- หน้าแรก
- สามก๊ก : ระบบรู้แจ้งไร้ขีดจำกัด เมื่อข้ามีพรสวรรค์ระดับพระเจ้า
- บทที่ 1 - พรสวรรค์เต็มเปี่ยม
บทที่ 1 - พรสวรรค์เต็มเปี่ยม
บทที่ 1 - พรสวรรค์เต็มเปี่ยม
บทที่ 1 - พรสวรรค์เต็มเปี่ยม
ปีคริสต์ศักราช 183 เดือนแปด
บนภูเขาเสี่ยวฉงซานที่อยู่ห่างออกไปทางทิศเหนือสามสิบลี้ของเมืองจงซานในแคว้นจี้โจว
ชายชราในชุดนักพรตสีน้ำเงินเข้มยืนอยู่ริมหน้าผา แหงนหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืนทางทิศเหนือ
เนิ่นนานผ่านไป นักพรตเฒ่าถอนหายใจแผ่วเบา "ดาวจื่อเวยอ่อนแสง ลางร้ายปรากฏ ราษฎรทั่วหล้ากำลังจะ"
"เอ๊ะ"
"ปราณมังกรกลับมารวมตัวกันใหม่ได้อย่างไร ไม่ใช่ว่ากำลังจะเข้าสู่กลียุคหรอกหรือ"
"ทำไมถึงยังมารวมตัวกันที่นี่ได้ เรื่องนี้มันยังไงกันแน่"
"หรือว่า"
คำพูดยังไม่ทันจบ เขาก็รีบผละจากหน้าผา มุ่งหน้าเข้าไปในเมืองจงซานอย่างเร่งรีบ
ภายในห้องนอนหลังจวนเจ้าเมืองแห่งเมืองจงซาน
เย่เฟิงในชุดผ้าไหมหรูหราค่อยๆ ลืมตาขึ้น
เขานวดขมับตัวเอง ในดวงตาเต็มไปด้วยความสับสนและไม่เข้าใจ
"ฉันเพิ่งเลิกงานจากห้องสมุดไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้"
"ที่นี่คือที่ไหน"
วินาทีต่อมา ความทรงจำมากมายมหาศาลก็พรั่งพรูออกมาจากส่วนลึกของจิตใจราวกับกระแสน้ำ
ผ่านไปครู่หนึ่ง หลังจากผสานความทรงจำของชาติก่อนและชาตินี้เข้าด้วยกัน เย่เฟิงก็เข้าใจว่าตัวเองได้กลายเป็นผู้ข้ามภพ มาอยู่ในยุคปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ยุคสมัยที่วีรบุรุษถือกำเนิดและแผ่นดินปั่นป่วนวุ่นวาย
พ่อของเขาคือเจ้าเมืองจงซาน ส่วนแม่มาจากสายรองของตระกูลเจินแห่งแคว้นจี้โจว และเขาคือลูกชายคนเดียวของทั้งสอง
ตามหลักแล้วเขามีทั้งอำนาจและอิทธิพล ถือเป็นการเริ่มต้นที่ไม่เลว
แต่สิ่งที่ทำให้ปวดหัวคือ โลกใบนี้มีความคลาดเคลื่อนจากประวัติศาสตร์ในความทรงจำชาติก่อน
ยุคปลายราชวงศ์ฮั่นและสามก๊กในตอนนี้ คือยุคสมัยที่มีการฝึกฝนวิทยายุทธ์
แม้จะไม่มีบุคคลระดับเทพเซียนที่พลิกผันความตาย ย้ายภูเขาพลิกทะเล หรือท่องไปบนท้องฟ้าเก้าชั้นฟ้าเหมือนในโลกแฟนตาซี แต่ก็มีขุนพลผู้ดุดันที่สามารถต่อสู้แบบหนึ่งต่อพัน หนึ่งต่อหมื่น หรือแม้กระทั่งหนึ่งแสนคนอยู่บนสนามรบ
จากการประมวลความทรงจำในชาตินี้ ระดับวิทยายุทธ์ในโลกนี้แบ่งออกเป็นห้าระดับคร่าวๆ ได้แก่ ขุนพลเทพ (ตัวตนที่ไร้พ่ายในตำนาน มีพลังต้านทานคนนับแสนได้โดยไม่พ่ายแพ้) ขุนพลสวรรค์ (ขุนพลระดับสูงสุด ผู้ครอบครองพลังปราณแข็งแกร่ง) ขุนพลปฐพี (ขุนพลระดับแนวหน้า ผู้ครอบครองพลังปราณซ่อนเร้น) ขุนพลมนุษย์ (ขุนพลระดับรอง ผู้ครอบครองพลังปราณภายนอก) และ ขุนพลทั่วไป (ขุนพลปลายแถว ที่สามารถต่อสู้แบบหนึ่งต่อร้อยได้)
เมื่อประมวลความทรงจำพื้นฐานเกี่ยวกับวิทยายุทธ์เสร็จ เย่เฟิงก็รู้สึกใจหายไปกว่าครึ่ง
เดิมทีเขายังคิดจะอาศัยข้อได้เปรียบที่รู้เหตุการณ์ล่วงหน้า มาแย่งชิงความเป็นใหญ่ในยุคกลียุคนี้ รวบรวมสาวงามจากทั่วสารทิศ แล้วสร้างจักรวรรดิที่ไม่มีใครเทียบได้
แต่ตอนนี้ แค่ขุนพลทั่วไปสักคนก็สามารถจัดการเขาได้สบายๆ แล้วจะเอาอะไรไปแย่งชิงความเป็นใหญ่ใต้หล้า
หรือว่าจะต้องไปสวามิภักดิ์ต่อนายที่ปราดเปรื่องแทน
โจโฉอย่างนั้นหรือ เล่าปี่อย่างนั้นหรือ หรือว่าซุนกวน
【ติ๊งต่อง คุณตื่นรู้ความทรงจำในชาติก่อน ได้รับของขวัญจากดาวเคราะห์สีน้ำเงิน ปัจจุบันพรสวรรค์เต็มเปี่ยม มีความสามารถจดจำได้ไม่ลืมเลือน ประยุกต์ใช้พลิกแพลงได้ และสามารถเข้าสู่สภาวะรู้แจ้งได้บ่อยครั้ง】
เสียงที่ดังขึ้นในหัวกะทันหันทำให้เย่เฟิงชะงักไป
วินาทีต่อมา เย่เฟิงก็รู้สึกว่าสมองของเขาปลอดโปร่งอย่างประหลาด ความทรงจำของชาติก่อนและชาตินี้ชัดเจนในทุกรายละเอียด ราวกับเพิ่งผ่านเหตุการณ์เหล่านั้นมาหมาดๆ
ความรู้สึกเร้นลับและอัศจรรย์วนเวียนอยู่ในใจ
ขอเพียงแค่ใช้ความคิดสักเล็กน้อย สิ่งต่างๆ มากมายก็พรั่งพรูออกมาเหมือนน้ำพุ แรงบันดาลใจผุดขึ้นมาไม่หยุดหย่อน
"ซี๊ด"
"นี่คือพรสวรรค์ขั้นสุดยอดอย่างนั้นหรือ"
"มีตัวช่วยขั้นเทพแบบนี้ จะกลัวอะไรกับการไปชิงชัยกับเหล่ายอดคนยุคปลายราชวงศ์ฮั่น จะกลัวอะไรกับการครอบครองแดนจงหยวน"
"ยามตื่นกุมกระบี่ปลิดชีพศัตรู ยามเมามายซบตักสาวงาม"
"หึหึ"
มุมปากยกย่องขึ้นเล็กน้อย ตอนนี้เย่เฟิงไม่มีสีหน้ากลัดกลุ้มเหมือนเมื่อครู่อีกแล้ว บนใบหน้าที่ตื่นเต้นเต็มไปด้วยประกายแห่งความฮึกเหิมที่อยากจะลองดูสักตั้ง
"ตึก ตึก ตึก"
เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้น จากนั้นประตูห้องก็ถูกผลักเปิดออกจาดด้านนอก
คนสามคนก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว
"เฟิงเอ๋อร์ ในที่สุดลูกก็ฟื้นแล้ว ทำเอาแม่ตกใจแทบแย่"
"ตอนนี้รู้สึกยังไงบ้าง ปวดหัวอยู่ไหม"
คนที่พูดคือสตรีวัยกลางคนผู้มีใบหน้างดงาม ตอนนี้ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความปีติยินดี ระหว่างคิ้วเผยให้เห็นความตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด
ข้างกายนางยังมีชายวัยกลางคนอีกคนหนึ่ง รูปร่างสันทัดและมีใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความน่าเกรงขาม
ชายหญิงวัยกลางคนคู่นี้ก็คือพ่อแม่ในชาตินี้ของเขา เย่จางและฮูหยินเจิน
ด้านหลังของทั้งสองมีชายชราในชุดนักพรตสีน้ำเงินเข้ม แม้จะดูซอมซ่อมาก แต่กลับมีบุคลิกที่ไม่ธรรมดาแผ่ออกมา ทำให้ไม่กล้าดูแคลน
นักพรตเฒ่าผู้นั้นตั้งแต่ก้าวเข้ามาในห้อง คิ้วก็ขมวดแน่น สายตาจับจ้องไปที่เย่เฟิง นิ้วมือขยับคำนวณโชคชะตาอยู่เป็นระยะ
เย่เฟิงดึงสายตากลับมา ยิ้มแล้วเอ่ยว่า "ท่านพ่อ ท่านแม่ ลำบากพวกท่านที่ต้องเป็นห่วง ลูกดีขึ้นมากแล้ว หากไม่เชื่อลูกจะลงไปเดินให้ดู"
ฮูหยินเจินรีบกดตัวเย่เฟิงไว้แล้วดุอย่างไม่จริงจังนักว่า "เพิ่งฟื้นขึ้นมาก็จะทำเรื่องซุกซนเสียแล้ว"
"เมื่อสองวันก่อนจู่ๆ ลูกก็หมดสติไป ทำเอาแม่ตกใจแทบตาย"
"แม่มีลูกชายคนเดียวอย่างลูก หากลูกเป็นอะไรไป จะให้แม่มีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร"
สัมผัสได้ถึงความรักของแม่จากคำพูดของฮูหยินเจิน เย่เฟิงก็รู้สึกอบอุ่นในหัวใจเช่นกัน "ทำให้ท่านแม่ต้องเหนื่อยใจ เป็นความผิดของลูกเองครับ"
"เพียงแต่ลูกเพิ่งฟื้น แม้แต่บ่าวไพร่ยังไม่รู้เลย ท่านพ่อกับท่านแม่ทราบได้อย่างไรครับ"
เย่จางชี้ไปที่นักพรตเฒ่าด้านหลัง พร้อมรอยยิ้มเต็มใบหน้า "เรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้คำชี้แนะของท่านนักพรตจั่ว"
"เมื่อครู่นี้ท่านทำพิธีอยู่ที่หน้าประตูใหญ่ บอกว่าวันนี้เฟิงเอ๋อร์จะไม่เป็นอะไรแล้ว พ่อยังไม่ค่อยเชื่อเลย ใครจะรู้ว่ายังเดินไม่ทันถึงลานหลังบ้าน ลูกก็ฟื้นขึ้นมาจริงๆ"
ส่วนเย่เฟิงแอบส่ายหน้าในใจ ไม่เชื่อคำพูดของพ่อเลยสักนิด
เพราะเขารู้สาเหตุของการหมดสติอยู่แล้ว ว่ามันเกิดจากการตื่นรู้ความทรงจำในชาติก่อน จึงทำให้สลบไปกะทันหัน
ที่ฟื้นขึ้นมาก็เพราะย่อยความทรงจำเสร็จแล้ว มันเกี่ยวอะไรกับนักพรตเฒ่าคนนี้ล่ะ
แม้นักพรตเฒ่าคนนี้จะดูไม่ธรรมดาและพอมีฝีมืออยู่บ้าง แต่ละโมบในความดีความชอบและทรัพย์สินขนาดนี้ ไม่ใช่ยอดคนผู้ทรงศีลแน่ ความคิดที่อยากจะผูกมิตรด้วยในตอนแรกดับวูบลงทันที
แต่เย่จางกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น เขาโค้งคำนับแล้วกล่าวว่า "ท่านนักพรตจั่วหยั่งรู้ล่วงหน้า ช่างมีพลังอำนาจเทียมฟ้าจริงๆ"
"ข้าได้สั่งให้คนเตรียมสุราอาหารไว้แล้ว วันนี้ขอให้ข้าได้ทำหน้าที่เจ้าบ้านเลี้ยงรับรองท่านอย่างเต็มที่เถิด"
นักพรตเฒ่าลืมตาขึ้น ความสับสนในแววตายังไม่จางหาย เขาส่ายหน้าเบาๆ "ทุกสิ่งล้วนฟ้าลิขิต นี่ไม่ใช่ความดีความชอบของอาตมา จะกล้ารับรางวัลได้อย่างไร"
"อาตมาขอตัวลา"
เย่จางชะงักไป ส่วนฮูหยินเจินที่อยู่ข้างๆ ก็รีบรั้งตัวไว้เช่นกัน "ท่านนักพรตจั่วฉือ หากท่านไม่ร่ายคาถา ลูกชายข้าจะฟื้นขึ้นมาหรือไม่ก็ยังไม่แน่ชัด จะพูดว่าไม่มีความดีความชอบได้อย่างไร"
คำพูดของฮูหยินเจินทำให้เย่เฟิงที่กำลังหลับตาพักผ่อนอยู่บนเตียงลืมตาขึ้นมาทันที
จั่วฉืออย่างนั้นหรือ
หนึ่งในเซียนผู้ลึกลับที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคสามก๊ก เคยถูกโจโฉกักขังไว้หนึ่งปี ไม่ได้กินไม่ได้ดื่มแต่ก็ไม่ตาย จากนั้นก็หยอกล้อโจโฉท่ามกลางกองทัพนับหมื่นแล้วจากไปอย่างสง่างาม
เล่าเปียวเห็นความลึกลับของเขาก็อยากจะฆ่าแต่ก็ไม่กล้า ซุนเซ็กผู้นำแห่งกังตั๋งพยายามฆ่าเขาแต่ก็ไม่สำเร็จเช่นกัน
ไม่นึกเลยว่าเพิ่งจะฟื้นขึ้นมา ก็ได้พบกับเซียนที่ลึกลับที่สุดในยุคนี้แล้ว
หากได้เรียนรู้วิชาของเขา ต่อให้โลกนี้จะกว้างใหญ่แค่ไหน ใครจะฆ่าเขาได้อีกล่ะ
ในดวงตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เย่เฟิงกระโดดลงจากเตียงทันทีแล้วกล่าวเสียงดังว่า "ท่านนักพรตจั่วฉือโปรดอย่าเพิ่งไป ผู้น้อยมีเรื่องอยากจะขอคำชี้แนะ"
จั่วฉือที่ไม่ได้ตั้งใจจะอยู่ต่อถึงกับตัวสั่น หันกลับมามองด้วยความสนใจแล้วกล่าวว่า "หากคิดจะใช้ของนอกกายมาทำให้จิตใจของอาตมาหวั่นไหว คุณชายคงคิดผิดแล้วล่ะ"
"ทรัพย์สินเงินทองมหาศาล ตำแหน่งขุนนางและเบี้ยหวัดก้อนโต ล้วนเป็นเพียงหมอกควันที่พัดผ่าน"
"มรรคาสวรรค์อันเลือนลางต่างหากคือสิ่งที่ใจอาตมาปรารถนา"
เย่เฟิงยิ้มแล้วส่ายหน้า "ข้าจะกล้าใช้ของนอกกายมารั้งฝีเท้าของท่านนักพรตได้อย่างไร"
"ระยะนี้ข้าได้เรียนรู้วิชาเกี่ยวกับการเสริมสร้างสุขภาพและการฝึกฝนร่างกายมาชุดหนึ่ง จึงอยากขอให้ท่านนักพรตช่วยชี้แนะสักหน่อย"
[จบแล้ว]