- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นฮ่องเต้ ขอใช้เล่ห์ครองแผ่นดิน
- บทที่ 91 - ร่มเงาไม้ใหญ่ตระกูลเก่า หลีกทางให้ผู้ปรีชา
บทที่ 91 - ร่มเงาไม้ใหญ่ตระกูลเก่า หลีกทางให้ผู้ปรีชา
บทที่ 91 - ร่มเงาไม้ใหญ่ตระกูลเก่า หลีกทางให้ผู้ปรีชา
บทที่ 91 - ร่มเงาไม้ใหญ่ตระกูลเก่า หลีกทางให้ผู้ปรีชา
วันที่สิบห้าเดือนสี่
ซีเยวี่ยน ริมสระไท่เย่
จูอี้จวินประทับนั่งบนเก้าอี้ตัวเล็ก กำลังตกปลาอยู่ริมสระไท่เย่
ในฐานะที่เป็นการพักผ่อนหย่อนใจเพียงไม่กี่อย่างในยามนี้ การตกปลาถือเป็นวิธีปรับอารมณ์ที่ดีวิธีหนึ่ง
จางหงเดินเข้ามารายงานเรื่องราว และเมื่อมายืนอยู่ด้านข้างก็ได้รับพระราชทานคันเบ็ดไปหนึ่งคัน
"นอกจากเรื่องเงินทุนแล้ว ท่านราชครูสวียังขอให้ขุนนางและองครักษ์เสื้อแพรที่เรียนวิชาคำนวณ อยู่ช่วยสอนหนังสือต่อไปอีกครึ่งปี เพื่อให้เขาได้เริ่มขยายจำนวนนักเรียนพ่ะย่ะค่ะ"
จูอี้จวินแย้มสรวลด้วยความพึงพอใจ
ช่างมีพลังล้นเหลือเสียจริง
แค่ดูจากการกระทำนี้ ก็รู้ได้ทันทีว่าเขาตั้งใจมาเพื่อลงแรงทำงานจริงๆ
ไม่ว่าจะเป็นสถานศึกษาหรือที่ทำการศาลเกลือ หากต้องการก่อตั้งหน่วยงานใหม่ในยุคที่กำลังปฏิรูปบ้านเมือง สิ่งแรกที่ต้องทำคือการสร้างอาคารและเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่งก็คือการสร้างทรัพย์สินที่มีตัวตนขึ้นมาก่อน
สิ่งที่ตามมาติดๆ ก็คือปัญหาเรื่องการจัดสรรบุคลากร
ทันทีที่สวีเจียก้าวเข้ามาทำงาน เขาก็ขอสิทธิ์ในการจัดการเงินทุนให้เป็นของสถานศึกษา และพยายามหาทางเพิ่มจำนวนบุคลากรชั่วคราวอย่างเต็มที่ แสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้มาทำส่งเดชเพื่อเอาหน้า
จูอี้จวินสั่งการว่า "ทำตามที่ท่านราชครูสวีร้องขอก็แล้วกัน"
"แต่ในแต่ละไตรมาส ให้พระคลังข้างที่ส่งคนไปตรวจสอบเส้นทางการเงินด้วย และเมื่อถึงสิ้นปี ก็ให้เรียกกรมสรรพากรกับขุนนางฝ่ายตรวจสอบมาร่วมตรวจสอบด้วยกัน ทำให้เป็นกฎระเบียบที่ชัดเจนไปเลย"
ในอนาคตจะต้องใช้เงินอีกเป็นจำนวนมาก จึงไม่อาจปล่อยให้มีช่องโหว่ที่เห็นได้ชัดตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นก่อตั้งได้
จางหงรับพระราชโองการ
จูอี้จวินนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ จึงเอ่ยถาม "หวังซื่อเจินยังไม่เข้าเมืองหลวงมาอีกหรือ"
เขาออกราชโองการเรียกตัวกลับมารับตำแหน่งตั้งแต่ก่อนปีใหม่แล้ว คนพวกนี้ช่างไม่กระตือรือร้นเอาเสียเลย
จางหงรีบตอบ "ฝ่าบาท หวังซื่อเจินต้องไว้ทุกข์ให้มารดา เพิ่งจะออกทุกข์เมื่อต้นปี ตอนนี้กำลังเดินทางมาพ่ะย่ะค่ะ"
จูอี้จวินถึงบางอ้อ
ก่อนจะถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่าย เรื่องการไว้ทุกข์นี่ พอมาตกอยู่กับขุนนางที่กำลังต้องการเรียกใช้ ก็ถือเป็นเรื่องยุ่งยากจริงๆ
แต่น่าเสียดายที่ไม่มีวิธีจัดการที่ดีกว่านี้
จางหงลอบมองฮ่องเต้ที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิด ก่อนจะแอบกระตุกคันเบ็ดเบาๆ เพื่อไล่ปลาที่กำลังจะฮุบเหยื่อออกไป ป้องกันไม่ให้ตนเองตกปลาได้ก่อนฮ่องเต้
ส่วนปากก็ยังคงรายงานต่อไป "เรื่องการประทานอนุญาตให้ผู้ตรวจการไห่เข้าร่วมการสอบคัดเลือกหน้าพระที่นั่ง ได้รับการประทับตราและส่งไปยังกรมพิธีการแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
"แต่ทว่า... จางซื่อเหวยกราบทูลว่า ราชสำนักไม่เคยมีธรรมเนียมปฏิบัติมาก่อน จะดำเนินการอย่างไรนั้น ยังคงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบพ่ะย่ะค่ะ"
นี่ก็คือการแสดงท่าทีคลุมเครือ ไม่ยอมตัดสินใจให้เด็ดขาด
จูอี้จวินแค่นเสียงเย็น
เขาเข้าใจดีว่านี่มันเรื่องอะไรกัน นี่มันเป็นการเร่งรัดเขานี่เอง
จูอี้จวินตรัสเสียงเรียบ "หยางป๋อถวายฎีกาขอเกษียณอายุราชการอีกแล้วใช่หรือไม่"
จางหงเตรียมคำตอบไว้ในใจอยู่แล้ว จึงรีบตอบรับ "ถวายมาเมื่อเช้านี้พ่ะย่ะค่ะ และได้เก็บรั้งไว้ตามรับสั่งของฝ่าบาทแล้ว"
จูอี้จวินพยักหน้า "ไปบอกกล่าวให้กำลังใจหยางป๋อสักหน่อย บอกให้เขาพักผ่อนรักษาตัวให้ดี ส่วนงานในศาลาใน ให้เขาเสนอชื่อขุนนางผู้ใหญ่มาปฏิบัติหน้าที่แทนชั่วคราว เมื่อหายดีแล้วค่อยกลับมาว่าราชการในศาลาในตามเดิม"
ส่วนจะเสนอชื่อใครนั้น ทุกคนต่างก็รู้กันอยู่แก่ใจ
จางหงจดจำคำสั่งไว้
เมื่อเห็นว่าปลากินเบ็ดช้าเกินไป จูอี้จวินรู้สึกว่าทำเลตรงนี้ไม่ค่อยดี จึงลุกขึ้นเปลี่ยนที่นั่ง
พลางเอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจ "พวกคหบดีมีบรรดาศักดิ์ที่ถูกถวายฎีกาเอาผิดเมื่อวานนี้ มีปฏิกิริยาอย่างไรบ้าง"
จางหงถือคันเบ็ดอย่างระมัดระวัง ตอบกลับไปว่า "จางหยวนซ่าน ปั๋วแห่งฮุยอัน และกัวอิงเฉียน ปั๋วแห่งเฉิงอัน ถวายฎีกาขอพักงานอยู่กับบ้าน วันนี้ก็ปิดประตูงดรับแขกแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
"หลี่อิงเฉิน ปั๋วแห่งเซียงเฉิง และจ้าวอู๋เจิง ปั๋วแห่งซินเฉิง... ไปขอความช่วยเหลือจากกั๋วกงแห่งอิงและกั๋วกงแห่งเฉิงแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
"แต่กั๋วกงทั้งสองท่านไม่สนใจ พวกเขาจึงให้ฮูหยินที่มีบรรดาศักดิ์เข้าวัง ไปเข้าเฝ้าพระพันปีทั้งสองพระองค์พ่ะย่ะค่ะ"
จูอี้จวินขมวดคิ้ว ช่างโง่เขลาเสียจริง
นี่ไม่ใช่แค่โง่เขลาธรรมดา แต่แสดงว่าในจวนไม่มีใครฉลาดเลยสักคน
มิน่าล่ะถึงได้กล้าทำเรื่องโง่ๆ อย่างการกักขังเจ้าหน้าที่รัฐตามอำเภอใจ
เขาเอ่ยด้วยความรังเกียจ "มีราชโองการให้ปั๋วแห่งฮุยอันและปั๋วแห่งเฉิงอันพักงานอยู่กับบ้าน"
"ส่วนเจ้าโง่สองคนนั่น ฎีกาเอาผิดทั้งหมดให้เก็บรั้งไว้ก่อน"
การเก็บฎีกาไว้โดยไม่ตอบกลับ นอกจากจะเป็นการปกป้องแล้ว ยังมีความหมายแฝงถึงการเพิ่มความรุนแรงในการลงโทษอีกด้วย สุดแท้แต่เหล่าขุนนางจะตีความกันไปเอง
จางหงจดจำคำสั่งไว้อีกครั้ง
ก่อนจะเอ่ยอย่างระมัดระวัง "เมื่อเช้านี้ กู้หวน ผู้ว่าราชการกองทหารรักษาเมืองหลวง ได้ถวายฎีกาเอาผิดเพิ่มเติมพ่ะย่ะค่ะ"
"หลี่เฉิงเอิน รองแม่ทัพค่ายฝึกทหารอาสา วันนี้ก็ยังไม่มารายงานตัวที่ค่าย"
"เฉินสยง แม่ทัพกองลาดตระเวนแห่งค่ายทหารปืนใหญ่ เมื่อคืนตั้งวงเล่นการพนัน"
"โหวจือโจว รองแม่ทัพกองหนุนแห่งค่ายทหารปืนใหญ่ ไม่ยอมรับการควบคุมดูแล"
"หลิวจื้อ รองแม่ทัพฝ่ายขวาแห่งค่ายทหารทั้งห้า ลอบวิวาทชกต่อย"
"หยางซื่อข่าย นายทหารทัพกลาง พาลูกน้องเตะตะกร้อ..."
ทุกครั้งที่จางหงเอ่ยชื่อ สีพระพักตร์ของจูอี้จวินก็ยิ่งคล้ำลง
เขาขัดจังหวะการรายงาน "กรมกลาโหมว่าอย่างไรบ้าง"
จางหงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบอย่างระมัดระวัง "ที่ประชุมกรมกลาโหมตีเรื่องกลับไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ บอกว่านิสัยของกองทหารรักษาเมืองหลวงก็เป็นเช่นนี้แหละ ให้ท่านผู้ว่าราชการกู้เรียกมาตำหนิสั่งสอนก็พอแล้ว"
"ท่านผู้ว่าราชการกู้จึงได้ส่งคนมาทูลถามฝ่าบาทเป็นการส่วนตัว ว่าจะสามารถลงโทษตามกฎอัยการศึกได้หรือไม่"
หลี่เฉิงเอินเป็นบุตรชายขององค์หญิงใหญ่ หลิวจื้อเป็นหลานชายของปั๋วแห่งเฉิงอี้ หยางซื่อข่ายเป็นคนของจวนปั๋วแห่งจางอู่
ส่วนหลี่เหวินเฉวียนก็คือท่านลุงแท้ๆ ของเขาเอง
สรุปก็คือ บรรดารองแม่ทัพและแม่ทัพกองลาดตระเวนเหล่านี้ หากไม่ใช่ญาติของพระมเหสีก็เป็นคหบดีมีบรรดาศักดิ์ หรือไม่ก็เป็นคนที่กรมกลาโหมคอยคุ้มครองไม่ให้ใครไปแตะต้อง
หากต้องการจะลงโทษตามกฎอัยการศึก ก็ต้องทูลถามฮ่องเต้ถึงผลกระทบทางการเมืองเสียก่อน
ช่างทำงานได้อย่างยากลำบากจริงๆ
จูอี้จวินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ส่ายพระพักตร์ "ให้ซูซื่อรุ่น ขุนนางตรวจสอบแห่งมณฑลเจียงซี ถวายฎีกาเอาผิดก็แล้วกัน"
"แล้วไปบอกเก่อโส่วหลี่กับลี่จ้ายถิงด้วย ว่าให้เหล่าขุนนางฝ่ายตรวจสอบถวายฎีกาเอาผิดพวกคหบดีมีบรรดาศักดิ์เหล่านี้ให้รุนแรงยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นท่านลุงหรือลูกพี่ลูกน้องของเจิ้น ก็ไม่ต้องไว้หน้า โหมกระแสลมให้แรงขึ้นอีกหน่อย"
ในแต่ละปีจะมีขุนนางฝ่ายตรวจสอบคอยตรวจตรากองทหารรักษาเมืองหลวงอยู่แล้ว และในยามนี้ผู้ที่รับหน้าที่นั้นก็คือขุนนางตรวจสอบซูซื่อรุ่น ซึ่งเป็นคนที่เก่อโส่วหลี่สามารถเรียกใช้งานได้
การลงโทษตามกฎอัยการศึกนั้นรุนแรงเกินไป กู้หวนคงรับมือไม่ไหว
สู้ให้ถวายฎีกาเอาผิด แล้วอาศัยกระแสในครั้งนี้ จัดการรวบยอดไปพร้อมกันเลยดีกว่า
ใครสมควรถูกปรับเงินก็ปรับ ใครสมควรถูกโยกย้ายก็ย้าย ใครสมควรให้พักอยู่บ้านก็พัก
เพียงแต่... ยังต้องผ่านด่านของกรมกลาโหมให้ได้เสียก่อน
เขาหันไปถาม "ตอนนี้มีใครหมายตาตำแหน่งรองเสนาบดีกรมกลาโหมควบตำแหน่งผู้ช่วยจัดการกิจการทหารกองทหารรักษาเมืองหลวงอยู่บ้าง"
ใครๆ ก็มองออกว่า จ้าวขงเจาคงต้องเกษียณอายุราชการอย่างแน่นอนแล้ว
คนที่มีความหวังกับตำแหน่งนี้ ก็น่าจะเริ่มเคลื่อนไหวกันแล้ว
จางหงนึกทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะคาดเดา "ฝ่าบาท ดูเหมือนทางกรมกลาโหมจะตั้งใจให้สือเม่าฮว๋าเข้ามาช่วยจัดการกิจการกองทหารรักษาเมืองหลวงพ่ะย่ะค่ะ"
เมื่อจูอี้จวินได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้ว
ก่อนหน้านี้ตอนที่หวังฉงกู่ยังไม่เข้าเมืองหลวง ตำแหน่งเสนาบดีกรมกลาโหมจึงว่างลง สือเม่าฮว๋าซึ่งเป็นผู้กุมอำนาจในกรมกลาโหม จึงมีความก้าวหน้าอย่างมากทั้งในด้านประวัติการทำงานและบารมี
หากให้เขาเข้ามาช่วยจัดการกิจการกองทหารรักษาเมืองหลวง เกรงว่าคงจะสร้างอาณาจักรของตนเองขึ้นมาจนใครก็แตะต้องไม่ได้อีก
จูอี้จวินซักถามต่อ "มีใครอีกไหม"
จางหงสาธยายราวกับท่องจำ "ยังมีท่านมหาเสนาบดีและท่านราชครูหลี่ ที่ตั้งใจจะให้หวังซีเหลี่ยมารับตำแหน่งนี้พ่ะย่ะค่ะ"
"ส่วนท่านราชครูเกา ก็ได้เรียกดูบทความของหวังเต้าคุน รองเสนาบดีฝ่ายตรวจการพ่ะย่ะค่ะ"
เมื่อจูอี้จวินรับฟังจบ ก็ตกอยู่ในความเงียบ
ผ่านไปพักใหญ่ ถึงได้เอ่ยปาก "ให้สวีเจียกับหยางป๋อเสนอชื่อคนขึ้นมาด้วย"
จางหงโค้งตัวรับคำสั่ง
เมื่อเห็นฮ่องเต้ไม่ได้ตรัสอะไรอีก จึงวางคันเบ็ดลงอย่างรู้หน้าที่ แล้วหันหลังไปจัดการธุระ
...
ช่วงบ่ายมีฝนตกลงมาปรอยๆ ทำให้ถนนหนทางในเมืองหลวงดูสะอาดสะอ้านและเย็นสบาย กลิ่นไอดินหลังฝนตกช่วยให้รู้สึกสดชื่นเบิกบานใจ
ทว่าก็มีข้อยกเว้น
เรือนรับรองของหงหลูซื่อแห่งนี้ เนื่องจากใช้เป็นสถานที่รับรองชาวต่างชาติ จึงถูกพวกอนารยชนที่ไม่รู้ธรรมเนียมปฏิบัติย่ำยี เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า กลิ่นอายภายในจึงไม่ค่อยน่าอภิรมย์นัก
ข้างนอกยังเป็นเช่นนี้ ข้างในย่อมยิ่งกว่า
ถูซีอิง หัวหน้าหงหลูซื่อ ยกแขนเสื้อขึ้นปิดจมูกและปาก แววตาแห่งความรังเกียจฉายแวบขึ้นมาเพียงชั่วครู่ เขามองลงมาจากที่สูง จ้องมองทูตของเผ่าตั่วเหยียนสองสามคน
เว่ยเฉา ขันทีที่ยืนอยู่ด้านข้าง ยิ้มแย้มกล่าวว่า "ทุกท่าน รับรางวัลไปเถิด"
ขุนนางของเรือนรับรองสี่ทิศ รีบแปลเป็นภาษามองโกลให้อย่างรู้หน้าที่
ทูตคนหนึ่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "ข้าฟังรู้เรื่อง ไม่ต้องให้เจ้าแปล"
กล่าวจบ เขาก็หันไปพูดภาษามองโกลกับทูตอีกสองสามคน
เมื่อผ่านยุคราชวงศ์หยวนมาแล้ว และการรบพุ่งสลับกับการผูกมิตรของราชวงศ์ต้าหมิงตลอดสองร้อยปี ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ผู้ที่สื่อสารได้สองภาษาจึงมีอยู่ไม่น้อย
หลังจากแปลความหมายเพื่อยืนยันความเข้าใจแล้ว ทูตที่เป็นหัวหน้าถึงได้เข้าใจความหมายของราชสำนักต้าหมิง
ปู้หลินปาถู เอ๋าเติ้ง ขมวดคิ้ว "พวกเราไม่เอาเงินตรา แต่ต้องการผ้าไหม เสบียงอาหาร และเกลือป่น!"
"แถมยังให้น้อยเกินไปอีกด้วย!"
ชายผู้นี้มีรูปร่างสูงใหญ่ บึกบึน เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความป่าเถื่อน เพียงแค่อ้าปากพูด ก็ทำให้ขันทีและขุนนางที่อยู่ตรงหน้าแทบจะต้องยกมือขึ้นปิดจมูก
ไม่ต้องรอให้ล่ามแปล ถูซีอิง หัวหน้าหงหลูซื่อก็ส่ายหน้า "การคุ้มกันเสบียงอาหารและใบชามันยุ่งยาก ขนส่งลำบาก"
"สู้ให้เป็นเงินตราจะสะดวกกว่า จะเอาไปแลกเสบียงอาหาร แลกใบชา หรือแลกอะไรก็ได้ทั้งนั้น"
เขาคร้านที่จะพูดถึงเรื่องที่ว่าน้อยไปหรือไม่ ในเมื่อไม่ได้พ่ายแพ้สงคราม การให้รางวัลเพียงเล็กน้อยพอเป็นพิธีก็ถือว่าดีแค่ไหนแล้ว ยังจะมาบ่นว่าน้อยอีก
หลังจากฟังล่ามแปลเสร็จ เอ๋าเติ้งก็กล่าวเสียงหนัก "ให้เงินพวกเราไป ก็ไม่มีที่ให้ซื้อหรอก!"
ราชสำนักต้าหมิงเปิดการค้าชายแดนกับอานต๋าข่านเพียงฝ่ายเดียว ส่วนทู่หมันข่านนั้น เนื่องจากทำสงครามกันมาตลอด จึงไม่ได้รับสิทธิพิเศษนี้
ถูซีอิง หัวหน้าหงหลูซื่อยิ้ม "พวกท่านก็ไปหาซุ่นอี้หวังเอาสิ"
ซุ่นอี้หวังคือบรรดาศักดิ์ของอานต๋าข่าน และเป็นผู้นำเผ่าอานต๋าเพียงผู้เดียวที่เปิดการค้าชายแดนด้วย
ถูซีอิงหยุดไปครู่หนึ่ง สีหน้าดูมีเลศนัย "หรือไม่ก็... ให้ผู้บัญชาการฉางอ๋าง ผู้นำเผ่าของพวกท่าน ออกมาเจรจาเรื่องการค้าชายแดนกับราชสำนักของเราเอง"
น้ำเสียงไม่ดังนัก แต่ทุกคนในที่นั้นล้วนได้ยินชัดเจน
รวมถึงหวังฉงกู่ เสนาบดีกรมกลาโหมที่แอบฟังอยู่ในห้องข้างๆ ก็ได้ยินเช่นกัน
มีคนของมองโกลมาขอรับรางวัล หวังฉงกู่ในฐานะเสนาบดีกรมกลาโหมและผู้เสนอแผนการ ย่อมมีความสนใจที่จะมาร่วมรับฟังเพื่อหยั่งเชิงดูท่าที
ถึงขนาดพาหลานชายที่กำลังจะได้เข้าศาลาในมาด้วย
จางซื่อเหวยกระซิบถามอยู่ด้านข้าง "ท่านลุง วิธีนี้จะได้ผลจริงๆ หรือขอรับ บิดาของฉางอ๋างตายด้วยน้ำมือของราชสำนักเรา ความแค้นฆ่าบิดานั้นลึกล้ำดั่งทะเลเลือด..."
หวังฉงกู่ถลึงตาใส่จางซื่อเหวย
เขาลุกขึ้นยืนโดยไม่พูดอะไร แล้วเดินออกจากห้องไป
จางซื่อเหวยเห็นผู้เป็นลุงไม่ยอมอยู่ฟังต่อ จึงรีบเดินตามไป
"พวกเราไม่ฟังต่อแล้วหรือขอรับ"
หวังฉงกู่เหลือบมองหลานชายที่ช่วงนี้ดูจะเหลิงไปสักหน่อย แล้วเอ่ยเสียงเย็น "ให้เจ้ามาฟัง ก็จงรักษากฎระเบียบให้ดี"
"ห้องข้างๆ เขากำลังหารือเรื่องราชการ แต่เจ้ากลับพูดจาสุ่มสี่สุ่มห้าเช่นนี้..."
"เจ้าชักจะลืมตัวเกินไปแล้วหรือเปล่า!"
เขาประจำอยู่แต่ที่ชายแดนมาตลอด ไม่ได้เจอหลานชายคนนี้มานานหลายปี ไม่คิดเลยว่าแค่มาอยู่ต่อหน้าเขา ก็ทำตัวลืมกำพืดไปเสียแล้ว
จางซื่อเหวยถูกดุจนใจหายวาบ
รีบยอมรับผิดและขอโทษ "ที่ท่านลุงสั่งสอนมานั้นถูกต้องแล้ว หลานรู้ตัวว่าทำผิดไปแล้วขอรับ"
จางซื่อเหวยรู้ดีว่าตนเองสามารถเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้ เพราะอาศัยใบบุญจากใคร เขาไม่มีทางลืมเลือน
แม้ในยามนี้กำลังจะได้ก้าวเข้าสู่ศาลาใน แต่ก็ไม่กล้าแสดงท่าทีลบหลู่ผู้เป็นลุง
หวังฉงกู่แค่นเสียงเย็น ก้าวยาวๆ เดินออกจากหงหลูซื่อไป
จางซื่อเหวยเป็นขุนนางที่ทำงานอยู่แต่ในสำนักงาน ร่างกายจึงอ่อนแอบอบบาง ทำได้เพียงสับเท้าวิ่งตามไป
"หลานรู้ตัวว่าทำผิดไปแล้ว ท่านลุงอย่าได้โมโหไปเลย จะทำให้เสียสุขภาพเปล่าๆ ขอรับ"
เมื่อเห็นจางซื่อเหวยหอบเหนื่อย และมีท่าทีสำนึกผิดอย่างจริงใจ หวังฉงกู่จึงยอมคลายความโกรธลง และชะลอฝีเท้าให้ช้าลง
แต่ปากก็ยังคงเอ่ยสั่งสอน "อย่าคิดว่ากำลังจะได้เข้าศาลาใน แล้วจะลอยตัวเหนือใครๆ ได้"
"ภัยคุกคามจากต๋าต๋าคือเรื่องใหญ่ของบ้านเมือง ทุกการเคลื่อนไหวล้วนส่งผลต่อความอยู่รอดของแผ่นดิน จะปล่อยให้เจ้าทำเป็นเล่นไม่ได้"
"หากทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง ต่อให้เป็นฮ่องเต้ก็อาจจะถูกจับตัวไปได้ อย่าว่าแต่ตำแหน่งมหาเสนาบดีในศาลาในเลย!"
แม้หวังฉงกู่จะโลภมากและชอบเล่นพรรคเล่นพวก แต่เขากลับให้ความสำคัญกับเรื่องการป้องกันชายแดนเป็นอย่างยิ่ง
และด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงได้รับการยกย่องจากเกาก่งและจางจวีเจิ้ง
จางซื่อเหวยแสดงจุดยืนอีกครั้ง "หลานยังด้อยประสบการณ์ ย่อมต้องอาศัยคำสั่งสอนจากท่านลุง วันนี้ท่านลุงได้ชี้แนะ หลานก็เข้าใจแล้ว และจะจดจำไว้ในใจขอรับ"
หวังฉงกู่ถึงได้ยอมปล่อยเขาไป
หลังจากที่ทั้งสองคนได้สั่งสอนและยอมรับผิดกันเป็นที่เรียบร้อย ก็เดินออกจากหงหลูซื่อแล้วขึ้นรถม้าไป
เมื่อนั่งอยู่ในรถม้าคันเดียวกัน หวังฉงกู่ถึงได้เริ่มอธิบายคำถามของจางซื่อเหวยเมื่อครู่นี้ "เจ้าคิดว่า ต่อให้มีความแค้นเรื่องการฆ่าบิดาอยู่ตรงหน้า แม้ฉางอ๋างจะได้เรืองอำนาจ เขาก็จะไม่ยอมยุติความแค้นกับราชสำนักของเราอย่างนั้นหรือ"
จางซื่อเหวยพยักหน้า
หวังฉงกู่ส่ายหน้าด้วยความเหนื่อยใจ "เจ้าควรจะหาเวลาใส่ใจเรื่องชายแดนบ้างนะ แม้แต่ฮ่องเต้ที่เรียกข้าไปเข้าเฝ้าเมื่อวานนี้ ก็ยังดูจะเข้าใจเรื่องต๋าต๋ามากกว่าเจ้าเสียอีก"
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะอธิบาย "พวกต๋าต๋าไม่เหมือนชาวจงหยวน ข่านของพวกเขาก็ไม่ได้มีอำนาจชี้เป็นชี้ตายเหมือนฮ่องเต้ของราชสำนักเรา ผู้นำของแต่ละเผ่ายิ่งแตกแยกกันเหมือนทรายไร้ความสามัคคี"
"การที่พวกต๋าต๋ามารุกรานชายแดน ไม่ใช่การแย่งชิงความเป็นใหญ่ระหว่างราชวงศ์หยวนกับราชวงศ์หมิงอย่างที่พวกบัณฑิตกล่าวอ้าง และไม่ได้ทำไปเพื่อล้างแค้นอันลึกซึ้งอย่างที่เจ้าเข้าใจ"
"หากจะสืบหาสาเหตุที่แท้จริง ก็เพื่อความอยู่รอดเท่านั้น! เพื่อเสบียงอาหาร ผ้าไหม และเกลือ!"
"การที่ชนเผ่าป่าเถื่อนกลายเป็นภัยคุกคามต่อแผ่นดินจีน ก็เพียงเพราะต้องการเสื้อผ้าและอาหารเท่านั้น นี่ก็เป็นเหตุผลที่ราชสำนักของเรามักจะใช้วิธีมอบรางวัลให้เสมอ"
"ขอเพียงใช้เสื้อผ้าและอาหารเป็นข้อแลกเปลี่ยน แม้ฉางอ๋างจะอยากรุกรานต่อไป แต่ก็ใช่ว่าจะสั่งการพวกผู้นำในชนเผ่าได้"
แน่นอนว่า นี่เป็นเพียงการปลอบโยนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เรื่องการค้าชายแดนไม่ต้องพูดถึงเลย เป็นเพียงการวาดฝันให้ฉางอ๋างเท่านั้น
จางซื่อเหวยมีท่าทีครุ่นคิด
แต่เขาไม่ได้มีความสนใจในเรื่องนี้สักเท่าไรนัก จึงคร้านที่จะซักถามต่อ
ทั้งสองคนเปลี่ยนมาคุยเรื่องสัพเพเหระในครอบครัวแทน
ตั้งแต่เรื่องบุตรชายของหวังฉงกู่ที่ได้เข้าเรียนในสถานศึกษาหลวง ไปจนถึงเรื่องส่วนแบ่งกำไรของพ่อค้าชาวจิ้นในปีนี้ และเรื่องอื่นๆ
ไม่นานนัก รถม้าก็วิ่งโยกเยกมาถึงหน้าจวนของหยางป๋อ
ทั้งสองคนลงจากรถม้า และถูกบ่าวรับใช้เชิญเข้าไปในจวน
จวนของหยางป๋อย่อมต้องโอ่อ่าหรูหราอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ในเวลานี้ ของประดับตกแต่งและข้าวของเครื่องใช้หลายอย่างได้ถูกเก็บกวาดไปแล้ว ดูเหมือนเตรียมตัวจะเดินทางกลับบ้านเกิด
หยางป๋อกำลังจัดกระถางต้นไม้อยู่ในลานบ้าน โดยสวมชุดผ้าเนื้อหยาบ
เขายังคงดูกระฉับกระเฉงแข็งแรง ไม่เหมือนคนป่วยเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นหวังฉงกู่และจางซื่อเหวยเดินเข้ามา หยางป๋อก็รับผ้าขนหนูจากบ่าวรับใช้ เช็ดเหงื่อไปพลาง กล่าวขออภัยไปพลาง "เผลอเพลินไปหน่อย เลยลืมเวลาเสียสนิท"
"เดี๋ยวข้าขอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะ"
หวังฉงกู่ประสานมือตอบรับอย่างสุภาพ เป็นเชิงบอกให้ทำตามสบาย
หยางป๋อประสานมือขออภัย แล้วเดินกลับเข้าไปในเรือนด้านใน
ส่วนหวังฉงกู่และจางซื่อเหวย ถูกนำทางไปยังห้องหนังสือ
บ่าวรับใช้รินน้ำชามาให้ นั่งรออยู่ครู่หนึ่ง หยางป๋อถึงได้เปลี่ยนชุดลำลองแล้วเดินออกมา
"เสวี่ยฝู่เปรียบเสมือนเสาหลักของบ้านเมือง เดินทางเข้าเมืองหลวงมาก็ถูกทุกฝ่ายเรียกใช้งาน ข้ายังไม่ได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับเสวี่ยฝู่เลย คืนนี้ก็ทนกินข้าวง่ายๆ ที่จวนข้าไปก่อนก็แล้วกัน"
เสวี่ยฝู่คือชื่อรองของหวังฉงกู่
ทั้งหยางป๋อและหวังฉงกู่ ต่างก็เป็นชาวผูโจว มณฑลซานซี ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่พอๆ กับอำเภอหนึ่งเท่านั้น เมื่อทั้งสองก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งระดับสูงในส่วนกลางได้ ความสนิทสนมย่อมไม่ต้องพูดถึง
หวังฉงกู่ลุกขึ้นยืนทำความเคารพ ยิ้มเจื่อน "เรื่องป้ายทองเว้นตาย ข้ายังไม่ได้กราบขออภัยท่านเลย"
ป้ายทองเว้นตาย ก็คือป้ายทองอาญาสิทธิ์
บนป้ายสลักตัวอักษรไว้ว่า 'ขอให้สัตย์สาบานกับท่าน นอกจากการกบฏแล้ว หากท่านกระทำความผิดที่มีโทษถึงตาย ขอยกเว้นโทษให้ท่านหนึ่งครั้ง เพื่อเป็นการตอบแทนความดีความชอบของท่าน' เป็นต้น
นี่คือป้ายทองเว้นตายของจริง เกาก่งมีอยู่ถึงสองอัน
เดิมทีหวังฉงกู่ไม่ได้ป้ายนี้มา ถือไว้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร
แต่เมื่อหยางป๋อเข้าศาลาใน เขาก็แอบทำป้ายนี้ขึ้นมาอันหนึ่ง เพื่อมอบให้หวังฉงกู่ไว้ดูเล่น
ผลปรากฏว่า เมื่อเดือนสองเรื่องนี้แดงขึ้นมา จึงถูกขุนนางฝ่ายตรวจสอบถวายฎีกาเอาผิด ทำให้หยางป๋อต้องเดือดร้อนไปด้วย
หยางป๋อกลับปลงตกกับเรื่องนี้ อย่างไรเสียเขาก็กำลังจะเกษียณแล้ว ก่อนจากไปก็ขอมอบน้ำใจให้คนบ้านเดียวกันสักหน่อย ถือเป็นความสุขส่วนตัว
เขาโบกมือ "ไม่เป็นไรหรอก รอให้จื่อเหวยเข้าศาลาในเมื่อไหร่ ค่อยให้เขาไปหาป้ายทองเว้นตายมาให้ข้าดูเล่นบ้างก็แล้วกัน"
ทั้งสามคนนั่งลงประจำที่
เมื่อถึงเวลานี้ จึงค่อยเริ่มพูดคุยเรื่องสำคัญ
หยางป๋อเอ่ยด้วยความเป็นห่วง "สถานการณ์ที่เซวียนต้าเป็นอย่างไรบ้าง"
หวังฉงกู่ทำงานได้อย่างรัดกุมรอบคอบ เตรียมการมานานขนาดนี้ ไม่น่าจะมีข้อผิดพลาดอะไร แต่หยางป๋อก็ยังอดไม่ได้ที่จะถามให้แน่ใจ
หวังฉงกู่พยักหน้าอย่างมั่นใจ "น่าจะไม่มีปัญหา ภายในสามปีนี้ อานต๋าข่านจะยอมรับแต่คนของข้าเท่านั้น"
"หากมีปัญหา ซานเหนียงจื่อจะช่วยออกหน้าเป็นเกราะกำบังให้ข้าเอง"
ซานเหนียงจื่อคือภรรยาของอานต๋าข่าน นางแต่งงานกับอานต๋าข่านตั้งแต่ยังอายุเก้าขวบ ด้วยความฉลาดหลักแหลมและกล้าหาญ ทำให้นางมีบารมีในเผ่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากที่นางได้รับการประทานรางวัลจากราชสำนักต้าหมิง อำนาจของนางก็เทียบเคียงกับอานต๋าข่านได้เลยทีเดียว นางถือเป็นบุคคลทรงอิทธิพลอันดับต้นๆ ในเผ่า
การยอมรับเครื่องบรรณาการจากอานต๋าข่านในอดีต ก็เป็นผลมาจากการผลักดันของซานเหนียงจื่อและหวังฉงกู่ เรียกได้ว่าเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งที่สุด
หยางป๋อยังคงรู้สึกไม่วางใจ ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง "ฮ่องเต้ส่งถานหลุนไปที่เซวียนต้าแล้ว คนผู้นี้ไม่ใช่ตะเกียงที่ไร้น้ำมันนะ"
หวังฉงกู่คิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยังคงส่ายหน้า "สถานการณ์ที่เซวียนต้านั้นสลับซับซ้อน ต่อให้ข้ามีคนคอยสนับสนุน ก็ยังไม่กล้าเคลื่อนไหวอะไรมากนัก ใครไปก็เหมือนกันแหละ"
"ยิ่งไปกว่านั้น ฝ่าบาทก็อาจจะไม่ได้โหดเหี้ยมอำมหิตอย่างที่ท่านคาดเดาไว้หรอก"
สีหน้าของหยางป๋อเปลี่ยนไป "หลังจากเลิกประชุมขุนนางเมื่อวานนี้ ฮ่องเต้เรียกตัวเสวี่ยฝู่ไปเข้าเฝ้าเป็นการส่วนตัว ฮ่องเต้ตรัสอะไรกับเสวี่ยฝู่บ้าง"
[จบแล้ว]