- หน้าแรก
- คู่มือเอาชีวิตรอดฉบับลูกสาวสัตว์ประหลาด
- บทที่ 141 - ไปพิชิต
บทที่ 141 - ไปพิชิต
บทที่ 141 - ไปพิชิต
บทที่ 141 - ไปพิชิต
พูดปุ๊บก็ไปปั๊บ สามแม่ลูกตระกูลเมิ่งแบ่งโยเกิร์ตครึ่งแก้วดื่มกันอย่างรวดเร็ว แล้วรีบลุกขึ้นเก็บของทันที
เวลาไม่เช้าแล้ว หากไม่รีบออกเดินทาง วันนี้พอฟ้ามืดก็คงไปไม่ถึงสวนเพาะปลูกโซนบี
ข้าวของดูเหมือนไม่เยอะ แต่พอเก็บรวมกันก็กองเบ้อเริ่ม ทว่าพวกเฟอร์นิเจอร์กับฟูกที่นอนพอไปถึงที่ใหม่ก็จำเป็นต้องใช้มากจริงๆ
ประกอบกับสถานีเสบียงในเขตเพาะปลูกมีสินค้าไม่หลากหลาย รอให้ไปถึงเขตเพาะปลูกแล้วค่อยหาของพวกนี้คงไม่สะดวกเท่าไรนัก
จ้าวกังพูดขึ้นว่า "ฉันขับรถบรรทุกมา หารถสักคันขนไปที่หมู่บ้านเพาะปลูกนอกเมือง แล้วค่อยย้ายของขึ้นรถบรรทุกของฉัน"
"จริงสิ" จ้าวกังเตือนความจำ "ทางที่ดีควรแลกแต้มเป็นเสบียงให้หมด สถานีลาดตระเวนในเขตเพาะปลูกมีของไม่ครบ ออกจากเขตเมืองไปแล้วถ้าอยากจะแลกอีกมันจะยุ่งยากมาก"
สองพี่น้องตระกูลเมิ่งพยักหน้า ถามจ้าวกังว่าของอะไรบ้างที่จำเป็นในเขตเพาะปลูก จดจำไว้แล้วก็วิ่งไปที่สถานีเสบียง ทิ้งให้ยายเมิ่งกับสองพ่อลูกจ้าวกังเฝ้าของอยู่กับที่
พยากรณ์อากาศเมื่อเช้าบอกไว้ พรุ่งนี้ค่ำพายุหิมะลูกที่สองจะมาเยือน ถึงตอนนั้นถ้าอยากเข้าเมืองมาซื้อของคงลำบากมาก อย่างน้อยก็ต้องเตรียมอุปกรณ์กันหนาวให้พร้อมเสียก่อน
สองพี่น้องตระกูลเมิ่งรวมแต้มกันแล้วเหลือไม่ถึงห้าร้อยแต้ม ทั้งสองฟังคำแนะนำของจ้าวกัง ซื้อพลาสติกใสสำหรับบุหน้าต่างมาไม่น้อย แล้วก็ซื้ออุปกรณ์ทำเกษตรอีกสองชุด แต้มก็เหลือแค่ห้าสิบแต้มสำหรับเป็นค่ารถ
สิบเอ็ดโมงเช้า ทั้งสองครอบครัวขนของขึ้นรถจนเสร็จ นั่งอยู่กระบะหลังรถกระบะเดินทางออกนอกกำแพงสูง
ภายนอกกำแพงเดิมทีถูกเก็บกวาดไปเกือบจะเสร็จแล้ว แต่พอโดนงูหลามกลายพันธุ์ยักษ์อาละวาดก็กลับมาเละเทะอีกครั้ง บนถนนเต็มไปด้วยเศษหินและดินทรายที่ถูกดันขึ้นมา บางจุดก็มีหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่โผล่มาให้เห็น
คนขับรถกระบะขับไปด่ากราดไปตลอดทาง หากไม่ใช่เพราะกลุ่มของจ้าวเสี่ยวซิ่วมีคนเยอะ เขาคงอยากจะไล่ทุกคนลงจากรถแล้ววนรถกลับเข้าเมืองไปแล้ว
กว่าจะคลานมาถึงร่องลึกที่สองพ่อลูกจ้าวเสี่ยวซิ่วเจอเมื่อวานก็แทบแย่ พอขนของลงเสร็จ คนขับรถก็หันหัวรถกลับทันที
ราวกับกลัวว่าพวกจ้าวกังจะเรียกให้เขาช่วยขนของอย่างนั้นแหละ
จ้าวกังใช้มือเดียวหิ้วกระสอบถ่านไม้หนักร้อยกว่าชั่ง สะพายเป้ไว้บนหลัง จ้าวเสี่ยวซิ่วขี่หลังทับกระเป๋าเป้อีกทีพร้อมกับกอดคอพ่อไว้ สองพ่อลูกเดินล่วงหน้าไปก่อนเพื่อดูสภาพรถบรรทุก
รถบรรทุกคันใหญ่จอดอยู่ริมถนนมาหนึ่งวันหนึ่งคืน ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูผุพังราวกับเครื่องยนต์จะดับได้ทุกเมื่อ กลับทำให้ไม่มีโจรคนไหนมาหมายตา
แต่พอจ้าวกังก้มลงไปเช็กถังน้ำมัน ก็เป็นไปตามคาด น้ำมันในถังไม่เหลือเลยสักหยด
ทว่าเขาก็เตรียมพร้อมรับมือกับเรื่องนี้มาแล้ว จึงจัดการเอาน้ำมันที่แลกมาจากสถานีเสบียงในเมืองเติมเข้าไปจนเต็ม แล้วหันหลังกลับไปช่วยสองพี่น้องตระกูลเมิ่งขนของ
จ้าวเสี่ยวซิ่วยืนอยู่ข้างรถ ในมือประคองดาบคู่เล่มเล็กของตัวเองเอาไว้ คอยระแวดระวังทุกสิ่งรอบตัวประหนึ่งสุนัขตำรวจ
ทว่าหากรอบข้างมีอันตราย จ้าวกังก็คงไม่ทิ้งเธอไว้ตรงนี้คนเดียวแน่
เมื่อมีหนวดของจ้าวกังคอยช่วย ข้าวของของสามแม่ลูกตระกูลเมิ่งก็ถูกขนย้ายเสร็จภายในรอบเดียว
ยายเมิ่งกับจ้าวเสี่ยวซิ่วนั่งเบาะข้างคนขับ สองพี่น้องตระกูลเมิ่งนั่งกระบะหลัง จ้าวกังติดเครื่องรถบรรทุกแล้วถามขึ้น "นั่งกันเรียบร้อยหรือยัง"
เสียงเมิ่งเอ้อร์ตะโกนตอบว่า "เรียบร้อยแล้ว" ดังมาจากท้ายรถ
จ้าวกังเหยียบคันเร่งมิดไมล์ ดริฟต์รถตีโค้งกลับรถอยู่กับที่ พุ่งทะยานมุ่งหน้าสู่เขตเพาะปลูกไปพร้อมกับเสียงร้องตะโกนตกใจของเมิ่งต้ากับเมิ่งเอ้อร์ที่ดังลั่นรถว่า "เชี่ยเอ๊ย! เชี่ยเอ๊ย!"
รถบรรทุกพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ด้วยเพราะพื้นหิมะลื่นง่าย หากไม่ขับให้แรงเข้าไว้เครื่องยนต์ก็มักจะดับ
เพียงแต่ถนนบนภูเขามันขรุขระ ผู้โดยสารที่น่าสงสารจึงทำได้แค่เด้งดึ๋งไปตามจังหวะของรถบรรทุก
รถบรรทุกสับปะรังเคที่ถูกทิ้งย่อมไม่มีของอย่างเข็มขัดนิรภัย ยายเมิ่งใช้มือข้างหนึ่งจับเบาะรถไว้แน่น ส่วนอีกข้างก็ยึดกรอบประตูรถไว้แน่นตาย ขาวซีดไปทั้งหน้า
จ้าวเสี่ยวซิ่วดูดีกว่าหน่อย เพราะชินจนเป็นเรื่องธรรมชาติไปแล้ว
เสียงอุทานด้วยความตกใจของสองพี่น้องตระกูลเมิ่งบนกระบะหลังดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง บางครั้งก็มีเสียงแหกปากโวยวายของเมิ่งเอ้อร์แทรกมาเป็นระยะ
"พี่กัง ฝีมือขับรถของพี่นี่มันโคตรเทพเลยว่ะ!" เมิ่งเอ้อร์กัดฟันพูดด้วยความรู้สึกทั้งรักทั้งชัง
จ้าวกังเหยียบคันเร่งเร่งความเร็ว เหวี่ยงเมิ่งเอ้อร์ที่ตั้งตัวไม่ทันจนเกือบตกลงจากราวรั้ว ร้องเสียงหลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า "อ๊าก พี่กัง!"
จ้าวกังเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง "อย่าพูดคำหยาบต่อหน้าเด็ก!"
ตอนนี้เขาเริ่มจะเสียใจนิดๆ ที่พาเมิ่งเอ้อร์กลับมาที่อาณาเขตด้วย เอะอะก็สบถคำหยาบคายออกมา เด็กน้อยจะต้องจำไปใช้ในทางที่ผิดแน่ๆ
เมิ่งเอ้อร์ตอบรับ "...โอเคครับ" ผู้รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี
เมิ่งต้าที่พลอยรับเคราะห์จนแทบจะอ้วกแตกบนรถก็ตบหลังหัวน้องชายไปหนึ่งฉาดด้วยความหงุดหงิด
เมิ่งเอ้อร์เบิกตาโต ไม่ใช่นะพี่ ตกลงพี่เป็นพี่ชายแท้ๆ ของใครกันแน่!
เมิ่งต้าไม่ได้สนใจเขา ชายหนุ่มหันหน้าไปมองกำแพงสูงและเมืองที่ค่อยๆ เล็กลงเรื่อยๆ สายตาหยุดอยู่ที่ซากปรักหักพังของโรงงานนอกเมืองที่ถล่มลงมา อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาเบาๆ
งานที่โรงงานนี้ กว่าจะได้มาก็ต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจไปตั้งมากมาย พอต้องจากไปกะทันหันเขาก็รู้สึกใจหายอยู่เหมือนกัน
ถนนหนทางข้างหน้าค่อนข้างราบเรียบ รถบรรทุกเข้าสู่สภาวะวิ่งอย่างมั่นคง ยายเมิ่งที่โดนเหวี่ยงจนชาไปทั้งตัวในที่สุดก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกได้เสียที
หญิงชรามองแผ่นหลังอันเงียบงันของลูกชายทั้งสองผ่านกระจกมองหลังที่แตกไปครึ่งหนึ่งด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง
การออกไปใช้ชีวิตตามลำพังนอกเขตปลอดภัย ความคิดแบบนี้เมื่อสามวันก่อนเธอไม่กล้าแม้แต่จะคิดด้วยซ้ำ
แต่การมาเยือนของสองพ่อลูกจ้าวกังกับเสี่ยวซิ่วทำให้เธอตระหนักถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้กะทันหัน
ในโลกยุควันสิ้นโลกนี้ การแสวงหาความสงบสุขก็เป็นเพียงเรื่องตลกหลอกตัวเองเท่านั้น
สำหรับดาวดวงนี้ มนุษย์ที่อาศัยอยู่บนนั้นกับพวกกลายพันธุ์ไม่ได้มีความแตกต่างกันเลย หากอยากมีชีวิตรอดก็ต้องปฏิบัติตามกฎแห่งป่าดั้งเดิม ไปต่อสู้ ไปยึดครอง ไปพิชิต!
แม้จะไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่ทว่าอย่างน้อยในเวลานี้ เธอไม่ได้หวาดกลัวผืนป่าแห่งนี้อีกต่อไป
แม้จะเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว แต่พืชพรรณสองข้างทางที่มุ่งหน้าไปยังเขตเพาะปลูกก็ยังคงเขียวชอุ่มผิดปกติ
กิ่งก้านสีเขียว ใบไม้แห้งสีเหลือง และหิมะขาวโพลนตัดกันอย่างลงตัว พืชกลายพันธุ์เหล่านั้นเต็มไปด้วยลวดลายและสีสันอันหลากหลาย ดูราวกับหลุดเข้าไปในโลกแห่งเทพนิยาย
"สวยจังเลยนะ" ยายเมิ่งร้องอุทาน
จ้าวเสี่ยวซิ่วพยักหน้าเห็นด้วยแล้วพูดขึ้น "รอให้ถึงฤดูใบไม้ผลิ พวกเราค่อยไปเก็บพืชกลายพันธุ์มาปลูกที่บ้าน สร้างเป็นสวนดอกไม้ขนาดใหญ่ มีบ้านต้นไม้อยู่ข้างใน แล้วก็เอาดอกกุหลาบกลายพันธุ์มาทำเป็นชิงช้า"
"อันนี้ไม่กล้าหรอกนะ" ยายเมิ่งรีบส่ายหน้า "มันทำร้ายคนได้นะ!"
"ไม่หรอกค่ะ" จ้าวเสี่ยวซิ่วยิ้มกว้าง "ถ้าให้พวกมันกินอิ่ม มันก็จะไม่ทำร้ายคนแล้ว"
ยายเมิ่งไม่เคยได้ยินคำกล่าวเช่นนี้มาก่อน จึงยังคงไม่เห็นด้วยที่จะเอาพืชกลายพันธุ์อันตรายแบบนี้มาปลูกไว้หน้าบ้าน
จ้าวเสี่ยวซิ่วก็ไม่ได้อธิบายอะไรมาก อย่างไรเสียเธอก็มีวิธีทำให้พืชกลายพันธุ์พวกนี้เชื่อฟังอย่างว่าง่ายอยู่แล้ว
ถ้าไม่เชื่อฟัง เธอก็จะถอนมันไปทำฟืนซะ!
บางทีอาจจะปลูกดอกไม้กลายพันธุ์ที่ทั้งสวยงามและดุร้ายไว้รอบๆ อาณาเขตได้จริงๆ ปล่อยให้พวกมันคอยขัดขวางคนเลวกับสัตว์กลายพันธุ์ที่คิดจะบุกรุกเข้ามา จ้าวเสี่ยวซิ่วคิดอย่างคาดหวังอยู่ในใจ
ฤดูหนาวยังไม่ทันผ่านพ้น เธอก็เริ่มตั้งตารอคอยการมาเยือนของฤดูใบไม้ผลิเสียแล้ว
อาจเป็นเพราะความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับอาณาเขตใหม่ การเดินทางเกือบสี่ชั่วโมงจึงทำให้สามแม่ลูกตระกูลเมิ่งรู้สึกว่าเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อลานกว้างอันราบเรียบไร้ซึ่งพืชกลายพันธุ์ใดๆ ปรากฏขึ้นตรงหน้า สามแม่ลูกก็รู้ได้ทันทีว่าเขตบีมาถึงแล้ว
สามแม่ลูกยืดตัวขึ้นด้วยความตื่นเต้น กวาดสายตามองสำรวจพื้นที่แห่งใหม่นี้
[จบแล้ว]