- หน้าแรก
- ขอทานตาบอด กับระบบเป่าขลุ่ยสู่เทพเหนือยุทธภพ
- บทที่ 1 - ชายตาบอด คนบ้า และขลุ่ยคู่ใจ
บทที่ 1 - ชายตาบอด คนบ้า และขลุ่ยคู่ใจ
บทที่ 1 - ชายตาบอด คนบ้า และขลุ่ยคู่ใจ
บทที่ 1 - ชายตาบอด คนบ้า และขลุ่ยคู่ใจ
"นี่ๆ พวกนายได้ยินข่าวหรือเปล่า ทางฝั่งตะวันออกมีคนบ้าโผล่มาคนหนึ่งนะ"
"คนบ้าอะไรกัน อย่าพูดส่งเดชไปสิ มันเป็นลางไม่ดีนะ"
"ฉันพูดจริงๆ นะเจ้านั่นน่ะทั้งตาบอดแถมยังสติฟั่นเฟือนด้วย"
"มันเป็นมายังไงเล่า"
"คนบ้าคนนั้นเพิ่งโผล่มาเมื่อไม่กี่วันก่อน ที่เอวของเขาเหน็บขลุ่ยเอาไว้เลาหนึ่ง"
"บ้าไปแล้วยังจะพกขลุ่ยไว้อีกเหรอ"
"อย่าได้ดูถูกขลุ่ยเลานั้นเชียวนะ ใครกล้าไปแตะต้องขลุ่ยของเขาล่ะก็ คนบ้าคนนั้นสู้ถวายหัวเลยล่ะ"
"ดุเดือดขนาดนั้นเชียว ยอมแลกชีวิตเพื่อขลุ่ยเลาเดียวเนี่ยนะ"
"ใครจะไปรู้ได้ล่ะ"
...
【เพลงไร้หวนคืน: เลเวล 1 (20/100)】
【บรรเลงวันละสามจบ: ทะลวงเส้นลมปราณ เสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง】
【อายุขัยที่เพิ่มขึ้นวันนี้: สิบแปดชั่วโมง】
...
เสียงของระบบดังก้องอยู่ในหูของเฉินหวยอัน เขาเก็บขลุ่ยคู่กาย หยิบไม้เท้าขึ้นมา แล้วค่อยๆ เดินกะเผลกตรงไปยังโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง
เสื้อผ้าของเฉินหวยอันมีรอยขาดวิ่นแถมยังต้องเดินถือไม้เท้า เสี่ยวเอ้อของโรงเตี๊ยมจึงนึกว่าเขาเป็นขอทานที่มาขอเศษอาหารและตั้งใจจะไล่เขาออกไป แต่พอเฉินหวยอันล้วงเอาเหรียญทองแดงไม่กี่อีแปะออกมาจากกระเป๋า เสี่ยวเอ้อถึงยอมรามือและปล่อยให้เขาเข้าไปในร้าน
เฉินหวยอันสั่งเหล้ามานิดหน่อย เขาเลือกที่นั่งติดหน้าต่าง นั่งรับสัมผัสจากลมหนาวที่พัดกระหน่ำอยู่ริมหน้าต่าง ดวงตาที่ถูกปิดทับด้วยผ้าสีดำทอดมองออกไปด้านนอก ปล่อยความคิดให้ล่องลอยไปแสนไกล
เฉินหวยอัน ปีนี้อายุสิบแปดปี
เมื่อหนึ่งเดือนก่อนเขาได้ทะลุมิติมายังโลกแห่งนี้และปลุกระบบขึ้นมาได้สำเร็จ ตอนแรกเขาคิดว่าจะใช้ระบบนี้กรุยทางก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของชีวิต แต่ใครจะไปนึกว่าระบบกลับสั่งให้เขาเป่าขลุ่ยเสียอย่างนั้น...
"ไร้หวนคืน" คือชื่อบทเพลงที่ระบบมอบให้ ซึ่งก่อนหน้านี้เขาไม่เคยได้ยินเพลงนี้มาก่อนเลยในชีวิต
นิยายที่เขาเคยอ่านก่อนจะทะลุมิติมา พระเอกส่วนใหญ่ต่างก็มีระบบสุดเทพคอยคอยช่วยเหลือพาไปตบเกรียนชาวบ้าน แต่พอมาถึงตาเขา กลับกลายเป็นว่าต้องมานั่งเป่าขลุ่ยซะงั้น
ตอนที่เพิ่งมาถึงโลกนี้ใหม่ๆ เขาแอบหวังไว้ว่าอย่างแย่ที่สุดก็คงได้เกิดเป็นลูกเมียน้อยที่อย่างน้อยก็ไม่ต้องมานั่งอดมื้อกินมื้อ แต่ความเป็นจริงคือเขาไม่มีอะไรติดตัวมาเลยสักอย่าง...
แถมดวงตาของเขาก็ยังมองเห็นภาพในระยะแค่ครึ่งเมตรแบบเลือนรางเท่านั้น ช่วงแรกเขาตาบอดสนิทด้วยซ้ำ ต้องรอจนระบบตื่นขึ้นมาถึงจะเริ่มมองเห็นได้ในระยะครึ่งเมตร และขอย้ำว่าแค่นั้นจริงๆ
เขาเคยคิดว่าการเปิดตัวด้วยสถานะคนตาบอดมันก็บัดซบมากพออยู่แล้ว แต่โชคชะตายังเล่นตลกให้เขาเป็นโรคหัวเราะคลุ้มคลั่งอีกต่างหาก เขาจะระเบิดหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งโดยไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ด้วยเหตุนี้เองผู้คนถึงพากันมองว่าเขาเป็นคนบ้า
"เฮ้อ ชีวิตคนเรามันก็เอาแน่เอานอนไม่ได้ บทจะซวยก็ซวยซ้ำซวยซ้อน..."
ช่วงแรกที่มาเยือนโลกใบนี้เขารู้สึกเคว้งคว้างมาก ไม่มีทั้งครอบครัว ไม่มีทั้งเพื่อนฝูง แม้แต่ความทรงจำก็ว่างเปล่าไปหมด
เป็นการเริ่มต้นชีวิตที่พังพินาศอย่างแท้จริง...
แต่ก็นะ ขอแค่ยังไม่ตายเดี๋ยวก็คงค่อยๆ ทำความเข้าใจโลกใบนี้ได้เองแหละ
ตอนนี้เขารู้แล้วว่าตัวเองอยู่ในอาณาเขตของราชวงศ์ต้าหยวน ซึ่งถือว่าเป็นยุคสมัยที่ค่อนข้างสงบร่มเย็นเลยทีเดียว
แต่ทว่าปีนี้กลับมีเหตุวุ่นวายเกิดขึ้นบ้าง หรืออาจเป็นเพราะหิมะปีนี้มาเยือนเร็วกว่าปกติ ท้องฟ้าจึงดูอึมครึมอยู่ตลอดเวลา
แม้เฉินหวยอันจะสวมเสื้อผ้าบางๆ แต่เขากลับไม่รู้สึกหนาวเหน็บเลยสักนิด ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาของการเป่าขลุ่ย ระบบช่วยยกระดับสมรรถภาพทางร่างกายของเขาขึ้นมามาก การทนต่อสภาพอากาศที่หนาวเหน็บแค่นี้ถือเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยไปเลย
สำหรับระบบของเขาตัวนี้นั้น เขาได้แต่อมพะนำพูดไม่ออกบอกไม่ถูก เขารู้สึกว่านอกจากจะคอยบันทึกข้อมูลและช่วยอัปเกรดร่างกายให้แข็งแรงขึ้นแล้ว มันก็ดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์อย่างอื่นเลย
【ชื่อ: เฉินหวยอัน อายุ: 18 ปี】
【อายุขัย: 35 ปี รากฐานกระดูก: กระดูกปุถุชนทั่วไป】
【วิทยายุทธ์: ไม่มี】
【ทักษะ: เพลงไร้หวนคืน】
【เลเวล: LV1 (20/100)】
【สรรพคุณปัจจุบัน: ต่ออายุขัย ทะลวงเส้นลมปราณ ขับไล่ความชื้นและอบอุ่นร่างกาย】
【อาการเจ็บป่วย: โรคหัวเราะคลุ้มคลั่ง สามารถบรรเทาอาการได้ด้วยการเป่าเพลงไร้หวนคืน】
นอกจากจะดวงซวย ตาบอด มีโรคประจำตัวแล้ว เขายังอายุสั้นอีกต่างหาก...
"ฮ่าๆๆ..."
เฉินหวยอันนั่งอยู่ริมหน้าต่างและหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง เขาไม่ได้อยากจะหัวเราะเลยสักนิด แต่ร่างกายมันควบคุมไม่ได้จริงๆ
"ไอ้คนบ้าเอ๊ย..."
เสี่ยวเอ้อบ่นพึมพำ แต่กลับถูกเถ้าแก่ที่อยู่ด้านหลังเอาสมุดบัญชีฟาดเข้าให้ "แกจะไปสนทำไมว่ามันจะบ้าหรือไม่บ้า ขอแค่มันจ่ายเงินก็ต้องดูแลเรื่องอาหารการกินให้ดีสิวะ มัวยืนบื้ออยู่ทำไมรีบไปจัดแจงเข้าสิ!"
"ครับๆๆ"
เสี่ยวเอ้อยกเนื้อลาหนึ่งจานพร้อมกับเหล้าขาวหนึ่งจอกมาเสิร์ฟให้เฉินหวยอัน
"รสชาติจืดชืดไปหน่อยนะ..."
เมื่อก่อนเฉินหวยอันไม่ใช่คนดื่มจัด แต่ตอนนี้เขาดื่มบ่อยมาก นั่นก็เพราะเขาคิดถึงบ้าน...
พอเสี่ยวเอ้อวางอาหารและเครื่องดื่มลงตรงหน้าเฉินหวยอันเสร็จ เขาก็รีบถอยฉากออกไปอย่างรวดเร็วราวกับหนีโรคระบาด
เฉินหวยอันไม่ได้ใส่ใจกับท่าทีนั้น ก็ใครใช้ให้พฤติกรรมของเขาในตอนนี้ดูเหมือนคนบ้าจริงๆ เล่า
เฉินหวยอันหัวเราะอยู่นานแค่ไหนก็ไม่ทราบได้ ในที่สุดเขาก็หยุดหัวเราะ โชคดีที่ในโรงเตี๊ยมไม่มีลูกค้าคนอื่นอยู่ ไม่อย่างนั้นเขาคงถูกเตะโด่งออกไปกินข้าวข้างถนนแน่ๆ
เหล้าขาวหนึ่งจอกไหลลงคอ ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วกระเพาะอาหาร
"ใช้ชีวิตแบบนี้มันก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่ ถึงจะจนไปหน่อยก็เถอะ"
เมื่อกินอิ่มเฉินหวยอันก็ลุกเดินออกจากร้านไป เขาไม่มีบ้านเป็นหลักเป็นแหล่งในโลกใบนี้ ก่อนหน้านี้เขาอาศัยหลับนอนอยู่ที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองทางฝั่งตะวันออก แต่ตอนนี้ศาลเจ้ากำลังจะถูกบูรณะใหม่ เขาเลยหมดที่ซุกหัวนอนไปโดยปริยาย
แต่แน่นอนว่าตัวเลือกในคืนนี้ของเขาก็ยังคงเป็นศาลเจ้าพ่อหลักเมืองอยู่ดี
ทันทีที่เขาก้าวเท้ากลับเข้าไปในศาลเจ้า เขาก็ได้ยินเสียงคนสามคนกำลังกระซิบกระซาบปรึกษาหารือกันอยู่ พวกเขาปรายตามองเฉินหวยอันแวบหนึ่ง พอเห็นว่าเป็นแค่คนตาบอดก็เลิกสนใจและหันกลับไปคุยเรื่องของตัวเองต่อด้วยเสียงกระซิบ โดยหารู้ไม่ว่าบทสนทนาทั้งหมดนั้นได้ถูกเฉินหวยอันดักฟังไว้ทุกถ้อยคำ
เขาแค่ตาบอด ไม่ได้หูหนวกเสียหน่อย
"พวกสำนักคุ้มภัยจะเดินทางมาถึงเมืองเหอซิงในวันพรุ่งนี้ ถึงตอนนั้นแหละคือโอกาสทองในการลงมือของเรา!"
"หัวหน้าของพวกสำนักคุ้มภัยนั่นเป็นถึงยอดฝีมือระดับลมปราณขั้นสามเลยนะ พวกเราจะสู้มันไหวจริงๆ หรอ" ชายที่อยู่ข้างๆ เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกังวลสุดขีด
"จะไปปอดแหกทำซากอะไร! พวกเราสามคนก็อยู่ระดับลมปราณขั้นสองกันหมด รุมกินโต๊ะยังไงก็ล้มมันได้อยู่แล้ว แกจะไปกลัวอะไรวะ!"
"ถ้าอย่างนั้น ทรัพย์สินที่พวกมันคุ้มกันมา เราจะแบ่งกันยังไงดีล่ะ"
สิ้นเสียงคำถาม บรรยากาศรอบตัวก็แปรเปลี่ยนไปอย่างน่าประหลาด
ชายร่างกำยำที่มีหนวดเคราครึ้มเป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน "ข้าเก่งที่สุด ข้าขอแบ่งห้าส่วน ส่วนที่เหลืออีกห้าส่วนพวกเอ็งสองคนก็ไปตกลงแบ่งกันเองว่าไง"
"เอาเปรียบกันนี่หว่า!" ชายหัวโล้นโพล่งขึ้นมาด้วยความโมโห "ทั้งสืบข่าว สะกดรอยตาม วางแผน ทุกอย่างนี้ข้าเป็นคนจัดการหมด ถึงจะไม่มีความชอบแต่ก็มีความเหนื่อยยากนะเว้ย ทำไมข้าถึงได้ส่วนแบ่งน้อยแค่นี้ล่ะ"
ชายหนวดเคราครึ้มชักสีหน้าไม่พอใจ "งั้นตอนปะทะกัน เอ็งก็ไปยืนเป็นแนวหน้าสิวะ เอาไหมล่ะ"
"เออ ข้าลุยเองก็ได้!" ชายหัวโล้นหน้าดำหน้าแดงด้วยความโกรธ หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างเห็นได้ชัด
ส่วนชายอีกคนที่ถือดาบกลับนั่งเงียบกริบ ไม่ปริปากพูดอะไรออกมาเลยแม้แต่คำเดียว
ในขณะที่ชายหนวดเคราครึ้มกับชายหัวโล้นกำลังเถียงกันคอเป็นเอ็น ชายถือดาบก็ค่อยๆ ชักดาบของตนออกมาอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะเงื้อฟาดฟันลงบนร่างของชายหนวดเคราครึ้มอย่างสุดแรง
คมดาบสับลึกลงไปที่หัวไหล่ของชายหนวดเคราครึ้ม พร้อมกับเสียงตะโกนอย่างบ้าคลั่งของชายคนนั้น "ทำไมทุกครั้งแกถึงต้องได้ส่วนแบ่งเยอะที่สุดด้วยวะ! ทำไม ทำไมวะ!"
ชายหัวโล้นถึงกับผงะตกใจกับภาพที่เห็นตรงหน้า ส่วนชายหนวดเคราครึ้มก็ตอบสนองอย่างรวดเร็ว เขาสวนหมัดซัดดาบที่คาบ่ากระเด็นหลุดออกไป พร้อมกับปล่อยหมัดสวนกลับไปเต็มแรงจนชายที่ลอบกัดกระเด็นลอยไปนอนคายเลือดอยู่บนพื้น
"ไอ้ระยำ แกกล้าลอบกัดข้าเรอะ!"
ชายหนวดเคราครึ้มกัดฟันข่มความเจ็บปวด วิ่งปรี่เข้าไปหาคนที่นอนกองอยู่บนพื้น และอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายยังไม่ทันตั้งตัว รัวหมัดกระหน่ำชกเข้าที่ใบหน้าไม่ยั้ง จนกระทั่งชายคนนั้นสิ้นลมหายใจคามือ
ชายหัวโล้นเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง "นี่แกฆ่าอาหนิวเลยหรอ!"
"ก็แค่สวะตัวนึง ฆ่าทิ้งแล้วจะทำไม แกมีปัญหาอะไรหรือไง"
"พวกเราร่วมหัวจมท้ายกันมาตั้งนาน แกไม่เห็นแก่ความผูกพันบ้างเลยหรอ"
"ระหว่างพวกเรามันมีแต่ผลประโยชน์เว้ย ไม่มีความผูกพันอะไรทั้งนั้นแหละ"
"ดี ดีมาก" ชายหัวโล้นพุ่งตัวเข้าใส่ชายหนวดเคราครึ้ม "งั้นข้าจะส่งแกไปลงนรกเอง!"
ชายหนวดเคราครึ้มเห็นดังนั้นก็แค่นเสียงหัวเราะเยาะ "น้ำหน้าอย่างแกคิดว่าจะฆ่าข้าได้หรอ"
ทั้งสองเปิดฉากพัวพันต่อสู้กันอย่างดุเดือด แต่สุดท้ายชายหัวโล้นก็สู้ไม่ไหวและถูกอัดจนล้มลงไปกองกับพื้น ส่วนชายหนวดเคราครึ้มเองก็สะบักสะบอมไม่แพ้กัน มีเลือดไหลซึมที่มุมปากแถมยังเดินเซไปเซมา
"ข้าจะจบชีวิตแกเดี๋ยวนี้แหละ!"
ตู้ม--
พื้นดินยุบตัวลงเป็นหลุมลึก ชายหัวโล้นถูกปลิดชีพลงในที่สุด
จากนั้นชายหนวดเคราครึ้มก็หันขวับมามองเฉินหวยอันด้วยสายตาเยือกเย็น "เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ ห้ามมีใครแพร่งพรายออกไปเด็ดขาด"
[จบแล้ว]