน้อยเกินไป ไม่อย่างนั้นด้วยร่างกายเนื้อของเย่เฉิงในตอนนี้ ก็คงไม่กล้ารับไว้ตรงๆ เหมือนกัน

"ไสหัวไป"

เย่เฉิงตวาดเบาๆ ยื่นมือขนาดใหญ่ราวกับพัดใบลานโบกสะบัดออกไป เพลิงแก่นตะวันพลันปลิวว่อนกลับไปตกลงบนเทือกเขาฉินหลิ่ง เปลวไฟพวยพุ่งเสียดฟ้า ควันดำโขมง ลุกลามออกไปเป็นวงกว้างหลายร้อยลี้ในพริบตา

"ฉึก"

เงาดำอีกสายหนึ่งพุ่งเข้ามา โพไซดอนเทพแห่งท้องทะเลลงมือแล้ว เขาถือตรีศูลเหยียบอากาศพุ่งเข้ามา รังสีอำมหิตแผ่ซ่าน ราวกับเทพเจ้าที่แท้จริงที่มองข้ามสรรพสัตว์ ปลายทวนพุ่งตรงไปยังกลางหน้าผากของเย่เฉิง เขาตั้งใจจะใช้ตรีศูลเสียบเย่เฉิงให้ตายคาที่ในทีเดียว

ทว่าเย่เฉิงกลับยืนนิ่งไม่ไหวติง เขาเพียงแค่ปัดแขนเสื้อชุดเจ้าบ่าวสีแดงสดเบาๆ เพราะการลงมือต่อเนื่องสองครั้งเมื่อครู่ ทำให้แขนเสื้อมีรอยยับย่น

"รอนหาที่ตาย"

เมื่อเห็นภาพนี้ โพไซดอนก็โกรธจัด เผชิญหน้ากับเทพเจ้าถึงสี่องค์ตามลำพัง ยังกล้าทำตัวโอหังขนาดนี้ การกระทำของเย่เฉิงทำให้โพไซดอนโมโหมาก รู้สึกเหมือนเย่เฉิงกำลังเมินเฉยต่อเขา

"แกต่างหากที่รอนหาที่ตาย"

มุมปากของเย่เฉิงปรากฏรอยยิ้มเย็นชา เขาลงมือโต้กลับโดยใช้มือทั้งสองข้างปล่อยหมัดออกไปอย่างต่อเนื่อง หมัดจักรพรรดิเทพทรงอานุภาพไร้เทียมทาน ไม่ใช่กระบวนท่าที่สวยหรูอลังการอะไร แต่เป็นวิถีการต่อสู้ศักดิ์สิทธิ์ที่เย่เฉิงคิดค้นขึ้นหลังจากบรรลุเป็นจักรพรรดิเทพ

กระบวนท่าที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ไม่จำเป็นต้องมีท่วงท่าที่ซับซ้อนใดๆ เพียงแค่รวบรวมพลังงานทั้งหมดในร่างกายมาไว้ที่จุดเดียว แล้วปล่อยหมัดออกไป พลังทำลายล้างก็สามารถบดขยี้ได้ทุกสิ่ง ต่อให้เป็นสวรรค์ก็ทะลวงให้พังทลายได้

นี่คือแก่นแท้ของหมัดจักรพรรดิเทพ

ในปัจจุบันที่เย่เฉิงกลับชาติมาเกิดใหม่ นอกจากจะบำเพ็ญเพียรเคล็ดวิชาเก้าวัฏจักรโกลาหลแล้ว เคยมีใครเห็นเขาฝึกวิชาอาคมอื่นบ้างไหม ไม่ใช่ว่าเย่เฉิงทำไม่เป็น วิชาศักดิ์สิทธิ์และเคล็ดวิชาลับต่างๆ ที่เย่เฉิงรู้จัก มีมากกว่าหอตำราของราชวงศ์เทพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในส่วนลึกของจักรวาลเสียอีก เขาไม่ใช่ทำไม่เป็น แต่เขาไม่จำเป็นต้องฝึกต่างหากล่ะ

เพราะเย่เฉิงได้เข้าถึงแก่นแท้ของการต่อสู้แล้ว เขาสามารถโต้กลับได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดตามการเปลี่ยนแปลงของสนามรบ

กระบวนท่าที่ซับซ้อนใดๆ เมื่ออยู่ต่อหน้าเขา ก็เป็นเพียงมดปลวก เย่เทียนตี้สามารถทำลายได้ในหมัดเดียว

"เคร้ง"

อานุภาพของหมัดจักรพรรดิเทพปะทะเข้ากับตรีศูลเทพสมุทร ก่อให้เกิดเสียงโลหะสั่นสะเทือนดังสนั่น แขนของโพไซดอนสั่นสะท้านอย่างรุนแรง พลังหมัดของเย่เฉิงในครั้งนี้ช่างมหาศาลนัก แม้แต่คนที่แข็งแกร่งอย่างโพไซดอนยังต้องเงยหน้าขึ้นมอง แววตาที่จ้องมองเย่เฉิงเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

'เป็นไปได้ยังไง เขาไม่ใช้อาวุธ อาศัยแค่ร่างกายเนื้อ ก็มีพลังมหาศาลขนาดนี้ได้ยังไงกัน'

"คิกๆ เย่เทียนตี้ทำไมต้องรุนแรงขนาดนี้ด้วยล่ะ ปฏิบัติต่อผู้หญิงก็ควรจะอ่อนโยนหน่อยสิ เดี๋ยวฉันจะรักและเอ็นดูนายให้เต็มที่เลย"

ไกอาเทพธิดาแห่งผืนดินปรากฏตัวขึ้น ปีกด้านหลังของเธอสั่นไหวเบาๆ ปล่อยลำแสงสีเขียวหลายสายพุ่งลงไปหุบเขาเบื้องล่าง ต้นไม้ใหญ่หลายต้นพลันเติบโตอย่างรวดเร็ว และยื่นหนวดราวกับปลาหมึกที่มีความยาวกว่าพันเมตรพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า รัดพันรอบตัวเย่เฉิง

"หึ วิชาแค่นี้ทำอะไรจักรพรรดิอย่างฉันไม่ได้หรอก"

เย่เฉิงแค่นเสียงเย็น เอลฟ์เผ่าชีปะขาวคือจ้าวแห่งป่า ขอเพียงมีป่าไม้อยู่ พลังวิญญาณของพวกเธอก็จะไม่มีวันหมดสิ้น เทือกเขาฉินหลิ่งทอดยาวสลับซับซ้อน หลังจากโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เทือกเขาฉินหลิ่งทั้งลูกก็ขยายใหญ่ขึ้นหลายพันกิโลเมตร ไกอาอยู่ที่นี่ พลังวิญญาณในร่างกายย่อมไม่มีทางเหือดแห้ง

แต่เอลฟ์เผ่าชีปะขาวกลัวไฟที่สุด มีหรือที่เย่เฉิงจะไม่รู้

"ลุกขึ้น"

เย่เฉิงใช้สองมือวาด อักขระปรากฏขึ้นกลางอากาศในพริบตา เขาใช้ไฟแท้ของผู้บำเพ็ญเพียรขั้นปราณทองคำโจมตี เพียงพริบตาเดียวก็จุดไฟเผาหนวดสีเขียวที่ยาวกว่าพันเมตรเหล่านั้นจนลุกไหม้

ทันทีที่ทั้งสองปะทะกัน ไฟก็ลุกลามอย่างรวดเร็วราวกับไฟไหม้ทุ่งหญ้า และมลายหายไปในพริบตาราวกับหิมะที่ถูกแสงแดด

"แก"

ไกอาโกรธจัด

"ฆ่า"

หลังจากการโจมตีจบลง อพอลโลและโพไซดอนก็บุกเข้ามาอีกครั้ง

ร่างของเย่เฉิงสั่นสะท้านกลางอากาศ เขาเอ่ยเสียงเรียบ "เมื่อกี้ลองหยั่งเชิงดูหมดแล้ว ฝีมือพวกแกมีแค่ไหนฉันรู้ดีแก่ใจ ตอนนี้ถึงเวลาเอาจริงได้สักที"

"อะไรนะ เขายังออมมืออยู่อีกเหรอ" บนใบหน้าอันหล่อเหลาของอพอลโลปรากฏร่องรอยของความไม่อยากจะเชื่อ

โพไซดอนเอ่ยเสียงเย็น "มันก็แค่ราคาคุย หมอนี่ไม่ใช่เทียนเซียน ต่อให้เก่งแค่ไหน เมื่อกี้ก็ต้องเป็นพลังต่อสู้สูงสุดของมันแล้ว เว้นเสียแต่มันจะอยู่ระดับเทียนเซียน"

โพไซดอนพูดพลางแสยะยิ้มเยาะ "แต่แกดูสภาพมันสิ เหมือนระดับเทียนเซียนตรงไหน"

"คิกๆ ถ้าหมอนั่นเป็นเทียนเซียน พวกเราก็คงไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้หรอก" ไกอาหัวเราะเยาะ ใบหน้าสวยเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน

"ฆ่ามันซะ"

ซุสก้าวไปข้างหน้า น้ำเสียงสั้นกระชับแต่ทรงพลัง

"หึหึ"

เย่เฉิงส่ายหน้าหัวเราะเบาๆ "วันนี้เป็นวันแต่งงานของฉัน เดิมทีก็ไม่อยากเห็นเลือด แต่ในเมื่อพวกแกรอนหาที่ตาย ฉันก็คงต้องเชือดเทพทิ้งซะแล้ว"

เย่เฉิงพูดด้วยท่าทีสบายๆ ทำให้รอยยิ้มเยาะมุมปากของซุส อพอลโล โพไซดอน และไกอายิ่งชัดเจนขึ้น

"ความตายมาเยือนแล้วยังจะปากแข็งอีก"

เย่เฉิงคร้านจะอธิบาย ในวินาทีนี้เขายืนเอามือไพล่หลังอยู่กลางอากาศ ปลดปล่อยพลังต้นกำเนิดแห่งเทียนตี้ออกมาอย่างไม่ปิดบัง วินาทีนั้นรูปลักษณ์ของเย่เฉิงก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เส้นผมสีดำขลับยาวสยายประบ่า พลิ้วไหวไปตามสายลม

ดวงตาของเขาล้ำลึกสุดหยั่งคาดราวกับดวงดาวในท้องฟ้า หรือหลุมดำในห้วงอวกาศ เพียงแค่มองแวบเดียวก็ทำให้ผู้คนรู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งร่างกายและจิตใจ

"นี่มัน..."

รอยยิ้มบนมุมปากของทั้งสี่คนแข็งค้างไปในวินาทีนี้

"กลิ่นอายของมัน จู่ๆ ก็แข็งแกร่งขึ้นมาก..." สีหน้าของอพอลโลเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง แม้แต่คนที่แข็งแกร่งอย่างเขายังรับรู้ได้ถึงวิกฤตที่รุนแรงถึงขีดสุด

สีหน้าของซุสเคร่งเครียด เพราะเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของเทียนเซียนจากตัวเย่เฉิง

เมื่อสองพันปีก่อน ซุสเคยเห็นเทียนเซียนดับขันธ์ด้วยตาตัวเองในวิหารเทพมายา กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวนั้น ซุสจดจำได้ไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต

ในเวลานี้ กลิ่นอายแบบนั้นกลับมาปรากฏขึ้นบนร่างของเย่เฉิงอีกครั้ง จะไม่ให้ซุสตกใจได้อย่างไร

เย่เฉิงไม่สนใจความตกตะลึงของพวกซุส เขาลงมือทันที

"ตูม"

ยังคงเป็นหมัดจักรพรรดิเทพ หมัดนี้เป็นการโจมตีแบบไม่เลือกหน้า พุ่งเป้าไปที่ทั้งสี่คนโดยตรง

"อะไรนะ เย่เทียนตี้ แกมันจะโอหังเกินไปแล้ว"

ซุส อพอลโล โพไซดอน และไกอาโกรธจัดพร้อมกัน เย่เทียนตี้หมายความว่าจะใช้หมัดเดียวฆ่าเทพเจ้าทั้งสี่องค์เลยงั้นเหรอ

"ปัง"

ทั้งสี่คนเพิ่งจะพูดจบ ก็สัมผัสได้ว่าหมัดจักรพรรดิเทพนั้นไม่อาจต้านทานได้ มันราวกับภูเขาไท่ซานที่พุ่งชนใส่ร่างของพวกเขา ทั้งสี่คนกระเด็นลอยละลิ่วออกไป ซุส อพอลโล และโพไซดอน รู้สึกได้เพียงว่าเลือดลมในร่างกายปั่นป่วน อวัยวะภายในแทบจะเคลื่อนผิดตำแหน่ง

ส่วนไกอานั้นฝีมืออ่อนด้อยกว่าเล็กน้อย ร่างอรชรสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ถึงกับพ่นเลือดสดๆ ออกมาคำโต บนกายเนื้อสีเขียวปรากฏรอยปริแตกหลายร้อยรอย ร่างกายโอนเอนราวกับจะล้มลง

เพียงหมัดเดียวของเย่เฉิง ก็ทำให้เธอเกือบจะดับดิ้นไปแล้ว

"ฆ่า"

เย่เฉิงตวาดเบาๆ ปล่อยหมัดออกไปอีกครั้ง คราวนี้เป้าหมายมีเพียงไกอาคนเดียวเท่านั้น

"กรี๊ด"

รูม่านตาในดวงตาคู่สวยของไกอาหดแคบลงอย่างรุนแรง เธอพยายามจะหลบหลีก แต่ความเร็วของหมัดจักรพรรดิเทพนั้นรวดเร็วเกินไป เธอไม่มีทางหลบพ้นเลย

"ปัง"

กายเนื้อของไกอาระเบิดออก กลายเป็นพายุฝนเลือดสาดกระเซ็นไปทั่วฟ้า เทพธิดาแห่งผืนดินผู้ยิ่งใหญ่ ถูกเย่เฉิงต่อยจนแหลกสลายในหมัดเดียว

"ไม่"

ซุสเบิกตาค้างแทบถลน เขาแผดเสียงคำรามด้วยความโกรธแค้น "เย่เทียนตี้ ต่อให้ต้องตามล่าแกไปจนสุดหล้าฟ้าเขียว ฉันก็จะฆ่าแกให้ได้"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 450 - จุดจบของมวลเทพ

คัดลอกลิงก์แล้ว