- หน้าแรก
- สามก๊ก ระบบมหาจักรวรรดิไร้เทียมทาน
- บทที่ 980 - วีรบุรุษผู้ถูกทอดทิ้ง
บทที่ 980 - วีรบุรุษผู้ถูกทอดทิ้ง
บทที่ 980 - วีรบุรุษผู้ถูกทอดทิ้ง
บทที่ 980 - วีรบุรุษผู้ถูกทอดทิ้ง
กองทัพจิ้นขยับเข้าใกล้มาเรื่อยๆ ใกล้เข้ามาทุกที
"ยิงธนู!" ลูกศรของทหารแคว้นฉีประดุจมังกรสีดำที่พุ่งเข้ากลืนกินกองทัพจิ้น ทว่าภายใต้การป้องกันของเกราะม้าและโล่ม้า ผลลัพธ์ที่ได้กลับน้อยนิดยิ่งนัก
บนฝั่งใต้ เหล่าทหารแคว้นฉีที่ยังคงจัดขบวนทัพอยู่ต่างกระหายที่จะสู้รบ ทหารแนวหน้าจัดขบวนหอกป่าเตรียมพร้อมรับศึกอย่างเต็มที่
"องค์ชาย สั่งการเถิดพ่ะย่ะค่ะ!" รองแม่ทัพข้างกายประสานมือกล่าว
องค์ชายใหญ่ไม่ได้เอ่ยคำใด เพียงแต่จ้องมองไปยังทัพบินเมฆาที่ควบตะบึงมาอย่างรวดเร็วเบื้องหน้า
เสียงเกือกม้าย่ำลงบนแผ่นไม้ ทหารม้าพุ่งขึ้นสู่สะพานทำให้สะพานพ่วงสั่นไหวไปมา ทว่าโชคดีที่เหล่าทหารมีความสามารถในการบังคับม้าที่เป็นเลิศ จึงไม่มีผู้ใดร่วงหล่นลงสู่น้ำ
การรุกคืบเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งนัก ในที่สุดก็มาถึงกึ่งกลางของแม่น้ำจี้สุ่ย ทว่าองค์ชายใหญ่ก็ยังคงมิได้ออกคำสั่งใดๆ
ทหารแคว้นฉีในแนวหน้าเคลื่อนขบวนหอกป่าไปจนถึงริมตลิ่ง เฝ้ารอคอยคำสั่งอย่างจดจ่อ
ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายขยับเข้าใกล้กันเรื่อยๆ จนจวนจะปะทะกันอยู่รอมร่อ ทันใดนั้นกองทัพจิ้นกลับเป่าแตรสัญญาณถอนทัพ!
และในเวลานั้นเอง องค์ชายใหญ่ก็สะบัดมือลงพลางแผดเสียงสั่งการว่า "ลงมือได้!"
สิ้นเสียงสั่งการ น้ำมันดำที่กำลังลุกไหม้นับไม่ถ้วนก็ถูกทหารแคว้นฉีโยนออกไป เปลวเพลิงพวยพุ่งขึ้นสกัดกั้นเส้นทางเดินทัพของกองทัพจิ้นในทันที ทว่าทหารม้าจิ้นกลับชะลอม้าไว้ได้ทันก่อนจะถึงกองเพลิงนั้นพอดี
ทว่าความโชคดีมักมาพร้อมกับภัยพิบัติที่ยิ่งใหญ่กว่า!
ลูกศรไฟพุ่งมาจากทั้งสองด้าน ปักลงบนสะพานพ่วงฝั่งซ้ายและขวา ดูคล้ายจะไม่มีสิ่งใดผิดปกติ
ทว่าแผ่นไม้ที่วางเรียงรายอยู่นั้นกลับระเบิดออกเสียงดังสนิท ท่ามกลางช่องว่างเล็กๆ นั้น เหล่าทหารจิ้นต่างพากันตกใจแทบสิ้นสติ เพราะภายใต้ช่องว่างเหล่านั้นกลับกลายเป็นทะเลเพลิง!
"ถอย!..."
เสียงคำรามยังไม่ทันได้กระจายออกไป เปลวเพลิงนับไม่ถ้วนก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า กลืนกินทหารจิ้นบนสะพานไปจนสิ้น
ความโกลาหลอุบัติขึ้น ทหารจิ้นที่เคยมีระียบวินัยกลับแตกตื่นไปชั่วขณะ บ้างก็กระโดดลงน้ำ บ้างก็พยายามพุ่งไปข้างหน้า ทว่ากลับไม่มีผู้ใดถอยหลังเลยแม้แต่น้อย
ริมฝั่งแม่น้ำใหญ่ ดวงตาของหวังอวิ๋นมิได้ฉายแววแห่งความเมตตาเลยแม้แต่นิดเดียว ต่อให้เพื่อนร่วมรบของตนต้องล้มตายไปในชั่วพริบตา เขาก็ไม่มีความสงสารปรากฏให้เห็นเลยแม้แต่เพียงเสี้ยว
ทหารแคว้นฉีห้าร้อยนายที่หลงเหลือจากการสกัดกั้นถูกทหารจิ้นควบคุมตัวมายังริมฝั่งน้ำ หวังอวิ๋นและหลิวจุ้นต่างจ้องมองกันและกันผ่านริมฝั่งแม่น้ำ ทั้งสองต่างเป็นองค์ชายใหญ่ของประเทศตน และต่างมิได้เป็นองค์รัชทายาทเหมือนกัน
ในการสบตากันเพียงชั่วครู่นี้ ทั้งสองคนประดุจเห็นเงาของตนเองในตัวของอีกฝ่าย
หวังอวิ๋นสะบัดมือเบาๆ เหล่าทหารหน่วยกล้าตายห้าร้อยนายที่ถูกควบคุมตัวไว้นั้นต่างถูกบั่นศีรษะลงริมแม่น้ำจี้สุ่ยทันที
ไม่มีถ้อยคำใดให้ต้องเอ่ยอีก ทั้งสองฝ่ายต่างพากันจากไป
หลงเหลือไว้เพียงซากศพเหล่านั้นที่จะค่อยๆ ถูกลมหนาวและหิมะปกคลุมไป เมื่อหิมะหยุดตก โลกใบนี้ก็จะกลับมาขาวโพลนสะอาดตาอีกครั้ง ประดุจว่าไฟสงครามไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ใครจะไปคาดคิดว่า ภายใต้หิมะที่งดงามนั้น กลับทับถมไปด้วยซากศพและโครงกระดูกนับไม่ถ้วน?
ทว่าในเวลานี้ มหาสงครามอีกแห่งหนึ่งกำลังเริ่มก่อตัวขึ้นภายในช่องแคบนครเหลี่ยว นั่นคือมหาศึกทางน้ำระหว่างสองแคว้นฉีและจิ้น
กองทัพบกของแคว้นฉีได้ตีฝ่าวงล้อมออกมาได้แล้ว ทว่ากองทัพเรือของแคว้นฉีกลับถูกขังอยู่ในช่องแคบ และในยามนี้ กองทัพเรือแคว้นฉีที่สูญเสียพละกำลังไปมากจากการถูกซุ่มโจมตี ย่อมเป็นไปได้ยากที่จะตีฝ่าออกไปได้อย่างสมบูรณ์
นครเหลี่ยวได้กลายเป็นพื้นที่ในการควบคุมของมหาจิ้นไปเสียแล้ว กองทัพเรือแคว้นฉีไม่อาจนำเรือเข้าเทียบท่าเรือของแคว้นจิ้นได้อีกต่อไป ส่วนเรือพาณิชย์ที่ถูกเกณฑ์มาซึ่งไร้อาวุธและต้องเผชิญกับดินแดนที่กลายเป็นของมหาจิ้นไปหมดแล้วต่างพากันยอมสวามิภักดิ์ไปทีละลำ เพราะไม่ต้องการจะติดตามกองทัพเรือแคว้นฉีออกสู่ทะเลลึกอีก
กองทัพเรือแคว้นฉีที่ต้องลอยลำอยู่กลางทะเลโดยไร้ที่พักพิงเพื่อเติมเสบียง ในที่สุดก็จำต้องมุ่งหน้าไปยังปากอ่าว สงครามครั้งนี้จะเป็นการวาดจุดสิ้นสุดให้แก่ศึกทางน้ำระหว่างฉีและจิ้น
ท่ามกลางกองเรือสีดำอันยิ่งใหญ่ หลงหยูยืนตระหง่านอยู่บนหอสั่งการบนเรือธง ลมหนาวพัดกระแทกใบหน้าเขาอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน
เขาขมวดคิ้วแน่น หลังจากผ่านศึกใหญ่ครั้งก่อนมา เรือรบยังมิได้รับกำลังบำรุง อาวุธบนเรือถูกใช้ไปเป็นจำนวนมากจนยากจะรองรับศึกทางน้ำครั้งใหญ่ได้อีกครั้ง
และในเวลาอันสั้นเช่นนี้ กองทัพเรือของแคว้นอู๋ก็ไม่มีทางมาถึงปากอ่าวเพื่อร่วมรบได้ทันเวลาแน่นอน
นั่นย่อมหมายความว่า ศึกที่ปากอ่าวในครั้งนี้ อาจจะเป็นจุดจบของกองทัพเรือแคว้นฉี
การใช้พละกำลังทางน้ำทั้งหมดเพื่อแลกกับทหารบกยี่สิบหมื่นนาย บางทีจักรพรรดิของเขาอาจจะวางแผนเช่นนี้ไว้ตั้งนานแล้ว ทว่ามันจะคุ้มค่าหรือไม่นั้น เขาเองก็ไม่อาจรู้ได้
"ท่านแม่ทัพ กราบเรือของเรือใหญ่ได้รับการเสริมความแข็งแกร่งแล้ว หากเข้าเทียบเรืออย่างรวดเร็ว ย่อมไม่มีปัญหาใหญ่พ่ะย่ะค่ะ!"
หลงหยูพยักหน้าพลางกล่าวด้วยความโศกเศร้าว่า "จงทำอย่างสุดความสามารถเถิด ยามนี้พวกเราไม่มีอาวุธสำรองหลงเหลืออยู่อีกแล้ว หากตีฝ่าไปไม่ได้จริงๆ ก็ทำได้เพียงใช้วิธีการบุกยึดเรือของศัตรูเท่านั้น"
"รับบัญชา!"
หากสิ้นไร้กองทัพเรือ การติดต่อระหว่างดินแดนทางเหนือและใต้ของประเทศก็จะถูกศัตรูตัดขาดโดยสิ้นเชิง เดิมทีเขามีโอกาสมากมายที่จะกำจัดกองทัพเรือของแคว้นจิ้น ทว่าจักรพรรดิของเขากลับไม่เคยให้ความสำคัญกับการรบทางน้ำเลย ตลอดเวลาที่ผ่านมาทรงเห็นกองทัพเรือเป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุนในการขนส่งทหารบกเท่านั้น
"ท่านแม่ทัพ!" รองแม่ทัพข้างกายครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยปากกับหลงหยูว่า "ผู้น้อยมีวาจาบางอย่าง ไม่ทราบว่าสมควรจะกล่าวหรือไม่"
หลงหยูหันไปมองเขา เห็นสีหน้าที่อ้ำอึ้งเช่นนั้น ไม่ต้องบอกเขาก็รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ทว่าเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว การจะปล่อยให้ใครเก็บความอัดอั้นไว้ในใจก็คงไม่ใช่เรื่องดี "พูดมาเถิด!"
"ท่านแม่ทัพ พวกเราต่างล่วงรู้ดีว่าการตีฝ่าที่ปากอ่าวในครั้งนี้โอกาสรอดชีวิตนั้นช่างริบหรี่นัก ผู้น้อยต้องขอบพระคุณท่านแม่ทัพที่คอยส่งเสริมมาโดยตลอด การได้ตายในสนามรบร่วมกับท่านแม่ทัพถือเป็นวาสนาที่ผู้น้อยสั่งสมมานับร้อยชาติ ขอกราบขอบพระคุณท่านแม่ทัพก่อนพ่ะย่ะค่ะ!" เขาก้มลงคำนับครั้งหนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ "ดังคำที่ว่า ผู้ที่รู้แจ้งว่ายามใดควรสู้และยามใดมิควรสู้ย่อมเป็นผู้ชนะ ผู้ที่แม่ทัพมีความสามารถแต่จักรพรรดิมิเข้ามาก้าวก่ายย่อมเป็นผู้ชนะ ตลอดเวลาที่ผ่านมาการรบของกองทัพเรือพวกเรามักถูกฝ่าบาทควบคุมอยู่เสมอ พวกเราทั้งที่รู้แจ้งว่ามิควรสู้แต่ฝ่าบาทกลับสั่งให้สู้! พวกเราทั้งที่รู้แจ้งว่าควรสู้แต่ฝ่าบาทกลับมิตรงให้สู้!"
"ยามที่กองทัพเรือจิ้นซุ่มจู่โจมจนสัมฤทธิ์ผล และทำลายทัพเรือที่เฝ้ารักษาอยู่ลงได้ ในตอนนั้นท่านแม่ทัพนำทัพเรือมาจากมณฑลอิ๋งโจว ยามนั้นทัพของพวกเราเกรียงไกรยิ่งนัก เพิ่งผ่านชัยชนะครั้งใหญ่มา ขวัญกำลังใจพุ่งทะยาน เหล่านักรบต่างเตรียมพร้อมสู้ตายกับศัตรูในมหาสมุทร! ทว่าฝ่าบาทกลับทรงมีรับสั่งในตอนที่พวกเราเกือบจะถึงที่หมาย บังคับให้พวกเราไปคุ้มกันขบวนเรือขนส่งทหาร ทำให้สูญเสียโอกาสครั้งแรกที่จะขับไล่ศัตรูไป"
"ศึกที่นครเหลี่ยว ท่านแม่ทัพไม่ล่วงรู้ว่าเป็นกับดัก ทว่าหากกองทัพเรือทั้งหมดเข้าสู่นครเหลี่ยว ทันทีที่ศัตรูปิดกั้นปากอ่าวพวกเราก็จะถูกขังตายอยู่ภายใน ท่านแม่ทัพถวายฎีกาไปทว่าฝ่าบาทกลับมิรับฟัง ยังคงสั่งให้พวกเราต้องให้ความร่วมมือ! ไยจึงมิเห็นว่าคราวที่กองทัพจิ้นบุกนครเหลี่ยว พวกเขาใช้เรือเพียงไม่กี่ลำเท่านั้น? หลังจากที่หลงกลที่นครเหลี่ยวแล้ว ฝ่าบาทมิได้สั่งให้ทัพเรือรีบถอนตัวออกจากน่านน้ำนครเหลี่ยว ทว่ากลับสั่งให้พวกเราคุ้มกันทหารบกถอนตัวจากนครเหลี่ยวเพื่อกระโดดออกจากวงล้อมของศัตรู! ผลลัพธ์คือทหารบกหนีไปได้แล้ว ทว่าพวกเราเหล่าทัพเรือเล่า?"
"การถอนตัวจากนครเหลี่ยว เหล่านักรบทัพเรือของพวกเราต่างยอมแลกชีวิตต่อชีวิต ใช้เรือรบอารักขาเรือขนส่งจนล้มตายบาดเจ็บนับไม่ถ้วน ยามนี้แม้แต่ราชโองการฉบับเดียวจากฝ่าบาทก็ยังไม่มีมาถึง พวกเราเหล่านักรบทัพเรือถูกทอดทิ้งไว้ในน่านน้ำนครเหลี่ยวแห่งนี้อย่างสมบูรณ์แล้วหรือ? สามศึกที่ผ่านมา ล้วนเป็นเพราะแม่ทัพมีความสามารถแต่จักรพรรดิก้าวก่าย ทั้งที่รู้ว่ามิควรสู้แต่กลับสั่งให้สู้จึงทำให้กองทัพเรือของพวกเราพ่ายแพ้ซ้ำซาก! ฝ่าบาททรงเห็นทัพเรือเป็นสิ่งใด? เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับรับส่งคนไปมาเท่านั้นหรืออย่างไร!"
"เหลวไหล!" หลงหยูจำต้องยอมรับว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นถูกต้องยิ่งนัก ในแคว้นฉีกองทัพเรือไม่มีตำแหน่งแห่งที่ใดเลย อย่าว่าแต่เขาที่เป็นแม่ทัพใหญ่ทางเรือเลย แม้แต่ยามเผชิญหน้ากับแม่ทัพบกบางคน คำพูดของเขายังไม่มีน้ำหนักเท่าเลย ทว่าเขาก็ยังต้องดุดันใส่เขา เพราะเขาไม่อาจปล่อยให้คำพูดเช่นนี้แพร่กระจายออกไปได้
"ท่านแม่ทัพ!" รองแม่ทัพลุกขึ้นยืนพลางกล่าวด้วยความร้อนรน "ท่านดูทัพเรือมหาจิ้นสิ หวังเฉินเคยออกคำสั่งบงการอย่างเข้มงวดบ้างหรือไม่? กานหนิงลอบจู่โจมพวกเราได้สำเร็จครั้งแล้วครั้งเล่าเพราะเหตุใด? เพราะแม่ทัพมีความสามารถแต่จักรพรรดิมิเข้าก้าวก่าย! ตั้งแต่เริ่มศึกมาจนถึงปัดนี้ เห็นได้ชัดว่าพวกเราแข็งแกร่งกว่าศัตรูหลายเท่าตัว ทว่าเหตุใดจึงมักถูกศัตรูไล่ทุบตีอยู่ฝ่ายเดียว? เดิมทีพวกเรามีความสามารถจะทำลายศัตรูได้ในการรบเพียงครั้งเดียว ทว่าเพราะการบัญชาการและการควบคุมที่ผิดพลาดของนายเหนือหัว ทำให้พวกเราต้องทนมองดูทัพเรือศัตรูแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ! ท่านแม่ทัพยังมองไม่เห็นอีกหรือ? ยามนี้ยังจะพาเหล่าพี่น้องไปตายที่ปากอ่าวอีก? ในสายตาของท่านแม่ทัพ จักรพรรดิเพียงคนเดียวมีค่ามากกว่าชีวิตของพี่น้องมากมายถึงเพียงนี้เชียวหรือ?"
"เจ้า!" หลงหยูมิได้มีโทสะ เขาไม่อาจโกรธได้ลง ทว่าเขาก็ยังต้องแสร้งทำเป็นดุร้ายใส่
"ท่านแม่ทัพ!" เหล่ารองแม่ทัพรอบข้างต่างพากันคุกเข่าลง
"เฮ้อ!" หลงหยูทอดถอนใจยาวพลางกล่าวว่า "ข้าเดิมเป็นเพียงลูกชาวประมง โชคดีที่ได้รับพระเมตตาจากฝ่าบาทจึงได้มีทุกวันนี้! นี่คือบุญคุณที่มิอาจลืมเลือน ต่อให้ต้องตายร้อยครั้งก็มิอาจทดแทนได้หมด ในเมื่อพวกเจ้าพูดออกมาถึงเพียงนี้แล้ว ในฐานะที่เป็นเพื่อนร่วมรบกันมา ข้าจะไปบีบคั้นพวกเจ้าให้ลำบากใจได้อย่างไร? ความโกรธแค้นในใจพวกเจ้า ข้าเองก็เข้าใจดี ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้ใดที่ยินดีจะไปตายร่วมกับข้า ก็จงตามข้าไป ผู้ใดที่ไม่ยินดี ก็จงอยู่ที่นี่เถิด!"
"ขอบพระคุณท่านแม่ทัพ!"
หลงหยูยิ้มไม่ออก ประเทศชาติจวนจะพินาศ พวกเขาเองก็เพียงแค่ต้องการจะมีชีวิตรอดต่อไปเท่านั้น ทุกคนต่างก็มีลูกเมียและพ่อแม่ที่ต้องดูแล เมื่อถูกทอดทิ้งเช่นนี้ ความจงรักภักดีก็กลายเป็นสิ่งที่เปราะบางยิ่งนัก
เขาพยุงรองแม่ทัพที่พูดเมื่อครู่ให้ลุกขึ้นพลางตบไหล่เบาๆ แล้วกล่าวว่า "เสิ่นโป พาพี่น้องทุกคนไปมีชีวิตรอดให้ได้นะ!"
"ท่านแม่ทัพโปรดวางใจ!"
[จบแล้ว]