- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นโจรป่า ขอด่าฟ้าแล้วคว้าบัลลังก์
- บทที่ 91 - เสาหลักแห่งเป่ยฉี คมดาบจ่อคอหอยกลับสีหน้าไม่เปลี่ยน
บทที่ 91 - เสาหลักแห่งเป่ยฉี คมดาบจ่อคอหอยกลับสีหน้าไม่เปลี่ยน
บทที่ 91 - เสาหลักแห่งเป่ยฉี คมดาบจ่อคอหอยกลับสีหน้าไม่เปลี่ยน
บทที่ 91 - เสาหลักแห่งเป่ยฉี คมดาบจ่อคอหอยกลับสีหน้าไม่เปลี่ยน
วันรุ่งขึ้น ฟ่านเสียนและหลิวหงเดินออกจากเรือนรับรองพร้อมกันอีกครั้ง
หลิวหงมองดูฟ่านเสียนที่เพิ่งเคยสวมชุดขุนนางตำแหน่งราชบัณฑิตเป็นครั้งแรก เปลือกตาของเขาก็กระตุกขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
"นี่เป็นการเข้าวังหลวงเป่ยฉีครั้งที่เท่าไหร่ของเจ้าแล้ว?"
"ครั้งที่สองกระมัง! ข้าเตรียมจะไปหารือเรื่องธุรกิจกับราชวงศ์เป่ยฉีเสียหน่อย ยุคสมัยที่เหล่าสายลับต้องเข่นฆ่ากันเอง มันควรจะจบลงได้แล้ว"
ฟ่านเสียนมีท่าทีฮึกเหิม แววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจนั้น ทำให้หลิวหงถึงกับเหม่อลอยไปชั่วขณะ
ช่างเหมือนฮ่องเต้แคว้นชิ่งเสียเหลือเกิน! เพียงแต่ฟ่านเสียนไม่ใช่ฮ่องเต้แคว้นชิ่ง
ฮ่องเต้แคว้นชิ่งหลงคิดว่าการที่พระองค์เป็นถึงปรมาจารย์ และเป็นกษัตริย์ผู้ทรงอำนาจที่สุดในรอบร้อยปี จะทำให้พระองค์สามารถนอนหลับตาได้อย่างไร้กังวล
ทว่าสิ่งที่ฮ่องเต้แคว้นชิ่งทรงกระทำนั้น ล้วนเป็นการฝังรากเหง้าแห่งความวุ่นวายเอาไว้ในแคว้นชิ่ง พระองค์ทรงคานอำนาจในราชสำนัก ปล่อยให้เหล่าขุนนางเข่นฆ่าแย่งชิงกันเอง
แต่ในความเป็นจริง ขุนนางผู้ชาญฉลาดเหล่านั้น ก็เพียงแค่ร่วมกันแสดงงิ้วฉากหนึ่งถวายฮ่องเต้แคว้นชิ่งเท่านั้น! ยกตัวอย่างเช่นหลิวหงและตระกูลฉิน
หลังจากคดีของเยี่ยชิงเหมย แม้แต่ขุนนางที่เคยจงรักภักดีที่สุด ก็ยังเหินห่างและแปรพักตร์จากฮ่องเต้แคว้นชิ่ง
ยิ่งเมื่อบวกกับแผนการของหลิวหง ที่ยุยงให้แม่ทัพชายแดนหารายได้เลี้ยงกองทัพเองและเดินหน้ายึดครองดินแดนของแคว้นฉี
นี่ไม่เท่ากับเป็นการเปิดทางให้แม่ทัพชายแดนกระหายสงคราม ยักยอกเสบียงและเงินทุนเพื่อขยายดินแดนศักดินาของตนเองหรอกหรือ?
การกระทำเช่นนี้ ต่อให้ไม่อยากสร้างขุนศึกที่ทรงอำนาจก็คงยากแล้ว!
ทว่าเรื่องทั้งหมดนี้ ฮ่องเต้แคว้นชิ่งหาได้ใส่พระทัยไม่ พระองค์ทรงตระหนักถึงผลที่ตามมาดี แต่ด้วยความมั่นใจอย่างหลับหูหลับตา พระองค์จึงไม่สนใจ
ตราบใดที่ฮ่องเต้แคว้นชิ่งยังมีชีวิตอยู่ พระองค์สามารถชี้เป็นชี้ตายด้วยพระราชโองการเพียงฉบับเดียว ต่อให้ขุนศึกจะมีอำนาจล้นฟ้าเพียงใด ก็ทำได้เพียงสยบแทบเบื้องพระบาทเท่านั้น
แววตาของหลิวหงทอประกายล้ำลึก
แต่แผนการที่เขาวางไว้ก็คือ รอจนกว่าข่าวลวงเรื่องฮ่องเต้แคว้นชิ่งสวรรคตในศึกเขาต้าตงแพร่สะพัดกลับมายังแคว้นชิ่ง และนั่นจะเป็นช่วงเวลาที่แคว้นชิ่งเกิดความโกลาหลวุ่นวาย
"หลิวหง เจ้าจ้องมองข้าแบบนั้นทำไม?"
ฟ่านเสียนรู้สึกประหม่าขึ้นมาทันที เขายอมรับว่าตัวเองหน้าตาดีกว่าหญิงสาวทั่วไปมากนัก
แต่เขามีรสนิยมปกติ ไม่ได้นิยมชมชอบบุรุษเพศ ยิ่งไปกว่านั้นหมอนี่ก็ยังเป็นน้องเขยของเขาอีกด้วย
"ฟ่านเสียน เจ้านับวันยิ่งเหมือนฮ่องเต้แคว้นชิ่งเข้าไปทุกทีแล้วนะ"
หลิวหงถอนหายใจพลางละสายตาออกไป
ฟ่านเสียนหัวเราะเบาๆ ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ เขาคิดว่าหลิวหงคงจะนอนไม่พอ หรือไม่ก็อาจจะถูกฮ่องเต้แคว้นชิ่งทิ้งเงามืดไว้ในใจมากเกินไป
เขาคือทายาทตระกูลฟ่าน แม้ว่าด้วยสถานะลูกหลานนอกสมรสจะทำให้เขายังไม่ได้ถูกบันทึกชื่อลงในผังตระกูลก็ตาม
แต่มันจะไปเกี่ยวอะไรกับฮ่องเต้แคว้นชิ่งเล่า หรือตอนที่ฟ่านเจี้ยนทำลูก จะให้ฮ่องเต้แคว้นชิ่งมาลงแรงแทนงั้นหรือ
"หลังจากออกจากวังหลวงแล้ว ก็มาหาข้าที่จวนแม่ทัพใหญ่ด้วยล่ะ! ข้า ซ่างซานหู่ และเซียวเอินกำลังรอเจ้าอยู่ ที่นั่นมีข่าวสารที่เจ้าเฝ้าถวิลหาอยู่ด้วย"
หลิวหงพลิกตัวขึ้นหลังม้า เขามองฟ่านเสียนด้วยสายตาที่มีนัยยะลึกซึ้ง
ข้อมูลเท็จที่เฉินผิงผิงอุตส่าห์สร้างขึ้นมาเพื่อหลอกเซียวเอินตลอดหลายสิบปี จะไม่เอามาใช้ประโยชน์เลยก็คงเสียของ
ขณะที่ฟ่านเสียนกำลังยืนอึ้ง หลิวหงก็นำทหารองครักษ์ควบม้าจากไปไกลแล้ว
หวังฉี่เหนียนชะโงกศีรษะกลมโตราวกับหมูออกมาพลางเอ่ยถามด้วยความสงสัย
"ใต้เท้า ใต้เท้าหลิวหมายความว่าอย่างไรหรือขอรับ!"
"เจ้านี่มัน..."
ฟ่านเสียนกัดฟันกรอด ก่อนจะมุดตัวกลับเข้าไปในรถม้า
ทุกอย่างกระจ่างแจ้งแล้ว! หลิวหงกับซ่างซานหู่แอบตกลงกันไว้ก่อนแล้ว ว่าจะปล่อยตัวเซียวเอินไป
และการปะทะกันที่ทะเลสาบเป่ยไห่ ก็เป็นเพียงการจัดฉากที่หลิวหงฉวยโอกาสสร้างขึ้น เพื่อตบตาบรรดาปรมาจารย์และสองมหาอำนาจเท่านั้น
ความสามารถในการวางแผนระดับนี้ ฟ่านเสียนเคยเห็นจากเฉินผิงผิงเพียงคนเดียว
หลิวหงจะมีความสามารถถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ฟ่านเสียนทำเสียงขึ้นจมูกด้วยความไม่เชื่อ
หลิวหงถือเป็นผู้มีความสามารถโดดเด่นคนหนึ่งก็จริง แต่เต็มที่ก็คงมองการณ์ไกลได้แค่ก้าวหรือสองก้าว
จะไปวางแผนการรัดกุมเป็นลูกโซ่เช่นนี้ได้อย่างไร น่าจะเป็นฝีมือของจางเหลียงที่คอยติดตามอยู่ข้างกายหลิวหงมาตลอดเสียมากกว่า
ถึงอย่างนั้นฟ่านเสียนก็ไม่อาจปฏิเสธคำเชิญได้ เพราะทั้งเฉินผิงผิงและฮ่องเต้แคว้นชิ่ง ต่างก็มอบหมายภารกิจให้เขาล้วงความลับที่เซียวเอินซ่อนเอาไว้หลายสิบปีให้จงได้
จวนแม่ทัพใหญ่แห่งเมืองซ่างจิงนั้นหรูหราโอ่อ่า ชวนให้ผู้พบเห็นเกิดความเลื่อมใส และใฝ่ฝันอยากจะเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่บ้าง
ถึงแม้ซ่างซานหู่จะเป็นแม่ทัพใหญ่ที่ยืนอยู่ตรงกลางระหว่างฮ่องเต้กับไทเฮา แต่ราชวงศ์ก็ไม่เคยปฏิบัติต่อเขาอย่างตระหนี่ถี่เหนียว
ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างพากันหยุดยืนมองด้วยสายตาเคารพเทิดทูน
นี่คือผลงานความดีความชอบของซ่างซานหู่ที่คอยรักษาการณ์พรมแดนตอนเหนือมานานนับสิบปี ทำให้พวกคนเถื่อนถูกกักขังไว้นอกป้อมปราการ ไม่สามารถก้าวล่วงเข้ามาได้แม้แต่ก้าวเดียว
บารมีที่สั่งสมมานี้ ทัดเทียมได้กับเชื้อพระวงศ์ จนได้รับการขนานนามว่าเป็นเสาหลักแห่งต้าฉี
ต่อให้เป่ยฉีจะพ่ายแพ้ในสงครามแล้วอย่างไรเล่า! หากปรมาจารย์ไม่ยอมลงมือ ซ่างซานหู่ก็มีศักยภาพพอที่จะปกป้องเป่ยฉีไม่ให้ล่มสลายได้
หลิวหงนำทหารองครักษ์มาหยุดอยู่หน้าจวนแม่ทัพใหญ่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เอ่ยปาก
"พวกเจ้ารออยู่ที่นี่เถอะ ข้าจะเข้าไปในจวนแม่ทัพใหญ่เพียงลำพัง"
"ใต้เท้า..."
หยางตู้ร้อนรนขึ้นมาทันที หากปล่อยให้หลิวหงเข้าไปเพียงลำพัง แล้วเกิดอันตรายขึ้นมาจะทำอย่างไร?
"หากแม่ทัพใหญ่คิดจะสังหารข้า พวกเจ้าจะต้านทานทหารองครักษ์ห้าร้อยนายในจวนของเขาได้นานแค่ไหนกันเชียว? ยิ่งไปกว่านั้นหากข้าเกิดพลาดพลั้งทำเรื่องน่าอายขึ้นมา ให้พวกเจ้าเห็น ข้าก็เสียหน้าแย่สิ"
มาถึงขั้นนี้แล้ว หลิวหงก็ยังมีอารมณ์มาล้อเล่นกับหยางตู้และคนอื่นๆ อีก
ช่างเป็นคนที่มีจิตใจเข้มแข็งเหลือเกิน!
หยางตู้กำลังจะเอ่ยปากทัดทานอีก
แต่หลิวหงก็ก้าวเท้าเดินเข้าไปในจวนแม่ทัพใหญ่เสียแล้ว บ่าวรับใช้ที่เคยเป็นทหารมาก่อนรีบปิดประตูจวนอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด
ทหารองครักษ์ในชุดเกราะหนักต่างจ้องมองหลิวหงเขม็ง มือของพวกเขากุมด้ามดาบที่เอวเอาไว้โดยสัญชาตญาณ
รังสีอำมหิตแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ บรรยากาศรอบตัวหนักอึ้งจนแทบจะหยุดหายใจ
หลิวหงเป็นถึงราชทูตของคณะทูต ทั้งยังกุมความลับของเซียวเอินเอาไว้ ตามหลักแล้วเว้นเสียแต่ซ่างซานหู่จะสติฟั่นเฟือนไปแล้ว ถึงจะกล้าลงมือสังหารเขา
แต่เรื่องทุกอย่างย่อมมีข้อแม้ พวกทหารชั้นผู้น้อยเหล่านี้ย่อมไม่สนใจเหตุผลพวกนั้นหรอก
หลิวหงกวาดสายตามองเหล่าทหารที่ขยับวงล้อมเข้ามาใกล้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงกึกก้อง
"วิธีการต้อนรับแขกของท่านแม่ทัพใหญ่ ช่างไม่ธรรมดาจริงๆ!"
"ไอ้โจรชั่ว รับมือ!"
ถานอู่รองแม่ทัพตวาดลั่น เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน เขาตวัดดาบวงแหวนพุ่งทะยานเข้าหาหลิวหง
ถานอู่คิดจะสังหารหลิวหงจริงๆ หรือ?
เขาคือรองแม่ทัพของซ่างซานหู่ จงรักภักดีต่อซ่างซานหู่อย่างสุดหัวใจ และเป็นผู้ที่มีสติปัญญาเฉียบแหลมที่สุดในหมู่ทหารองครักษ์
ไม่สิ... นี่มันก็แค่การจัดฉากข่มขวัญเท่านั้น
หลิวหงที่เดิมทีกระชับกระบี่ในมือแน่น จู่ๆ ก็คลายมือออก
เขายืนนิ่งงันราวกับถูกความหวาดกลัวสะกดเอาไว้ สองเท้ายึดติดแน่นอยู่กับที่
ปอยผมเส้นหนึ่งร่วงหล่นลงตามแรงตวัดของดาบที่ตัดผ่านอากาศ ถานอู่พลิกข้อมือเปลี่ยนทิศทางคมดาบได้ทันท่วงที
"ฟู่..."
หลิวหงพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมาเบาๆ ในเมื่อเขายังไม่ตาย นั่นก็แสดงว่าทุกอย่างยังพอเจรกันได้
ถานอู่จ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาเย็นเยียบ
"ท่านแม่ทัพใหญ่และนายท่านผู้เฒ่ากำลังรอท่านอยู่ที่ห้องโถง เข้าไปเถิด!"
"ขอบคุณ..."
หลิวหงประสานมือคารวะ ก่อนจะก้าวเดินฝ่าวงล้อมทหารองครักษ์ที่ยืนชิดกันจนแทบไม่มีช่องว่าง
เหล่าทหารลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ยอมแหวกทางให้หลิวหงเดินผ่านไป
"ใต้เท้า ทำไมท่านถึงไม่สังหารไอ้หมอนี่ทิ้งเสีย! ตอนที่พวกเราบุกไปช่วยนายท่านผู้เฒ่า พี่น้องของเราต้องพลีชีพบนทุ่งหญ้าทะเลสาบเป่ยไห่ไปตั้งเท่าไหร่"
เมื่อหลิวหงคล้อยหลังไป เหล่าทหารองครักษ์ก็พากันรุมล้อมถานอู่และส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวด้วยความแค้นเคือง
ถานอู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"หุบปาก! ท่านแม่ทัพมีความคิดเป็นของตนเอง หน้าที่ของพวกเรามีเพียงปฏิบัติตามคำสั่งเท่านั้น"
ภายในห้องโถง ซ่างซานหู่นั่งอยู่ในตำแหน่งรอง ส่วนเซียวเอินนั่งประทับอยู่ในตำแหน่งประธาน
เมื่อเห็นท่าทีผ่อนคลายและกลิ่นอายความหม่นหมองที่จางหายไปกว่าครึ่งของเซียวเอิน ก็รู้ได้ทันทีว่าอิสรภาพในช่วงเวลานี้มีค่าต่อเขามหาศาลเพียงใด
"ไอ้หนุ่ม หากเจ้าบอกเรื่องของวิหารเทพออกมาไม่ได้ล่ะก็ อย่าหาว่าข้าโหดเหี้ยมก็แล้วกัน"
เซียวเอินกวาดสายตาอันเยือกเย็นมองหลิวหง
เรื่องราวของวิหารเทพ มีเพียงเขาและขู่เหอเท่านั้นที่ล่วงรู้ ตามหลักการแล้วโลกใบนี้ไม่ควรจะมีบุคคลที่สามรับรู้
แต่ท่าทีที่มั่นอกมั่นใจของหลิวหง กลับทำให้เซียวเอินเริ่มรู้สึกคลางแคลงใจ
พอคนเราแก่ตัวลง ทำอะไรก็มักจะกังวลหน้าพะวงหลังไปเสียหมด
ซ่างซานหู่ประดุจพยัคฆ์ร้ายที่กำลังหิวโซ พร้อมจะกระโจนขย้ำเหยื่อทุกเมื่อ สายตาของเขาจับจ้องหลิวหงไม่กะพริบ
ในห้องนี้มียอดฝีมือระดับเก้าถึงสองคน ต่อให้หลิวหงจะแอบซุ่มฝึกปรือจนบรรลุระดับเก้าแล้ว แต่ด้วยทหารองครักษ์อีกห้าร้อยนายในจวน
หลิวหงก็ไม่อาจหนีพ้นความตายไปได้!
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับหลิวหงที่เคยข่มขู่เขามาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ซ่างซานหู่ก็แทบจะหมดความอดทนอีกต่อไป
หลิวหงแค่นยิ้มเบาๆ ไม่ได้รู้สึกหวั่นเกรงต่อสายตาของทั้งสองคนเลยแม้แต่น้อย เขาเพียงแค่เอ่ยคำไม่กี่คำออกมาเบาๆ แต่กลับทำให้เซียวเอินถึงกับหน้าถอดสี
"ดินแดนแดนเหนือสุด เยี่ยชิงเหมย!"
[จบแล้ว]