- หน้าแรก
- เส้นทางอมตะเริ่มต้นจากคนเชือดหมู
- บทที่ 900 - แหล่งหยั่งรากฝังลึก!
บทที่ 900 - แหล่งหยั่งรากฝังลึก!
บทที่ 900 - แหล่งหยั่งรากฝังลึก!
บทที่ 900 - แหล่งหยั่งรากฝังลึก!
"ได้ชื่อว่าเป็นบรรพบุรุษระดับจินตันเสียเปล่า แต่กลับมีสมบัติติดตัวแค่นี้เองหรือ?"
เว่ยหงส่ายหน้าพร้อมกับแค่นยิ้มหยันในใจ ใบหน้าฉายแววความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด
นอกจากวัตถุดิบสี่อย่างและเคล็ดวิชาขยะอีกหนึ่งเล่มแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือกระบี่บินสีครามซึ่งเป็นศาสตราวิเศษระดับสามขั้นต่ำ
มันคือศาสตราวิเศษกระบี่บินธาตุน้ำ ซึ่งแน่นอนว่ามันเคยมีเจ้าของมาก่อน แต่ดูเหมือนหวงฝู่กังจะลบรอยประทับของเจ้าของเดิมทิ้งไปแล้ว ทว่าไม่รู้ทำไมตอนที่ปะทะกับเว่ยหงถึงไม่ได้งัดมันออกมาใช้
การปรากฏตัวของศาสตราวิเศษกระบี่บินเล่มนี้ ถือซะว่าดีกว่าไม่ได้อะไรเลย มันไม่ได้ทำให้เว่ยหงรู้สึกตื่นเต้นดีใจสักเท่าไหร่ กลับยิ่งทำให้เขารู้สึกผิดหวังกับของที่ได้มาในครั้งนี้เสียมากกว่า
ในฐานะที่เป็นถึงท่านบรรพบุรุษระดับจินตันแห่งตระกูลหวงฝู่ แต่หวงฝู่กังกลับมีทรัพย์สมบัติติดตัวน้อยจนน่าสมเพช
เรียกได้ว่าจะหาเคล็ดวิชาก็ไม่มี จะหาวิชาลับก็ไม่เจอ แม้กระทั่งยันต์วิเศษ โอสถ วัตถุดิบ และอื่นๆ ก็ไม่มีเลยสักอย่าง แล้วแบบนี้จะให้เว่ยหงพอใจได้อย่างไร!
"ไม่น่าจะเป็นไปได้นะ ผู้บำเพ็ญเพียรระดับจินตันจะยากจนข้นแค้นขนาดนี้เชียวหรือ? หรือว่าเขาจะทิ้งสมบัติส่วนใหญ่ไว้ที่ตระกูลไม่ได้พกติดตัวมาด้วย?"
เว่ยหงรู้สึกสับสนอยู่ในใจ แต่ก็จำต้องยอมรับความจริง
ตอนแรกเขาแอบหวังว่าจะได้เจอของดีๆ จากตัวหวงฝู่กังเสียหน่อย ใครจะไปคิดว่าจะได้ของมาแค่หยิบมือเดียว แถมของพวกนั้นก็ไม่ได้มีมูลค่าสูงส่งอะไรมากมาย เรื่องนี้ทำให้เว่ยหงรู้สึกหงุดหงิดไม่น้อย
เมื่อเทียบกับของนอกกายพวกนี้แล้ว การที่ธงหมื่นวิญญาณได้รับการเลื่อนขั้นเป็นสมบัติระดับกึ่งศาสตราวิเศษยังทำให้เขารู้สึกดีใจเสียกว่า
"ช่างเถอะๆ เรื่องของรางวัลเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน แค่สามารถกำจัดศัตรูตัวฉกาจไปได้ก็ถือว่าเยี่ยมยอดแล้ว ตอนนี้มาคิดเรื่องก้าวต่อไปดีกว่า!"
เว่ยหงถอนหายใจเบาๆ พยายามปัดเป่าความไม่พอใจทิ้งไป
จากนั้นเขาก็เริ่มครุ่นคิดอย่างหนักหน่วงอยู่ภายในใจ เพื่อหาที่กบดานที่เหมาะสมให้กับตัวเอง
"ในตอนนี้ ข้าสามารถสร้างจินตันได้สำเร็จแล้ว ต่อให้ต้องร่อนเร่ไปที่ไหนในโลกผู้บำเพ็ญเพียร ข้าก็สามารถลงหลักปักฐานได้อย่างสบายๆ เรื่องนี้ไม่ต้องเป็นห่วงเลย"
"แต่ปัญหาคือข้าไม่คุ้นเคยกับดินแดนภายนอกนครเซียนชางซานเลยสักนิด จะให้ตัดสินใจตอนนี้ก็คงเป็นไปไม่ได้"
"ทว่าหลังจากก้าวเข้าสู่ระดับจินตันแล้ว หากข้าต้องการจะยกระดับการบำเพ็ญเพียรให้สูงขึ้นไปอีก ข้าจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาล หากยังขืนทำตัวเป็นผู้บำเพ็ญเพียรอิสระต่อไป การจะก้าวหน้าไปกว่านี้คงเป็นเรื่องยากลำบากอย่างแน่นอน!"
เว่ยหงคิดทบทวนไปมา ประเมินความเป็นไปได้ในทุกๆ ด้าน
หลังจากตรึกตรองอยู่นาน เขาก็พบว่าตัวเองไม่สามารถใช้ชีวิตแบบผู้บำเพ็ญเพียรอิสระต่อไปได้อีกแล้ว ไม่อย่างนั้นคงยากที่จะยกระดับพลังขึ้นไปได้ ดังนั้นเขาจำต้องเข้าร่วมกับขั้วอำนาจใดขั้วอำนาจหนึ่ง หรือไม่ก็ต้องสร้างขั้วอำนาจของตัวเองขึ้นมา
เมื่อคิดไปคิดมา เขาก็สรุปทางเลือกออกมาได้สามทาง
ทางเลือกแรก เลียนแบบหวงฝู่กัง คือไปสร้างตระกูลของตัวเองแล้วตั้งตัวเป็นใหญ่ในอาณาเขตใดอาณาเขตหนึ่ง
เพียงแต่ว่าถ้าเขาเลือกทางนี้ เขาจะต้องหาสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาและขยายอิทธิพลของตระกูลเสียก่อน จากนั้นก็ต้องเข้าไปยึดครองพื้นที่นั้น เพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับตระกูล ไม่อย่างนั้นการจะหวังสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับตระกูลก็เป็นเพียงแค่เรื่องตลก
"ไม่ได้การหรอก ข้อแรกเลยคือข้าไม่มีเรี่ยวแรงพอจะไปนั่งบริหารตระกูล ลำพังแค่เวลาบำเพ็ญเพียรของตัวเองยังไม่ค่อยจะมีเลย จะเอาเวลาที่ไหนไปสร้างตระกูลล่ะ!"
"ข้อสอง ต่อให้ข้าสร้างตระกูลเว่ยขึ้นมาได้ อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาเป็นร้อยปีกว่าจะตั้งไข่ได้ แถมการพัฒนาตระกูลยังต้องผลาญทรัพยากรไปอีกมหาศาล สู้เอาทรัพยากรพวกนั้นมาทุ่มเทให้กับตัวเองไม่ดีกว่าหรือ!"
"ข้อสุดท้ายคือเรื่องแหล่งหยั่งรากฝังลึกของตระกูล โลกผู้บำเพ็ญเพียรแห่งนี้กว้างใหญ่ไพศาลก็จริง แต่สถานที่ที่เหมาะแก่การสร้างตระกูลนั้นมีอยู่น้อยนิด ซึ่งตอนนี้ก็คงถูกคนอื่นแย่งชิงไปจนหมดแล้ว หากข้าคิดจะตั้งตระกูล ข้าก็ต้องไปแก่งแย่งชิงดีกับคนอื่น ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่ข้าปรารถนาเลยสักนิด!"
หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง เว่ยหงก็ปัดตกทางเลือกแรกทิ้งไปอย่างไม่ใยดี
ทางเลือกที่สอง คือการไปขอเข้าร่วมกับสำนักใหญ่ที่มีชื่อเสียงในโลกผู้บำเพ็ญเพียร ไม่ว่าจะในฐานะศิษย์หรือผู้อาวุโสรับเชิญก็ตาม
"นี่ก็ดูจะเป็นทางเลือกที่ไม่เลว แต่ก็อาจจะไม่เหมาะกับข้าเสมอไป"
"ข้อแรก สำนักใหญ่พวกนั้นมักจะให้ความสำคัญกับภูมิหลังและชาติกำเนิดมาก สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรระดับจินตันที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าอย่างข้า พวกเขาจะต้องระแวดระวังและจับตามองอย่างแน่นอน"
"ข้อสอง ด้วยความแข็งแกร่งของข้าในตอนนี้ หากจะฝากตัวเป็นศิษย์ ข้าก็ต้องไปกราบยอดฝีมือระดับแปลงวิญญาณเป็นอาจารย์ แต่บรรดายอดฝีมือระดับแปลงวิญญาณในสำนักใหญ่พวกนั้น ล้วนเป็นบุคคลที่ไปมาไร้ร่องรอย ไม่เพียงแต่จะหาตัวจับยาก ต่อให้ได้เจอหน้ากันจริงๆ พวกเขาก็อาจจะไม่เห็นข้าอยู่ในสายตาเลยก็ได้"
"ด้วยเหตุนี้ ต่อให้ข้ามีโอกาสได้เข้าร่วมสำนัก พวกเขาก็คงไม่ต้อนรับข้าด้วยความจริงใจ ซึ่งมันอาจกลายเป็นเสี้ยนหนามและส่งผลเสียต่อการพัฒนาของข้าในอนาคตได้"
สำหรับทางเลือกที่สองนี้ เว่ยหงยังคงรู้สึกสองจิตสองใจอยู่
เขาไม่ได้ปัดตกทางเลือกนี้ไปเสียทีเดียว แต่เลือกที่จะเก็บไว้พิจารณาก่อน
ส่วนทางเลือกสุดท้าย ก็คือการปักหลักอยู่ในนครเซียนชางซานต่อไป
"การอยู่ที่นครเซียนชางซานต่อไปดูเหมือนจะเป็นทางเลือกที่เข้าท่าที่สุด!"
"ข้อแรก ข้าคุ้นเคยกับที่นี่มากที่สุด นครเซียนชางซานไม่มีการแบ่งชนชั้นวรรณะที่เข้มงวดเหมือนสำนักใหญ่ๆ ที่นี่มีความเป็นอิสระและยืดหยุ่นกว่ามาก ไร้ซึ่งกฎระเบียบที่คอยตีกรอบ"
"ข้อสอง นครเซียนชางซานถือเป็นหนึ่งในเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกผู้บำเพ็ญเพียร ที่นี่เต็มไปด้วยทรัพยากรมากมายมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นเคล็ดวิชาหรือวิชาลับระดับจินตัน ไปจนถึงวัตถุดิบ ยันต์วิเศษ โอสถ ค่ายกล และศาสตราวิเศษ ขอเพียงแค่มีหินวิญญาณมากพอ ของหลายอย่างก็สามารถหาซื้อได้ทันที ยิ่งไปกว่านั้นภายในนครเซียนก็ยังมีทรัพยากรส่วนกลาง หากเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของนครเซียน ก็สามารถนำแต้มไปแลกเปลี่ยนได้"
"ข้อสาม ตอนนี้นครเซียนชางซานเพิ่งจะตกต่ำลง ซ้ำร้ายยังเหลือผู้บำเพ็ญเพียรระดับจินตันอยู่เพียงแค่ไม่กี่คน ซึ่งถือว่าขาดแคลนกำลังคนอย่างหนักสำหรับขั้วอำนาจระดับนี้ การที่ข้าเลือกเข้าร่วมในเวลานี้ ก็เปรียบเสมือนการส่งถ่านกลางหิมะ รับรองได้เลยว่าทางนครเซียนจะต้องอ้าแขนรับข้าด้วยความเต็มใจอย่างแน่นอน"
"ท้ายที่สุด ในขณะที่นครเซียนชางซานกำลังถูกขั้วอำนาจอื่นๆ จ้องมองตาเป็นมัน การมีผู้บำเพ็ญเพียรระดับจินตันอย่างข้าเสนอตัวเข้าไปร่วมด้วย พวกเขาจะต้องไม่ปฏิเสธอย่างแน่นอน เผลอๆ อาจจะเสนอผลประโยชน์ก้อนโตให้ด้วยซ้ำ"
ยิ่งคิดเว่ยหงก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้น และเริ่มโอนเอียงไปทางตัวเลือกสุดท้ายนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
เหตุผลที่เขาอยากอยู่ต่อนครเซียนชางซาน ไม่ใช่แค่เพราะความคุ้นเคยเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นเพราะความพิเศษของนครเซียนชางซานด้วย เมืองแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยนักพรตชางซาน ผู้เป็นยอดฝีมือผู้บำเพ็ญเพียรอิสระ ซึ่งมันแตกต่างจากสำนักใหญ่ๆ อย่างสิ้นเชิง
ประกอบกับตอนนี้นครเซียนชางซานกำลังประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากร หากเขาเสนอตัวเข้าไปช่วยเหลือ ย่อมได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง เว่ยหงมั่นใจในข้อนี้เป็นอย่างยิ่ง
และถึงแม้นครเซียนชางซานจะสูญเสียอำนาจไปบ้าง แต่ตราบใดที่นักพรตชางซานยังไม่ตาย สถานะของนครเซียนก็ยังคงมั่นคงไม่สั่นคลอน พวกสำนักใหญ่ๆ ย่อมไม่กล้าผลีผลามทำอะไรบุ่มบ่ามแน่
เช่นนี้แล้ว เขาก็สามารถใช้โอกาสนี้กบดานและซุ่มพัฒนาตัวเองอยู่ในนครเซียนชางซานได้อย่างสบายใจ
สิ่งเดียวที่ทำให้เขารู้สึกกังวล ก็คือเรื่องสถานะและตัวตนของเขาในตอนนี้
"ถ้าข้าปรากฏตัวด้วยตัวตนที่แท้จริง มันจะไม่เป็นการเปิดเผยความลับหลายๆ อย่างหรอกหรือ?"
"ถึงแม้จะไม่มีใครรู้จักข้ามากนัก แต่ถ้าเป่ยถังม่อกับติงเสวี่ยยังมีชีวิตอยู่ล่ะก็ พอพวกเขาเห็นหน้าข้า พวกเขาก็ต้องประติดประต่อเรื่องราวต่างๆ ได้แน่"
"ดูท่าแล้ว ถ้าอยากจะรั้งอยู่ในนครเซียนชางซานต่อไป ข้าก็คงจะใช้ตัวตนเดิมไม่ได้อีกแล้ว หรือว่าข้าต้องหาตัวตนใหม่บังหน้าเสียแล้ว?"
เว่ยหงขมวดคิ้วแน่น ยังไม่สามารถตัดสินใจได้ในทันที
เขาจมดิ่งลงสู่ห้วงความคิดอีกครั้ง ภายในถ้ำกลับมาเงียบสงัดอีกครา!