- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นดาบ ใครถือข้าถ้าไม่เทพก็ต้องตายโหง
- บทที่ 550 - กำแหงอันใด
บทที่ 550 - กำแหงอันใด
บทที่ 550 - กำแหงอันใด
บทที่ 550 - กำแหงอันใด
"ใต้เท้าจิตวิญญาณแห่งดาบ ท่านได้ยินหรือไม่ อันที่จริงข้าก็นับว่าเป็นคนขยันขันแข็งอยู่นะ!"
"หึหึ!" เฉินฮ่าวแค่นเสียงหัวเราะเย็นชาตอบกลับไป
ขบวนเดินทางรวมตัวกันอีกครั้ง เมื่อนำพาสมาชิกก้าวออกจากหอหัตถ์โลหิต ชิงเหยียนก็พบด้วยความประหลาดใจว่า จำนวนศิษย์ภายในสำนักโลหิตพิฆาตดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นมากทีเดียว
ซ้ำยังแต่ละคนล้วนพากันฝึกปรือวิชากันอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่บริเวณลานฝึกยุทธ์
"ช่วงนี้เกิดอันใดขึ้นกัน คล้ายกับกำลังจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นอย่างไรอย่างนั้น!"
ลวี่เทาเอ่ยอธิบายอย่างไม่ใส่ใจนัก "คืองานประลองใหญ่ประจำปีของสำนักโลหิตพิฆาตน่ะ!"
"งานประลองใหญ่หรือ พวกเราต้องเข้าร่วมด้วยหรือไม่" ชิงเหยียนเอ่ยถามด้วยความสงสัย
"ไม่ต้องหรอก สมาชิกของหอหัตถ์โลหิตไม่อาจเข้าร่วมได้ มีเพียงศิษย์ของสำนักเท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้าร่วม!" ลวี่เทาหัวเราะร่วน "อันที่จริงพวกเราก็ไม่จำเป็นต้องไปหรอก ต่อให้ไปเข้าร่วมก็อาจจะเสี่ยงทิ้งชีวิตเอาได้ง่ายๆ จนพังพินาศขาดทุนย่อยยับ สู้เอาเวลามาตั้งใจทำภารกิจของหอหัตถ์โลหิตให้สำเร็จยังจะดีกว่า หากเป็นหน่วยที่อยู่ในอันดับต้นๆ ของหอหัตถ์โลหิต ขอเพียงโชคดีสักหน่อย ทำภารกิจเพียงครั้งเดียวก็อาจจะกอบโกยรางวัลได้เทียบเท่ากับรางวัลชนะเลิศของงานประลองสำนักเลยทีเดียว"
"อืม!"
เมื่อได้ยินลวี่เทากล่าวเช่นนั้น ความสนใจของชิงเหยียนที่มีต่องานประลองสำนักโลหิตพิฆาตอันใดนั่นก็ลดฮวบลงในทันที
"ไปกันเถอะ!"
ข้อดีของการทำงานเป็นกลุ่มนั้น ชิงเหยียนยังไม่ทันได้สัมผัส ทว่าข้อเสียกลับปรากฏให้เห็นเสียตั้งแต่เนิ่นๆ
การเคลื่อนไหวเป็นกลุ่มใหญ่ ความเร็วนั้นช่างเชื่องช้าเสียเหลือเกิน นางมักจะรู้สึกอยู่เสมอว่าทุกคนกำลังทำให้เสียเวลา
เมื่อหันกลับไปมองกลุ่มคนเบื้องหลัง นางก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา ความเร็วเยี่ยงเต่าคลานเช่นนี้ นางรู้สึกยากที่จะทนรับไหวจริงๆ
เข้าสู่วันที่เจ็ดของการเดินทาง แม้แต่คนที่มีความอดทนสูงอย่างชิงเหยียนก็ยังเริ่มรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านในใจ
เมื่อถึงเวลานัดหมาย ชิงเหยียนก็เอ่ยอย่างจนใจ "ออกเดินทางกันเถอะ!"
นางกวาดสายตามองทุกคน ผลปรากฏว่าขาดหายไปคนหนึ่ง
"ลวี่เทาไปไหน"
ลวี่เทากลับไม่อยู่ที่นี่!
ชิงเหยียนยกมือขึ้นนวดขมับ "หลี่ชิ่งอวิ๋น เจ้าไปตามลวี่เทาออกมาที ถึงเวลาเดินทางแล้ว หากขืนเดินทอดน่องเช่นนี้ต่อไป ข้ารู้สึกว่าพวกเราคงต้องเดินไปจนฟ้าถล่มดินทลายเป็นแน่"
ไม่นานนัก หลี่ชิ่งอวิ๋นก็เดินออกมาจากโรงเตี๊ยม "ลวี่เทาเขาไม่อยู่"
เมื่อได้รับคำตอบเช่นนี้ ชิงเหยียนก็โกรธจนแทบพ่นไฟ!
"แล้วเขาหายหัวไปที่ใด"
"ไม่ทราบ!"
ชิงเหยียนหันขวับไปมองคนอื่นๆ "สวีไท่ เจ้าพักอยู่ห้องติดกับลวี่เทา เจ้ารู้หรือไม่ว่าลวี่เทาหายไปที่ใด"
"เอ่อ ไม่ทราบ!" สวีไท่รีบส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน
ชิงเหยียนเดินดุ่มๆ กลับเข้าไปในโรงเตี๊ยม ผลักประตูห้องของลวี่เทาเข้าไป ผ้าห่มถูกพับไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย วิธีการพับเช่นนี้เหมือนกับในห้องของนางไม่มีผิดเพี้ยน ย่อมต้องเป็นฝีมือของคนงานในโรงเตี๊ยมเป็นแน่ เช่นนั้นก็หมายความว่าเมื่อคืนลวี่เทาไม่ได้นอนบนเตียงเลยกระนั้นหรือ
เวลานี้ คนอื่นๆ ก็เดินตามเข้ามาแล้ว เฉินอวี้หานเอ่ยขึ้น "เขาแอบออกไปหาเศษหาเลยหรือเปล่า"
"หืม หาเศษหาเลยหมายความว่าอย่างไร"
ในฐานะผู้นำกลุ่มของหอหัตถ์โลหิต ชิงเหยียนยังถือเป็นมือใหม่ไร้ประสบการณ์อย่างแท้จริง
เรื่องราวมากมาย นางยังไม่ค่อยกระจ่างแจ้งนัก
"บางครั้งในระหว่างการทำภารกิจ สมาชิกบางคนอาจจะปลีกตัวไปทำเรื่องส่วนตัวบ้างเป็นครั้งคราว"
ยังไม่ทันที่เฉินอวี้หานจะอธิบายจบ ชิงเหยียนก็เข้าใจความหมายของคำว่า หาเศษหาเลย ในทันที
นางลากเก้าอี้มานั่งลง ปลายนิ้วเคาะโต๊ะเป็นจังหวะเบาๆ สีหน้าของนางยิ่งมายิ่งดูน่ากลัว
"ข้าจำได้ว่าตอนที่เพิ่งเข้าเมืองมา ลวี่เทาบังเอิญไปพบกับคุณหนูใหญ่ตระกูลอู๋เข้ามิใช่หรือ" ชิงเหยียนออกคำสั่งเสียงต่ำ "หลี่ชิ่งอวิ๋น เจ้าลองไปสืบดูที่ตระกูลอู๋ในเมืองสักหน่อย"
"รับทราบ หัวหน้า!"
ไม่ว่าผู้ใดก็มองออกว่า เฉินรั่วเหยียน กำลังอารมณ์บูดอย่างหนัก
หลังจากหลี่ชิ่งอวิ๋นจากไป ชิงเหยียนก็หันไปถามคนอื่นๆ "การแอบไปหาเศษหาเลยเช่นนี้ ถือว่าละเมิดกฎของหอหัตถ์โลหิตหรือไม่"
สวีไท่เอ่ยเสียงแผ่ว "ก็ไม่ถือว่าละเมิดกฎร้ายแรงนัก ขอเพียงไม่ทำให้ภารกิจหลักล่าช้า โดยทั่วไปแล้วบรรดาหัวหน้าก็มักจะเอาหูไปนาเอาตาไปไร่"
ชิงเหยียนเอ่ยขัดจังหวะอีกฝ่ายอย่างหยาบคาย "ทว่าปัญหาคือ เขาทำให้ภารกิจล่าช้าแล้วน่ะสิ!"
สวีไท่หุบปากฉับในทันที
ภายในห้องของลวี่เทา ผู้คนหลายคนต่างไม่มีผู้ใดกล้าปริปากพูดสิ่งใด
มีเพียงเสียงปลายนิ้วเคาะโต๊ะอย่างเป็นจังหวะและค่อนข้างเร่งรีบดังขึ้นเท่านั้น
ระหว่างนั้นเสี่ยวเอ้อร์ของโรงเตี๊ยมเคยเดินเข้ามาครั้งหนึ่ง เมื่อเหลือบมองผู้คนในห้อง คล้ายจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศอันตึงเครียดหนักอึ้ง จึงรีบหดหัวถอยกลับออกไปอย่างลุกลี้ลุกลน
หลังจากรอคอยอยู่เกือบครึ่งชั่วยาม ปลายนิ้วของชิงเหยียนก็เคาะจนพื้นโต๊ะยุบเป็นหลุม บริเวณหน้าประตูห้องพักก็พลันมีเสียงหัวเราะอย่างเบิกบานของลวี่เทาดังขึ้น "ขออภัยด้วย ข้ากลับมาสายไปหน่อย!"
"เมื่อคืนเจ้ามัวไปทำสิ่งใดมา" ชิงเหยียนย้อนถามอย่างไม่เกรงใจ
"ก็แค่ออกไปเดินเล่นรอบหนึ่ง นึกไม่ถึงว่าจะกลับมาล่าช้า ข้าขออภัย เป็นความผิดของข้าเอง ขออภัยด้วยหัวหน้า!"
ชิงเหยียนสูดจมูกเบาๆ นอกจากกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งแล้ว นางยังได้กลิ่นหอมจางๆ ของสตรีปะปนมาด้วย
และในเวลาเดียวกันนั้นเอง หลี่ชิ่งอวิ๋นก็ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหลังลวี่เทา
ชิงเหยียนไม่ได้สนใจลวี่เทาอีก นางหันไปถามหลี่ชิ่งอวิ๋น "ตระกูลอู๋เกิดเรื่องอันใดขึ้นบ้าง"
เมื่อได้ยินคำถามของชิงเหยียน สีหน้าของลวี่เทาก็พลันแข็งค้าง
เห็นได้ชัดว่า เย่ชิงเหยียนคาดเดาเส้นทางของเขาเมื่อคืนนี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
หลี่ชิ่งอวิ๋นไม่ได้สนใจสีหน้าของลวี่เทา เขาตอบกลับไปตามตรง "เมื่อคืนตระกูลอู๋ถูกโจรบุกปล้น ผู้นำตระกูลอู๋และคนในตระกูลหลายคนถูกสังหาร บุตรสาวคนโตของตระกูลอู๋ถูกลักพาตัวไป"
เมื่อหลี่ชิ่งอวิ๋นเอ่ยจบ แทบทุกคนในที่นั้นต่างก็รู้ดีว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือของผู้ใด
"คุณหนูใหญ่ตระกูลอู๋ผู้นั้น เจ้าเอาไปทิ้งไว้ที่ใดแล้ว"
"หัวหน้าโปรดวางใจ ข้าจัดการเก็บกวาดอย่างหมดจดแล้ว รับรองว่าจะไม่มีผู้ใดล่วงรู้เด็ดขาดว่าเป็นฝีมือของข้า!"
เมื่อชิงเหยียนได้ยินคำตอบของลวี่เทา นางก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
เฉินฮ่าวมองออกว่า ชิงเหยียนไม่ค่อยพอใจกับคำตอบของอีกฝ่ายนัก
"หัวหน้า หรือว่าพวกเราจะออกเดินทางกันเลยดีหรือไม่ เสียเวลามามากพอแล้ว!" สวีไท่ที่อยู่ด้านข้างเอ่ยเตือนเสียงเบา
เห็นได้ชัดเจนว่าสวีไท่กำลังช่วยกู้สถานการณ์ให้ลวี่เทา
"ลวี่เทา เจ้ารู้หรือไม่ว่าเพราะเจ้า พวกเราจึงต้องเสียเวลาไปมากถึงเพียงนี้"
"ก็แค่ครึ่งชั่วยามมิใช่หรือ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ของที่ข้าปล้นมาได้ในครั้งนี้ พวกเราทุกคนมาแบ่งกัน ดีหรือไม่"
ใบหน้าของทุกคนต่างเผยรอยยิ้มออกมา
ชิงเหยียนยังคงตีหน้าขรึม "ห้ามมีครั้งหน้าอีกเป็นอันขาด!"
ลวี่เทาฉีกยิ้มประจบประแจง "ไม่มีปัญหา! ไม่มีปัญหา! ข้ารับรองว่าครั้งหน้าจะไม่ทำให้ทุกคนต้องเสียเวลาอีกอย่างแน่นอน!"
พูดจบ เขาก็เป็นผู้นำเดินออกไปก่อน
ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู สีหน้าของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาและเคียดแค้น ริมฝีปากขยับมุบมิบ ทว่าไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา
เห็นได้ชัดว่า เขาไม่ค่อยพอใจ เฉินรั่วเหยียน ผู้นี้นัก
เฉินฮ่าวเอ่ยเตือนเสียงแผ่ว "ตอนที่ลวี่เทาเดินออกไป เขาแอบด่าเจ้าด้วยล่ะ!"
ปกติแล้วเมื่อเจอเรื่องเช่นนี้ เขาย่อมต้องคอยสุมไฟเพิ่มเป็นธรรมดา
"อืม! ข้ารู้แล้ว!"
บนใบหน้าของชิงเหยียนไม่อาจมองเห็นอารมณ์ใดๆ ได้ ทว่าเฉินฮ่าวรู้ดีว่า นางจะต้องจดจำเรื่องนี้ฝังใจอย่างแน่นอน
แท้จริงแล้วชิงเหยียนก็คือพวกชอบรังแกคนที่อ่อนแอกว่าและหวาดกลัวคนที่แข็งแกร่งกว่า ทั้งยังดุดันเผด็จการ และที่สำคัญคือเป็นพวกเจ้าคิดเจ้าแค้นตัวยง!
"สวีไท่เอ๋ย เจ้าว่าเฉินรั่วเหยียนผู้นี้มีปัญหาทางจิตหรือไม่ ข้าก็แค่ออกไปหาเศษหาเลยนิดหน่อย นางจำเป็นต้องใช้น้ำเสียงเช่นนั้นพูดกับข้าด้วยหรือ ซ้ำยังทำหน้าบูดบึ้งใส่ข้าอีก!"
ระหว่างเดินทาง ลวี่เทาถึงกับอดรนทนไม่ไหวต้องใช้วิชาส่งเสียงทางจิตไปพูดคุยกับสวีไท่
เขากับสวีไท่ เดิมทีก็เป็นสมาชิกหน่วยเดียวกันอยู่แล้ว จึงมีความสนิทสนมกันเป็นอย่างดี
สวีไท่เอ่ยเกลี้ยกล่อม "เจ้าก็เพลาๆ ลงหน่อยเถิด เฉินรั่วเหยียนผู้นี้หาใช่คนที่จะไปตอแยได้ง่ายๆ นะ!"
"ฮึ ก็แค่สตรีคนหนึ่งมิใช่หรือ ไม่แน่ว่าวันดีคืนดีเกิดธาตุไฟเข้าแทรกตายขึ้นมา จะมากำแหงอันใดนักหนา!"