- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นฮ่องเต้ ขอใช้เล่ห์ครองแผ่นดิน
- บทที่ 141 - คลื่นลูกเก่ายังไม่ทันสงบ คลื่นลูกใหม่ก็ซัดสาด
บทที่ 141 - คลื่นลูกเก่ายังไม่ทันสงบ คลื่นลูกใหม่ก็ซัดสาด
บทที่ 141 - คลื่นลูกเก่ายังไม่ทันสงบ คลื่นลูกใหม่ก็ซัดสาด
บทที่ 141 - คลื่นลูกเก่ายังไม่ทันสงบ คลื่นลูกใหม่ก็ซัดสาด
วันที่หกเดือนสิบเอ็ด หิมะตกหนัก อากาศหนาวเหน็บจนนกเห่อต้านยังไร้เสียงร้อง
ฤดูกาลนี้ทุกหนแห่งในแดนเหนือล้วนมีหิมะโปรยปรายราวกับขนห่าน แต่งแต้มเมืองหลวงให้กลายเป็นสีขาวโพลน
แต่ละเทศกาลย่อมมีธรรมเนียมปฏิบัติที่แตกต่างกันไป ทั้งการกินขนมเข่ง หมักเนื้อเค็ม ไหว้เทพเจ้าเตาไฟ และอื่นๆ อีกมากมาย
แน่นอนว่าสิ่งที่ขาดไม่ได้ในทุกเทศกาลก็คือการไปวัดไหว้พระขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคล
ศาลเจ้าเจินอู่ในฐานะศาลเจ้าหลวงที่ได้รับการแต่งตั้งจากกรมการศาสนา ย่อมเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีผู้คนหลั่งไหลมาสักการะมากที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย
นอกเหนือจากการจัดพิธีบวงสรวงอย่างเป็นทางการในบางเทศกาลแล้ว ในวันธรรมดาก็ยังมีชาวบ้านแวะเวียนมากราบไหว้ไม่ขาดสาย
อย่างเช่นในวันหิมะตกหนักวันนี้
ทั้งชาวบ้านธรรมดา คหบดี สตรีชนชั้นสูง และเหล่าบัณฑิต ต่างสวมใส่เสื้อผ้าหลากหลายรูปแบบ ทั้งเสื้อบุฝ้ายกระโปรงยาว เสื้อคลุมบุฝ้ายตัวยาว เสื้อคลุมขนสัตว์กันลม สีสันลวดลายละลานตาทั้งแดงและเขียว เดินเข้าออกศาลเจ้าเจินอู่กันอย่างขวักไขว่
"พุทราเคลือบน้ำตาล! พุทราเคลือบน้ำตาลอร่อยแถมไม่แพงจ้า!"
"ขนมเข่ง! ขนมเข่งชิ้นโตร้อนๆ จ้า!"
เสียงร้องขายของเจื้อยแจ้วดังแว่วอยู่หน้าศาลเจ้าไม่ขาดหู บรรยากาศช่างคึกคักยิ่งนัก
กู้เซี่ยนเฉิงและซุนจี้เกาหาร้านแผงลอยหน้าศาลเจ้าเพื่อนั่งพัก คนหนึ่งกินบะหมี่อีกคนกินเกี๊ยวน้ำ
ซุนจี้เกาเพิ่งเดินทางเข้าเมืองหลวงเมื่อปลายเดือนก่อนเพื่อเตรียมตัวสอบคัดเลือกขุนนางระดับประเทศ ผู้คนในยุคนี้ต่างบอกว่าชื่อของเขาเป็นมงคลนัก บัณฑิตสอบได้อันดับหนึ่งในการสอบครั้งก่อนชื่อเจ้าจี้เกา ส่วนชายหนุ่มผู้นี้ชื่อจี้เกาเหมือนกัน ย่อมต้องสืบทอดความสำเร็จและสอบได้อันดับหนึ่งเช่นเดียวกันเป็นแน่
ซุนจี้เกาเป็นชาวอู๋ซีมณฑลหนานจื๋อลี่ อายุอานามไล่เลี่ยกับหลี่ซานไฉและกู้เซี่ยนเฉิง ปีนี้อายุยังไม่ถึงยี่สิบสี่ปี
พวกเขาทั้งสามเป็นสหายเก่าแก่กันมานาน
กู้เซี่ยนเฉิงมือหนึ่งถือตะเกียบ อีกมือหนึ่งคีบจดหมายข่าวราชสำนักเอาไว้
เพื่อไม่ให้ซุนจี้เกาต้องชะโงกหน้ามาดูใกล้ๆ กู้เซี่ยนเฉิงจึงเป็นฝ่ายใจดีอ่านออกเสียงให้สหายฟังทีละประโยค
"เดือนแปดปีรัชศกหลงชิ่งที่หก กรมการปกครองและศาลตรวจการแผ่นดินเป็นผู้ดูแลหลัก โดยมีหน่วยตรวจสอบและกองประเมินผลคอยให้ความช่วยเหลือเบื้องล่าง ได้จัดทำสมุดบันทึกการประเมินผลงาน กำหนดระยะเวลาดำเนินการสำหรับคดีและภารกิจที่ยังคั่งค้าง ประกาศใช้ให้ทุกฝ่ายทั้งในและนอกเมืองหลวงต้องปฏิบัติตาม"
"เดือนแปดปีรัชศกแรก ครบกำหนดหนึ่งปี"
"กรม ศาล กอง และหน่วยตรวจสอบ ได้ทำการประเมินผลงานขุนนางในเมืองหลวงทั้งเหนือและใต้รวมถึงมณฑลฝูเจี้ยน รวมจำนวนขุนนางกว่าเจ็ดพันนาย เสร็จสิ้นเมื่อวันที่สามเดือนสิบเอ็ด"
"ทุกกองในแต่ละกรมต้องรายงานวันที่ส่งมอบงานทุกไตรมาส ส่วนข้าหลวงตรวจการและนายอำเภอของเมืองหลวงทั้งสองและมณฑลฝูเจี้ยนก็ต้องรายงานวันที่ได้รับหนังสือสั่งการทุกไตรมาสเพื่อใช้เป็นหลักฐานตรวจสอบ บัดนี้ความขยันหรือเกียจคร้านล้วนปรากฏชัดแจ้งแล้ว!"
"ในจำนวนนี้มีผู้มีผลงานดีเยี่ยมสองร้อยเก้าสิบแปดนาย ผู้มีผลงานย่ำแย่เก้าร้อยสามสิบเอ็ดนาย ที่เหลือล้วนอยู่ในเกณฑ์ผ่านการประเมิน..."
กู้เซี่ยนเฉิงอ่านมาถึงตรงนี้ก็อดหยุดชะงักและถอนหายใจออกมาไม่ได้ "ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนผลงานย่ำแย่ถึงเก้าร้อยสามสิบเอ็ดคน"
ซุนจี้เกาเห็นเขาไม่อ่านต่อจึงดึงจดหมายข่าวราชสำนักมาจากมือกู้เซี่ยนเฉิง
เขาเอียงคอสูดเส้นบะหมี่เข้าปากพร้อมกับกวาดสายตาอ่านอย่างละเอียด
พลางพยักหน้าพึมพำกับตัวเอง "การจ่ายเงินเดือนย้อนหลังและเงินโบนัสพิเศษรอบนี้ จ่ายออกไปรวมแล้วตั้งหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นตำลึง ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเงินจากพระคลังข้างที่! ฝ่าบาททรงเป็นกษัตริย์ผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตาโดยแท้!"
กู้เซี่ยนเฉิงได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าเห็นด้วย
การแจกจ่ายเงินตราเช่นนี้ถือเป็นนโยบายอันประเสริฐที่ไม่อาจโต้แย้งได้เลย
ยิ่งไปกว่านั้นฮ่องเต้ยังทรงควักกระเป๋าจ่ายด้วยพระองค์เองอีกต่างหาก
เรื่องนี้ถือว่าทำได้ดีกว่าอดีตฮ่องเต้ไม่รู้ตั้งเท่าไหร่
กู้เซี่ยนเฉิงดึงจดหมายข่าวราชสำนักกลับมาจากมือซุนจี้เกา ทั้งสองยื้อแย่งกันไปมาเช่นนี้
แม้เถ้าแก่ร้านจะวางหนังสือพิมพ์ฉบับใหม่ไว้บนเคาน์เตอร์ แต่ทั้งสองกลับทำเหมือนมองไม่เห็น เพราะหนังสือพิมพ์ที่เขียนด้วยภาษาชาวบ้านอ่านง่ายๆ แบบนั้นปล่อยให้พวกคนยากจนอ่านไปเถอะ หากลูกหลานตระกูลขุนนางมานั่งอ่านหนังสือพิมพ์แบบนั้น แล้วตำแหน่งขุนนางของบรรพบุรุษจะมีไว้ทำไมกัน ยิ่งถ้าถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพวกชาวบ้านหาเช้ากินค่ำก็ยิ่งไม่ดีเข้าไปใหญ่
กู้เซี่ยนเฉิงถือจดหมายข่าวราชสำนักไว้ในมืออีกครั้ง "เริ่มตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป มณฑลหูกวง ซานตง เหอหนาน และส่านซี ก็จะต้องเริ่มใช้กฎหมายประเมินผลงานด้วย ถึงตอนนั้นเงินเดือนย้อนหลังที่ต้องจ่ายคงต้องเพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัว หวังเพียงว่าฝ่าบาทจะไม่ทรงล้มเลิกกลางคันก็พอ"
ซุนจี้เกาส่ายหน้า "สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นหนี้ที่อดีตฮ่องเต้ในอดีตทรงติดค้างไว้ หากปีก่อนๆ จ่ายเงินเดือนตรงเวลาจะติดค้างมากมายปานนี้ได้อย่างไร แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าลูกหลานต้องมาตามชดใช้หนี้แทน ต่อให้ปีหน้าฝ่าบาทจะไม่ทรงจ่ายเงินส่วนนี้แล้ว ก็ยังนับว่าเป็นกษัตริย์ผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตาอยู่ดี"
แม้เขาจะรู้สึกเห็นใจขุนนางที่ถูกติดค้างเงินเดือน แต่มาตรฐานของฮ่องเต้ในอดีตนั้นตกต่ำเกินไป ซุนจี้เกาจึงปรับลดความคาดหวังของตนเองลงโดยอัตโนมัติ
กู้เซี่ยนเฉิงพยักหน้าและไม่คิดหาคำตอบให้เรื่องในอนาคตอีก
เขาเปลี่ยนเรื่องพูดอย่างใช้ความคิด "ว่าไปแล้ว หลังจากขุนนางกลุ่มนี้ได้รับเงินเดือน คงมีข้าราชการจำนวนไม่น้อยที่ต้องพึ่งพาเงินเดือนในการประทังชีวิต และต่างก็ตั้งตารอคอยกฎหมายประเมินผลงานนี้อย่างใจจดใจจ่อ"
ไม่รู้ว่าจงใจหรือบังเอิญ แต่นโยบายอันประเสริฐในครั้งนี้ช่วยลดแรงต่อต้านลงไปได้อย่างมหาศาล
ซุนจี้เกาก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้อย่างยิ่ง "เพราะเหตุนี้ข้าถึงบอกว่าฝ่าบาททรงมีพระเมตตาอย่างไรล่ะ"
แต่เขาก็ยังรู้สึกไม่ค่อยพอใจในเรื่องอื่นอยู่บ้าง จึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาและถอนหายใจออกมา "ฝ่าบาททรงดีทุกอย่าง เสียก็แต่เรื่องของถูซีอิงกับหวังเจียผิงที่ทรงแสดงความโปรดปรานและความชิงชังออกมาชัดเจนเกินไป"
"ความชอบและความชังของกษัตริย์ ไม่ควรปล่อยให้ผู้อื่นคาดเดาได้ เพราะเกรงว่าพวกคนพาลจะฉวยโอกาสประจบสอพลอ ควรทำตัวดั่งสวรรค์ที่เฝ้ามองผู้คน ความดีความชั่วล้วนเกิดจากการกระทำของตนเอง จากนั้นการลงโทษและการตกรางวัลก็จะตามมา เช่นนี้ความดีความชอบและความผิดบาปก็จะเป็นไปตามความเป็นจริง"
ในมุมมองของซุนจี้เกา เมื่อใดที่ความชื่นชอบและเกลียดชังของกษัตริย์ถูกเปิดเผย ย่อมส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวง
โดยเฉพาะพวกคนพาลที่ชอบเอาใจกษัตริย์ หากรุนแรงเข้าอาจทำให้การบริหารบ้านเมืองเกิดความลำเอียงได้
สิ่งที่ไม่สมควรทำที่สุดสำหรับผู้เป็นฮ่องเต้ คือการตรัสออกมาอย่างชัดเจนว่าใครทำดีตรงไหน ใครทำไม่ดีตรงไหน เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการตำหนิหรือยกย่อง
แต่ควรปกปิดสิ่งที่ขุนนางทำแล้วใช้เพียงการตกรางวัลและลงโทษเท่านั้น
การตำหนิถูซีอิงจนต้องเสียหน้าและจำใจขอเกษียณอายุกลับบ้านเกิด เป็นการลงโทษที่รุนแรงเกินไปหรือไม่
การยกย่องหวังเจียผิงจนทำให้ทุกคนพากันเลียนแบบและซ่อนเร้นธาตุแท้ของตนเอง แล้วฮ่องเต้จะแยกแยะได้อย่างไรว่าใครคือวิญญูชนใครคือคนพาล
ดังนั้นในสายตาของซุนจี้เกา ฮ่องเต้เพียงแค่อยู่ในพระราชวังต้องห้ามมานานเกินไป พอได้ออกมานอกวังก็เลยทำเรื่องวุ่นวายไปเรื่อย
แต่กู้เซี่ยนเฉิงกลับไม่ค่อยเห็นด้วยกับประเด็นนี้
เขาส่ายหน้าและแย้งขึ้นมา "ข้ากลับไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวนี้ของใต้เท้าฟู่ปี้"
"ในอดีตหลี่เต๋ออวี้เคยถวายคำแนะนำต่อฮ่องเต้ถังอู่จงว่า 'อดีตฮ่องเต้ทรงปฏิบัติต่อขุนนางผู้ใหญ่โดยเน้นแต่เปลือกนอก แม้มีความผิดเล็กน้อยก็ทรงอดกลั้นไม่ตรัสสิ่งใด ปล่อยให้สะสมวันแล้ววันเล่าจนนำไปสู่หายนะในที่สุด'"
"แทนที่จะแสร้งทำเป็นใจกว้างอยู่ภายนอกแต่ซ่อนความคับแค้นไว้ในใจ สู้เมื่อขุนนางมีความผิดก็ตำหนิซึ่งหน้าเพื่อให้โอกาสพวกเขาแก้ไขปรับปรุงตัวไม่ดีกว่าหรือ"
"แทนที่จะเล่นกลอุบายทางการเมืองและคอยจับผิดผู้ใต้บังคับบัญชา สู้เมื่อขุนนางมีความชอบก็ตกรางวัลให้เห็นซึ่งหน้าเพื่อเป็นแบบอย่างให้ผู้อื่นทำตามไม่ดีกว่าหรือ"
"หากมีใจที่เปิดกว้างอย่างแท้จริง ย่อมไม่ถูกชักนำด้วยความคิดเห็นส่วนตัว หากมีใจที่เที่ยงธรรมอย่างแท้จริง ย่อมไม่เอนเอียงไปตามความรักหรือความเกลียดชัง"
"ดังนั้นการที่กษัตริย์ซ่อนเร้นความชอบและความชังเพื่อเล่นกลอุบายทางการเมือง ก็เป็นเพียงเพราะไร้ซึ่งใจที่เปิดกว้างและเที่ยงธรรมเท่านั้น"
คำโบราณกล่าวไว้ดีเยี่ยม
ซุนจี้เกาหยิบยกคำกล่าวโบราณของฟู่ปี้มาใช้ ส่วนกู้เซี่ยนเฉิงก็หยิบยกคำกล่าวโบราณของหลี่เต๋ออวี้มาอ้างอิง
เมื่อเป็นผู้มีความรู้แตกฉาน ไม่ว่าจะเป็นคำพังเพยหรือคัมภีร์ใดก็สามารถนำมาหักล้างกันได้ทั้งสิ้น
สาเหตุหลักมาจากมุมมองที่แตกต่างกันของทั้งสองคนที่มีต่อฮ่องเต้
ในสายตาของซุนจี้เกา ฮ่องเต้ค่อนข้างเข้มงวดเกินไปสักหน่อย การด่าทอขุนนางซึ่งหน้าถือเป็นการทำให้เสื่อมเสียเกียรติยศของราชสำนัก
แต่กู้เซี่ยนเฉิงกลับพอใจกับท่าทีของฮ่องเต้ในการจัดการกับเหตุการณ์ที่เหล่าขุนนางคุกเข่าร้องทุกข์หน้าวังเป็นอย่างมาก
นี่คือกษัตริย์ผู้ยอมรับฟังความคิดเห็นอย่างแท้จริง!
ไม่เพียงแต่ช่วยแก้ไขความผิดพลาดให้สยงตุนผู่และลงโทษเหล่าบัณฑิตสายซ่งหรู แต่ยังตกรางวัลให้บัณฑิตฝึกหัดแห่งราชบัณฑิตยสถาน เลื่อนขั้นให้อู๋จงสิงและเจ้าหย่งเสียนเป็นขุนนางอาลักษณ์กลางคอยรับใช้ใกล้ชิด
ฮ่องเต้ที่ยอมเปิดใจรับฟังคำตักเตือนย่อมประเสริฐกว่าสิ่งใด!
เมื่อเป็นสหายกัน ความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันบ้างย่อมไม่ส่งผลกระทบต่อมิตรภาพ
ซุนจี้เกายิ้มพลางโบกมือปฏิเสธและไม่พูดอะไรอีก
เวลาผ่านไปอีกพักใหญ่
ทั้งสองคนกินอาหารจนเสร็จ
กู้เซี่ยนเฉิงอดไม่ได้ที่จะมองซ้ายมองขวา "หลี่ซานไฉไปซื้อน้ำตาลปั้นถึงไหนกันทำไมไปนานนัก"
ซุนจี้เกาก็ลุกขึ้นยืนมองฝูงชนที่เดินขวักไขว่เพื่อมองหาใบหน้าที่คุ้นเคยเช่นกัน
ทั้งสองชะเง้อมองอยู่ครึ่งค่อนวัน
ในที่สุดก็รอจนหลี่ซานไฉมุดฝ่าฝูงชนออกมาได้
เห็นเขาเบียดเสียดผู้คนออกมาพร้อมกับถือตุ๊กตาน้ำตาลปั้นสามไม้ในมือและฉีกยิ้มกว้างให้ทั้งสองคน
หลี่ซานไฉก้าวเท้าเพียงไม่กี่ก้าวก็เดินมาถึงข้างกายกู้เซี่ยนเฉิงและซุนจี้เกา
แม้จะดูทุลักทุเลไปบ้างเพราะถูกคนเบียด แต่รอยยิ้มบนใบหน้าก็ไม่ได้ลดลงเลย
เขายื่นตุ๊กตาน้ำตาลปั้นรูปธงสองไม้ให้กู้เซี่ยนเฉิงและซุนจี้เกา "การสอบคัดเลือกขุนนางระดับประเทศเหลือเวลาอีกไม่ถึงร้อยวันแล้ว ขอมุ่งหวังให้พวกท่านทั้งสองรบครั้งแรกก็มีชัย!"
กู้เซี่ยนเฉิงและซุนจี้เกาเห็นดังนั้น ความหงุดหงิดที่ต้องรอนานก็มลายหายไปในทันที
ทั้งสองหัวเราะร่วนรับน้ำตาลปั้นมาถือไว้และกล่าวขอบคุณ
ซุนจี้เกามองไปที่ตุ๊กตาน้ำตาลปั้นรูปปลาหลี่ฮื้อที่เหลืออยู่ในมือของหลี่ซานไฉพลางถามด้วยความสงสัย "เหตุใดน้ำตาลปั้นของเจ้าถึงไม่เหมือนของพวกข้าล่ะ"
กู้เซี่ยนเฉิงได้ยินดังนั้นก็หันไปมองด้วยความแปลกใจเช่นกัน
หลี่ซานไฉเอาหางปลาเข้าปากเลียไปหนึ่งคำแล้วตอบอย่างจนใจ "พวกท่านทั้งสองเข้าสอบคัดเลือกขุนนางระดับประเทศเป็นครั้งแรก ย่อมสามารถใช้คำว่ารบครั้งแรกก็มีชัยได้ น่าเสียดายที่คนลงสนามรบครั้งที่สองอย่างข้าเคยโบกธงรบไปแล้วครั้งหนึ่ง"
"คิดไปคิดมา ใช้คำว่าปลาหลี่ฮื้อกระโดดข้ามประตูมังกรน่าจะครอบคลุมกว่า"
เห็นเขาอายุเพียงยี่สิบสองปี แต่ความจริงเขาเคยเข้าสอบเป็นบัณฑิตจิ้นซื่อมาแล้วครั้งหนึ่งแต่สอบไม่ผ่านเท่านั้นเอง
ซุนจี้เกาส่ายหน้าหัวเราะเบาๆ
จากนั้นก็กล่าวคำอวยพรตามมารยาทอีกสองสามคำ
กู้เซี่ยนเฉิงพูดแทรกขึ้นมาพลางพยักพเยิดหน้าไปทางประตูหลังของศาลเจ้าเจินอู่ที่อยู่ตรงหน้า เขาคว้าแขนทั้งสองคนลากให้เดินเข้าไป "คำอวยพรของพวกเจ้าสองคนคงสู้ความศักดิ์สิทธิ์ของเทพบิดรเจินอู่ไม่ได้หรอก อย่ามัวมาทำให้ข้าเสียเวลาไหว้เทพเจ้าองค์จริงเลย"
ทั้งสองปล่อยให้กู้เซี่ยนเฉิงกึ่งลากกึ่งจูงเดินเข้าประตูหลังของศาลเจ้าเจินอู่ไปพร้อมกัน
เมื่อก้าวเข้ามาในศาลเจ้า พื้นที่ก็กว้างขวางขึ้นมาทันตาเห็น สาเหตุที่ด้านนอกคนล้นจนลามไปครึ่งค่อนถนนประหนึ่งงานวัดขนาดย่อมก็เป็นเพราะมีการจำกัดจำนวนคนเข้าออกนี่เอง
เมื่อทั้งสามคนเดินเข้าศาลเจ้าผ่านช่องทางพิเศษ นักพรตวัยกลางคนผู้หนึ่งก็รีบเดินเข้ามาต้อนรับทันที
"ท่านหลี่ สองท่านนี้ด้วย"
ฟังจากคำทักทายก็รู้ทันทีว่าหลี่ซานไฉคือลูกค้าประจำ
หลี่ซานไฉล้วงเอาเงินบริจาคที่ห่อด้วยกระดาษน้ำมันออกมาจากอกเสื้อพลางถามอย่างไม่ใส่ใจนัก "ยังไม่ทันถึงช่วงปีใหม่ เหตุใดวันนี้ผู้คนถึงได้มากมายปานนี้"
แม้อีกเดือนกว่าจะถึงวันปีใหม่ แต่โดยปกติแล้วงานวัดที่มีผู้คนล้นหลามเช่นนี้มักจะจัดขึ้นก่อนหรือหลังปีใหม่ประมาณครึ่งเดือน
นักพรตวัยกลางคนรับเงินบริจาคจากมือของหลี่ซานไฉด้วยท่าทีนอบน้อมพอประมาณ แล้วส่งต่อให้นักพรตน้อยที่อยู่ด้านหลังอย่างเยือกเย็น
ก่อนจะหันกลับมาอธิบายให้หลี่ซานไฉฟัง "ท่านหลี่อาจยังไม่ทราบ เมื่อไม่นานมานี้กรมพิธีการเพิ่งแต่งตั้งอาจารย์ของข้าให้ได้รับราชทินนามจ้านเจี้ยว อาจารย์ท่านเพื่อเป็นการตอบแทนฟ้าดิน กษัตริย์ และราษฎร จึงนำโชคลาภวาสนาของตนมาทำเป็นเครื่องรางเพื่อแจกจ่ายให้กับผู้มีบุญสัมพันธ์"
"ช่วงนี้ก็เลยมีชาวบ้านมารับเครื่องรางที่ศาลเจ้ามากมายเสียเหลือเกิน"
อืม โปรโมชั่นแจกฟรีเพื่อแย่งชิงฐานลูกค้านี่เอง
หลี่ซานไฉได้ยินว่าเป็นเรื่องมงคลก็รีบทำความเคารพอย่างเต็มที่และกล่าวแสดงความยินดี "นักพรตหยวนเซินได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์จ้านเจี้ยวแล้วหรือ ช่างน่ายินดียิ่งนัก!"
กฎระเบียบของลัทธิเต๋านั้นถูกลดทอนความสำคัญลงอย่างต่อเนื่อง
ในรัชศกหงอู่ นักพรตจางเจิ้งฉางยังมีบรรดาศักดิ์เทียนซือ แต่หลังจากยุคของเขาก็เหลือเพียงบรรดาศักดิ์นักพรตเจิ้งอีแห่งเขาหลงหู่เท่านั้น
มาจนถึงปัจจุบันนี้ แม้แต่บรรดาศักดิ์เจินเหรินของลัทธิเต๋าก็ยังถูกยกเลิกและไม่มีการแต่งตั้งอีกต่อไป
นอกจากสำนักใหญ่ๆ อย่างสำนักเขาเก๋อจ้าว สำนักเขาสานเหมา และสำนักเขาไท่เหอที่ได้รับบรรดาศักดิ์สืบทอดอย่างหลิงกวนหรือถีเตี๋ยนแล้ว ที่เหลือก็สามารถรับได้เพียงบรรดาศักดิ์ขุนนางระดับแปดอย่างฝ่ากวน จ้านเจี้ยว และจ่างซูเท่านั้น
ดังนั้นบรรดาศักดิ์จ้านเจี้ยวของนักพรตหยวนเซินจึงถือเป็นเกียรติยศอันยิ่งใหญ่สำหรับลัทธิเต๋าแล้ว
พูดได้เลยว่าหากเอาชื่อนี้ไปรับจ้างสวดมนต์ทำพิธีให้กับเหล่าขุนนางผู้ใหญ่ ค่าตัวย่อมพุ่งขึ้นเป็นเท่าตัวในทันที
แต่นักพรตวัยกลางคนกลับไม่มีท่าทีดีใจแต่อย่างใด แถมยังเบ้ปากอีกต่างหาก "เรื่องมงคลก็ย่อมต้องเป็นเรื่องมงคลอยู่แล้ว เสียก็แต่แพงไปหน่อย"
คนภายนอกย่อมไม่มีทางรู้ความจริง
เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเงินที่ฮ่องเต้ทรงยืมไปในตอนนั้น!
นักพรตหยวนเซินฉวยโอกาสตอนที่ทำพิธีสวดมนต์ขอพรให้กับพระตำหนักทั้งสอง แอบพูดอ้อมค้อมเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อทวงหนี้จากฮ่องเต้
ผลคือฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งหยวนเซินให้เป็นจ้านเจี้ยวตรงนั้นเลย แถมยังพระราชทานตัวอักษรลายพระหัตถ์สี่ตัวว่า 'หยวนเซินหว่านเต๋อ' ให้ด้วย โดยหวังว่าจะขอเลื่อนเวลาใช้หนี้ออกไปอีกสักสามสิบหรือห้าสิบปี
นี่มันไม่ต่างอะไรกับการควักเงินซื้อบรรดาศักดิ์เลยสักนิด
ส่วนอีกสามสิบหรือห้าสิบปีให้หลังฮ่องเต้จะทรงคืนเงินหรือไม่นั้น
ท่านจ้านเจี้ยวหยวนเซินก็บอกแล้วว่าตราบใดที่มันส่งผลดีต่อศาลเจ้าก็จงเลือกที่จะเชื่อเถอะ
น่าเสียดายที่นักพรตหยวนเซินอายุเจ็ดสิบเข้าไปแล้ว ใครจะรู้ว่าลำพังแค่บรรดาศักดิ์นี้จะช่วยให้ได้ทุนคืนหรือไม่
ด้วยเหตุนี้นักพรตวัยกลางคนจึงบอกว่ามันแพงไปหน่อย
นักพรตไม่ได้สนใจว่าหลี่ซานไฉจะฟังเข้าใจหรือไม่ เขาทิ้งประโยคที่จับต้นชนปลายไม่ถูกนี้ไว้แล้วยื่นธูปให้หลายดอก ก่อนจะถอยไปยืนอยู่ด้านข้างอย่างรู้หน้าที่ ปล่อยให้ผู้เลื่อมใสได้กราบไหว้ขอพรตามสะดวก
หลี่ซานไฉก็ไม่ได้ใส่ใจนักและทิ้งเรื่องนี้ไว้เบื้องหลัง
เขาก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับสหายทั้งสอง เดินไปหยุดอยู่หน้าเทวรูปเทพบิดรเจินอู่และพึมพำอธิษฐาน
ซุนจี้เกาที่อยู่ด้านข้างอาจจะขอพรสั้นไปหน่อย จึงปักธูปลงในกระถางและถอยกลับมาเรียบร้อยแล้ว
"ได้ยินมาว่าโควตาผู้สอบผ่านจิ้นซื่อในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็นสี่ร้อยคน ช่างเหนือความคาดหมายเสียจริง"
การไหว้พระขอพรส่วนใหญ่ก็เพื่อความสบายใจ คงไม่มีใครคิดว่าแค่กราบไหว้แล้วทุกอย่างจะราบรื่น สุดท้ายก็ต้องกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงอยู่ดี
กู้เซี่ยนเฉิงที่เพิ่งปักธูปเสร็จก็พูดแทรกขึ้นมา "เดิมทีข้าเข้าเมืองหลวงมาสอบเพียงเพื่อทำความคุ้นเคยกับสนามสอบเท่านั้น แต่พอได้ยินข่าวนี้ข้าก็เริ่มมีความหวังขึ้นมาบ้างแล้ว อีกสามปีข้างหน้าอาจไม่มีโอกาสดีๆ แบบนี้อีก"
จำนวนบัณฑิตจิ้นซื่อนั้นมีกำหนดไว้ตายตัว
โดยปกติจะอยู่ที่ประมาณสามร้อยถึงสามร้อยยี่สิบคน
แต่ตอนนี้กลับเพิ่มขึ้นถึงสี่ร้อยคน! สำหรับบัณฑิตที่เข้าสอบในปีนี้ถือเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง!
ต่อให้ทบทวนตำราเพิ่มอีกสามปี โอกาสที่จะสอบผ่านก็ยังไม่สู้การเพิ่มโควตาอีกร้อยคนเสียด้วยซ้ำ
ในที่สุดหลี่ซานไฉก็ท่องคำอธิษฐานจนจบ เขาปักธูปลงในกระถางพลางเอ่ยขึ้นว่า "เรื่องนั้นก็ไม่แน่หรอก การรับคนเพิ่มในการสอบครั้งนี้เป็นเพราะมีขุนนางลาออกไปเยอะมากจากกฎหมายประเมินผลงาน ได้ยินมาว่าแม้แต่ขุนนางระดับสูงอย่างถูซีอิงเสนาบดีกรมการทูต หรือหลิวขวงจี้รองเสนาบดีกรมโยธาธิการฝั่งขวา ก็ยังพากันขอเกษียณอายุราชการเพราะเรื่องนี้"
"หากเป็นไปตามกฎหมายประเมินผลงานที่กำหนดว่าหากผลงานไม่ผ่านเกณฑ์สามปีติดต่อกันจะต้องถูกปลดออกจากตำแหน่ง เช่นนั้นการสอบคัดเลือกขุนนางในครั้งต่อไป โควตาบัณฑิตจิ้นซื่อก็คงมีแต่จะเพิ่มขึ้นไม่มีลดแน่นอน!"
ในเมื่อขุนนางระดับสูงยังถูกบีบให้ออกไปแล้ว ประสาอะไรกับขุนนางระดับล่าง
ประกอบกับตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป มณฑลหูกวง ซานตง และอื่นๆ รวมถึงหน่วยงานการขนส่งทางน้ำและหน่วยงานการผูกขาดเกลือ ก็จะต้องเริ่มใช้ระบบนี้เช่นกัน
อีกสามปีข้างหน้ายังไม่รู้เลยว่าจะมีตำแหน่งขุนนางว่างลงอีกมากน้อยแค่ไหน
แม้แต่การสอบในปีนี้ ตามความคิดของหลี่ซานไฉแล้ว การเพิ่มโควตาจิ้นซื่ออีกหนึ่งร้อยคนก็ยังถือว่าน้อยไปด้วยซ้ำ
ซุนจี้เกาไม่ได้รู้สึกรู้สากับเรื่องพวกนี้เท่าไหร่นัก เป้าหมายของเขาในปีนี้คือการสอบได้อันดับต้นๆ จำนวนคนจะเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเขา
เขาเพียงถอนหายใจและเอ่ยขึ้น "ชื่อเสียงมิได้มาจากบทความอันโด่งดัง ขุนนางควรปลดเกษียณเมื่อแก่ชราและเจ็บป่วย"
ประโยคนี้แฝงความหมายลึกซึ้ง
แน่นอนว่าเป็นผลมาจากความโปรดปรานและความชิงชังของฮ่องเต้ที่แสดงออกมาชัดเจนเกินไป
ประโยคแรก ทุกคนต่างมองออกว่าบุคคลผู้นี้ไม่ค่อยชอบบัณฑิตจิ้นซื่อที่ชอบจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์การเมืองนัก
ตัวอย่างเช่นเมื่อเดือนก่อน กู้เซี่ยนเฉิงยังบอกว่าจะแนะนำให้รู้จักกับหลี่คุน สหายที่มาร่วมสอบคัดเลือกด้วยกัน แต่พอหมอนั่นได้ยินว่าฮ่องเต้ทรงตำหนิเจ้าจี้เกา เขาก็ไม่มาพบปะสังสรรค์กับพวกเขานานครึ่งเดือนแล้ว
ส่วนประโยคหลัง หมายถึงแม้ฮ่องเต้จะไม่ค่อยแทรกแซงเรื่องการแต่งตั้งบุคลากร แต่ช่วงนี้ทุกครั้งที่ทรงสอดพระหัตถ์เข้ามายุ่ง หากไม่ใช่ปลดขุนนางเก่าแก่ก็ต้องเป็นการเลื่อนขั้นให้บัณฑิตจิ้นซื่อที่สอบผ่านในรัชศกหลงชิ่งทั้งสองรอบ
กลุ่มขุนนางหนุ่มที่มีภูมิหลังไม่โดดเด่นส่วนใหญ่มักจะเป็นพรรคพวกของฮ่องเต้ จึงอดไม่ได้ที่จะทำให้ผู้คนเกิดความคิดบางอย่าง
เมื่อได้ยินคำพูดของซุนจี้เกา ทั้งสองคนก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยชมออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย "เช่นนั้นการสอบในปีนี้นับว่าดีที่สุดแล้ว!"
เผื่อว่าในการสอบครั้งต่อไปฮ่องเต้ทรงบริหารราชการแผ่นดินด้วยพระองค์เองแล้ว และไม่มีตำแหน่งว่างข้างพระวรกายเหลืออยู่ล่ะ
ใครจะไปรู้ว่าคนอายุยี่สิบกว่าอย่างเจิ้งจงเสวี่ย หรือคนอายุสามสิบต้นๆ อย่างหวังเจียผิงและลี่จ้ายถิง จะครองตำแหน่งไปได้อีกนานแค่ไหน
ทั้งสามคนยืนคุยกันสัพเพเหระจนกระทั่งไหว้พระเสร็จ
เดิมทีตั้งใจจะเดินทางกลับที่พัก แต่หลี่ซานไฉนึกสนุกขึ้นมาและบอกว่าอยากไปขอเครื่องรางจากนักพรตหยวนเซิน ในเมื่อมาถึงที่แล้วก็ทำเพื่อความสบายใจไปเถอะ
นักพรตวัยกลางคนย่อมยินดีเป็นอย่างยิ่งและรีบเดินนำทางไป
อีกสองคนเขาไม่รู้จัก แต่หลี่ซานไฉนั้นเขาต้องดูแลรับใช้อย่างดี เพราะบิดาของเขาคือหลี่สวิน ขุนนางระดับหกผู้ช่วยผู้อำนวยการกองในกรมสรรพากร
นี่คือขุนนางระดับสูงเชียวนะ! แม้แต่หัวหน้ากองศาสนาฝั่งซ้ายซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของศาลเจ้าเจินอู่แห่งนี้ก็ยังมีตำแหน่งเป็นเพียงขุนนางระดับหกเท่านั้น
กู้เซี่ยนเฉิงและซุนจี้เกาเห็นดังนั้นก็ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจและรีบสาวเท้าตามไป
จุดแจกเครื่องรางอยู่ที่ประตูหน้า
ทั้งสามคนเดินตามนักพรตวัยกลางคนผ่านวิหารรองเพื่อไปยังวิหารหน้า
แต่พอเดินมาได้ครึ่งทาง จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงพูดเจื้อยแจ้วดังมาจากในวิหาร
ทั้งสามคนหยุดฝีเท้าลงโดยไม่ได้นัดหมายและเดินเข้าไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นราวกับมีสิ่งดลใจ
เห็นภายในวิหารรองมีเบาะรองนั่งอยู่กว่ายี่สิบใบ บนเบาะแต่ละใบมีเด็กหนุ่มวัยรุ่นนั่งอยู่ พวกเขากำลังตั้งใจฟังคนที่อยู่ด้านหน้าพูดอย่างใจจดใจจ่อ
และเบื้องหน้าของทุกคนก็คือหญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มในชุดนักบวชหญิงลัทธิเต๋า เธอยืนอยู่ข้างแผ่นหินที่ขัดจนเรียบเนียน ใช้ถ่านไม้เขียนสัญลักษณ์ประหลาดบางอย่างลงไป
"จากนั้นเราก็นำพื้นที่ของรูปทรงที่คำนวณได้มาปัดเศษให้เป็นจำนวนเต็ม"
"สุดท้ายก็นำไปกรอกลงในตาราง จัดเรียงลำดับและเปรียบเทียบ"
กู้เซี่ยนเฉิงชะโงกหน้ามองเข้าไปข้างในด้วยความอยากรู้อยากเห็นและกำลังจะหันไปพูดกับหลี่ซานไฉ
แต่หลี่ซานไฉกลับยกนิ้วชี้แตะริมฝีปากเพื่อส่งสัญญาณให้กู้เซี่ยนเฉิงเงียบ
จากนั้นเขาก็กระซิบเสียงเบา "อย่าเพิ่งไปกวนสิ ผู้หญิงคนนี้ดุเป็นเสือเลยล่ะ ขืนไปกวนตอนกำลังทำงานสำคัญมีหวังโดนตีกระเจิงแน่"
เขาหยุดไปครู่หนึ่งแล้วเสริมต่อ "โตมาในซอยเดียวกับข้านี่แหละ เป็นทายาทสืบทอดตำแหน่งในสำนักโหรหลวง"
สืบทอดในที่นี้หมายถึงการสืบทอดตำแหน่งตามสายเลือด
ราชสำนักแทบจะไม่มีขุนนางหญิงเลย
นอกจากหน่วยงานที่เหมาะสมกับขุนนางหญิงอย่างกองสังคีตหรือกองราชรถแล้ว สำนักโหรหลวงก็มีขุนนางหญิงปรากฏให้เห็นอยู่บ้างเป็นบางครั้ง นี่ถือเป็นสิทธิพิเศษของหน่วยงานที่ผูกขาดความรู้เฉพาะทาง ก็ใครใช้ให้ลัทธิเต๋าไม่จำกัดเพศในการสืบทอดวิชาดูฮวงจุ้ยและดูดาวกันล่ะ
พูดจบหลี่ซานไฉก็ดึงตัวกู้เซี่ยนเฉิงและซุนจี้เกาถอยออกมาเงียบๆ
ซุนจี้เกาหันกลับไปมองด้วยความแปลกใจอีกครั้ง เมื่อเดินออกมาพ้นแล้วจึงเอ่ยถามนักพรตที่ยืนยิ้มอยู่เงียบๆ ด้านข้าง "ท่านนักพรต นี่คือโรงเรียนสอนศาสนาของศาลเจ้าเจินอู่หรือ"
ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ถือเป็นโรงเรียนเถื่อนที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน ย่อมมีความผิดตามกฎหมาย
นักพรตส่ายหน้าพลางยิ้มและอธิบาย "ไม่ใช่หรอกขอรับ นี่เป็นสถานศึกษาแห่งใหม่ของราชสำนักที่จัดตั้งขึ้นร่วมกับสำนักโหรหลวงและกรมสรรพากรเพื่อเปิดสอนฟรี"
"ประจวบเหมาะกับที่ชาวบ้านให้ความไว้วางใจในวัดและศาลเจ้าใหญ่ๆ ยินดีส่งบุตรหลานมาเรียนที่นี่ จึงได้ขอเช่าสถานที่ของพวกเราเปิดสอน"
หลี่ซานไฉหันไปมองนักพรตด้วยความประหลาดใจและถามขึ้น "นี่กำลังสอนวิชาคำนวณอยู่หรือ"
นักพรตพยักหน้าแล้วส่ายหน้า "วันนี้สอนวิชาคำนวณ วันอื่นก็มีสอนอ่านเขียนอักษร การเพาะปลูก และการเขียนบทความขอรับ"
กู้เซี่ยนเฉิงชะงักไป "บทความหรือ"
นักพรตรีบอธิบาย "ไม่ใช่บทความทางวิชาการหรอกขอรับ เป็นแค่การสอนประสมคำให้เป็นประโยค ฝึกเขียนจดหมาย หนังสือสัญญา หรือสัญญากู้ยืมเงินด้วยภาษาชาวบ้านง่ายๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวันเท่านั้น"
เมื่อได้ยินเช่นนั้นทั้งสามคนจึงค่อยคลายความสงสัยลง
ระหว่างที่พูดคุยกันอยู่ การเรียนการสอนด้านในก็ดูเหมือนจะจบลงแล้ว
กลุ่มเด็กชายเด็กหญิงทยอยเดินเรียงแถวออกมา
ในมือของหลายคนมีไข่ไก่ถืออยู่ด้วย ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มอย่างมีความสุข
เมื่อเห็นนักพรตยืนอยู่หน้าประตูก็พากันโค้งคำนับและเรียกขานว่าผู้อาวุโส
นักพรตยิ้มตาหยีพยักหน้ารับการคำนับ
หลี่ซานไฉมองไข่ไก่ในมือของเด็กเหล่านั้นแล้วเบิกตาค้าง "เรียนจบแต่ละวิชามีแจกไข่ไก่ด้วยหรือ! เดี๋ยวนี้กรมสรรพากรร่ำรวยขนาดนี้เชียว!"
พ่อของเขาเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการกองในกรมสรรพากร ทำไมเขาถึงไม่รู้เรื่องที่กรมสรรพากรร่ำรวยขึ้นเลยล่ะ
นักพรตมองเขาด้วยสายตาเอือมระอา "จะหรูหราปานนั้นได้อย่างไรเล่า ต้องสอบผ่านในแต่ละวิชาถึงจะได้คนละฟอง ปีหนึ่งก็แจกแค่สิบกว่าครั้งเท่านั้น นอกเหนือจากฤดูหนาวก็มักจะเป็นพวกธัญพืชหยาบเสียส่วนใหญ่"
"แถมไม่ใช่ของที่กรมสรรพากรจัดสรรให้ด้วย แต่เป็นของบริจาคจากสถานศึกษาแห่งใหม่นู่น"
"เขาบอกว่าขอแค่เรียนวิชาคำนวณจนสำเร็จ ก็สามารถไปรายงานตัวที่สถานศึกษาแห่งใหม่ หรือจะไปหางานทำ หรือจะเรียนต่อยอดให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นก็ได้ทั้งนั้น"
พูดง่ายๆ ก็คือเหยื่อล่อให้คนมาเรียนนั่นเอง
ทั้งสามคนพยักหน้าอย่างใช้ความคิด
กว่าจะนึกขึ้นได้ว่าลืมขอเครื่องรางก็ตอนที่เดินออกจากศาลเจ้าเจินอู่มาแล้ว
แน่นอนว่าไม่มีใครคิดจะเดินย้อนกลับไปเอา
ทั้งสามคนเดินไปตามท้องถนน กู้เซี่ยนเฉิงเป็นคนแรกที่เอ่ยปากขึ้น "การที่ฝ่าบาทไม่ทรงให้ความสำคัญกับคัมภีร์หลัก แต่กลับทรงผลาญเงินไปกับเรื่องวิชาการและงานช่างเหล่านั้น เกรงว่าจะไม่ใช่เรื่องดีเสียแล้ว"
การใช้จ่ายเงินคลังของชาติไม่ใช่สิ่งที่ฮ่องเต้จะตัดสินพระทัยได้เพียงลำพัง
จะมาผลาญเงินอย่างสุรุ่ยสุร่ายเพียงเพราะฮ่องเต้โปรดปรานวิชาคำนวณไม่ได้เด็ดขาด
หลี่ซานไฉนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดอย่างระมัดระวัง "สถานศึกษาแห่งนั้นสร้างขึ้นเมื่อปีกลาย เดิมทีก็ไม่ได้มีความเคลื่อนไหวอะไร แต่ตั้งแต่สวีเจียเดินทางเข้าเมืองหลวง เขาก็เดินสายติดต่อประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ อย่างต่อเนื่อง จนตอนนี้เกรงว่าจะเริ่มเป็นรูปเป็นร่างและเริ่มรับสมัครสามัญชนเข้าเรียนแล้ว"
ซุนจี้เการู้สึกสงสัยขึ้นมาจึงเสนอแนะ "พวกเราลองไปดูหน่อยดีไหม"
ทั้งสามคนเห็นพ้องต้องกันทันที
เมื่อเดินมาถึงหัวมุมถนนและกำลังจะเลี้ยวไปยังทางแยก
จู่ๆ ก็เห็นฝูงชนมุงดูอะไรบางอย่างอยู่ข้างหน้า คล้ายกับกำลังมุงดูประกาศอะไรสักอย่าง
เป็นที่รู้กันดีว่าเมื่อเห็นคนมุงดูเรื่องสนุก ขาก็มักจะก้าวไม่ออก
ยิ่งทั้งสามคนใกล้จะสอบแล้ว การแปะประกาศจึงเป็นเรื่องที่ไวต่อความรู้สึกที่สุด
ทั้งสามคนรีบเบียดฝูงชนมุดเข้าไปดูให้รู้เรื่องทันที
แต่พอได้เห็นก็ต้องตกตะลึง
เมื่อมองดูชัดๆ จึงพบว่านี่ไม่ใช่ประกาศอะไรเลย แต่เป็นใบปลิวเถื่อนต่างหาก!
เนื้อหาภายในยิ่งดุดันราวกับยาแรง
ข้อความระบุไว้ว่า
"การสอบในครั้งนี้ถือเป็นการสอบครั้งแรกหลังจากฮ่องเต้พระองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ จึงไม่อาจละเลยความสำคัญไปได้"
"ในสมัยฮ่องเต้ซูจง บุตรชายสองคนของมหาเสนาบดีตี๋ล่วนสอบติดจิ้นซื่อ กลับถูกปลดเป็นสามัญชน และปลดผู้คุมสอบทั้งหมดออกจากตำแหน่ง"
"ปีอู้เฉินในรัชศกเจิ้งถงปีที่สิบสาม เฉาติ่งสอบได้อันดับสองในการสอบขั้นที่สอง ซึ่งเขาเป็นน้องชายแท้ๆ ของเฉาไหน่มหาเสนาบดีแห่งศาลาใน เฉาไหน่ไม่ยอมหลบเลี่ยงการตรวจข้อสอบ แถมยังเลือกเฉาติ่งเป็นบัณฑิตฝึกหัดแห่งราชบัณฑิตยสถานอีก ชื่อเสียงอันดีงามของฮ่องเต้อิงจงจึงเริ่มเสื่อมเสียก็คราวนั้น"
"ข้าพเจ้าขอทูลกราบทูล บัดนี้มีจางจิ้งซิวบุตรชายของมหาเสนาบดีแห่งศาลาใน ไม่รู้จักถ่อมตนหลีกทางให้ผู้อื่น ไม่เคารพกฎระเบียบของสนามสอบ ไม่รู้จักสงบเสงี่ยมเจียมตัว กลับกระตือรือร้นอยากลองดีและจ้องจะแย่งชิงตำแหน่งในรายชื่อผู้สอบผ่าน"
"มหาเสนาบดีคุมอำนาจ ผู้ที่ผูกมิตรกับผู้มีอำนาจมีอยู่ทุกหนแห่ง ผู้ที่รับสินบนจากเศรษฐีมีอยู่ดาษดื่น แล้วบรรดาผู้คุมสอบจะรักษาความยุติธรรมและตรวจข้อสอบด้วยใจที่เป็นกลางได้อย่างไร"
"ข้าพเจ้าขอวิงวอน หากเขามีความรู้ความสามารถและปณิธานอันแรงกล้าจนสอบติดจริง ก็จงรอให้บิดาลงจากตำแหน่งระดับสูงเสียก่อนแล้วค่อยทำตามใจชอบเถิด!"
"การปัดเป่าเมฆหมอกแห่งการทุจริตในคดีสนามสอบ และคืนความยุติธรรมให้กับบัณฑิตทั่วหล้า ล้วนขึ้นอยู่กับการตัดสินพระทัยของฝ่าบาทเพียงความคิดเดียวเท่านั้น!"
ทั้งสามคนอ่านใบปลิวเถื่อนฉบับนี้อย่างรวดเร็ว สีหน้าของแต่ละคนแตกต่างกันไป
ใบปลิวเถื่อน หรือที่เรียกกันติดปากว่าใบปลิว
ในอดีตมักเป็นสิ่งที่กลุ่มกบฏชาวนาชอบใช้ อย่างมากก็เขียนตัวอักษรใหญ่ๆ ไม่กี่ตัว เช่น แบ่งที่ดิน ยกเว้นภาษี เป็นต้น
แต่ในราชวงศ์หมิง กระดาษมีราคาถูกลงเรื่อยๆ จึงเพียงพอที่จะใช้เขียนบทความยาวเหยียดได้
โดยปกติจะใช้เผยแพร่เรื่องราวที่ผิดกฎระเบียบ หรือที่เรียกกันว่ายุยงปลุกปั่นให้ผู้คนหลงเชื่อ
เนื้อหาของใบปลิวฉบับนี้เข้าใจง่ายมาก
ไม่ต้องไปสนใจเรื่องการอ้างอิงธรรมเนียมปฏิบัติหรือถ้อยคำคร่ำครวญใดๆ
ประเด็นหลักมีเพียงข้อเดียวคือ จางจวีเจิ้งในฐานะมหาเสนาบดีผู้กุมอำนาจ ยอมให้ลูกชายแท้ๆ ของตัวเองเข้าร่วมสอบคัดเลือก แล้วจะรับประกันความยุติธรรมได้อย่างไร
ถ้าลูกไม่เลิกสอบ พ่อก็ต้องลาออกไปซะ!
กู้เซี่ยนเฉิงสีหน้าฮึกเหิม "มีสาระและมีเหตุผล"
ซุนจี้เกาขมวดคิ้วด้วยความกังวล "หวังเพียงว่าจะไม่เกิดความวุ่นวายจนทำให้การสอบต้องล่าช้าออกไป"
หลี่ซานไฉเหม่อลอยและพึมพำออกมา "ช่างโหดเหี้ยมและร้ายกาจ โจมตีเข้าจุดตายพอดิบพอดี"
[จบแล้ว]