- หน้าแรก
- ราชาแห่งนักฆ่า ข้ามมิติมาเป็นคุณชายไร้ค่า
- บทที่ 135 - ความสงสัยของหานเป่าเป่า
บทที่ 135 - ความสงสัยของหานเป่าเป่า
บทที่ 135 - ความสงสัยของหานเป่าเป่า
บทที่ 135 - ความสงสัยของหานเป่าเป่า
ภายในหอคอยของคฤหาสน์นอกเมือง แสงตะเกียงสีเหลืองนวลริบหรี่ราวกับไร้ชีวิตชีวา ภายในห้องดูสลัวและอึมครึม บนชั้นสองที่มีเพียงแสงเทียนดวงเดียวนั้น กลับมีผู้คนหลายคนนั่งเงียบเชียบอยู่ ราวกับกำลังเฝ้ารอคอยอะไรบางอย่าง
ในห้องชั้นสอง กงหยางอวี๋นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวในสุด เขาเล่นมีดสั้นที่ส่องประกายสีเงินวาววับในมือด้วยท่าทีสบายใจเฉิบ รัศมีอันโอหังที่แผ่ซ่านออกมาอย่างเป็นธรรมชาติจากสีหน้าของเขาดูดุดันและน่าเกรงขามยิ่งกว่าวันวานเสียอีก
ระดับเทวะยุทธ์ หลังจากผ่านไปหลายปี ด้วยความช่วยเหลืออย่างเต็มที่จากเฟิงเจวี๋ยอวี่ ในที่สุดเขาก็กลับมาสู่จุดพื้นฐานนี้ได้สำเร็จ ความมั่นใจและความหยิ่งยโสของกงหยางอวี๋จึงกลับคืนมาอีกครั้ง
ข้างโต๊ะแปดเซียนที่หันหน้าตรงกับประตูห้องด้านนอก เฟิงเจวี๋ยอวี่และซ่างกวนรั่วฝานนั่งขนาบซ้ายขวา สีหน้าของทั้งสองแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เมื่อเทียบกับเฟิงเจวี๋ยอวี่ที่มีความมั่นใจและไม่เกรงกลัวต่ออันตรายใดๆ แล้ว ซ่างกวนรั่วฝานซึ่งไม่ได้เป็นเป้าหมายของอวี้ซากลับมีเหงื่อชุ่มมือ เขาบีบกำปั้นแน่นด้วยความตึงเครียด มือที่กุมกระบี่ไว้ถูไถไปมาจนเกิดเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด
ภายในห้องเงียบสงัดไร้สรรพเสียงใดๆ มีเพียงเสียงปะทุของเปลวเทียนที่ส่องกระทบใบหน้าของหนึ่งคนแก่และสองเด็กหนุ่ม...
ยามพลบค่ำล่วงเข้ายามจื่อสือ (23.00-01.00 น.) เดือนมืดลมแรง ภายในหอคอยที่เงียบสงัด จู่ๆ ก็มีเสียงพึมพำอย่างขบขันของเฟิงเจวี๋ยอวี่ดังขึ้น...
"คนมาแล้ว..."
กงหยางอวี๋ทำราวกับไม่ได้ยิน เขาเพียงแค่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยและชำเลืองมองไปทางโต๊ะแปดเซียนนอกห้อง เงาสะท้อนในดวงตาของเขาจับจ้องไปที่ซ่างกวนรั่วฝานที่ร่างสั่นสะท้านขึ้นมาในทันที
มือเล็กๆ ที่กำฝักกระบี่ไว้กระชับแน่นขึ้นอย่างไม่เป็นธรรมชาติ
"กลัวหรือ?" เฟิงเจวี๋ยอวี่วางถ้วยชาลงบนโต๊ะอย่างสบายอารมณ์ ดวงตาของเขาเปล่งประกายเจิดจรัส แฝงไว้ด้วยแสงแห่งความมั่นใจที่ราชานักฆ่าเท่านั้นถึงจะเปล่งออกมาได้ "นอกหอคอยมีสิบสามองครักษ์สังหารเยียนหลิ่ง ในห้องก็มีกงหยางอวี๋กับข้า เจ้าไม่ต้องกลัวหรอก จำคำพูดข้าไว้ ตอนลงมือให้หยั่งเชิงดูก่อน อย่าผลีผลาม หานเป่าเป่าผู้นี้เป็นคนเย่อหยิ่ง พลังยุทธ์ของเจ้าต่างกับเขาหลายขั้น เขาไม่ลงมือฆ่าเจ้าหรอก จับทางเพลงกระบี่ของเขาให้ได้ ยื้อไว้ให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้..."
ซ่างกวนรั่วฝานเงยหน้าขึ้น บนศีรษะเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ เขาถามด้วยความไม่เข้าใจว่า "พี่เขย ในเมื่อท่านมีพลังยุทธ์เหนือกว่าข้ามาก แล้วทำไมท่านไม่ลงมือเองล่ะ? ทำไมถึงต้องให้ข้าเป็นคนทำด้วย?"
เมื่อนึกถึงคำสั่งสอนอย่างพร่ำเพรื่อของเฟิงเจวี๋ยอวี่ตลอดสองวันที่ผ่านมา ซ่างกวนรั่วฝานก็รู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง หากเขาไม่ได้อยากจะมาดูฝีมือของหานเป่าเป่า จนป่านนี้เขาก็คงไม่รู้เลยว่า พลังยุทธ์ของเฟิงเจวี๋ยอวี่นั้นเหนือกว่าเขาไปไม่รู้ตั้งเท่าไหร่
และหลังจากที่ได้รู้ซึ้งถึงความแข็งแกร่งของเฟิงเจวี๋ยอวี่ ซ่างกวนรั่วฝานก็ตกใจเป็นอย่างมาก ไม่ต้องพูดถึงการฝึกฝนลมปราณแท้ของเฟิงเจวี๋ยอวี่เลย ทักษะวิทยายุทธ์ที่เปิดเผยออกมาก็เรียกได้ว่าเป็นสุดยอดระดับปรมาจารย์แล้ว
ในสายตาของซ่างกวนรั่วฝาน พี่เขยเฟิงเจวี๋ยอวี่มีพลังยุทธ์ที่เทียบเคียงได้กับบิดาของเขาอย่างแน่นอน การที่คนระดับนี้กลับถูกตราหน้าว่าเป็นคุณชายเสเพลและคนไร้ค่ามาโดยตลอด มันช่างเป็นเรื่องที่น่าขันสิ้นดี
กงหยางอวี๋เลิกคิ้วและพูดแทรกขึ้นมา "เจ้าหนู เจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือ? เพลงกระบี่ของเจ้ามาถึงทางตันแล้ว หากต้องการจะพัฒนา มีเพียงวิธีเดียวคือต้องเลือกสู้แบบถวายชีวิต หานเป่าเป่าผู้นั้นก็ใช้เพลงกระบี่สังหารคนเช่นเดียวกับพี่เขยของเจ้านั่นแหละ แต่พี่เขยของเจ้าไม่มีทางลงมือฆ่าเจ้าจริงๆ จึงไม่สามารถกระตุ้นสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดและศักยภาพที่ซ่อนอยู่ภายในตัวเจ้าออกมาได้ ที่เขาทำไปก็เพื่อจะสร้างเจ้าขึ้นมาต่างหาก..."
"พี่เขย?" แม้ซ่างกวนรั่วฝานจะยังเด็ก แต่เขาก็ฟังเหตุผลในคำพูดของกงหยางอวี๋ออก จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสะเทือนใจเล็กน้อย
เฟิงเจวี๋ยอวี่นั่งไขว่ห้าง เขายิ้มบางๆ แล้วกล่าว "คืนนี้ สายตาของคนทั้งเมืองเทียนหนานล้วนจับจ้องมาที่นี่ พวกเขาอยากรู้ว่าข้าจะตายหรือไม่ หากข้าตาย ท่านปู่จะสร้างความปั่นป่วนครั้งใหญ่แค่ไหน แต่ถ้าข้าไม่ตาย ผู้อาวุโสที่อยู่เบื้องหลังข้าจะปรากฏตัวออกมาหรือไม่? ไม่ว่าข้อไหนจะเป็นจริง มันก็เข้าทางพวกคนชั่วจอมวางแผนทั้งนั้น"
"ดังนั้น ข้าจึงไม่ยอมให้พวกมันสมหวังหรอก" เฟิงเจวี๋ยอวี่กล่าวอย่างมั่นใจเต็มเปี่ยม "ยิ่งไปกว่านั้น ข้าจะทำให้พวกมันตกตะลึงยิ่งกว่าเดิมเสียอีก"
"รั่วฝาน พรสวรรค์ของเจ้าไม่เลวเลย ไม่เลวเลยจริงๆ ตอนนี้เจ้าก็เปรียบเสมือนหยกดิบที่ถูกขัดเกลามาจนเกือบจะสมบูรณ์แบบแล้ว ขาดก็เพียงแค่อีกนิดเดียวเท่านั้น เพียงแค่นิดเดียว เจ้าก็จะสามารถเปล่งประกายเจิดจรัสในแบบที่เป็นตัวของตัวเองออกมาได้แล้ว"
"เพราะฉะนั้นเมื่อสองวันก่อน ข้าจึงตัดสินใจว่า พระเอกในคืนนี้จะไม่ใช่ข้า แต่เป็นเจ้า..."
"ข้าเหรอ?" ซ่างกวนรั่วฝานเข้าใจแล้ว พี่เขยตั้งใจจะทำให้ความหวังของทุกคนพังทลาย และต้องทำให้คนอื่นไม่กล้าดูแคลนจวนตระกูลซ่างกวนอีกต่อไป ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับการต่อสู้ในคืนนี้
เดิมที นี่ควรจะเป็นการต่อสู้ระหว่างหานเป่าเป่ากับเฟิงเจวี๋ยอวี่ หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ เป็นการต่อสู้ระหว่างหานเป่าเป่ากับจวนตระกูลซ่างกวน
แต่พี่เขยกลับต้องการโยกย้ายการต่อสู้ครั้งนี้มาที่ตัวเขา ดังนั้นจึงยอมสอนเพลงกระบี่ให้ ชี้จุดบกพร่อง และช่วยยกระดับให้...
ดังนั้นเขาจึงใช้เวลาสองวันเต็มๆ ให้กงหยางอวี๋ถ่ายทอดลมปราณแท้ให้ เพื่อให้เขาได้มีพลังยุทธ์ระดับสัจจะยุทธ์ขั้นสูงชั่วคราว ขยับเข้าใกล้หานเป่าเป่าฉายาอวี้ซา ผู้ซึ่งเล่าลือกันว่าอยู่ห่างจากระดับเสวียนยุทธ์เพียงก้าวเดียวเท่านั้น
ยิ่งเขาสามารถยื้อเวลาในการต่อสู้ครั้งนี้ได้นานเท่าไหร่ ชื่อเสียงอันเกรียงไกรของตระกูลซ่างกวนก็จะยิ่งพุ่งสูงขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัด...
และนี่แหละคือสิ่งที่จะทำให้ทุกคนต้องตกตะลึงจนคาดไม่ถึง...
"พี่เขย ข้าเข้าใจแล้ว" ซ่างกวนรั่วฝานยกกระบี่ขึ้น ไปยืนจังก้าอยู่ที่หน้าประตู ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ แววตาของเขาแน่วแน่มั่นคง...
เฟิงเจวี๋ยอวี่ตบไหล่ซ่างกวนรั่วฝานหนักๆ พร้อมกับปลอบใจ "กล้าหาญเข้าไว้ ให้สมกับเป็นลูกผู้ชายหน่อย!"
"อืม!" ซ่างกวนรั่วฝานพยักหน้ารับ ผลักประตูและเดินออกจากหอคอยไป
ภายในห้อง กงหยางอวี๋ลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปที่หน้าต่าง เขาถามด้วยความสนใจใคร่รู้ว่า "เจ้าวางกำลังพวกหวังถงไว้ด้านนอกสวนสมุนไพรทั้งหมด เจ้าไม่กลัวจะมีคนลอบเข้ามาทำร้ายเจ้าหรือ?"
เฟิงเจวี๋ยอวี่หัวเราะเบาๆ "จวนตระกูลซ่างกวนระดมกำลังพลมาหลายร้อยคน แม้จะไม่ได้เก่งกาจถึงขั้นยอดฝีมือชั้นแนวหน้าเหมือนพวกตระกูลระดับสูงสุด แต่สวนสมุนไพรก็กว้างใหญ่ไร้สิ่งกีดขวาง แถมยังอยู่ในที่สูง ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับเทวะยุทธ์ก็ยากที่จะรอดพ้นสายตาของทุกคนไปได้ คืนนี้คงมีคนมาไม่น้อยแน่ แต่จะไม่มีใครปรากฏตัวในรัศมีของสวนสมุนไพรเด็ดขาด เดือนมืดลมแรงแบบนี้ จะมีสักกี่คนที่สามารถมองเห็นเหตุการณ์ที่นี่จากระยะไกลหลายพันเมตรได้ล่ะ?"
"ไม่มีหรอก..." กงหยางอวี๋หัวเราะ เขาเอ่ยปากด่าว่า "เจ้านี่ลูกเล่นเยอะจริงๆ ทุกคนอยากจะเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่ เจ้าก็ดันไม่ยอมให้พวกมันสมหวัง ฮ่าๆ น่าสนุกจริงๆ น่าสนุกจริงๆ..."
เฟิงเจวี๋ยอวี่เม้มปากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ย "ตาเฒ่า จำไว้นะ ประเดี๋ยวอย่าเพิ่งฆ่าหานเป่าเป่าล่ะ ข้าต้องการจับเป็น..."
...
ภายในสวนสมุนไพรขนาดพันฟุต สายลมยามค่ำคืนพัดกรรโชก ตลอดสามวันที่ผ่านมา รากดูดซับดินได้แตกยอดอ่อนแล้ว พวกมันเจริญงอกงามเป็นหย่อมๆ บนผืนดินที่อุดมไปด้วยสารอาหาร แม้รากดูดซับดินจะกินพื้นที่ไปมาก แต่เนื่องจากเวลาเพิ่งผ่านไปไม่นาน สวนสมุนไพรแห่งนี้จึงยังคงดูโล่งกว้างและเวิ้งว้างเป็นอย่างมาก...
ท่ามกลางสายลมยามค่ำคืน เงาดำสายหนึ่งพุ่งทะยานเข้ามาประดุจปลาว่ายน้ำ ราวกับภูตผีในความมืดมิด ลอบเร้นเข้ามาในสวนสมุนไพรอย่างเงียบกริบไร้ร่องรอย โดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น
มองปราดเดียวก็รู้ว่าคนผู้นี้คือยอดฝีมือที่เชี่ยวชาญการลอบโจมตีและลอบสังหาร เมื่อเห็นสวนสมุนไพรที่เปิดโล่งแห่งนี้ เขาก็ไม่มีท่าทีหวาดหวั่นแต่อย่างใด ชายชุดดำสวมชุดรัดรูปสีดำซ่อนตัวอยู่ใต้เสื้อคลุมตัวใหญ่ เขาเคลื่อนตัวเลียบกำแพงไปอย่างรวดเร็ว และมาถึงด้านนอกของหอคอยเดี่ยวหลังกลางในเวลาเพียงชั่วอึดใจ
ภายในหอคอยยังมีแสงไฟริบหรี่ ที่หน้าประตูมีเด็กหนุ่มถือกระบี่ยืนอยู่ รอบด้านเงียบสงัดไร้สรรพเสียงใดๆ เขาได้ยินเพียงเสียงลมหายใจที่ค่อนข้างตึงเครียดของเด็กหนุ่มที่อยู่หน้าประตูเท่านั้น...
"หาเจอได้ง่ายดายปานนี้เชียว นึกว่าจะเป็นถ้ำมังกรแดนพยัคฆ์เสียอีก ตระกูลซ่างกวนก็มีดีแค่นี้เองหรือ?" ชายชุดดำเหยียดยิ้มมุมปาก เผยให้เห็นรอยยิ้มเยาะเย้ยอันน่าหมั่นไส้
หลังจากกวาดสายตามองเด็กหนุ่มที่อยู่หน้าประตู ชายชุดดำก็ยิ่งรู้สึกเหยียดหยาม "เฟิงเจวี๋ยอวี่ไอ้หน้าโง่ หาคนระดับสัจจะยุทธ์มาเฝ้าประตูแค่คนเดียว นี่มันดูถูกหานเป่าเป่าผู้นี้เกินไปแล้วมั้ง"
ผู้มาเยือนไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นนักฆ่าของสมาคมจินหยินที่ได้รับการขนานนามว่าอวี้ซา หรือก็คือดาวรุ่งอันดับหนึ่งแห่งวงการนักฆ่าในอาณาเขตเทียนหนาน: หานเป่าเป่านั่นเอง
นับตั้งแต่รับงานลอบสังหารเฟิงเจวี๋ยอวี่ หานเป่าเป่าก็เตรียมการมาอย่างดี เขาได้สืบสวนกองกำลังทั้งหมดที่สามารถพึ่งพาได้รอบตัวเป้าหมายอย่างละเอียด แม้ว่าตามข่าวลือ หานเป่าเป่าจะมีพฤติกรรมหยิ่งยโสไม่เห็นหัวใคร แต่ในฐานะนักฆ่า เขาก็รู้ว่างานไหนควรรับ งานไหนไม่ควรรับ
เมื่อเขารู้ว่าเป้าหมายในครั้งนี้คือลูกหลานที่ซ่างกวนหลิงอวิ๋น หนึ่งในเจ็ดอ๋องแห่งเทียนหนานให้ความสำคัญมากที่สุด หลังจากใคร่ครวญอย่างถี่ถ้วนแล้ว เขาก็ตัดสินใจรับงานนี้อย่างเด็ดขาด
ไม่ใช่เพราะอะไรอื่น เป็นเพราะงานนี้มีความท้าทายเป็นอย่างมาก...
ตระกูลซ่างกวนมียอดฝีมือระดับเทวะยุทธ์เพียงคนเดียว นั่นก็คือซ่างกวนหลิงอวิ๋น นอกเหนือจากนั้น ซ่างกวนเถิงเฟิง, ซ่างกวนหลิวอวิ๋น และซ่างกวนจิงเหลย ล้วนแต่เป็นยอดฝีมือระดับเสวียนยุทธ์...
ในมุมมองของเขา มีเพียงยอดฝีมือระดับเทวะยุทธ์เท่านั้นที่ทำให้เขาต้องเกรงกลัวได้ แม้ระดับเสวียนยุทธ์จะแข็งแกร่ง แต่ก็ยังไม่เป็นภัยคุกคามต่อชีวิตของเขา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการลอบสังหารเลย...
ดังนั้น หานเป่าเป่าจึงส่งสาสน์โลหิตเตือนภัยไปตามธรรมเนียม สาสน์โลหิตฉบับนี้คือสัญลักษณ์ประจำตัวของเขา เป็นการประกาศว่าใครก็ตามที่ถูกเขาหมายหัว ผู้นั้นจะต้องตาย...
งานนี้มีความท้าทายมาก...
หานเป่าเป่าคิดเช่นนี้มาตลอด แต่ทว่าหลังจากที่เขาลอบเข้ามาอย่างเงียบเชียบ เขาก็พลันตระหนักได้ว่าตัวเองคิดผิด จวนตระกูลซ่างกวนไม่ได้เป็นเหมือนถ้ำมังกรแดนพยัคฆ์ตามที่ข้อมูลจากองค์กรระบุไว้เลย
หานเป่าเป่าอดไม่ได้ที่จะสงสัย: ตระกูลซ่างกวนเป็นอะไรไป? รู้ทั้งรู้ว่าข้าจะมาฆ่าคนแท้ๆ แต่กลับไม่มีการป้องกันอะไรเลย ยามที่อยู่ข้างนอกน่ะมีเยอะแยะก็จริง แต่ข้างในนี้น่ะสิ...
แม้หานเป่าเป่าจะเย่อหยิ่ง แต่เขาไม่ได้โง่ หลังจากครุ่นคิดอย่างรอบคอบ เขาก็ตัดสินใจหยั่งเชิงดูทิศทางลมก่อน เขาจึงเดินวนรอบหอคอยอยู่หลายรอบ ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยามก็ยังไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ เขาจึงค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้หอคอยอย่างระมัดระวัง
"บัดซบเอ๊ย น่าสงสัยชะมัด ในหอคอยมีคนอยู่หนึ่งคน นอกหอคอยมีคนอยู่สิบสามคน พลังยุทธ์ก็ไม่เบา ระดับหลิงยุทธ์ขั้นต้นกันทั้งนั้น แถมยังมีไอ้เด็กเมื่อวานซืนอีกคนนึง แค่นี้คิดจะมาขวางทางคุณชายอย่างข้าเรอะ?" หานเป่าเป่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาแหงนมองท้องฟ้า ก็พบว่าใกล้จะถึงยามจื่อสือแล้ว หากเลยเวลานี้ไป ก็จะผิดสัญญาเรื่องกำหนดเวลาสามวันของเขา: ช่างเถอะ คนที่อยู่ในหอคอยนั่นก็คือเฟิงเจวี๋ยอวี่อยู่ดี ฆ่าเสร็จแล้วก็เผ่น คุณชายอย่างข้าไม่เชื่อหรอกว่า ไอ้สวะนี่มันจะหลบกระบี่ดาราเงินของคุณชายพ้น...
เมื่อคิดได้ดังนั้น หานเป่าเป่าก็ตัดสินใจเด็ดขาด เขากระโดดพุ่งตัวเพียงไม่กี่ก้าวก็อ้อมไปถึงหน้าต่างด้านหลังของหอคอยเดี่ยว หมายจะปลิดชีพเป้าหมายในดาบเดียว
แต่ในจังหวะนั้นเอง ภายในหอคอยก็มีเสียงพึมพำแผ่วเบาดังลอดออกมา ในขณะที่หานเป่าเป่ากำลังชะงักงันอยู่นั้น ด้านหลังของเขาก็ปรากฏเงาร่างของคนผู้หนึ่งขึ้น ซึ่งก็คือเด็กหนุ่มคนนั้นนั่นเอง
"วิ้ง~"
เสียงกระบี่กรีดร้องดังกังวาน ปลายกระบี่ของผู้มาเยือนพุ่งตรงเข้าหาหานเป่าเป่า ราวกับคลื่นยักษ์ในแม่น้ำแยงซีเกียงที่ถาโถมซัดสาด รุนแรงปานจะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน รัศมีคุกคามนั้นไม่ธรรมดาเลย...
และในขณะเดียวกัน ที่ข้างหูของหานเป่าเป่าก็มีเสียงตวาดที่ยังไม่แตกพานดีดังขึ้นว่า "รอเจ้ามาตั้งนานแล้ว หานเป่าเป่า..."
(จบแล้ว)