- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นดาบ ใครถือข้าถ้าไม่เทพก็ต้องตายโหง
- บทที่ 500 - คนของพรรคสี่สมุทร
บทที่ 500 - คนของพรรคสี่สมุทร
บทที่ 500 - คนของพรรคสี่สมุทร
บทที่ 500 - คนของพรรคสี่สมุทร
ครึ่งเค่อต่อมา ชิงเหยียนสะบัดคราบเลือดบนตัวดาบโลหิตชาดทิ้ง พลางก้มมองศพบนพื้นแล้วเอ่ยเสียงแผ่ว "คำพูดของเจ้าก็ถือว่ามีเหตุผลอยู่บ้าง ทว่าบนโลกใบนี้มักจะมีคนที่ไม่ยอมฟังเหตุผลอยู่เสมอ"
"อืม แล้วก็ยังมีดาบที่ไม่ฟังเหตุผลอยู่อีกด้วย" เฉินฮ่าวเอ่ยเสริม
"ใช่ๆ ดาบโลหิตชาดนั้นแข็งแกร่งจนอยู่เหนือเหตุผลใดๆ ทั้งปวง"
ชิงเหยียนค้นหาข้าวของบนศพทั้งสามร่าง นางพบแหวนมิติสามวง หลังจากตรวจสอบดูแล้วก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
นอกจากสมุนไพรไร้ชื่อไม่กี่ต้นแล้ว ก็มีเพียงโอสถและหินวิญญาณระดับต่ำไม่ถึงพันก้อน มีคัมภีร์เคล็ดวิชาและทักษะยุทธ์อยู่บ้าง ทว่าไม่มีเล่มใดที่อยู่ในระดับปฐพีเลย
ยอดฝีมือเหล่านี้ช่างยากจนข้นแค้น ราวกับมีทรัพย์สินติดตัวเพียงแค่แหวนมิติเท่านั้น
สิ่งของที่อยู่ข้างในนางแทบจะไม่ชายตามองเลยด้วยซ้ำ
ดูจากเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของพวกเขาแล้ว คงจะเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์พเนจร
ผู้ฝึกยุทธ์พเนจรที่สามารถดิ้นรนมาจนถึงระดับทลายเวหาได้นั้น นับว่าไม่ง่ายเลยจริงๆ
คุณูปการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยอดฝีมือทั้งสามคนนี้ที่มีต่อชิงเหยียน ก็คือการช่วยยกระดับพลังฝีมือของนางให้เพิ่มขึ้นมาได้อีกเล็กน้อย
เฉินฮ่าวเอ่ยเตือนขึ้น "เคล็ดวิชาและทักษะยุทธ์ระดับลี้ลับพวกนั้น เจ้าลองเอาไปฝึกดูสิ แค่พอให้บรรลุขั้นต้นก็พอแล้ว"
การเก็บสะสมก็ถือเป็นความลุ่มหลงอีกรูปแบบหนึ่ง
ไม่ว่าจะเป็นเคล็ดวิชาหรือทักษะยุทธ์ระดับใด เฉินฮ่าวก็ล้วนให้ความสนใจทั้งสิ้น
"เมื่อก่อนองค์จักรพรรดินีก็ทรงทำเช่นนี้หรือ" ชิงเหยียนเอ่ยถาม "ข้าจำได้ว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งพระองค์มักจะพลิกอ่านตำราลับของราชวงศ์อยู่เป็นประจำ ซ้ำยังส่งพวกเราออกไปเสาะหาตำราล้ำค่าของสำนักต่างๆ จนหลายสำนักต้องยอมถวายเคล็ดวิชาประจำสำนักให้แก่พระองค์"
"ใช่แล้ว สิ่งเหล่านั้นสามารถนำมาใช้เป็นพื้นฐานในการจำลองเคล็ดวิชาของดาบโลหิตชาดได้" เฉินฮ่าวเอ่ยล่อหลอก "เป็นอย่างไร สนใจหรือไม่ ข้อแลกเปลี่ยนเพียงอย่างเดียวก็คือ ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เจ้าจะไม้ได้รับพลังตอบแทนจากการสังหารผู้คน"
ดาบโลหิตชาดสามารถจำลองเคล็ดวิชาได้จริงๆ ไม่ว่าจะหักเอาจากส่วนแบ่งร้อยละห้าของผู้ถือครองดาบ หรือร้อยละเก้าสิบห้าของดาบโลหิตชาด ก็สามารถทำได้ทั้งสิ้น ไม่ได้มีกฎเกณฑ์ตายตัวระบุเอาไว้
ทว่าเฉินฮ่าวคุ้นชินกับการตระหนี่ถี่เหนียวเสียแล้ว เขารู้สึกว่าในเมื่อเป็นการจำลองเคล็ดวิชาให้แก่ผู้ถือครองดาบ เช่นนั้นผู้ถือครองดาบก็สมควรเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้สิ
แม้แต่โจวลี่ฮวาเองก็ยังไม่เคยใช้ความสามารถนี้เลยสักครั้ง
เพราะอย่างไรเสีย ในเมื่อดาบโลหิตชาดสามารถมอบพลังตอบแทนจากการสังหารให้ได้ การเอาพลังไปใช้จำลองเคล็ดวิชาจึงถือเป็นเรื่องสิ้นเปลืองยิ่งนัก
ส่วนเรื่องการจำลองทักษะยุทธ์นั้น ในแคว้นโจวยามนั้นโจวลี่ฮวาก็ถือว่าไร้เทียมทานแล้ว การจะสังหารผู้ใดก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาทักษะยุทธ์เลยด้วยซ้ำ
ดังนั้นนับตั้งแต่ดาบโลหิตชาดได้รับความสามารถนี้มา จนบัดนี้ก็ยังไม่เคยถูกเปิดใช้งานเลยแม้แต่ครั้งเดียว
"ช่างเถิด เคล็ดวิชาและทักษะยุทธ์ที่ข้ามีอยู่ในมือยามนี้ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว" ชิงเหยียนตอบกลับโดยไม่เสียเวลาคิด "อีกอย่าง สิ่งที่ข้าต้องการมากที่สุดในตอนนี้คือการยกระดับพลังฝีมือต่างหาก ระดับทลายเวหาขั้นต้นมันยังอ่อนแอเกินไป"
"ตามใจเจ้า ข้ามักจะเคารพการตัดสินใจของผู้ถือครองดาบเสมอ"
ชิงเหยียนเก็บร่างของผู้ฝึกยุทธ์ทั้งสามแล้วปลีกตัวจากไป
แดนลับแลแห่งนี้กว้างขวางใหญ่โตยิ่งนัก ชิงเหยียนใช้เวลาเดินทางกว่าห้าวันก็ยังไม่เห็นวี่แววของจุดสิ้นสุด
ห้าวันให้หลัง ชิงเหยียนกระซิบเสียงแผ่วกับดาบโลหิตชาด "ใต้เท้าจิตวิญญาณแห่งดาบ พวกเราเริ่มลงมือกันได้แล้ว"
"อืม ตกลง"
นี่คือช่วงเวลาที่เฉินฮ่าวรอคอย
เขารู้ดีว่าภายในวันนี้ ชิงเหยียนคงจะก่อพายุคาวเลือดขึ้นในแดนลับแลเป็นแน่
และตัวเขาในฐานะดาบโลหิตชาดที่ซื่อสัตย์ภักดีต่อผู้ถือครอง ย่อมต้องทุ่มเทสุดกำลังเพื่อช่วยเหลือนาง
อืมมม... ใช่แล้ว ต้องเป็นเช่นนั้นแน่นอน
หากอยู่โลกภายนอก นางอาจจะถูกยอดฝีมือขอบเขตเทวะหรือระดับอาณาเขตจับตัวได้ เพราะดาบโลหิตชาดมีความสามารถเพียงแค่ตรวจจับหามีความสามารถในการปกปิดอำพรางผู้ถือครองไม่ ความเร็วของชิงเหยียนย่อมไม่อาจเทียบเคียงยอดฝีมือที่อยู่เหนือขอบเขตเทวะขึ้นไปได้ ต่อให้ดาบโลหิตชาดจะตรวจพบพวกเขา แต่ชิงเหยียนก็อาจจะหนีไม่พ้นการตามล่าอยู่ดี
เขาและชิงเหยียนเข้ามาในแดนลับแลแห่งนี้ มิได้มีความตั้งใจที่จะมากอบโกยทรัพยากรเลยแม้แต่น้อย
ผู้ที่ครอบครองดาบโลหิตชาด ขอเพียงแค่มีความขยันหมั่นเพียรสักหน่อย ย่อมไม่มีวันต้องมานั่งกลุ้มใจเรื่องขาดแคลนทรัพยากรในการบ่มเพาะพลังอย่างแน่นอน
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าเหตุใดอดีตผู้ถือครองดาบโลหิตชาดจึงมักจะไม่ค่อยมีผู้ใดเชี่ยวชาญการหลอมโอสถ
เพราะพวกเขาย่อมไม่มีความจำเป็นต้องเรียนรู้เลยน่ะสิ
แม้แต่โอสถโลหิตมารหนึ่งขวดที่ผู้ดูแลเฉิงบิดาของเฉิงอี้เฟยมอบให้ ชิงเหยียนยังรังเกียจจนไม่ยอมกลืนกินมันลงไปเลย
จิตวิญญาณแห่งดาบเฉินฮ่าวเอ่ยขึ้น "ทิศเฉียงไปทางซ้ายมือ ห่างออกไปห้าพันเมตร บริเวณเชิงเขาแห่งนั้นมียอดฝีมือระดับทลายเวหาขั้นต้นอยู่คนหนึ่ง"
"รับทราบ"
ยอดฝีมือระดับทลายเวหาขั้นต้นเพียงคนเดียว เมื่ออยู่ต่อหน้าชิงเหยียนย่อมไร้ความหมาย
จิตวิญญาณแห่งดาบเฉินฮ่าวเอ่ยอีก "ทางซ้ายมือของเจ้า มีกลุ่มผู้ฝึกยุทธ์ระดับทลายเวหากลุ่มหนึ่ง มีด้วยกันทั้งหมดหกคน ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดคือยอดฝีมือระดับทลายเวหาขั้นกลางสองคน เจ้าอยากจะลองดูหรือไม่"
"เอาสิ"
เมื่อชิงเหยียนขยับเข้าไปใกล้ นางก็พบว่าคนทั้งห้าเป็นผู้ฝึกยุทธ์จากพรรคสี่สมุทร
ยอดฝีมือทั้งหกคนกำลังสำรวจพื้นที่ในแดนลับแลอย่างระมัดระวัง แทบจะไม่ส่งเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาให้ได้ยิน
พรรคสี่สมุทรอย่างนั้นหรือ
นางหวนนึกไปถึงผู้คุมกฎสยงแห่งพรรคสี่สมุทร
ผู้คุมกฎสยงยังเคยเอ่ยปากชักชวนนางให้เข้าร่วมพรรคสี่สมุทรอยู่เลย
จะว่าไปแล้ว ตอนที่ผู้คุมกฎสยงออกหน้าชักชวนนางท่ามกลางธารกำนัล เย่ชิงเหยียนก็ยังรู้สึกลิงโลดใจอยู่บ้าง
อย่างไรเสียนี่ก็เป็นเครื่องยืนยันว่าคุณค่าของนางได้รับการยอมรับจากผู้คุมกฎขอบเขตเทวะของขุมกำลังมหาอำนาจเลยเชียวนะ
เมื่อคิดได้ดังนี้ ชิงเหยียนก็ชักดาบโลหิตชาดออกจากฝัก
เห็นแก่หน้าของผู้คุมกฎสยง นางจะสงเคราะห์ให้สมาชิกพรรคของเขาได้ตายอย่างรวดเร็วและไม่ทรมานก็แล้วกัน
"ยอดฝีมือระดับทลายเวหาขั้นกลางทั้งสองคนอยู่ตรงตำแหน่งใดของขบวนหรือ"
"อยู่หัวท้าย พวกเขาทิ้งระยะห่างกันพอสมควร"
"กำลังค้นหาสมุนไพรวิญญาณกันอยู่สินะ ประจวบเหมาะเลย" ชิงเหยียนคลี่ยิ้ม "แก่นแท้แห่งภาพลวงตา"
ภายใต้สายตาของเฉินฮ่าว ร่างของชิงเหยียนก็ค่อยๆ เลือนลางลง แสงสว่างราวกับสามารถทะลุผ่านร่างของนางไปได้โดยตรง แม้แต่กลิ่นอายพลังของนางก็ยังถูกเก็บงำเสียจนมิดชิด เกรงว่าต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับทลายเวหาขั้นสูงสุด หากไม่สังเกตให้ดีก็คงยากที่จะค้นพบตัวนางได้
เฉินฮ่าวลองจับสัมผัสตำแหน่งของชิงเหยียนดู ภายใต้สัมผัสของดาบมาร นางแทบจะไม่มีที่ให้หลบซ่อนได้เลย
เขาอดสงสัยไม่ได้จึงเอ่ยถาม "ความสามารถนี้ เหตุใดก่อนหน้านี้เจ้าถึงไม่เคยนำมาใช้เลยเล่า"
"อืม เมื่อก่อนข้าก็พอทำได้ แต่ไม่ได้แนบเนียนถึงเพียงนี้" ชิงเหยียนเอ่ยตอบพลางซุ่มรออยู่ตรงเส้นทางที่ขบวนนั้นจะต้องเดินผ่าน นางกระชับดาบโลหิตชาดในมือแน่น ซ่อนเร้นกายอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางเกือบสามเมตร "ในหอตำราของสำนักโลหิตพิฆาต ข้าบังเอิญพบสมุดบันทึกความเข้าใจของผู้อาวุโสท่านหนึ่งที่เคยฝึกฝนพลังเทวะแห่งภาพลวงตา แม้ว่าเขาจะแค่บอกเล่าแนวทางการฝึกแก่นแท้แห่งภาพลวงตาไว้อย่างคร่าวๆ ทว่าข้าก็ได้รับประโยชน์มหาศาล ข้าพยายามงมหาเคล็ดลับจนสามารถสร้างรูปแบบการซ่อนเร้นกายด้วยแก่นแท้แห่งภาพลวงตาขึ้นมาได้... น่าเสียดายที่ชั้นล่างมีเพียงบันทึกความเข้าใจขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับเจตจำนงแห่งภาพลวงตาและแก่นแท้แห่งภาพลวงตาเท่านั้น ไม่มีทักษะยุทธ์ของจริงอยู่เลย ไม่รู้ว่าภายในหอตำราจะมีเก็บซ่อนเอาไว้บ้างหรือไม่"
"เอาล่ะ ไม่พูดแล้ว"
ชิงเหยียนหลับตาลง จังหวะการเต้นของหัวใจเริ่มเชื่องช้าลงเรื่อยๆ รังสีอำมหิตในร่างถูกสะกดกลั้นไว้จนถึงขีดสุด
เฉินฮ่าวต้องลอบยกย่องความสามารถในการควบคุมอันละเอียดลออของชิงเหยียน
ผู้ฝึกยุทธ์หลายคน หากผ่านการเข่นฆ่ามามาก รังสีอำมหิตก็จะสั่งสมพอกพูนอยู่ในร่าง ดังนั้นผู้ฝึกยุทธ์ที่เสพติดการฆ่าฟัน กลิ่นอายบนร่างของพวกเขาจึงมักจะน่าสะพรึงกลัวจนไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ถือครองดาบโลหิตชาด
เนื่องด้วยอิทธิพลของดาบโลหิตชาด แม้ผู้ถือครองจะลงมือสังหารศัตรูในจำนวนที่เท่ากัน ทว่ารังสีอำมหิตที่สะสมอยู่ในร่างกลับอาจมีมากกว่าผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปถึงสามเท่า
ดังนั้น... ผู้ถือครองดาบโลหิตชาดจึงมักจะถูกจิตมารเข้าแทรกได้ง่ายดายยิ่งนัก
ผู้ฝึกยุทธ์ที่น่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง หาใช่ผู้ที่แผ่รังสีอำมหิตข่มขวัญผู้คนไม่ ทว่าคือผู้ที่สามารถควบคุมรังสีอำมหิตในร่างได้อย่างอิสระต่างหาก
ยามที่พวกเขาเก็บงำรังสีอำมหิต แม้แต่สัตว์อสูรที่มีประสาทสัมผัสไวก็ยังไม่อาจตรวจจับได้
ทว่าเมื่อใดที่พวกเขาปลดปล่อยมันออกมา ย่อมหมายถึงหายนะดั่งทำนบแตก