- หน้าแรก
- ระบบเปลี่ยนชีวิตจากหนุ่มพุงพลุ้ยสู่เทพบุตรที่สาวทุกคนต้องมอง
- บทที่ 12 - นี่มันคนหรือเปล่า ?
บทที่ 12 - นี่มันคนหรือเปล่า ?
บทที่ 12 - นี่มันคนหรือเปล่า ?
บทที่ 12 - นี่มันคนหรือเปล่า ?
ในระหว่างที่นักศึกษาคณะพลศึกษาพยายามชวนคุยอยู่นั้น หลี่ไป๋ก็ไม่ได้ปริปากพูดอะไรเลย
เขาวิ่งนำเพื่อกันลมให้เหลียงม่านจวิน ราวกับว่าไม่ได้ยินเรื่องราวที่เกิดขึ้นข้างหลังเลยสักนิด
นักศึกษาคณะพลศึกษาเหลือบมองหลี่ไป๋ด้วยสายตาดูแคลน
ไอ้ขี้แพ้เอ๊ย !
แฟนสาวโดนตามตื้อขนาดนี้ ยังกลัวจนไม่กล้าอ้าปากสักคำ !
ถ้าเป็นเขาละก็ เขาคงจะใช้กำปั้นแก้ปัญหาไปนานแล้ว !
สาวสวยจ๋า อย่าไปอยู่กับไอ้คนขี้แพ้นี่เลย มาอยู่กับพี่ดีกว่านะ !
พี่รับรองว่าจะทำให้คุณทั้งมีความสุขและรู้สึกปลอดภัยสุดๆ ไปเลยล่ะ !
"คนสวย ขอวีแชทหน่อยได้ไหม ? วันหน้าจะได้มาวิ่งด้วยกัน"
เขาเพิ่งจะหยิบมือถือออกมาพลางยิ้มระรื่นเพื่อจะขอวีแชทจากเหลียงม่านจวิน
ทันใดนั้น หลี่ไป๋ก็เร่งความเร็วขึ้นมาอย่างกะทันหัน
มุมปากของเหลียงม่านจวินขยับเล็กน้อย เธอเข้าใจความหมายได้ทันทีและรีบวิ่งตามไป
"เชี่ย เร็วขนาดนี้จะไปไหนวะ ?"
นักศึกษาคณะพลศึกษาไม่ยอมแพ้และรีบวิ่งตามไป
ทว่าเขาเป็นนักวิ่งระยะสั้น
ความเร็วของพวกหลี่ไป๋นั้น ในระยะหนึ่งร้อยเมตรเขาสามารถแซงได้อย่างง่ายดาย
สองร้อยเมตรก็ยังไม่ใช่ปัญหา
แต่พอถึงสี่ร้อยเมตรเขาก็เริ่มรู้สึกหอบแล้ว
พอถึงหนึ่งกิโลเมตร ...
ก่อนที่เขาจะทันได้เร่งเครื่องตาม เขาก็วิ่งมาได้หนึ่งกิโลเมตรแล้ว
การเปลี่ยนแปลงความเร็วที่ต่อเนื่องแบบนี้ นักศึกษาคณะพลศึกษาสายวิ่งระยะสั้นย่อมรับมือไม่ไหว
ในจังหวะที่ถูกทิ้งห่างไปสิบเมตร เขายังพยายามก้มหน้าแกว่งแขนเพื่อจะไล่ตามให้ทัน
ทว่ายิ่งวิ่งตามไป ความเร็วของเขาก็ยิ่งลดลงโดยไม่รู้ตัว
เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง เงาร่างของหลี่ไป๋และเหลียงม่านจวินก็เหมือนกับรถสปอร์ตคันเล็กๆ สองคันที่พุ่งทะยานห่างออกไปเรื่อยๆ
สิบห้าเมตร ... ยี่สิบเมตร ... ห้าสิบเมตร ... หนึ่งร้อยเมตร ... จนสุดท้ายก็หายไปจากสายตาของเขา
"บ้าเอ๊ย นี่มันคนหรือเปล่าเนี่ย ? วิ่งถนนวงแหวนทำไมถึงเร็วนักวะ !"
นักศึกษาคณะพลศึกษาหยุดวิ่งพลางหอบหายใจเหมือนวัวและบ่นออกมาด้วยความหงุดหงิด
...
หลังจากวิ่งครบสิบแปดกิโลเมตร หลี่ไป๋และเหลียงม่านจวินก็กลับมาถึงมหาวิทยาลัยไห่หยาง
ครั้งนี้พวกเขาไม่ได้แยกย้ายกันกลับทันทีเหมือนตอนที่สวนป่า
เพราะตอนนี้ได้เวลาอาหารพอดี
หลี่ไป๋ไม่ได้ทำตัวเป็นสุภาพบุรุษที่ต้องพาเหลียงม่านจวินไปทานมื้อหรูอะไร
ย่านย่านมหาวิทยาลัยนี้เขาไม่คุ้นเคย ไม่รู้ว่ามีอะไรอร่อยบ้าง
เมื่อเหลียงม่านจวินถามเขาว่าสนใจไปทานข้าวที่โรงอาหารของมหาวิทยาลัยไหม หลี่ไป๋ก็ตอบตกลงอย่างรวดเร็ว
และเป็นเหลียงม่านจวินที่เป็นคนรูดบัตรทานข้าวให้เขาด้วย
"ขอบคุณครับอาจารย์เหลียง วันหน้าผมจะเลี้ยงคืนนะครับ"
"ไม่เป็นไรค่ะ"
บทสนทนาของพวกเขานั้นเรียบง่ายและเป็นกันเอง ราวกับเพื่อนที่รู้จักกันมานานหลายปี
ในขณะเดียวกันก็ยังมีระยะห่างที่พอดี ในส่วนที่ควรมีมารยาทหลี่ไป๋ก็ไม่เคยทำตัวล่วงเกินเลย
พวกเขาถือถาดอาหารไปนั่งลงที่มุมติดหน้าต่างในโรงอาหาร
เวลานี้นักศึกษาในโรงอาหารเริ่มไม่หนาตาแล้ว แต่คู่ของหลี่ไป๋และเหลียงม่านจวินก็ยังคงดึงดูดให้นักศึกษาบางคนต้องหันกลับมามองบ่อยๆ
ทว่าพวกเขาไม่ได้สนใจและตั้งหน้าตั้งตาทานอาหารตรงหน้า
ปริมาณอาหารในถาดของหลี่ไป๋นั้นเยอะมาก ทั้งข้าวและกับข้าวถูกพูนไว้จนสูง
ไม่ต้องเขินอายไปหรอก เพราะเหลียงม่านจวินก็เป็นเหมือนกัน ถาดอาหารของเธอพูนขึ้นมาเป็นภูเขาขนาดย่อมเลยทีเดียว
หากมองแค่รูปร่างที่ผอมเพรียวและหน้าท้องที่ไม่มีไขมันส่วนเกินของเธอแล้ว คาดว่าคงไม่มีใครเชื่อว่าเธอจะทานเยอะขนาดนี้ !
แต่หลี่ไป๋เข้าใจได้ เพราะหลังจากเริ่มวิ่งเขาก็เริ่มทานเก่งขึ้นเรื่อยๆ
ไม่ต้องกังวลว่าจะอ้วน เพราะการวิ่งนั้นเผาผลาญพลังงานได้มากกว่าเยอะ
เหลียงม่านจวินเองก็ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน
จะทานเยอะแค่ไหนจะไปกลัวอะไร ? วิ่งสักสิบกิโลเมตร พลังงานที่ทานเข้าไปก็มลายหายไปจนหมดแล้ว !
หลี่ไป๋และเหลียงม่านจวินต่างก้มหน้าก้มตาทานกันอย่างเงียบเชียบโดยไม่มีการพูดคุยกันเลย
คนที่ไม่รู้เรื่องราวคงนึกว่าเป็นคนแปลกหน้าสองคนที่มานั่งด้วยกัน
พวกเขาทานเสร็จแล้วถึงเริ่มคุยกัน และเป็นเหลียงม่านจวินที่เป็นฝ่ายถามก่อน
"จินไห่มาราธอน คุณสมัครหรือยัง ?"
เหลียงม่านจวินรู้ว่าหลี่ไป๋มีความตั้งใจที่จะวิ่งมาราธอน
ต่อให้จี้จื่อหยางไม่ได้บอกเธอ เธอก็ดูออกจากการฝึกซ้อมที่หลี่ไป๋ทำอยู่ดี
"ครับ สมัครแล้ว แต่ผลการจับฉลากยังไม่ออกเลยไม่ใช่เหรอครับ ?"
หลี่ไป๋ตอบพลางยิ้ม
เหลียงม่านจวินพยักหน้า
"สมัครครั้งแรก ไม่รู้ว่าจะติดไหม ได้ยินมาว่าการจับฉลากมาราธอนต้องอาศัยดวงด้วย"
หลี่ไป๋ไม่ใช่คนที่มีนิสัยเย็นชาสุดขั้วแบบเหลียงม่านจวิน
เมื่อคุยกับคนที่คุยด้วยได้ เขาก็สามารถคุยได้อย่างไหลลื่น
"ถ้าไม่ติด ผมกะว่าจะซื้อสิทธิ์การแข่งขันแบบเพื่อการกุศลน่ะครับ"
หลี่ไป๋ในตอนนี้ไม่ใช่นักวิ่งหน้าใหม่ที่ไม่รู้อะไรเลยอีกต่อไป เขาได้ทำการศึกษาและเรียนรู้กฎระเบียบของการแข่งขันมาราธอนมาอย่างละเอียดแล้ว
หากจับฉลากไม่ติด ก็ยังสามารถเข้าร่วมการแข่งขันได้ผ่านโควตาของสปอนเซอร์หรือโควตาเพื่อการกุศล
โควตาของสปอนเซอร์ บางส่วนจะได้มาจากการสุ่มรางวัลในบัญชีทางการ หรือต้องซื้ออุปกรณ์ของสปอนเซอร์ให้ครบตามยอดที่กำหนดถึงจะได้สิทธิ์มา
ส่วนโควตาเพื่อการกุศลจะได้มาจากการบริจาคเงินเพื่อการกุศล
ปกติค่าสมัครมาราธอนในประเทศจะอยู่ที่ประมาณหนึ่งร้อยห้าสิบถึงสองร้อยหยวน
ทว่าโควตาเพื่อการกุศลนั้น นอกจากค่าสมัครปกติแล้ว ยังต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการกุศลเพิ่มอีกสองพันถึงสามพันหยวน
สำหรับโควตาสปอนเซอร์นั้น หลี่ไป๋ยังไม่พิจารณาในตอนนี้
เพราะขั้นตอนการขอรับค่อนข้างยุ่งยาก และเขาก็ไม่อยากซื้อของที่ตนเองไม่ได้ต้องการมาตุนไว้เยอะแยะ
สู้บริจาคเงินไปเลยดีกว่า ถือเป็นการทำบุญไปในตัว
แน่นอนว่าถ้าจับฉลากได้ก็จะดีที่สุด จะได้ไม่ยุ่งยาก
เหลียงม่านจวินฟังที่เขาพูดแล้วแววตาสั่นไหวเล็กน้อย ดูเหมือนเธออยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดออกมา
รอจนหลี่ไป๋พูดจบ เธอถึงถามขึ้นมาอีกประโยคว่า "คุณสมัครระยะฮาล์ฟหรือฟูล ?"
"ฟูลมาราธอนครับ"
"ไม่เคยวิ่งระยะฮาล์ฟมาก่อนเลยเหรอ ?"
"ครับ"
"การที่ข้ามขั้นจากฮาล์ฟมาวิ่งฟูลเลยแบบนี้มันค่อนข้างเสี่ยงนะ"
เหลียงม่านจวินพูดประโยคที่ยาวที่สุดของวันนี้
เธอยังไม่รอให้หลี่ไป๋ตอบก็พูดเสริมขึ้นมาว่า "แต่ฝีมือของคุณใช้ได้เลยล่ะ"
"ระยะฮาล์ฟคงไม่ใช่ปัญหาสำหรับคุณ ผลการแข่งขันก็น่าจะออกมาไม่เลว"
เหลียงม่านจวินเคยวิ่งกับหลี่ไป๋มาแล้วตั้งยี่สิบเจ็ดกิโลเมตร
ด้วยพละกำลังขนาดนั้น การจะวิ่งฮาล์ฟมาราธอนระยะยี่สิบเอ็ดกิโลเมตรให้จบนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แถมสถิติน่าจะออกมาดีด้วยซ้ำ
แน่นอนว่านั่นคือมุมมองสำหรับนักวิ่งทั่วไป
เหลียงม่านจวินไม่รู้เลยว่าเป้าหมายของหลี่ไป๋คือการจบฟูลมาราธอนด้วยเวลาอย่างน้อยสองชั่วโมงสามสิบนาที !
หลี่ไป๋ไม่ได้คุยโวโอ้อวด เขาเพียงแค่ยิ้มและถามเหลียงม่านจวินว่า "อาจารย์เหลียงครับ ผมได้ยินมาว่าฟูลมาราธอนมันวิ่งให้จบยากมาก หลายคนจะไปเจอ 'กำแพง' ตรงกิโลเมตรที่สามสิบห้า จริงไหมครับ ?"
เหลียงม่านจวินเหมือนเข้าสู่โหมดการสอนหนังสือ เธออธิบายให้หลี่ไป๋ฟังด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนขึ้น
"อืม ฟูลมาราธอนไม่ใช่แค่เอาฮาล์ฟมาราธอนสองครั้งมาบวกกันนะ ความยากมันคนละระดับเลย"
"ไม่จำเป็นต้องเป็นกิโลเมตรที่สามสิบห้าเสมอไปหรอก ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคน บางคนอาจจะเจอตั้งแต่กิโลเมตรที่สามสิบแล้วก็ได้"
"มันจะรู้สึกเหมือนกับถูกคนรุมอัดไปทั้งตัว พอโดนอัดเสร็จแล้วคุณยังต้องฝืนวิ่งต่อไปให้ได้"
การเปรียบเปรยนี้เห็นภาพชัดเจนมากจนหลี่ไป๋อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
เขามองดูใบหน้าเย็นชาของเหลียงม่านจวินแล้วรู้สึกว่าพี่สาวคนนี้ก็มีมุมที่น่ารักแบบเงียบๆ เหมือนกันนะเนี่ย !
"ถ้าอยากจะวิ่งฟูลมาราธอนให้จบ ก่อนอื่นคุณต้องมีระยะวิ่งสะสมที่เพียงพอ อย่างเช่นระยะวิ่งต่อเดือนควรจะถึงสองร้อยกิโลเมตร"
"อันนี้ผมมีครับ"
ปริมาณการวิ่งเฉลี่ยในแต่ละวันของหลี่ไป๋นั้นเกินกว่าสิบกิโลเมตรไปไกลแล้ว
แถมเขายังวิ่งทุกวันโดยไม่หยุดพักเลยสักวันด้วย
เรียกได้ว่าระยะวิ่งสะสมของเขานั้นนำหน้านักวิ่งทั่วไปไปไกลมาก กระทั่งอาจจะพอเทียบชั้นกับนักวิ่งมาราธอนอาชีพในประเทศได้เลยด้วยซ้ำ
"และต้องทำติดต่อกันอย่างน้อยสามเดือน"
"เอ่อ เรื่องนี้อาจจะยังไม่ถึงครับ"
หลี่ไป๋คำนวณเวลาของจินไห่มาราธอน ตอนนี้เหลือเวลาอีกประมาณสองเดือนก่อนจะเริ่มการแข่งขัน
"ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องครบสามเดือนเสมอไปหรอกนะ ขึ้นอยู่กับสภาพการฝึกซ้อมของคุณด้วย และรวมถึงเพซที่คุณใช้ในวันแข่งจริง"
"เพซในวันแข่งจริงเหรอครับ ?"
"นักวิ่งที่วิ่งฟูลมาราธอนครั้งแรกบางคน พละกำลังน่ะพอมีอยู่หรอก แต่กิโลเมตรแรกๆ มักจะคุมจังหวะไม่อยู่"
"พอมีคนวิ่งด้วยกันเยอะๆ คุณจะเริ่มตื่นเต้นจนเร่งความเร็วในช่วงแรกมากเกินไป พอช่วงหลังพละกำลังหมดคุณก็จะพังทันที"
เหลียงม่านจวินมองเขาพลางพูดด้วยน้ำเสียงที่มีความหมายลึกซึ้งว่า "ซ้อมไปก่อนเถอะ แล้วค่อยมาดูสถานการณ์ตอนนั้นกันอีกที"
[จบแล้ว]