เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 61 - อยู่เมืองหลวงนั้นยากเย็น เอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง

บทที่ 61 - อยู่เมืองหลวงนั้นยากเย็น เอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง

บทที่ 61 - อยู่เมืองหลวงนั้นยากเย็น เอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง


บทที่ 61 - อยู่เมืองหลวงนั้นยากเย็น เอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง

วันที่สามเดือนสิบเอ็ด

เนื่องจากต้องแวะเยี่ยมเยียนและบรรยายความรู้ตลอดเส้นทาง หลี่จื้อจึงเสียเวลาไปไม่น้อย แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเดินทางมาถึงเมืองหลวงได้ทันเส้นตายที่กรมมหาดไทยกำหนดไว้พอดี

หลังจากบอกลาบรรดาลูกศิษย์ที่ยืนกรานจะมาส่งเขาซึ่งถือเป็นหนึ่งในผลพลอยได้จากการบรรยายความรู้ตลอดทาง หลี่จื้อก็จูงเกวียนลาเดินมุ่งหน้าไปยังประตูเมืองเพียงลำพัง

ประตูเมืองทั้งเก้าแห่งเมืองหลวงไม่ได้เก็บภาษีรายหัว แต่ก็ยังคงเก็บภาษีสินค้าอยู่ดี

หลี่จื้อจูงเกวียนลาที่ลูกศิษย์มอบให้เดินเข้าเมือง บนเกวียนเต็มไปด้วยของฝากพื้นเมือง เจ้าหน้าที่เฝ้าประตูเมืองหลายนายจึงยืนกรานที่จะตรวจค้นให้ได้

น่าเสียดายที่บรรดาเจ้าหน้าที่ดันมาเจอคนจริงเข้าให้ หลี่จื้อยกข้อกฎหมายและประวัติศาสตร์มาอ้างอิงเพื่อหักล้างข้อเรียกร้องในการตรวจค้น เขากล่าวว่าในต้นรัชศกเซี่ยวจง ขุนนางผู้ตรวจการเฉินเหยาเคยทูลถวายรายงานว่า เจ้าหน้าที่เก็บภาษีที่ประตูฉงเหวินใช้การขูดรีดเป็นผลงานซึ่งถือว่าผิดธรรมเนียมปฏิบัติของบ้านเมือง จึงมีพระราชโองการว่านอกจากสินค้าของพ่อค้าแล้ว ห้ามมิให้กักขบวนรถเพื่อตรวจค้นโดยพลการ

สรุปง่ายๆ ก็คือในสมัยรัชศกเซี่ยวจงเคยมีพระราชโองการออกมาแล้วว่า นอกจากการตรวจค้นสินค้าพาณิชย์แล้ว ห้ามมิให้ตรวจค้นหรือกักขบวนรถโดยพลการ

เจ้าหน้าที่เก็บภาษีที่ประตูเมืองตอนแรกตั้งใจจะใช้กำลังโต้แย้ง แต่หลังจากค้นเจอเอกสารเข้ารับตำแหน่งที่ราชบัณฑิตยสถานของเขา สุดท้ายก็ต้องยอมจำนนต่อเหตุผลของหลี่จื้อ และยอมปล่อยเกวียนลาของเขาเข้าเมืองหลวงไปโดยไม่ได้ตรวจค้นอะไรให้วุ่นวาย

หลี่จื้อเดินเชิดหน้าชูตาผ่านประตูเมืองเข้าไป

แต่พอมองเห็นราคาที่พักในเมืองหลวงที่พุ่งสูงขึ้นไปอีก เขาก็กลับมาเดินคอตกเหมือนเดิม

นี่คือสาเหตุที่ทำให้เขาโอ้เอ้ประวิงเวลาอยู่นานกว่าจะยอมมาเมืองหลวง

การใช้ชีวิตในเมืองหลวงนั้นไม่ง่ายเลยจริงๆ

หลี่จื้อไม่อยากมาเมืองหลวงเลยด้วยซ้ำ หรือจะพูดให้ถูกก็คือเขาไม่เคยมีความสนใจในการเป็นขุนนางเลยแม้แต่น้อย

เขาจำไม่ได้แล้วว่าตัวเองถูกบีบคั้นให้มาตกอยู่ในสภาพนี้ทีละก้าวได้อย่างไร

ตอนอายุแปดขวบ ในใจของเขาก็ลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความขบถ เขาประกาศกร้าวว่าตนเองเป็นคนหัวดื้อหัวรั้น ไม่เชื่อในการเล่าเรียน ไม่เชื่อในมรรควิถี ไม่เชื่อในเซียนหรือศาสนาพุทธ ดังนั้นเมื่อเห็นนักพรตก็รู้สึกเกลียดชัง เห็นพระสงฆ์ก็รู้สึกเกลียดชัง และยิ่งเกลียดชังบรรดาอาจารย์ผู้สอนสำนักลี่เสวียมากเป็นพิเศษ

ตอนอายุสิบสองขวบ ความห้าวหาญยิ่งทวีคูณ เขาเขียนบทความวิจารณ์ชาวนาและคนทำสวนเพื่อเหน็บแนมขงจื๊อ

ตอนอายุสิบสี่ขวบ เมื่อได้อ่านคัมภีร์ซ่างซู เขาก็วิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาว่าคำอธิบายประกอบของจูซีนั้นเหม็นเน่าจนทนอ่านไม่ได้

เขาเคยคิดว่าตนเองเป็นบุคคลผู้มีชะตาสวรรค์ที่ไม่ธรรมดา เป็นตัวเอกในหน้าประวัติศาสตร์ วันข้างหน้าจะได้เขียนตำราตั้งสำนักคิด และจะต้องทิ้งห่างบรรดาผู้ที่ถูกขนานนามว่าปราชญ์เหล่านี้ไว้เบื้องหลังอย่างแน่นอน

แต่ต่อมาเขาก็พบว่าตนเองคิดผิด

ไม่ได้ผิดตรงที่เขาเก่งสู้ปราชญ์เหล่านี้ไม่ได้ แต่ผิดตรงที่บรรดาปราชญ์จอมปลอมเหล่านี้มีลูกศิษย์ลูกหามากเกินไปต่างหาก

มีมากจนทั่วทั้งแผ่นดินเต็มไปด้วยกฎเกณฑ์และกรอบความคิดของปราชญ์เหล่านี้ ทำให้เขาก้าวเดินไปทางไหนก็ยากลำบากไปหมด

ที่เขาเปรียบเปรยว่าเมื่อขงจื๊อเห่าสุนัขตัวหนึ่ง สุนัขร้อยตัวก็จะเห่าตามนั้น ไม่ใช่ว่าเขาดูแคลนขงจื๊อ เพราะสำหรับบุคคลผู้มีคุณธรรมที่ล่วงลับไปแล้ว เขาก็ไม่มีเจตนาจะลดทอนคุณค่าแต่อย่างใด

สิ่งที่เขาดูแคลนไม่ใช่ขงจื๊อ แต่เป็นฝูงสุนัขจรจัดที่เดินตามหลังขงจื๊อต่างหาก!

ตอนอายุสิบห้าปี เพื่อสอบคัดเลือกขั้นต้น เขาจำต้องฝืนใจทำความเข้าใจกับสิ่งที่เรียกว่าคัมภีร์หลักแห่งลัทธิหรู ทั้งตำราสี่เล่มและคัมภีร์ทั้งห้า

ตอนอายุสิบเจ็ดปี บิดาบังคับให้เขาสอบคัดเลือกระดับมณฑล ทำให้เขาต้องหยิบเอาคัมภีร์ลัทธิลี่เสวียและคำอธิบายของจูซีที่เขาเคยดูแคลนขึ้นมาอ่านอีกครั้ง

ตอนอายุยี่สิบเอ็ดปี หลี่จื้อต้องทนดูภรรยาแซ่หวงที่เพิ่งแต่งงานเข้ามา ต้องไปรับจ้างเย็บปักถักร้อยและกินข้าวหยาบผสมผักป่าประทังชีวิต เนื่องจากฐานะทางบ้านที่ขัดสน

ภรรยาวัยเพียงสิบห้าปีทั้งขยันขันแข็งและเพียบพร้อมไปด้วยคุณธรรม ในฐานะพี่สะใภ้คนโต เธอปฏิบัติต่อน้องสะใภ้ราวกับพี่น้องร่วมอุทร และเลี้ยงดูหลานๆ ราวกับลูกในไส้ แล้วเขาจะทนเรียกร้องให้เธอมาทนกัดก้อนเกลือกินอยู่อย่างมักน้อยพอเพียงร่วมกับเขาได้อย่างไร

ในที่สุดหลี่จื้อก็ยอมประนีประนอมในเรื่องการรับราชการ

เขายอมประนีประนอมให้กับบิดา ยอมประนีประนอมให้กับภรรยาและลูก และยอมประนีประนอมให้กับกรอบระเบียบต่างๆ

โชคดีที่เขายังพอมีพรสวรรค์อยู่บ้าง จึงสอบผ่านระดับภูมิภาคตอนอายุยี่สิบหกปี และได้ออกไปรับตำแหน่งขุนนางตอนอายุสามสิบปี

ทว่าหลี่จื้อคาดไม่ถึงเลยว่าคำกล่าวที่ว่าการเป็นขุนนางนั้นหาเงินได้เร็วนั้น จะเป็นวิธีการแบบไหนกันแน่

จะเลือกไหลตามน้ำไปกับความมืดมิด หรือจะรักษาความบริสุทธิ์ผุดผ่องท่ามกลางบ่อโคลน

หลี่จื้อในวัยหนุ่มที่เต็มไปด้วยความหยิ่งทะนงเลือกที่จะรักษาคุณธรรมและจรรยาบรรณเอาไว้

แต่เป็นที่น่าเสียดายที่เบี้ยหวัดของราชวงศ์หมิงได้สั่งสอนบทเรียนราคาแพงให้กับเขา

เขาเคยดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่การศึกษาที่อำเภอฮุยเซี่ยนในมณฑลเหอหนาน เป็นอาจารย์ที่ราชบัณฑิตยสถานเมืองหนานจิง และเป็นอาจารย์ที่ราชบัณฑิตยสถานเมืองหลวง ชีวิตของเขานั้นเรียกได้ว่ายากไร้ข้นแค้นอย่างแสนสาหัส จนกระทั่งในวัยสามสิบแปดปี ภรรยาและลูกสาวของเขาก็ต้องมาอดตายที่อำเภอฮุยเซี่ยนอย่างน่าเวทนา...

หลี่จื้อมองดูอาคารบ้านเรือนในเมืองหลวงตลอดทางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกอันซับซ้อน

หลังจากภรรยาเสียชีวิต เขาก็กลับมารับตำแหน่งที่กรมพิธีการในเมืองหลวง แต่เนื่องจากมีข้อขัดแย้งกับผู้บังคับบัญชา เขาจึงเป็นฝ่ายถวายฎีกาขอลาออกโดยอ้างว่า "เบื่อหน่ายความวุ่นวายจอมปลอมในเมืองหลวง ขอไปประจำที่เมืองหลวงรอง"

ในตอนนั้นเขาเคยสาบานอย่างเงียบๆ ว่าจะไม่มีวันกลับมาเหยียบสถานที่ที่เต็มไปด้วยเรื่องวุ่นวายแห่งนี้อีกเป็นอันขาด

ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมถึงถูกเรียกตัวกลับมาอีกครั้ง... ก็เป็นเพราะฮ่องเต้ทรงรับปากว่า "จะไม่ให้ใครมาบังคับกะเกณฑ์ ได้รับเบี้ยหวัดเพิ่มเป็นสองเท่า และให้ตั้งใจศึกษาค้นคว้าได้อย่างเต็มที่"

ด้วยความรู้สึกสับสนที่ทั้งอยากจะเชื่อและไม่อยากจะเชื่อ หลี่จื้อจึงไม่ได้พาครอบครัวมาด้วย แต่เดินทางกลับมายังเมืองหลวงเพียงลำพัง

เมืองหลวงยังคงเหมือนเดิมในความทรงจำของเขา รถราขวักไขว่ ผู้คนเดินเบียดเสียดพลุกพล่าน

หลี่จื้อรู้สึกไม่ค่อยคุ้นชินนัก จึงพยายามเดินชิดริมถนนเพื่อหลีกเลี่ยงความวุ่นวายที่ไม่จำเป็น

บังเอิญสายตาเหลือบไปเห็นร้านบะหมี่ข้างทาง มีโต๊ะธรรมดาๆ ตั้งอยู่สี่ตัวริมถนน พร้อมกับป้ายไม้เขียนว่า "บะหมี่" เตาถ่านกำลังต้มน้ำซุปบะหมี่จนเดือดปุดๆ ส่งควันกรุ่นลอยฟุ้งขึ้นมา กระตุ้นความอยากอาหารของหลี่จื้อได้เป็นอย่างดี

เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเดินเข้าไปใกล้ นำเกวียนลาไปผูกไว้กับต้นไม้ พร้อมกับตะโกนสั่ง "เถ้าแก่ ขอบะหมี่สองเหลียง!"

วันนี้หลี่จื้อยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย เขาหิวจนไส้กิ่วมานานแล้ว ถือโอกาสนี้แวะพักเหนื่อยเสียเลย

ไม่นานนักเถ้าแก่ก็ยกชามบะหมี่มาเสิร์ฟ

"เชิญทานให้อร่อยขอรับนายท่าน" เถ้าแก่พูดพลางวางชามบะหมี่ลงบนโต๊ะ

ขณะที่เถ้าแก่กำลังจะหันหลังไปทำงานอื่นต่อ จู่ๆ หลี่จื้อก็หน้าขรึมลงแล้วคว้าแขนเขาไว้แน่น

"เดี๋ยวก่อน!" หลี่จื้อหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบบะหมี่ในชาม "นี่มันถึงสองเหลียงที่ไหนกัน!"

เถ้าแก่สะดุ้งตกใจ รีบเอ่ยปากปลอบโยนเขา

เถ้าแก่ลดเสียงลงแล้วพูดขอร้อง "นายท่านขอรับ พวกเราทำมาค้าขายเล็กๆ น้อยๆ จะไปกล้าโกงตาชั่งท่านได้อย่างไร อีกอย่างใต้เท้าทั้งหลายก็แวะเวียนมาตรวจอยู่บ่อยๆ ต่อให้ขวัญกล้าเทียมฟ้าข้าก็ไม่กล้าทำหรอกขอรับ"

หลี่จื้อเคยชินกับความยากจนมานาน เขาเป็นคนที่จริงจังกับทุกเรื่อง

เขาพอจะรู้เรื่อง "ใต้เท้ามาตรวจตาชั่ง" ที่เถ้าแก่พูดถึงอยู่บ้าง ในเมืองหลวงนั้นหน่วยบัญชาการทหารเมืองหลวงจะรับผิดชอบดูแลตลาด ทุกๆ สามวันจะมีการตรวจสอบมาตราชั่งตวงวัดในตลาด และคอยควบคุมราคาสินค้าของบรรดาพ่อค้าคนกลาง

แต่เขาก็รู้ดีเช่นกันว่าร้านค้าเหล่านี้ขอเพียงจ่ายส่วยให้ครบตามกำหนด ก็สามารถทำให้บรรดาเจ้าหน้าที่หลับตาข้างลืมตาข้างได้แล้ว

หลี่จื้อไม่สนใจคำแก้ตัวเหล่านี้ เขายังคงยึดติดอยู่กับเรื่องเดิม "ข้าถามว่าบะหมี่ชามนี้ ถึงสองเหลียงหรือไม่!"

เถ้าแก่ร้องขอความเห็นใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าไม่สะทกสะท้าน ในที่สุดก็ต้องยอมจำนน "นายท่าน เอาอย่างนี้เถิด ข้าจะแถมเปี๊ยะปิ้งให้ท่านชิ้นหนึ่งเป็นการชดเชยดีหรือไม่ขอรับ"

สีหน้าของหลี่จื้อถึงได้ผ่อนคลายลง เขายอมปล่อยมือเถ้าแก่ "เปี๊ยะปิ้งนั่นถือเป็นการชดเชยที่ตราชั่งไม่ตรงนะ! แต่สำหรับบะหมี่ชามนี้ ข้าก็ต้องจ่ายน้อยลงหนึ่งอีแปะอยู่ดี!"

เถ้าแก่ยิ้มเจื่อนๆ ประสานมือคารวะก่อนจะหันไปหยิบเปี๊ยะปิ้งมาให้

เมื่อเคลียร์กันจบหลี่จื้อจึงนั่งลงอย่างสบายอารมณ์ และเริ่มกินบะหมี่คำโต

สายตาของเขาคอยเหลือบมองเถ้าแก่เป็นระยะเพื่อระวังไม่ให้แอบถ่มน้ำลายใส่เปี๊ยะปิ้ง หูก็คอยฟังลูกค้าคนอื่นๆ พูดคุยเรื่องสัพเพเหระกัน

"...มีความสามารถขนาดนี้ทำไมไม่ไปสอบจอหงวน จะมามัวหมกตัวเขียนนิยายลงหนังสือพิมพ์ทำไมเนี่ย"

"แกรู้เรื่องอะไร ดูการตั้งชื่อพวกนี้สิ ปี้หม่าเวินอะไรกัน นั่นมันหมายถึงกรมม้าหลวงชัดๆ! แล้วยังมีพวกคำสแลงในแวดวงขุนนางพวกนี้อีก ข้าว่านะคงหนีไม่พ้นฝีมือของขุนนางเก่าที่เกษียณตัวเองออกไปแล้วนั่นแหละ"

"พูดจาเหลวไหล! มีหลักฐานหรือไงถึงได้มานั่งพูดจาส่งเดชอยู่ที่นี่!"

หลี่จื้อมองดูชายสองคนที่กำลังเอาหัวสุมกันอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับใหม่ จู่ๆ เขาก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองพลาดอ่านไซอิ๋วไปถึงสองตอนแล้ว

พอดีกับที่เถ้าแก่เดินเอาเปี๊ยะปิ้งมาเสิร์ฟ หลี่จื้อจึงบุ้ยปากไปทางเถ้าแก่ "เถ้าแก่ มีหนังสือพิมพ์สองฉบับล่าสุดบ้างหรือไม่"

ตอนแรกเถ้าแก่อยากจะปฏิเสธ แต่ก็กลัวว่าเจ้าหมอนี่จะหาเรื่องอีก คิดไปคิดมาสุดท้ายก็ยอมหันไปหยิบหนังสือพิมพ์ฉบับใหม่มาให้สองฉบับ

ตอนที่ยื่นให้ลูกค้าจอมเรื่องมากคนนี้ เขายังไม่ลืมกำชับไปหนึ่งประโยค "ระวังอย่าให้ขาดนะขอรับ"

หลี่จื้อโบกมือปัดๆ แล้วรับหนังสือพิมพ์มาถือไว้

ตอนแรกเขาตั้งใจจะอ่านนิยายไปพลางกินบะหมี่ไปพลางเพื่อเพิ่มอรรถรส

แต่พอกวาดสายตาไปมอง แววตาของเขากลับถูกดึงดูดด้วยพาดหัวข่าวตัวอักษรขนาดใหญ่เสียก่อน

หลี่จื้อขมวดคิ้วแล้วพึมพำกับตัวเอง "จากทฤษฎีความดีความเลว... ทัศนคติและวิธีการ... ในการเรียนรู้? ชื่อบ้าอะไรเนี่ย!"

ด้วยสัญชาตญาณของนักวิจารณ์ หลี่จื้อวางนิยายไซอิ๋วลง แล้วหันมาอ่านบทความที่ดูเหมือนจะบกพร่องทางสติปัญญาชิ้นนี้ก่อน

พออ่านตอนต้น... อ้อ ที่แท้ก็เป็นเรื่องของฮ่องเต้นี่เอง เขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้านี้ฮ่องเต้เคยมีรับสั่งให้ตามหาเด็กทารกแรกเกิด

ก็ไม่แปลกอะไร เด็กหนุ่มอายุสิบขวบย่อมต้องมีความสงสัยในเรื่องความดีความเลวเป็นธรรมดา หลี่จื้อยอมลดมาตรฐานการวิเคราะห์เชิงปรัชญาลงมาให้เหมาะสมกับช่วงวัยนี้

แถมการใช้เด็กทารกแรกเกิดมาเป็นหลักฐานพิสูจน์ ไม่ว่าจะมองมุมไหนแนวคิดนี้ก็ถือว่าแปลกใหม่ดีทีเดียว

งั้นขอลองดูหน่อยเถิดว่าได้ข้อสรุปออกมาเป็นอย่างไร

ทว่าเมื่อเขาอ่านเจอตอนที่ฮ่องเต้ด่วนสรุปความ เขาก็ต้องส่ายหน้าอีกครั้ง

ใช้เด็กแค่คนเดียวจะไปด่วนสรุปได้อย่างไรกัน

ขณะที่เขากำลังจะแอบด่าทอในใจ พอได้เห็นประโยคปิดท้าย เขาก็ต้องเลิกคิ้วขึ้นมาอีกครั้ง

ดูเหมือนว่าฮ่องเต้พระองค์น้อยนี้จะมีแววไม่เบาเลยทีเดียว

หลี่จื้อยังไม่ได้หันกลับไปอ่านนิยาย แต่กลับเลือกที่จะอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับถัดไปแทน

เพราะไม่เคยมีหนังสือพิมพ์ฉบับไหนตีพิมพ์การถกเถียงเรื่องคัมภีร์ปรัชญาของฮ่องเต้มาก่อน ไม่ว่าใครก็ย่อมต้องสงสัยและอยากรู้ตอนต่อไปกันทั้งนั้น

แต่เนื้อหาในฉบับต่อมากลับทำให้หลี่จื้อประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม

นั่นก็คือมีประกาศว่าเมื่อวันที่ยี่สิบเก้าเดือนก่อน ฮ่องเต้ทรงโปรดให้ก่อตั้งสถานศึกษาแห่งใหม่ขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อใช้สำหรับการหาหลักฐานพิสูจน์ความจริง

วันที่สามสิบ ฮ่องเต้ทรงมีพระราชโองการตั้งคำถามว่า "จะหาหลักฐานพิสูจน์ได้อย่างไร และจะยืนยันความถูกต้องของหลักฐานนั้นได้อย่างไร" ผู้ใดที่สามารถให้คำตอบที่มีเหตุผลและเป็นประโยชน์ได้ จะได้รับตำแหน่งขุนนางพิเศษในสถานศึกษาแห่งใหม่ พร้อมเบี้ยหวัดเดือนละสิบตำลึง

เมื่อราษฎรและบัณฑิตทราบข่าวต่างก็พากันถกเถียงเรื่องนี้กันอย่างกว้างขวาง

วันที่สองเดือนสิบเอ็ด หรือก็คือเมื่อวานนี้ พ่อค้าเร่ชื่อเฉิงต้าเว่ยได้ไปปลดป้ายประกาศ และเข้าเฝ้าเพื่อชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่ในหลักฐานพิสูจน์ทฤษฎีความดีความเลวของฮ่องเต้

เขากล่าวว่าการถกเถียงเรื่องความดีความเลวนั้น การยกตัวอย่างเพียงกรณีเดียวย่อมไม่เพียงพอที่จะใช้เป็นข้อพิสูจน์ได้ อาจต้องมีตัวอย่างสิบกรณี หรือร้อยกรณี และทุกกรณีต้องให้ผลลัพธ์เหมือนกันหมด จึงจะสามารถเรียกสิ่งนั้นว่าเป็นหลักฐานพิสูจน์ที่แท้จริงได้

ในขณะเดียวกัน ในเมื่อเด็กทารกยังไร้เดียงสา จะให้ขันทีสอนแต่เรื่องความดีเพียงอย่างเดียวได้อย่างไร

ควรจะต้องมีอีกคนหนึ่งคอยสอนเรื่องความเลวด้วย เมื่อนำผลลัพธ์ของทั้งสองฝ่ายมาเปรียบเทียบกัน จึงจะสามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้

เมื่อฮ่องเต้ทรงสดับฟังก็ทรงเรียกเฉิงต้าเว่ยเข้าเฝ้าด้วยพระองค์เอง ทรงยอมรับข้อบกพร่องของพระองค์ต่อหน้าเขา และทรงตรัสชมเชยว่า "นี่แหละคือคำไขข้อข้องใจที่เจิ้นต้องการ"

การสนทนาระหว่างเบื้องบนและเบื้องล่างเป็นไปอย่างราบรื่น จากนั้นทั้งสองก็ได้ร่วมกันกำหนดกฎเกณฑ์ โดยตั้งชื่อวิธีการศึกษาทฤษฎีความดีความเลวนี้ชั่วคราวว่า "กระบวนการทดลอง"

และตามคำแนะนำของเฉิงต้าเว่ย ผลลัพธ์ที่ได้จากกระบวนการทดลองนี้จะต้องมีลักษณะที่สามารถทำซ้ำเพื่อให้ได้ผลลัพธ์แบบเดิมได้ มิเช่นนั้นจะไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นหลักฐานพิสูจน์ที่แน่ชัด

นอกจากนี้กระบวนการทดลองยังต้องมีการเปรียบเทียบ โดยแบ่งเป็นด้านบวกและด้านลบ ดุจดั่งหยินและหยาง มิเช่นนั้นจะถือว่าเป็นเพียงหลักฐานที่ลำเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งไม่อาจยอมรับได้

พร้อมกันนี้ฮ่องเต้ยังทรงแต่งตั้งให้เฉิงต้าเว่ยดำรงตำแหน่งอาจารย์พิเศษในสถานศึกษาแห่งใหม่ รับเบี้ยหวัดเดือนละสิบตำลึง โดยไม่จำเป็นต้องเข้ามาทำงานประจำ

หลังจากอ่านเนื้อหาส่วนนี้จบ หลี่จื้อก็มองข้ามการถกเถียงเชิงปรัชญาไปจนหมดสิ้น สายตาของเขาจ้องเขม็งไปที่คำว่า "ตำแหน่งขุนนางพิเศษ" และ "เบี้ยหวัดเดือนละสิบตำลึง"

เขากวักมือเรียกเถ้าแก่แล้วเอ่ยถาม "เถ้าแก่ สถานศึกษาแห่งใหม่นี้ตั้งอยู่ที่ใดหรือ"

เขาต้องไปดูให้เห็นกับตาเสียหน่อยว่าคนที่มีตำแหน่งขุนนางอยู่แล้วจะสามารถรับตำแหน่งควบคู่ไปด้วยได้หรือไม่

...

ในขณะเดียวกัน ณ ตำหนักเฉียนชิง

วันนี้ฮ่องเต้ทรงตื่นบรรทมสาย ท้องฟ้าสว่างโร่แล้วพระองค์เพิ่งจะลุกจากเตียง

วันนี้เป็นวันที่อดีตไท่โฮ่วซึ่งเป็นพระมเหสีเอกของอดีตฮ่องเต้ จะต้องย้ายพระศพไปประดิษฐานในสุสานหลวงเพื่อฝังร่วมกับอดีตฮ่องเต้

ด้วยเป็นพระราชพิธีบวงสรวงครั้งใหญ่ จึงสมควรให้งดการเรียนการสอนหนึ่งวัน

จากนั้นจูอี้จวินก็มีรับสั่งให้สวามีขององค์หญิงสวี่ฉงเฉิงเป็นตัวแทนพระองค์ไปประกอบพิธีบวงสรวง ส่วนพระองค์ก็แอบอู้งานไปตามระเบียบ

ราชกิจมอบหมายให้คณะรัฐมนตรีจัดการ เรื่องที่สองฮวายก็ฝากฝังให้ไห่รุ่ยดูแลแล้ว ในที่สุดจูอี้จวินก็ไม่มีเรื่องเร่งด่วนอะไรต้องจัดการอีกต่อไป

หลังจากนี้เรื่องการเข้าไปแทรกแซงกองทหารรักษาเมืองหลวง คงต้องค่อยเป็นค่อยไป ตามความทรงจำของพระองค์ กู้ฮวนน่าจะยังมีชีวิตอยู่อีกนาน

จูอี้จวินบิดขี้เกียจ พลางเรียกนางกำนัลเข้ามาเปลี่ยนฉลองพระองค์

พระองค์กำลังคิดอยู่ว่าเดี๋ยวจะไปลานฝึกทหารดี หรือจะไปที่กรมโยธาธิการเพื่อสอบถามจูเหิงเรื่องการสร้างเรือลำใหญ่ดี

จังหวะนั้นเอง จางหงก็เดินเข้ามาในตำหนักด้วยสีหน้าตื่นตระหนก

เขาถึงขั้นเข้ามาแย่งหน้าที่เปลี่ยนฉลองพระองค์ และถือวิสาสะไล่นางกำนัลออกไปจนหมด

ก่อนที่จูอี้จวินจะได้เอ่ยถาม เขาก็รีบกระซิบเสียงแผ่ว "ฝ่าบาท เมื่อคืนตำหนักฉือชิ่งไฟไหม้พ่ะย่ะค่ะ"

จูอี้จวินตาสว่างขึ้นมาทันที "เสด็จแม่ได้รับอันตรายหรือไม่"

ปฏิกิริยาแรกของพระองค์คือการถามไถ่ถึงความปลอดภัยของไท่โฮ่วเฉิน

หากเกิดมีไท่โฮ่วสวรรคตเพราะถูกไฟคลอกในเวลานี้ ผลกระทบที่จะตามมาคงเลวร้ายจนยากจะประเมินได้

จางหงรีบทูลตอบ "ควบคุมเพลิงไว้ได้ทันท่วงทีพ่ะย่ะค่ะ มีเพียงขันทีและนางกำนัลบาดเจ็บไปสองสามคน ไท่โฮ่วทรงปลอดภัยดีพ่ะย่ะค่ะ"

"หลังจากนั้นไท่โฮ่วก็มีรับสั่งให้บ่าวไพร่กักตัวคนในตำหนักฉือชิ่งไว้ทั้งหมด และทรงไต่สวนทีละคนด้วยพระองค์เองพ่ะย่ะค่ะ"

"ตอนแรกกระหม่อมตั้งใจจะส่งคนมาทูลรายงานฝ่าบาทที่ตำหนักเฉียนชิง แต่ไท่โฮ่วทรงระแวงว่ากระหม่อมจะแอบส่งคนหลบหนีออกไป จึงรับสั่งให้กักตัวกระหม่อมไว้ด้วยพ่ะย่ะค่ะ"

จางหงใช้คำพูดเพียงไม่กี่คำก็สามารถอธิบายต้นสายปลายเหตุได้อย่างชัดเจน และยังจงใจเน้นย้ำถึงเหตุผลที่ไม่ได้มาทูลรายงานในทันที

ในสถานการณ์เช่นนั้น หากเขายืนกรานที่จะส่งคนออกมา เกรงว่าจะยิ่งทำให้ไท่โฮ่วเฉินเกิดความระแวงในตัวฮ่องเต้มากขึ้นไปอีก

จูอี้จวินถอนหายใจด้วยความโล่งอก แค่ไท่โฮ่วเฉินปลอดภัยก็พอแล้ว

พระองค์กางแขนออกเพื่อให้จางหงสวมฉลองพระองค์ให้ พลางตรัสถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "ลักษณะของไฟไหม้ดูปกติหรือไม่"

ถ้าเป็นแค่การเผลอปัดเชิงเทียนล้มก็แล้วไป แต่พระองค์กลัวว่าจะมีคนอยากลองดีรนหาที่ตายเสียมากกว่า

จางหงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเลือกใช้คำพูดอย่างระมัดระวัง "ไฟลุกลามค่อนข้างเร็วพ่ะย่ะค่ะ แต่ก็ไม่ได้ดูผิดสังเกตจนเกินไป"

จูอี้จวินมีสีหน้ามืดครึ้มลง พระองค์ไม่ได้ตรัสอะไรออกมา

หากเป็นการจงใจก่อเหตุ จะเป็นฝีมือของใครกัน กลุ่มขุนนางท้องถิ่นจากหนานจื่อลี่ ขั้วอำนาจในสองฮวาย หรือว่ากลุ่มขั้วอำนาจจิ้น หรือพวกที่ต่อต้านกฎหมายใหม่

แล้วจุดประสงค์คืออะไรกันแน่ เพื่อข่มขู่ เพื่อยุแยงให้แตกแยก หรือต้องการป้ายสีให้พระองค์

รอจนกระทั่งแต่งฉลองพระองค์เสร็จ จูอี้จวินถึงได้เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "ไป ไปที่ตำหนักฉือชิ่ง"

ตรัสจบพระองค์ก็สะบัดแขนเสื้อกว้าง ก้าวยาวๆ เดินออกไปด้านนอก เผยให้เห็นถึงความร้อนรนในใจโดยไม่ได้ตั้งใจ

จางหงรีบเดินตามไปติดๆ

ตลอดเส้นทางไม่มีใครปริปากพูดอะไร กลุ่มของฮ่องเต้รีบเดินทางมาถึงตำหนักฉือชิ่งในเวลาอันรวดเร็ว

เพียงแค่ยืนอยู่หน้าตำหนักฉือชิ่ง จูอี้จวินก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นเหม็นไหม้ที่ลอยมาเตะจมูก

พระองค์ผ่อนฝีเท้าลง พลางเอ่ยถาม "เสด็จแม่อยู่ในห้องบรรทมหรือไม่"

จางหงรีบตอบ "ไท่โฮ่วประทับอยู่ที่ห้องทรงพระอักษรพ่ะย่ะค่ะ"

เพิ่งเกิดไฟไหม้ ย่อมเป็นธรรมดาที่จะไม่กล้าอยู่ในห้องบรรทม จูอี้จวินพยักหน้า พระองค์ก้าวเข้าไปในตำหนักฉือชิ่ง มุ่งตรงไปยังห้องทรงพระอักษรทันที

ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องทรงพระอักษร พระองค์ก็ทอดพระเนตรเห็นไท่โฮ่วเฉินประทับอยู่บนเก้าอี้ พระนางใช้มือค้ำแก้ม เอียงพระเศียรพักผ่อน

เมื่อได้ยินเสียงคนเดินเข้ามา พระนางก็รีบยืดพระวรกายให้ตรงและลืมพระเนตรขึ้นทันที

ครั้นเห็นว่าเป็นฮ่องเต้เสด็จมา พระนางจึงค่อยผ่อนคลายลงเล็กน้อย

"ลูกถวายบังคมเสด็จแม่พ่ะย่ะค่ะ" จูอี้จวินถวายบังคม

ไท่โฮ่วเฉินนวดคลึงหัวคิ้ว "ตอนนี้ยังถือว่าสบายดี แต่อีกหน่อยก็คงไม่แน่แล้ว"

จูอี้จวินฟังออกถึงความไม่พอใจที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงของพระมารดา

พระองค์รีบลุกขึ้นเดินเข้าไปใกล้ บีบนวดขมับให้ไท่โฮ่วเฉิน พลางตรัสถาม "เสด็จแม่ไต่สวนได้ความว่าอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ"

ไท่โฮ่วเฉินถอนหายใจอย่างอ่อนอกอ่อนใจ "เผลอปัดเชิงเทียนล้มโดยไม่ระวัง"

จูอี้จวินซักไซ้ "แน่หรือพ่ะย่ะค่ะ"

ไท่โฮ่วเฉินถอนหายใจแต่ไม่ได้ตอบอะไร

จูอี้จวินนิ่งเงียบไป

ความหมายก็คือไม่สามารถง้างปากใครได้ แต่ก็ไม่สามารถประกาศออกไปได้ว่ามีคนลอบวางเพลิง ทั้งที่รู้ว่ามีคนทำแต่กลับไม่รู้ว่าเป็นใคร

การกระทบต่อภาพลักษณ์ของราชวงศ์ยังถือเป็นเรื่องรอง แต่ที่สำคัญก็คือมันจะทำให้เกิดความหวาดระแวงซึ่งกันและกันทั้งภายในและภายนอกวัง

จูอี้จวินเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง "เสด็จแม่พอจะมีเบาะแสบ้างหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ"

ไท่โฮ่วเฉินปรายตามองพระองค์อย่างนึกแปลกใจ ก่อนจะเอ่ยว่า "คำถามนี้แม่ต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายถามฮ่องเต้ ช่วงนี้ฮ่องเต้ไปก่อเรื่องอะไรไว้อีกหรือไม่"

เหตุไฟไหม้ในวังหลวงแท้จริงแล้วเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง และมักจะมีร่องรอยให้สืบสาวได้เสมอ

ในความทรงจำของไท่โฮ่วเฉิน ช่วงสองปีที่อดีตฮ่องเต้ทรงสนับสนุนให้เปิดการค้าทางทะเล ในวังก็มักจะเกิดเหตุไฟไหม้อยู่บ่อยๆ

ตอนนี้ฮ่องเต้ทรงตัดขาดการติดต่อระหว่างในวังและนอกวัง พระนางจึงไม่ทราบว่ามีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นในราชสำนักหรือไม่ แต่... ดูจากการที่เกาอี้เดินทางออกจากเมืองหลวงคราวก่อน แล้วคณะรัฐมนตรียืนกรานที่จะขอเข้าเฝ้าพระนางให้ได้ ก็พอจะเดาได้ว่าขุนนางฝ่ายนอกคงไม่ได้มองความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกไปในทางที่ดีนัก หากเมื่อคืนพระนางถูกไฟคลอกตายในตำหนัก ฮ่องเต้ย่อมต้องตกที่นั่งลำบากอย่างแน่นอน

ดังนั้นแทนที่จะบอกว่ามีคนพุ่งเป้ามาที่พระนาง สู้บอกว่าเป็นผลพวงจากความวุ่นวายที่ฮ่องเต้ทรงก่อขึ้นยังจะเข้าทีเสียกว่า

ในจังหวะนั้นเอง หลี่จินก็เดินเข้ามาจากนอกห้องทรงพระอักษร "ทูลฝ่าบาท ทูลไท่โฮ่ว ขุนนางฝ่ายนอกได้ทราบข่าวไฟไหม้ที่ตำหนักฉือชิ่งแล้ว จึงได้ส่งตัวแทนมาทูลถามไถ่และถวายพระพรพ่ะย่ะค่ะ"

แววตาของจูอี้จวินเป็นประกาย พระองค์เดาะลิ้นเบาๆ "ข่าวสารรวดเร็วจริงๆ !"

พระองค์หยุดมือที่กำลังบีบนวด แล้วหันไปตรัสกับไท่โฮ่วเฉิน "เสด็จแม่ ปล่อยให้ลูกเป็นคนจัดการเรื่องนี้เองเถิดพ่ะย่ะค่ะ"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 61 - อยู่เมืองหลวงนั้นยากเย็น เอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง

คัดลอกลิงก์แล้ว