- หน้าแรก
- ดาบสยบสวรรค์
- บทที่ 81 หน้าซากโบราณสถาน กำหนดกฎเกณฑ์!
บทที่ 81 หน้าซากโบราณสถาน กำหนดกฎเกณฑ์!
บทที่ 81 หน้าซากโบราณสถาน กำหนดกฎเกณฑ์!
ยอดฝีมือเกือบทั้งหมดของแคว้นหยวนและแคว้นหมางต่างสัมผัสได้ถึงบางอย่างในวินาทีนี้ พวกเขาหันมองไปทางเทือกเขาเสวียนเจียวเป็นตาเดียว
นิมิตพุ่งพล่าน!
รัศมีเจิดจ้าเต็มท้องฟ้า!
พร้อมกับการสั่นสะเทือนของปราณวิญญาณอันน่าสะพรึงกลัว กลิ่นอายที่พุ่งทะยานสู่สรวงสวรรค์นี้ได้ฝังลึกเข้าไปในจิตใจของทุกคน
หลายขุมกำลังต่างใจเต้นรัว ตระหนักได้ว่าการแย่งชิงครั้งใหญ่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว
ภายในตำหนัก
สุรายังดื่มไปได้เพียงครึ่งเดียว ซือหลางเช็ดมุมปากอย่างไม่รีบร้อน พลางมองออกไปนอกหน้าต่าง "ดูท่า ข่าวของแคว้นหมางจะฉับไว กว่าเราอยู่บ้าง มีซากโบราณสถานปรากฏขึ้นจริงๆ ด้วย"
เยี่ยเหยียนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามขมวดคิ้วแน่น ไม่รู้ว่ากำลังขบคิดสิ่งใด
"ในเมื่อเป็นซากโบราณสถาน ก็ต้องตั้งกฎเกณฑ์ ระดับไหนเข้าได้ ระดับไหนเข้าไม่ได้ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ทั้งสองฝ่ายเปิดศึกตะลุมบอนกัน ไม่อย่างนั้นจะต้องมีคนตายมากเท่าไหร่กันเชียว?"
ซือหลางลุกขึ้นยืน "อยากไปเล่นสนุกด้วยกันไหม?"
"ข้าไม่ไปดีกว่า"
เยี่ยเหยียนส่ายหน้า "ข้าอยากใช้เวลาที่เหลือกลั่นโอสถให้มากขึ้น"
ซือหลางยิ้ม "เจ้าเป็นคนที่ห่วงใยครอบครัวจริงๆ"
"ตั้งแต่พี่ชิงเยี่ยไปที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ก็มีเพียงพี่เขยคนเดียวที่แบกรับตระกูลเอาไว้ เขาเหนื่อยเกินไปแล้ว ข้าอยากช่วยเขาให้มากกว่านี้"
เยี่ยเหยียนมีสีหน้าเรียบเฉย แต่น้ำเสียงกลับเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น
...
เหล่าสำนักต่างๆ แทบจะตอบสนองในทันที พวกเขาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว มุ่งหน้าสู่เทือกเขาเสวียนเจียว
สถาบันตระกูลจักรพรรดิก็ไม่น้อยหน้า ส่งยอดอัจฉริยะหลายคนออกไปเช่นกัน
ไม่เพียงแค่แคว้นหยวน ทางฝั่งแคว้นหมางเองก็ส่งเหล่าอัจฉริยะและยอดฝีมือเตรียมมุ่งหน้าสู่เทือกเขาเสวียนเจียวเพื่อร่วมแย่งชิง
เห็นได้ชัดว่าซากโบราณสถานครั้งนี้ล้ำค่าอย่างยิ่ง ต่อให้ต้องเสี่ยงอันตรายครั้งใหญ่ พวกเขาก็ต้องมาที่แคว้นหยวนให้ได้
ครึ่งชั่วยามต่อมา หน้าเทือกเขาเสวียนเจียวก็เต็มไปด้วยยอดฝีมือจากขุมกำลังต่างๆ
ฝั่งแคว้นหยวนมียอดฝีมือจากสำนักเทพอัคคี สำนักวายุลี้ลับ และอีกหลายแห่งยืนคุมเชิงอยู่ ทั้งสองฝ่ายแบ่งแยกเขตแดนกันอย่างชัดเจน ไม่มีใครอยากจะปรายตามองใคร
ผู้นำของสำนักเทพอัคคีคือรองเจ้าสำนักเสิ่นมั่ว และมหาอาวุโสหานอิ๋น
ดูเหมือนช่วงนี้ซูว่านจวินจะยุ่งมาก จึงไม่ค่อยปรากฏตัวให้เห็นนัก
ส่วนทางสำนักวายุลี้ลับ นำโดยฟงอู๋จี้และผู้อาวุโสเจ็ด
แม้ศิษย์สายในของทั้งสองฝ่ายจะอยู่ห่างกันพอสมควร แต่ก็หนีไม่พ้นการปะทะคารมกัน
หลินฉางเกอยืนอยู่ในกลุ่มคน เขาเอ่ยถามอวี้ผ่านทางจิต "คราวนี้ เจ้าสัมผัสอะไรได้บ้างไหม?"
"นี่มันเป็น... ซากโบราณวันที่เก่าแก่มาก!"
ดวงตาของอวี้เป็นประกาย "พี่ไก่สัมผัสได้ชัดเจนเลยว่า ซากโบราณสถานนี้ผ่านกาลเวลามาอย่างน้อยห้าพันปีแล้ว ถ้ามีสมบัติอยู่ข้างในล่ะก็ รับรองว่าแต่ละชิ้นต้องไม่ธรรมดาแน่นอน!"
"ลุยด้วยกันสักตั้งไหม?"
มุมปากของหลินฉางเกอโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม
"ต้องอย่างนั้นอยู่แล้ว"
อวี้ตอบด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
"โฮ่ อาวุโสหานนี่ยังยืนอยู่ที่นี่ได้โดยไร้รอยขีดข่วนเลยนะ ดูท่าซูว่านจวินจะมีใจคอกว้างขวางไม่น้อย อัฐิของพ่อและปู่แท้ๆ ถูกเจ้าซัดจนแตกละเอียดขนาดนั้น กลับยังไม่ฆ่าเจ้าทิ้งอีก"
หลินฉางเกอมองไปยังหานอิ๋นที่อยู่ไกลออกไป พลางเอ่ยเยาะเย้ย
หานอิ๋นโกรธจนตัวสั่น "ไอ้เด็กเหลือขอ อย่าให้เจ้าตกมาอยู่ในมือข้าก็แล้วกัน ไม่อย่างนั้นข้าจะค่อยๆ ถลกหนังเลาะกระดูกเจ้า ให้เจ้าได้รับทัณฑ์ทรมานที่สุดในใต้หล้า!"
เหตุผลที่ซูว่านจวินยังไม่หาเรื่องเขานั้น เป็นเพราะยังอยู่ระหว่างการเก็บตัวดูจิต หลังจากกลับมาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์คราวก่อน ดูเหมือนซูว่านจวินจะได้รับประโยชน์บางอย่างมา จึงเก็บตัวฝึกฝนมาโดยตลอด
หากเขาสามารถจับตัวหลินฉางเกอกลับไปไม่ได้ก่อนที่ซูว่านจวินจะออกจากด่าน เกรงว่าตัวเขาเองคงต้องจบสิ้นจริงๆ
ฟงอู๋จี้มองไปทางสำนักเทพอัคคี ไม่พบเงาร่างของหลี่เหวยเซียน
ในสนามมียอดฝีมือมากมาย แต่ล้วนมาจากภายในแคว้นหยวน
ฟึ่บ!
ทันใดนั้นกลุ่มคนจำนวนมากก็รุดหน้าเข้ามา กลิ่นอายเข้มข้นน่าเกรงขาม ทุกที่ที่พวกเขาผ่านไปทำให้ยอดฝีมือแคว้นหยวนหลายคนต้องขมวดคิ้ว
"เป็นสำนักจากแคว้นหมาง!"
ผู้อาวุโสเจ็ดกล่าวเสียงต่ำ "ผู้นำกลุ่มนั้นคือสำนักแปดดารา สำนักอันดับหนึ่งของแคว้นหมาง ความแข็งแกร่งโดยรวมยังเหนือกว่าสำนักเทพอัคคีเสียอีก ด้านหลังนั่นคือสำนักไป๋หมิง..."
เหล่าผู้นำสำนักของแคว้นหมางแต่ละคนมีสีหน้าเย็นชา
"หึ คนแคว้นหมางกล้าบุกรุกเข้ามาในเขตแคว้นหยวนของข้า นี่คิดจะเปิดศึกงั้นรึ?"
อาวุโสท่านหนึ่งที่สังกัดราชวงศ์ตะโกนก้อง
"พวกเราทุกคนต่างเป็นนักพรต การลงไปในซากโบราณสถานเพื่อชิงสมบัติเป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่จำเป็นต้องตั้งแง่ใส่กันขนาดนั้น ก็แค่ตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นมา พวกเจ้าขีดเส้นมา พวกเราก็พร้อมรับ"
จากฝั่งสำนักแปดดารา มีออดฝีมือแคว้นหมางคนหนึ่งเดินออกมา เขามีรูปร่างสูงใหญ่อย่างน้อยสามเมตร ท่าทางไม่ธรรมดา ยามที่เขาพูดกระทั่งความว่างเปล่ายังเกิดการสั่นสะเทือนและส่งเสียงคำราม
"เยลวี่ซา เจ้าช่างโอหังนักนะ พาพรรคพวกมาถึงที่นี่เลยทีเดียว"
ซือหลางไพร่หลัง เดินยิ้มเข้ามา
เยลวี่ซา เจ้าสำนักแปดดารา หากพูดถึงความแข็งแกร่ง เขาสามารถสยบทุกคนในที่แห่งนี้ได้อย่างราบคาบ
เมื่อเห็นซือหลาง สีหน้าของเยลวี่ซาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาเอ่ยเสียงเข้ม "ที่มาวันนี้ ไม่ได้เพื่อเปิดศึก ไม่ได้เพื่อยั่วยุ ยังคงคำเดิม พวกเจ้าตั้งกฎมา พวกเรารับได้ ให้ทุกคนเข้าไปสำรวจในซากโบราณสถานพร้อมกัน ส่วนสิ่งที่เรียกว่าสมบัติ ใครมีความสามารถก็ได้ไป!"
"ตกลง"
ซือหลางกอดอกยิ้ม "สองแคว้นของเรา อัจฉริยะของทั้งสองฝ่ายที่มีอายุต่ำกว่ายี่สิบปี สามารถเข้าไปได้ทุกคน เข้าไปแล้วความเป็นความตายไม่เกี่ยง เป็นอย่างไร?"
เยลวี่ซาได้ยินเช่นนั้น ดวงตาก็พลันสว่างวาบ
ซือหลางไปเอาความมั่นใจมาจากไหนขนาดนี้?
หากพูดกันตามตรง เห็นได้ชัดว่าฝั่งแคว้นหมางได้เปรียบมากกว่า
"ตกลง!"
เยลวี่ซารับคำโดยไม่ลังเล "โควตาจำนวนคนของทั้งสองฝ่ายที่เข้าไป จะต้องกำหนดไว้หรือไม่?"
"ไม่ต้อง อยากเข้ากี่คนก็เข้าได้ตามใจชอบ ตราบเท่าที่สามารถแบกรับ... ความสูญเสียได้"
ซือหลางไพร่หลัง พลางหัวเราะเบาๆ
ด้านหลังของเขาคือเหล่าอัจฉริยะจากสถาบันตระกูลจักรพรรดิ เมื่อได้ยินเช่นนั้นแต่ละคนก็แสดงท่าทีฮึกเหิม อายุต่ำกว่ายี่สิบปี ต่อให้ทางแคว้นหมางจะมีอัจฉริยะมากกว่า พวกเขาก็ไม่ขลาดกลัวที่จะเสี่ยงดูสักตั้ง!
ผู้ที่ก้าวออกมาจากสถาบันตระกูลจักรพรรดิล้วนมีแววเป็นขุนพลและแม่ทัพ สิ่งที่พวกเขาขลาดกลัวน้อยที่สุดก็คือสงคราม
"ดี งั้นพวกเราจะรออยู่ด้านนอก ให้เหล่ารุ่นเยาว์เข้าไปชิงชัยกัน"
สีหน้าของเยลวี่ซาดูผ่อนคลายลงในที่สุด เดิมทีเขาคิดว่าการมาครั้งนี้จะถูกแคว้นหยวนเพ่งเล็ง จนถึงขั้นเตรียมตัวที่จะสู้ตายไว้แล้ว โชคดีที่ทางนั้นไม่ได้มีความคิดเช่นนั้น
"ท่านเจ้าสำนัก ทำไมต้องเกรงใจเขาขนาดนั้นด้วย?"
ใครบางคนรู้สึกไม่พอใจ "เขาก็แค่รองเจ้าสำนักสถาบันตระกูลจักรพรรดิไม่ใช่หรือ อายุยังน้อยแค่นี้ พลังจะไปถึงระดับไหนกันเชียว?"
เยลวี่ซาถลึงตาใส่เขาอย่างแรง "บางเรื่องที่เจ้าไม่รู้ ก็อย่าได้พูดจาสุ่มสี่สุ่มห้า ระวังภัยจะเกิดเพราะปาก"
คนผู้นั้นถูกเยลวี่ซาดุด่าจนไม่กล้าเอ่ยคำใดออกมาอีก
"ถ้าอย่างนั้น ก็เริ่มกันเลย!"
ซือหลางมองไปยังหลินฉางเกอที่อยู่ในกลุ่มคนจากระยะไกล คล้ายกับกำลังยิ้มให้
หลินฉางเกอครุ่นคิด อายุต่ำกว่ายี่สิบปี ถือเป็นการจำกัดขีดจำกัดความแข็งแกร่งของฝ่ายตรงข้ามไว้แล้ว หากต้องเผชิญหน้ากันจริงๆ คงไม่มีใครสามารถหยุดยั้งเขาได้
"พวกเจ้าทุกคนอายุต่ำกว่ายี่สิบปี จำไว้ว่าเมื่อเข้าไปในซากโบราณสถานแล้ว ต้องระมัดระวังตัวให้มาก ยึดถือความปลอดภัยของตัวเองเป็นหลัก"
ฟงอู๋จี้หันหน้าไปกำชับหลินฉางเกอ ฟางหนิง ต้วนฮว่า และคนอื่นๆ อย่างจริงจัง
"ซือหลางมันเป็นตัวอะไร ถึงกล้าเสนอหน้าออกมาตั้งกฎเกณฑ์?"
ทางฝั่งสำนักเทพอัคคี หานอิ๋นมีสีหน้าไม่พอใจอย่างยิ่ง "เมื่อก่อนไอ้เด็กนี่มาฝึกฝนที่สำนักเทพอัคคีของข้า พรสวรรค์ห่วยแตกสิ้นดี ถ้าไม่ใช่เพราะดินแดนลับโลหิตวิญญาณนั่น จะมีเขาวันนี้ได้ยังไง?"
"ไม่เป็นไร อายุต่ำกว่ายี่สิบปีก็ตรงกับความคาดหวังของเราอยู่แล้ว"
รองเจ้าสำนักเสิ่นมั่วยกมือโบกไปมาอย่างไม่ใส่ใจ "ศิษย์สำนักเทพอัคคีของพวกเรา ครั้งนี้นอกจากซูเหยาแล้ว อัจฉริยะที่อายุต่ำกว่ายี่สิบปีล้วนออกมากันหมด ต่อให้อัจฉริยะแคว้นหมางจะมาร่วมชิงชัยด้วย พวกเราก็ไม่มีความเกรงกลัวแม้แต่น้อย!"