- หน้าแรก
- ตื่นมาพร้อมระบบมหาเศรษฐี ฝึกเซียนด้วยเงินตรา ใครจะขวางข้าได้
- บทที่ 110 - สำนักเทียนอีและการปรากฏของแดนไท่อี้
บทที่ 110 - สำนักเทียนอีและการปรากฏของแดนไท่อี้
บทที่ 110 - สำนักเทียนอีและการปรากฏของแดนไท่อี้
บทที่ 110 - สำนักเทียนอีและการปรากฏของแดนไท่อี้
สวี่เฟิงถึงกับน้ำตาคลอเบ้า เขารีบลุกขึ้นยืนพลางกัดฟันหันไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วเอ่ย "หลินเอิน คุณถ่อมตัวเกินไปแล้ว! ความดีความชอบของคุณครั้งนี้ผมจะรายงานต่อเบื้องบนตามความเป็นจริง ผมจะทำให้ทางรัฐมอบรางวัลเกียรติยศอันดับหนึ่งให้กับคุณให้ได้!"
หลินเอินยื่นมือออกมาพลางเอ่ยอย่างปลงๆ "อย่าเลยครับ! ผมไม่ได้ต้องการชื่อเสียงลาภยศจริงๆ !"
ชื่อเลี่ยนเจินเหรินเองก็ขอบตาแดงระเรื่อ เขาล้วงเอาเก่าน้ำเต้าใบหนึ่งออกมาจากอกเสื้อแล้วแอบยัดใส่มือหลินเอินพลางเอ่ย
"หลินเอิน นี่คือของวิเศษที่เจ้าสำนักมอบให้ข้าเมื่อร้อยปีก่อน มันมีชื่อว่าจุ้ยเซียวเหยา เป็นสมบัติตกทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษของเจ้าสำนัก ข้างในนี้สามารถผลิตสุราเลิศรสรสชาติเหมาไถออกมาได้เรื่อยๆ ไม่รู้จบ นี่คือของวิเศษที่เจ๋งที่สุดของข้าแล้ว เจ้าต้องรับมันไว้นะ!"
หลินเอินยื่นมือออกไปรับน้ำเต้าใบนั้นเข้ากระเป๋าอย่างปลงๆ พลางเอ่ย "ไม่ครับ! ไม่ได้! ทำแบบนี้ได้ยังไงกัน! ผมจะเอาของของผู้อาวุโสได้ยังไงครับ! ผมไม่ได้ต้องการลาภยศ ผมแค่ต้องการทำเพื่อทุกคนเท่านั้นเอง ..."
ระบบ "..."
เป่ยหัวปาดน้ำตาที่คลอเบ้า เขาเดินเข้ามาหาหลินเอินอย่างเคร่งขรึมพลางเอ่ย "หลินเอิน ถ้าฉันหายดีแล้ว ฉันสัญญาว่าจะประลองกับนายให้ครบห้าร้อยนัดเลย!"
ดวงตาของหลินเอินพลันเป็นประกายทันที เขาลุกพรวดขึ้นมาเอ่ย "จริงนะ!"
ทุกคนถึงกับชะงักกึก
หลินเอินอึ้งไปแวบหนึ่งก่อนจะแสร้งทำเป็นตัวอ่อนปรกแล้วล้มตัวลงนอนบนเก้าอี้ตามเดิมพลางไอออกมาเบาๆ ใบหน้าซีดขาวเอ่ยด้วยเสียงแหบพร่า
"พี่ชายที่แสนดี ขอบคุณมากนะ ความตั้งใจของนาย ฉันจะจำไว้ในใจ ..."
ฮวาฉี่เมิ่งมีสายตาที่ซับซ้อน เธอนั่งลงข้างๆ หลินเอินพลางจ้องมองใบหน้าซีดขาวของเขาแล้วยื่นมือไปแตะที่หน้าผากของหลินเอินทันที เธอรู้สึกได้ถึงความร้อนผ่าวที่แผ่ออกมา เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ซับซ้อนว่า
"ขอโทษนะหลินเอิน ตอนที่หมอกพิษเข้าสู่ร่างกาย ถึงฉันจะมีสติอยู่แต่ฉันก็ไม่มีแรงเลยสักนิด ฉันได้ยินเสียงการต่อสู้ข้างนอกนั่น มันรุนแรงมากจริงๆ ฉันเสียใจที่ช่วยแบ่งเบาภาระให้นายไม่ได้เลย ..."
หลินเอินเอ่ยอย่างปลงๆ พลางคว้ามือขาวเนียนของเธอมานวดเบาๆ แล้วเอ่ย "ทำเพื่อทุกคน ย่อมเป็นเรื่องสมควรอยู่แล้ว ..."
เปรี๊ยะ — เปรี๊ยะ —
พร้อมกับเสียงกระแสไฟฟ้าที่ดังขึ้น หลินเอินพลันเบิกตาโตทันที
ทุกคนต่างตกใจเมื่อเห็นกระแสไฟฟ้าวิ่งพล่านไปทั่วตัวหลินเอินพลางถามด้วยความเป็นห่วง "หลินเอิน นายเป็นอะไรไปน่ะ?"
หลินเอินอ้าปากพ่นควันดำออกมาพลางเอ่ยอย่างปลงๆ
"ผลข้างเคียงน่ะครับ ทุกคนไม่ต้องเป็นห่วง พักผ่อนสักหน่อยก็คงจะดีขึ้น ..."
ทุกคนต่างพากันน้ำตาคลอเบ้า
หลินเอิน นายช่างลำบากเหลือเกิน!
เมื่อได้เห็นภาพเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ เฉินเหม่ยหนานถึงกับถลึงตาโตพลางส่งเสียงอู้อี้ในลำคอไม่หยุด
เขาก็น้ำตาคลอเบ้าเหมือนกันนะเนี่ย
พวกแกอย่าไปฟังมันพูดจาเหลวไหลนะ! ไอ้หมอนี่มันไม่ได้บาดเจ็บตรงไหนเลยสักนิด!
มันจัดการทุกอย่างได้อย่างสบายใจเฉิบเลยต่างหาก!
ไฟนั่นข้าก็ไม่ได้เป็นคนวาง มันนั่นแหล่ะที่เป็นคนเผาป่าเอง!
จะพูดจาโกหกหน้าตายแบบนี้ไม่ได้นะเว้ย!
...
ยามดึกสงัด
ชื่อเลี่ยนเจินเหรินยื่นมือไปดึงถุงเท้าที่อุดปากเฉินเหม่ยหนานออกพลางถามด้วยความสงสัย
"หลินเอิน ทำไมเจ้าต้องเอาเทปกาวมาพันหน้ามันไว้ซะมิดแบบนั้นด้วยล่ะ? มันมีเหตุผลพิเศษอะไรหรือเปล่า?"
หลินเอินเอนหลังพิงเก้าอี้พลางไอออกมาหนึ่งครั้งแล้วเอ่ยอย่างปลงๆ
"ก็เพราะคนคนนี้ทุกคนเคยเห็นหน้ามาแล้ว ผมแค่รู้สึกว่าการสอบสวนเป็นเรื่องที่ซีเรียส ไม่ควรจะกลายเป็นเรื่องตลกโปกฮา ผมก็เลยต้องปิดหน้ามันไว้แบบนั้นแหล่ะครับ"
พวกชื่อเลี่ยนกับเป่ยหัวต่างพากันชะงัก ทุกคนเคยเห็นมาแล้วงั้นเหรอ?
"เป็นคนรู้จักเหรอ?" ชื่อเลี่ยนเจินเหรินลังเลก่อนจะยื่นมือไปดึงเทปกาวออกจากใบหน้าของอีกฝ่าย
วินาทีต่อมา ทุกคนต่างพากันอึ้ง
"ฮ่าๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ! ทำไมหน้าคนบางคนถึงได้เหมือนโดนชกเข้าอย่างจังจนหน้าเบี้ยวแบบนั้นล่ะ ..."
ทุกคนต่างพากันระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
ชื่อเลี่ยนเจินเหรินรีบแปะเทปกาวกลับลงไปบนหน้าเฉินเหม่ยหนานอย่างรวดเร็วพลางหอบหายใจเอ่ย
"หลินเอิน ขอบใจนะที่แกอุตส่าห์หวังดี จริงด้วย ข้าเองก็คิดว่าการสอบสวนเป็นเรื่องซีเรียส ไม่ควรจะกลายเป็นเรื่องตลกโปกฮาจริงๆ นั่นแหล่ะ!"
เฉินเหม่ยหนานน้ำตาไหลพรากพลางแผดเสียง "พวกแก ... ไอ้พวกสารเลว น่าแค้นใจนัก! น่าแค้นใจที่สุด!"
ชื่อเลี่ยนเจินเหรินกลับไปนั่งที่เดิมพลางพยายามปรับสีหน้าให้เคร่งขรึมแล้วเอ่ย
"เอาล่ะ ตอนนี้เจ้าต้องตอบคำถามของข้าอย่างจริงจังทุกคำถาม ถ้าเจ้าไม่พูดความจริง ผลที่ตามมาเจ้าจะคาดไม่ถึงแน่นอน!"
ไม่นานนัก การสอบสวนก็เริ่มขึ้น
เหตุผลที่หลินเอินยังไม่ฆ่าเฉินเหม่ยหนานทิ้ง ก็เพราะเขารู้ดีว่าเบื้องหลังของหมอนี่ต้องมีขุมกำลังที่ลึกซึ้งซ่อนู่อยู่แน่นอน
จากการสอบปากคำของมัน พวกเขาอาจจะได้ข้อมูลสำคัญๆ มากมาย!
หลังจากโดนข่มขู่และหลอกล่อด้วยวิธีต่างๆ นานา ในที่สุดเฉินเหม่ยหนานก็ยอมคายข้อมูลทุกอย่างที่เขารู้ออกมาจนหมดสิ้น
"สำนักเทียนอีงั้นเหรอ?" ชื่อเลี่ยนเจินเหรินเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึมพลางลูบคางใช้ความคิด
หลินเอินหรี่ตาลงพลางเอนหลังพิงเก้าอี้ถาม "ผู้อาวุโส รู้จักสำนักนี้ไหมครับ?"
ชื่อเลี่ยนเจินเหรินขมวดคิ้วเอ่ย "ข้าเคยได้ยินชื่อสำนักนี้มาจากคัมภีร์เก่าแก่ของสำนัก ในคัมภีร์บันทึกไว้ว่า เมื่อประมาณสองถึงสามพันปีก่อน แถบลุ่มแม่น้ำแยงซีเคยปรากฏยอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่ที่เรียกตัวเองว่าเทียนอีเจินเหริน คนผู้นี้เชี่ยวชาญวิชาควบคุมอสูร และเคยสร้างค่ายกลอสูรคลั่งขึ้นมาเพื่อควบคุมสัตว์อสูรนับแสนตัวออกอาละวาดไปทั่วปฐพี ต่อมาเขาได้มุ่งหน้าขึ้นเหนือ และในศึกฉางผิง เขาได้เคยปะทะฝีมือกับเทพแห่งความตายไป๋ฉีด้วย"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลินเอินก็ชะงักไปพลางถาม "ไป๋ฉีเหรอครับ? เขาไม่ใช่แค่มนุษย์ธรรมดาหรอกเหรอ?"
ชื่อเลี่ยนเจินเหรินส่ายหน้าพลางเอ่ยอย่างจริงจัง "ไม่หรอก เขาไม่ใช่คนธรรมดา แต่เมื่อโลกเข้าสู่ยุคเสื่อมถอย ยอดฝีมือในอดีตหลายคนจึงถูกผู้บันทึกประวัติศาสตร์ลดทอนรัศมีลงไป!"
"ก่อนยุคราชวงศ์ถัง การที่ผู้บำเพ็ญเพียรเข้าไปมีส่วนร่วมในการแย่งชิงอำนาจในทางโลกถือเป็นเรื่องปกติธรรมดามาก แต่หลังจากยุคราชวงศ์ถัง เมื่อเหล่าผู้บำเพ็ญเซียนเริ่มปลีกตัวเร้นกาย ความขัดแย้งในทางโลกจึงถูกทำลายสมดุลได้ง่ายๆ เพียงแค่มีผู้บำเพ็ญเซียนที่แข็งแกร่งแค่คนสองคนปรากฏตัวขึ้น!"
"และเพื่อรักษาความสมดุลนี้ไว้ จึงเคยมียอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่ปรากฏตัวออกมาและประกาศโองการสั่งให้ผู้บำเพ็ญเซียนทั่วหล้ากักตัวเร้นกายถึงสามพันครั้ง โลกทางโลกจึงกลับมาสงบสุขได้อีกครั้ง!"
ชื่อเลี่ยนเจินเหรินส่ายหน้าพลางเอ่ยต่อ
"และก็เพราะเหตุนี้ ประวัติศาสตร์ที่เราเห็นหลายอย่างจึงเป็นประวัติศาสตร์ที่ถูกแก้ไขปรับเปลี่ยนมาแล้ว แต่ในประวัติศาสตร์ที่แท้จริง เมื่อหลายพันปีก่อนน่ะมันวุ่นวายและนองเลือดมากกว่าที่เราจะจินตนาการได้เยอะเลยล่ะ!"
หลินเอินลูบคางพลางใช้ความคิด "งั้นก็หมายความว่า ไป๋ฉีก็เป็นผู้บำเพ็ญเซียนด้วยงั้นเหรอครับ?"
ชื่อเลี่ยนเจินเหรินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด "เขาใช้การเข่นฆ่าเพื่อบรรลุมรรคา เส้นทางที่เขาเดินน่ะต่างจากพวกเราอย่างสิ้นเชิง ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ล่ะก็ ..."
หลินเอินถามต่อ "แล้วหลังจากนั้นล่ะครับ? เทียนอีเจินเหรินคนนั้นเป็นยังไงต่อ?"
ชื่อเลี่ยนเจินเหรินหัวเราะขมขื่นพลางเอ่ย "ไป๋ฉีน่ะเป็นตัวตนระดับไหนกัน ศึกฉางผิงคือจุดสูงสุดของเขา เทียนอีเจินเหรินน่ะจะไปเป็นคู่มือของไป๋ฉีได้ยังไง? ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า สัตว์อสูรนับแสนของเขาถูกฆ่าตายจนแทบไม่เหลือหลอ เขาต้องหนีซมซานกลับลงไปทางใต้ และหลังจากนั้นก็ไม่มีบันทึกเกี่ยวกับเขาอีกเลย"
หลินเอินหันไปมองเฉินเหม่ยหนานพลางใช้ความคิด
"ถ้าสิ่งที่เขาพูดมาไม่ผิดล่ะก็ สำนักเทียนอีก็น่าจะเป็นสำนักที่เทียนอีเจินเหรินก่อตั้งขึ้นหลังจากหนีกลับลงใต้มาได้ ถ้าเป็นแบบนั้น สำนักนี้ก็น่าจะมีประวัติศาสตร์มายาวนานหลายพันปีแล้วสิ!"
"พูดมา!" ชื่อเลี่ยนเจินเหรินตวาดใส่เฉินเหม่ยหนาน
"พวกแกมีจุดประสงค์อะไรในเทือกเขาฉินหลิ่งกันแน่! แล้วทำไมต้องมาลอบโจมตีพวกข้าด้วย! ?"
เฉินเหม่ยหนานตัวสั่นงันงก ไม่กล้าปกปิดข้อมูลอีกต่อไป เขาจึงค่อยๆ เล่าทุกอย่างออกมาอย่างละเอียด
สำนักเทียนอีก่อตั้งโดยเทียนอีเจินเหรินจริงๆ
ในช่วงก่อตั้ง สำนักเทียนอีเคยรุ่งเรืองมากในแดนใต้ แต่เมื่อพลังปราณเริ่มจางหายไป สำนักของพวกเขาก็ต้องเข้าสู่ช่วงเร้นกายไม่ต่างจากสำนักอื่นๆ
จนกระทั่งเมื่อสองสัปดาห์ก่อน พร้อมกับการเพิ่มขึ้นอย่างหนาแน่นของพลังปราณบริเวณเทือกเขาฉินหลิ่ง แดนไท่อี้ที่พวกเขาสืบทอดการเฝ้าดูแลมาหลายชั่วอายุคน ก็พลันเกิดรอยร้าวที่กำแพงกั้นเขตแดนและเริ่มหลอมรวมเข้ากับโลกหลัก
ชื่อเลี่ยนเจินเหรินขมวดคิ้วถาม "แดนไท่อี้งั้นเหรอ?"
เฉินเหม่ยหนานตัวสั่นพลางตอบ "ใช่ครับ แดนไท่อี้คือโลกใบเล็กที่ท่านบรรพบุรุษเทียนอีเจินเหรินสร้างขึ้นเพื่อใช้หลบเลี่ยงยุคที่พลังปราณเหือดหายไป!"
"แต่เนื่องจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันเมื่อหนึ่งพันปีก่อน แดนไท่อี้กลับปิดตัวลงอย่างกะทันหัน สำนักเทียนอีของพวกเราจึงพยายามหาทางกลับเข้าไปในแดนไท่อี้มาตลอดหนึ่งพันปีนี้"
"จนกระทั่งเมื่อสองสัปดาห์ก่อน แดนไท่อี้เกิดความเสียหายด้วยเหตุผลบางอย่าง ทำให้เส้นทางเชื่อมต่อกับโลกภายนอกเปิดออก พวกเราถึงได้พบแผ่นดินบรรพบุรุษอีกครั้ง ..."
[จบแล้ว]