- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อ จากองค์ชายขยะ สู่เทวยุทธ์ไร้เทียมทาน
- บทที่ 150 - คำทำนายของผู้เฒ่าเทียนจี ยุคแห่งการแย่งชิงครั้งใหญ่กำลังจะมาถึง
บทที่ 150 - คำทำนายของผู้เฒ่าเทียนจี ยุคแห่งการแย่งชิงครั้งใหญ่กำลังจะมาถึง
บทที่ 150 - คำทำนายของผู้เฒ่าเทียนจี ยุคแห่งการแย่งชิงครั้งใหญ่กำลังจะมาถึง
บทที่ 150 - คำทำนายของผู้เฒ่าเทียนจี ยุคแห่งการแย่งชิงครั้งใหญ่กำลังจะมาถึง
เมืองเฟิงฮวา คือดินแดนล้ำค่าของเขตไท่อิน บัดนี้เยี่ยอู๋ซวงเอ่ยปากเพียงคำเดียวก็จะแย่งชิงไป ไม่ต้องพูดถึงว่าจะสูญเสียเพียงใด นี่มันเห็นได้ชัดว่าไม่ได้เห็นหลิงซีอยู่ในสายตาเลย
สีหน้าของหลิงซี เปลี่ยนไปแล้วเปลี่ยนไปอีก
"เยี่ยอู๋ซวง ต้องทำถึงเพียงนี้จริงๆ หรือ?"
หลิงซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ หรือว่าจะตัดหนทางกันจริงๆ?
เยี่ยอู๋ซวงยิ้มบางๆ กวาดสายตามองไปรอบด้าน "อย่าว่าแต่แดนเหนือเลย ต่อให้เป็นสี่ดินแดนหลัก สิ่งที่ท่านเจ้าเขตของข้าต้องการ ก็ไม่มีสิ่งใดที่ไม่ได้มา"
"หากผู้อื่นไม่ให้ ก็แค่สู้ สู้จนกว่าจะยอมให้!"
"เพียงแต่ ท่านเจ้าเขตของข้ามีจิตใจเมตตา ไม่อยากเป็นศัตรูกับผู้อื่น ดังนั้นพวกเราจึงต้องการเพียงสิ่งที่พวกเราสมควรได้รับ ก็เพียงเท่านั้น ทุกท่านคิดเห็นอย่างไรเล่า?"
คำพูดของเยี่ยอู๋ซวง ช่างกร่างและโอหังยิ่งนัก!
แต่เขากลับมีคุณสมบัตินี้ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น ลำพังแค่ยอดฝีมือที่อยู่ภายในตำหนักใหญ่นี้ จะมีใครรับมือเขาได้เกินสิบกระบวนท่าบ้าง
ซูหมางไม่มีความคิดที่จะช่วงชิงความเป็นใหญ่ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เขตเป่ยหมิงไม่ต้องการความน่าเกรงขาม ในพื้นที่เพียงหยิบมือของแดนเหนือนี้ คำว่าเขตเป่ยหมิงทั้งสามคำ ต้องสามารถข่มขวัญเหล่าภูตผีปีศาจได้ทั้งหมด
ผู้ใดกล้าต่อต้าน สังหาร!
ทุกอย่างนี้ จะเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่บัดนี้!
ภายในตำหนักใหญ่เงียบสงัดจนแทบจะไม่ได้ยินเสียงนกกา ทุกคนล้วนมองไปที่หลิงซี พวกเขาอยากรู้ว่าหลิงซีจะตัดสินใจเช่นไร หากแม้นางยังยอมก้มหัวให้ พวกเขาก็คงต้องยอมจำนนเช่นกัน
ทว่า หากหลิงซีต่อต้าน เช่นนั้นคนอย่างพวกเขาก็จะไม่มีทางหดหัวถอยหนีอย่างเด็ดขาด พวกเขาจะต้องร่วมมือกับหลิงซี แล้วต่อสู้อย่างสุดกำลังเป็นแน่!
"ข้าไม่มีข้อกังขา"
หลิงซีที่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เอ่ยปากออกมาช้าๆ เรี่ยวแรงทั่วร่างของนางราวกับถูกสูบออกไปจนหมดสิ้นในวินาทีนี้ ประกายบนใบหน้าจางหายไป
ยอดฝีมือจากเขตอื่นๆ ต่างก็ยิ้มขื่นพลางพยักหน้า แม้แต่เจ้าเขตไท่อินยังเลือกที่จะก้มหัว พวกเขาเหล่านี้ ย่อมทำได้เพียงแค่ทำตามเท่านั้น
ผลการจัดสรรเขตแดนใหม่ของแดนเหนือแพร่สะพัดออกไป เมื่อทุกคนได้ยินว่าแม้แต่เมืองเฟิงฮวายังถูกเขตเป่ยหมิงชิงไปอย่างดุดัน โดยที่ไม่มีใครกล้าต่อต้าน ขุมกำลังน้อยใหญ่ในแดนเหนือก็ตกตะลึงอย่างสมบูรณ์
เมืองเฟิงฮวา นั่นคือเมืองที่หลิงซีให้ความสำคัญที่สุดเลยนะ บัดนี้ถึงกับถูกเขตเป่ยหมิงแย่งชิงไปงั้นหรือ?
เขตเป่ยหมิงที่ผงาดขึ้นมาอย่างกะทันหันแห่งนี้ แท้จริงแล้วมีพลังรบอันน่าตื่นตะลึงระดับใดกัน ถึงกับทำให้หลิงซี เลือกที่จะอดกลั้นและไม่กล้าต่อปากต่อคำด้วย
ชั่วขณะหนึ่ง ยอดฝีมือที่แต่เดิมยังคอยดูลาดเลา ลังเลใจ และไม่รู้ว่าจะไปสวามิภักดิ์ต่อขุมกำลังใด ต่างก็พากันแห่ทะลักไปทางเขาเป่ยหมิงราวกับฝูงผึ้ง
ไม่ว่าจะในยุคสมัยใด สถานที่ใด การพึ่งพาต้นไม้ใหญ่ย่อมร่มเย็น นี่คือสัจธรรมที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่อดีตกาล พวกเขาย่อมไม่พลาดโอกาสนี้
ตำหนักเป่ยหมิง
โลกภายนอกมีข่าวลือแพร่สะพัด แต่ที่นี่กลับเป็นดินแดนอันบริสุทธิ์ ข่าวที่เยี่ยอู๋ซวงนำกลับมา ซูหมางรับฟังอย่างสงบนิ่ง เขตแดนจะอุดมสมบูรณ์หรือไม่ ยังไม่คุ้มค่าพอที่จะทำให้เขาตื่นเต้นดีใจได้
พริบตาเดียวก็ผ่านไปครึ่งเดือน ตลอดครึ่งเดือนมานี้ เขาเป่ยหมิงแทบจะถูกยอดฝีมือที่ต้องการเข้าร่วมบีบอัดจนพังทลาย ผู้คนเบียดเสียดยัดเยียด ตื่นเต้นกันอย่างหาเปรียบมิได้
แน่นอนว่า ป่าใหญ่ย่อมมีนกทุกชนิด ในบรรดายอดฝีมือที่มาสวามิภักดิ์ ย่อมไม่ขาดแคลนพวกที่เคยก่อคดีสะเทือนขวัญอยู่ภายนอก แล้วต้องการมาหลบภัยในตำหนักเป่ยหมิง
คนเหล่านี้ถูกเยี่ยอู๋ซวงขับไล่ออกไปจนหมดสิ้น ตอนนี้ตำหนักเป่ยหมิงมีเพียงคนสองประเภท หนึ่งคืออัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่มีพรสวรรค์น่าทึ่ง ซึ่งสามารถนำมาบ่มเพาะได้
อีกประเภทหนึ่ง ก็คือยอดฝีมือหน้าเก่า อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็นระดับธรรมลักษณ์ขึ้นไป พลังเหล่านี้จะกลายเป็นรากฐานและทุนรอนของตำหนักเป่ยหมิง ในการสยบผู้คนทั่วหล้า
แต่ถึงกระนั้น ภายในระยะเวลาสั้นๆ ก็ยังมีผู้หลั่งไหลเข้ามามากถึงหนึ่งพันกว่าคน
ตำหนักเป่ยหมิงที่เคยเงียบสงบ พลันคึกคักขึ้นมาในทันที
"จำนวนคนของหอโลหิตทมิฬ ยังไม่ได้เตรียมการที่จะเพิ่มขึ้น นี่จะเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งที่สุดของตำหนักเป่ยหมิงเรา ความจงรักภักดีของคนอื่นๆ ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง"
"ข้าได้จัดแบ่งคนที่มีพลังรบค่อนข้างแข็งแกร่งตั้งแต่ระดับเทวะอัคคีขึ้นไป ให้ไปอยู่หอสงคราม คนเหล่านี้สามารถเป็นกำลังรบด่านหน้าของตำหนักเป่ยหมิงในการลงมือได้"
"ส่วนหอลงทัณฑ์ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่นั้น ชั่วคราวนี้ข้าจะเป็นผู้บัญชาการไปก่อน เจ้าคิดเห็นประการใด?"
เยี่ยอู๋ซวงรายงานผลการทำงาน
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ภาระงานอันหนักอึ้ง ล้วนเป็นเยี่ยอู๋ซวงที่วุ่นวายอยู่คนเดียว ซูหมางไม่มีความคิดที่จะไปบริหารเขตอยู่แล้ว ดังนั้นจึงโยนทุกอย่างให้เขาจัดการ
"ตกลง เจ้าดูจัดการตามความเหมาะสมก็แล้วกัน"
ซูหมางกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ท้ายที่สุดแล้วตำหนักเป่ยหมิงจะกลายเป็นเช่นไร เขาไม่อยากสนใจ สิ่งที่เขาต้องทำในตอนนี้ก็คือ ดำดิ่งสู่การฝึกฝน เพื่อรับมือกับวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต
ตัวอย่างเช่น ปรมาจารย์โลหิตมาร ตัวตนระดับยักษ์ใหญ่ขอบเขตสวรรค์เรืองรองที่ถูกสระปรโลกจิ่วโยวทำร้ายผู้นั้น ตอนนี้ซูหมางมีพลังที่น่าสะพรึงกลัวมาก แต่หากต้องปะทะกับขอบเขตสวรรค์เรืองรอง เขาก็ยังคงรู้สึกหวั่นใจอยู่บ้าง
"นอกจากนี้ มีเรื่องหนึ่งที่ต้องบอกเจ้า"
สีหน้าของเยี่ยอู๋ซวง เคร่งขรึมขึ้นมาเล็กน้อย
"ตอนนี้มีข่าวลือจากภายนอก ว่าผู้เฒ่าเทียนจี ได้ส่งผ่านคำทำนายลงมา ม่านพลังที่กั้นระหว่างแดนกลางและสี่ดินแดนหลัก จะหายไปอย่างสมบูรณ์ในเวลาอันสั้น"
"ยิ่งไปกว่านั้น ใต้หล้าจะโกลาหล ตัวประหลาดโบราณจะตื่นขึ้น สัตว์อสูรจะก้าวออกมาจากความมืดมิด"
"ยุคแห่งการแย่งชิงครั้งใหญ่ กำลังจะมาถึงแล้ว!"
คำพูดของเยี่ยอู๋ซวงทำให้ซูหมางตกใจอย่างยิ่งในทันที
ม่านพลังที่กั้นระหว่างแดนกลางและสี่ดินแดนหลัก จะหายไปงั้นหรือ?
ซี๊ด! นั่นมิใช่หมายความว่า ขุมกำลังอันน่าสะพรึงกลัวที่คอยสยบสี่ทิศเหล่านั้น จะปรากฏขึ้นในสี่ดินแดนหลักอย่างสมบูรณ์หรอกหรือ ขอบเขตสวรรค์ที่เรียกได้ว่าเป็นตำนานในสี่ดินแดนหลัก จะถือกำเนิดขึ้นมาอย่างมืดฟ้ามัวดินเลยงั้นหรือ?
ยิ่งไปกว่านั้น ใต้หล้าโกลาหล ตัวประหลาดตื่นขึ้น สัตว์อสูรก้าวออกมางั้นหรือ?
นี่ หรือว่าต้องการจะทำลายล้างสี่ดินแดนหลักกันแน่?
"ผู้เฒ่าเทียนจี แท้จริงแล้วเป็นตัวตนเช่นไรกันแน่ ทำไมทำเนียบสวรรค์ที่เขาก่อตั้งขึ้น ถึงได้มีอิทธิพลปานนี้ ทำไมคำพูดของเขา ถึงมีคนมากมายเชื่ออย่างไม่สงสัย?"
ซูหมางเอ่ยถามด้วยความสงสัย
สีหน้าของเยี่ยอู๋ซวงยิ่งเคร่งขรึมขึ้นไปอีก "ลึกล้ำสุดหยั่งคาด ดั่งมังกรเทพเห็นหัวไม่เห็นหาง มีตำนานเล่าว่าร่างเดิมของเขาคือสัตว์เทพไป๋เจ๋อ สามารถมองเห็นอดีตและอนาคตได้อย่างละสามพันปี"
"แน่นอน ข้อสันนิษฐานที่น่าเชื่อถือกว่าคือ สำนักเทียนจีเป็นสาขาของลัทธิลึกลับแห่งหนึ่งในแดนเซียน พวกเขาสามารถสอดส่องความลับสวรรค์ ทำนายโชคชะตาและเคราะห์กรรมได้"
สัตว์เทพไป๋เจ๋องั้นหรือ?
ซูหมางค่อนข้างแปลกใจ เขาค่อนข้างเชื่อข้อสันนิษฐานที่สองมากกว่า ภายใต้ฟ้าดินนี้มีมหาเต๋าสามพันสาย สามพันกายา จะต้องมีพวกตัวลึกลับบางคนที่ครอบครองพลังอันคาดเดาไม่ได้ดั่งภูตผีเทวะอยู่อย่างแน่นอน
"ชั่วคราวนี้จัดการเรื่องในตำหนักให้เรียบร้อยก่อนเถิด เรื่องอื่นๆ ปล่อยผ่านไปก่อน หากมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นจริง สำหรับสี่ดินแดนหลักทั้งหมดแล้ว ย่อมถือเป็นการทำลายล้างอย่างเด็ดขาด"
ซูหมางเองก็มีสีหน้าเคร่งขรึม
เมื่อใดที่แดนกลางปรากฏขึ้นต่อหน้าสี่ดินแดนหลัก เช่นนั้นผลกระทบที่ตามมา ย่อมเพียงพอที่จะทำลายสี่ดินแดนหลักไปจนหมดสิ้น!
ต่อต้านหรือ? ไม่มีใครสามารถต่อต้านได้ แม้แต่ซูหมางก็ไม่เว้น!
อย่างเช่นสำนักอวี่ฮว่า หนึ่งในสิบสุดยอดขุมกำลังของแดนกลาง นั่นก็เป็นสถานที่ที่มีเซียนดำรงอยู่นะ หากขุมกำลังระดับยักษ์ใหญ่เช่นนี้จุติลงมายังสี่ดินแดนหลัก เพียงแค่ลมหายใจเดียว ก็สามารถทำลายล้างไปได้ทั้งแปดทิศแล้ว
"จริงสิ ผู้เฒ่าเทียนจีอยู่ที่ใดเล่า?"
ทันใดนั้น ซูหมางก็เงยหน้าขึ้นเอ่ยถาม
เยี่ยอู๋ซวงยิ้มขื่นพลางส่ายหน้า "ไม่รู้ แม้แต่สำนักเทียนจีอยู่ที่ใดก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ไม่รู้ว่ามีคนมากมายเท่าใดที่อยากจะตามหาผู้เฒ่าเทียนจี แต่กลับไร้ร่องรอย"
เอ่อ เอาเถอะ
ที่แท้ก็เป็นตัวตนลึกลับที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางผู้คนนี่เอง
เยี่ยอู๋ซวงจากไปแล้ว ฉินเยว่เอ๋อร์ถูกซูหมางส่งเสียงผ่านจิตวิญญาณเรียกให้มาที่ตำหนักใหญ่ แดนกลางอันลึกลับแท้จริงแล้วแข็งแกร่งเพียงใด มีสภาพการณ์เช่นไร มีเพียงนางเท่านั้นที่รู้กระจ่าง
[จบแล้ว]