- หน้าแรก
- ระบบเปลี่ยนชีวิตจากหนุ่มพุงพลุ้ยสู่เทพบุตรที่สาวทุกคนต้องมอง
- บทที่ 38 - ระยะวิ่งที่น่าหวาดหวั่น! ถูกจับได้แล้วเหรอ?
บทที่ 38 - ระยะวิ่งที่น่าหวาดหวั่น! ถูกจับได้แล้วเหรอ?
บทที่ 38 - ระยะวิ่งที่น่าหวาดหวั่น! ถูกจับได้แล้วเหรอ?
บทที่ 38 - ระยะวิ่งที่น่าหวาดหวั่น! ถูกจับได้แล้วเหรอ?
จี้จื่อหยางจำได้แม่นว่าเมื่อครู่หลี่ไป๋บอกตัวเลข 200 ออกมา แล้วหลี่ไป๋ก็นึกว่าเขาหมายถึงระยะวิ่งต่อสัปดาห์ ในขณะที่เขาเองกลับเข้าใจไปว่าเป็นระยะวิ่งต่อเดือน
"นั่นหมายความว่า นายวิ่งอาทิตย์ละสองร้อย กิโลเมตรอย่างนั้นเหรอ?" เพื่อไม่ให้ตัวเองสำลัก จี้จื่อหยางรีบกลืนอาหารในปากลงไปก่อนจะถามย้ำด้วยความจริงจัง
อันที่จริงหน่วยกิโลเมตรที่เขาพูดออกมานั้นก็ถือเป็นการถามเผื่อไว้เท่านั้น เพราะหลี่ไป๋คงไม่มีทางวิ่งแค่อาทิตย์ละสองร้อยเมตรแน่นอน ...
"ใช่ครับ" เมื่อเห็นคำยืนยันจากหลี่ไป๋ อย่าว่าแต่จี้จื่อหยางเลย แม้แต่เหลียงม่านจวินเองก็ถึงกับวางตะเกียบลงแล้วมองดูเขาด้วยความประหลาดใจ
วิ่งอาทิตย์ละสองร้อยกิโลเมตรนี่มันหมายความว่ายังไงกันนะ? เมื่อลองหารเฉลี่ยเป็นรายวันดูแล้ว มันคือวันละประมาณ 28.5 กิโลเมตรเชียวนะ! นั่นมันมากกว่าระยะทางของฮาล์ฟมาราธอนในทุกๆ วันเลยไม่ใช่หรือไง!
"แล้วระยะวิ่งต่อเดือนของนายคือเท่าไหร่ล่ะ? แปดร้อย? หรือเก้าร้อย?" จี้จื่อหยางกลืนน้ำลายอึกใหญ่แล้วมองหลี่ไป๋ราวกับมองมนุษย์ต่างดาว
"ระยะวิ่งต่อเดือนอยู่ที่ประมาณหนึ่งพันกิโลเมตรครับ"
จี้จื่อหยางรู้สึกหน้ามืดขึ้นมาทันที หนึ่งพันกิโลเมตรนี่มันใช่คนปกติเขาทำกันที่ไหนล่ะ? ตัวเขาเองถือว่าเป็นนักวิ่งสมัครเล่นที่มีระยะวิ่งค่อนข้างสูงแล้วนะ เพราะในแต่ละวันเขาต้องถ่ายวิดีโอและตัดต่อ ซึ่งการวิ่งของเขามันก็คือวัตถุดิบในการทำงานนั่นเอง แต่ครั้งที่เขาวิ่งเยอะที่สุดในหนึ่งเดือนก็ยังทำได้แค่ 480 กิโลเมตรเท่านั้น
เขาเหนื่อยแทบขาดใจแต่ก็ยังวิ่งไม่ถึง 500 กิโลเมตรเลยด้วยซ้ำ ซึ่งนั่นมันยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของที่หลี่ไป๋ทำเลยสักนิด!
"เดือนละหนึ่งพันกิโลเมตรเนี่ยนะ นักกีฬาอาชีพเขายังไม่ฝึกหนักขนาดนี้เลยมั้ง!" จี้จื่อหยางอุทานออกมา
ทว่าในวินาทีต่อมาเขาก็รีบเปลี่ยนคำพูดใหม่ทันที "ไม่สิ ต้องบอกว่านายนี่มันฝึกหนักระดับเดียวกับนักกีฬาอาชีพเลยต่างหาก!" เขาทำวิดีโอสั้นและเคยสัมภาษณ์นักวิ่งมาราธอนระดับท็อปของประเทศมาบ้าง พวกยอดฝีมือที่วิ่งต่ำกว่าสองชั่วโมงสิบนาทีได้นั้น ไม่มีใครเลยที่จะไม่ฝึกซ้อมอย่างหนัก ระยะวิ่งเดือนละหนึ่งพันกิโลเมตรนั่นแหละคือระดับการฝึกซ้อมของพวกเขาจริงๆ!
"มิน่าล่ะนายถึงวิ่งต่ำกว่าสองชั่วโมงสามสิบนาทีได้ เดือนละหนึ่งพันกิโลเมตรนี่มันช่างทรหดจริงๆ ... " ในตอนนี้สายตาที่จี้จื่อหยางมองหลี่ไป๋มีเพียงความเลื่อมใสเท่านั้น หลี่ไป๋ก็เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่งไม่ใช่เหรอ แล้วเขาอดทนฝึกหนักขนาดนี้มาได้ยังไงกัน?
เหลียงม่านจวินจึงเอ่ยถามขึ้นมาบ้าง
"หลี่ไป๋ นายวิ่งเดือนละหนึ่งพันกิโลเมตรนี่เพื่อจะสมัครโอลิมปิกปารีสอย่างนั้นเหรอ?" เมื่อครู่เธอเองก็รู้สึกสงสัยเหมือนกัน แต่ตัวเลขหนึ่งพันกิโลเมตรนั่นมันฟังดูคุ้นหูมาก! เธอจึงลองคำนวณเวลาในใจดูแล้วก็เข้าใจทันทีว่าทำไมหลี่ไป๋ถึงได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจขนาดนี้
"ใช่ครับ" หลี่ไป๋มองเหลียงม่านจวินด้วยความประหลาดใจที่เธอเดาใจเขาถูก
"โอลิมปิกปารีสเหรอ?" จี้จื่อหยางทำหน้ามึนตึบ หลี่ไป๋จึงช่วยอธิบายให้เขาฟังว่านี่คือการสมัครแข่งขันมาราธอนในโอลิมปิกปารีสสำหรับกลุ่มคนทั่วไป
"ตกใจหมดเลย นึกว่านายจะไปทำสถิติให้ผ่านเกณฑ์โอลิมปิกเสียอีก" จี้จื่อหยางยิ้มขำ
การจะวิ่งให้ผ่านเกณฑ์โอลิมปิกปารีสนั่นมันยากมหาศาลเลยล่ะ! เมื่อปีที่แล้วตอนที่โอลิมปิกปารีสประกาศเกณฑ์มาตรฐานออกมา ในรายการมาราธอนยังไม่มีนักวิ่งชายคนไหนในประเทศที่ผ่านเกณฑ์เลยสักคน! เพราะเกณฑ์มาตรฐานมันอยู่ที่สองชั่วโมงแปดนาทีสิบวินาทีน่ะสิ! ในขณะที่สถิติระดับประเทศตอนนั้นยังอยู่ที่สองชั่วโมงแปดนาทีสิบห้าวินาทีอยู่เลย ...
โชคดีที่เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาในรายการซีเฉิงมาราธอน ทั้งเหอเจี๋ยและหยางเส้าฮุ่ยต่างก็ร่วมกันทำลายสถิติระดับประเทศลงได้สำเร็จ! และทั้งคู่ก็ผ่านเกณฑ์มาตรฐานสำหรับโอลิมปิกปารีสไปได้พร้อมๆ กัน ช่วยลดความน่าอับอายที่จะไม่มีนักวิ่งชายชาวจีนลงแข่งในรายการนี้ไปได้ แน่นอนว่ากลุ่มคนทั่วไปไม่ได้มีเกณฑ์มาตรฐานโหดหินขนาดนั้น! ความยากของมันอยู่ที่การสะสมแต้มและการสุ่มจับสลากในภายหลังต่างหาก
"นายวิ่งเดือนละหนึ่งพันกิโลเมตร เฉลี่ยวันละสามสิบกว่ากิโลเมตรเลยนะ ร่างกายนายจะรับไหวเหรอ?" เหลียงม่านจวินถามด้วยความห่วงใย
จี้จื่อหยางมองดูเธอ ...
...
ไม่นึกเลยว่าสาวสวยที่ดูเย็นชาขนาดนี้จะพูดจาออกมาได้อบอุ่นใจขนาดนี้! จี้จื่อหยางจึงช่วยเสริมคำพูดอีกแรง
"นั่นสิหลี่ไป๋ อย่าไปโหมร่างกายหนักเพียงเพื่อจะไขว่คว้าโอกาสที่ดูเลื่อนลอยในโอลิมปิกปารีสนั่นเลย"
"การจับสลากนั่นมันยากมากเลยนะ นักวิ่งทั่วโลกต่างก็จ้องจะลงแข่งในรายการนี้กันทั้งนั้น"
"ปีที่แล้วฉันก็สมัครไปเหมือนกันนะ แต่ฉันก็ไม่ได้หวังว่าจะติดหรอก แค่อยากจะลองดูเฉยๆ" หลี่ไป๋ยิ้มตอบ
"วางใจเถอะครับ ร่างกายผมรับไหว ปกติผมจะวิ่งแบบช้าๆ ไม่ได้เน้นความเข้มข้นอะไร"
"จะมีการซ้อมหนักแค่ครั้งเดียวในช่วงสุดสัปดาห์เท่านั้น พวกพี่ก็เห็นผลการวิ่งของผมแล้วนี่นาว่าผมรับไหวหรือเปล่า!"
"มาราธอนที่จินไห่ผมก็วิ่งจนจบมาได้แล้วนี่ครับ" คำพูดนี้ของเขาทำเอาจี้จื่อหยางหาข้อโต้แย้งไม่ได้เลยสักนิดเดียว
ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ นะ ถ้าร่างกายรับไม่ไหวเขาคงไม่มีทางวิ่งออกมาได้ดีขนาดนี้หรอก ...
"ทำไมฉันรู้สึกเหมือนโดนความเหนือชั้นของนายกระแทกหน้ายังไงก็ไม่รู้แฮะ" จี้จื่อหยางยิ้มขำ
...
ในขณะที่หลี่ไป๋กำลังทานข้าวกับเพื่อนๆ อย่างสบายใจ เพื่อนร่วมงานของเขากลับกำลังนั่งทำงานล่วงเวลากันอย่างขะมักเขม้น รวมถึงหัวหน้างานด้วย
ต้ายเต๋อเจี๋ยนั่งอยู่ในห้องประชุมร่วมกับพนักงานแผนกธุรการเพื่อช่วยกันขัดเกลาแผนการต้อนรับในสัปดาห์หน้า
"หวงตาน ทำไมเธอถึงเลือกภัตตาคารปาฟางเยี่ยนเป็นสถานที่เลี้ยงต้อนรับผู้บริหารเครือเซิ่งถังล่ะ?"
"ภัตตาคารหงหยาดูจะมีระดับสูงกว่าไม่ใช่เหรอ? แถมยังเป็นอาหารท้องถิ่นเมืองเจียงเฉิงที่มีเอกลักษณ์มากกว่าด้วย" ต้ายเต๋อเจี๋ยถามพลางพลิกดูเอกสารในมือด้วยความสงสัย
ไม่ว่าจะเป็นภัตตาคารหงหยาหรือปาฟางเยี่ยน ต่างก็เป็นร้านอาหารที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าต้าวันทั้งคู่ ทว่าห้างมักจะร่วมงานกับภัตตาคารหงหยาบ่อยครั้งกว่า แม้แต่การทานมื้อค่ำของแผนกเมื่อช่วงกลางสัปดาห์พวกเขาก็ยังเลือกไปที่นั่นเลย
"บอสคะ ภัตตาคารหงหยาไม่จริงใจเลยค่ะ พวกเขาใช้อาหารสำเร็จรูปมาหลอกลููกค้า งานต้อนรับลูกค้าคนสำคัญขนาดนี้ควรจะให้เขาทานของที่ดีกว่านี้นะคะ" หวงตานอธิบาย
"อาหารสำเร็จรูปเหรอ? ภัตตาคารหงหยาใช้อาหารสำเร็จรูปอย่างนั้นเหรอ?"
"ใช่ค่ะ พวกเรายังสงสัยกันอยู่เลยว่าทำไมเขาเสิร์ฟอาหารเร็วขนาดนั้น! หลี่ไป๋เป็นคนบอกพวกเราเองค่ะพวกเราถึงได้รู้" ต้ายเต๋อเจี๋ยถึงกับแปลกใจ "หลี่ไป๋บอกพวกเธอเหรอ? แล้วเขารู้ได้ยังไงล่ะ?"
"เขาทานแล้วรู้รสชาติน่ะค่ะ คืนวันพุธตอนที่พวกเราไปทานข้าวด้วยกันน่ะ ที่จริงพวกเราเองก็น่าจะสังเกตเห็นเหมือนกันนะ"
"ใช่ค่ะ รสชาติมันต่างจากเมื่อก่อนเยอะเลย! ฉันยังนึกว่าเขาเปลี่ยนกุ๊กเสียอีก"
"ไม่ใช่เปลี่ยนกุ๊กหรอกค่ะ พอทานเข้าไปก็จะรู้เลยว่าเนื้อสัมผัสมันนิ่มๆ เละๆ ยังไงไม่รู้" ต้ายเต๋อเจี๋ยมองดูพนักงานในห้องประชุมที่พากันพยักหน้าเห็นด้วยเป็นแถวแล้วก็อดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้
ทำไมเขาถึงทานแล้วไม่ยักษ์กะจะรู้เรื่องเลยล่ะ?
"เอาอย่างนี้ พวกเราไปดูที่ก้นครัวของภัตตาคารหงหยาหน่อยสิ ถ้าเขาใช้อาหารสำเร็จรูปจริงๆ ต่อไปพวกเราก็อย่าไปทานที่นั่นอีกเลย!"
"แล้วก็ไปดูที่ปาฟางเยี่ยนด้วยล่ะ อย่าให้หนีเสือปะจระเข้ เจอร้านที่มีปัญหาเหมือนกันอีก!" ต้ายเต๋อเจี๋ยต้องเผชิญกับแรงกดดันในการต้อนรับเครือเซิ่งถัง เขาจึงต้องใส่ใจกับทุกรายละเอียดอย่างถี่ถ้วนที่สุด
...
"พรุ่งนี้ตื่นเช้าหน่อยนะ ตอนนี้อากาศเริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ แล้ว พอแดดออกมันจะอบอ้าวมากเลยล่ะ"
"ได้ครับ พรุ่งนี้ตื่นตีห้าแล้วตีห้าครึ่งไปรวมตัวกันที่สวนป่าเลย!" หลี่ไป๋ทานเสร็จแล้ว เขาอาศัยความได้เปรียบที่เป็นเจ้าถิ่นรีบชิงไปจ่ายเงินก่อนเพื่อน
พวกเขากำลังเดินออกจากห้องรับรองของร้านอาหารพลางพูดคุยเรื่องแผนการวิ่งซ้อมเช้าในวันพรุ่งนี้
"จะให้ฉันขับรถไปรับพวกคุณไหมคะ?" เหลียงม่านจวินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงใสกระจ่าง
"ไม่ต้องหรอกครับ พวกเราเรียกแท็กซี่ไปเองได้"
"อาจารย์เหลียง พรุ่งนี้คุณไม่ต้องรีบมาเช้าขนาดนั้นก็ได้นะ คุณขับรถมาคนเดียวต้องระวังความปลอดภัยด้วย"
"ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ตอนนี้บ้านเมืองสงบเรียบร้อยดี"
"หลี่ไป๋???" ในขณะที่หลี่ไป๋กำลังคุยกับเหลียงม่านจวินอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเสียงผู้หญิงร้องทักชื่อเขาขึ้นมาด้วยความตกใจ
พวกเขาทั้งสามคนหันขวับไปมองพร้อมกันทันที
ภาพที่เห็นคือกลุ่มคนที่กำลังยืนอยู่หน้าประตูร้านอาหาร พวกเขามองดูหลี่ไป๋ด้วยความตกตะลึง ในขณะเดียวกันก็แอบส่งสายตาอยากรู้อยากเห็นไปยังสาวสวยที่ยืนอยู่ข้างกายเขาด้วยอย่างรวดเร็ว
[จบแล้ว]