- หน้าแรก
- อาญาสวรรค์ เทพสงครามเป่ยเหลียง
- บทที่ 60 อัครมหาเสนาบดีกังฉินฉินฮุ่ย พี่น้องพบหน้า
บทที่ 60 อัครมหาเสนาบดีกังฉินฉินฮุ่ย พี่น้องพบหน้า
บทที่ 60 อัครมหาเสนาบดีกังฉินฉินฮุ่ย พี่น้องพบหน้า
บทที่ 60 อัครมหาเสนาบดีกังฉินฉินฮุ่ย พี่น้องพบหน้า
ขุนพลจอมทัพเทียนเช่อ
ตำแหน่งขุนพลสูงสุดที่ไม่อาจเลื่อนขั้นไปได้อีกแล้วในหมู่ขุนนางบู๊แห่งราชวงศ์ต้าโจว
นับตั้งแต่ก่อตั้งราชวงศ์ต้าโจวมานับพันปี มีเพียงปฐมจักรพรรดิไท่จงพระองค์เดียวที่ทรงได้รับแต่งตั้งให้เป็นขุนพลจอมทัพเทียนเช่อ
แต่ปฐมจักรพรรดิไท่จงคือผู้ใดกันเล่า พระองค์คือผู้สถาปนาและนำพาราชวงศ์ต้าโจวไปสู่ยุคแห่งความเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด
หลี่มู่เป็นเพียงผู้บัญชาการทหารที่รักษาการอยู่ชายแดนมาเพียงสิบสามปี แม้จะมีผลงานการรบอันโดดเด่น แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นขุนพลจอมทัพเทียนเช่อ
หากนำไปเทียบกับปฐมจักรพรรดิไท่จง หลี่มู่ยังห่างชั้นอยู่อีกไกลนัก
ยิ่งไปกว่านั้น ราชวงศ์ต้าโจวยังมีผู้บัญชาการทหารในเขตแดนอื่นๆ อีกสามทิศที่ประจำการอยู่ชายแดนมานานกว่าหลี่มู่ และสร้างผลงานการรบอันโดดเด่นเช่นเดียวกัน
หากแต่งตั้งหลี่มู่เป็นขุนพลจอมทัพเทียนเช่อ แล้วผู้บัญชาการทหารอีกสามเขตแดนจะคิดเช่นไร?
เกรงว่าจะทำให้ทหารและขุนพลในอีกสามเขตแดนต้องรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเป็นแน่
ส่วนเรื่องสิทธิเปิดจวนเทียบเท่าสามมหาเสนาบดีนั้น อัครมหาเสนาบดีฉินฮุ่ยไม่ได้คัดค้านอันใด
หลี่มู่คือผู้บัญชาการทหารชายแดนเหนือ ต่อให้มีสิทธิเปิดจวนเทียบเท่าสามมหาเสนาบดี ก็คงไม่ได้อยู่ในฉางอันนานนักหรอก
แต่ไอ้ตำแหน่งขุนพลจอมทัพเทียนเช่อนี่สิ เขาขอคัดค้านอย่างหัวชนฝา
ฉินฮุ่ยโค้งคำนับโอรสสวรรค์แห่งต้าโจวที่ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกร พลางร้องตะโกนว่า
"ฝ่าบาท พันปีมานี้ ราชวงศ์ต้าโจวมีเพียงปฐมจักรพรรดิไท่จงพระองค์เดียวที่ทรงเป็นขุนพลจอมทัพเทียนเช่ออันไร้ตำแหน่งใดเทียบเทียมได้ ตำแหน่งนี้คือเกียรติยศสูงสุดของขุนนางบู๊พ่ะย่ะค่ะ"
"หากฝ่าบาททรงแต่งตั้งองค์ชายใหญ่ที่เพิ่งรักษาการอยู่ชายแดนเหนือมาเพียงสิบสามปีให้เป็นขุนพลจอมทัพเทียนเช่อ ผู้บัญชาการทหารในเขตแดนอื่นๆ จะคิดเห็นเช่นไรพ่ะย่ะค่ะ?"
"องค์ชายใหญ่รักษาการชายแดนเหนือ ต้านทานชนเผ่าคนเถื่อนและสองราชวงศ์ใหญ่ นับว่ามีความดีความชอบ ทว่าชายแดนใต้ของต้าโจวก็มีแสนขุนเขาแดนใต้ ชายแดนตะวันตกก็มีขั้วอำนาจซีโจวจ้องมองตาเป็นมัน ชายแดนตะวันออกก็มียักษ์ฉ่วนหรงและชนเผ่าอื่นๆ คอยรุกราน ผู้บัญชาการทหารที่รักษาการอยู่ชายแดนตะวันตก ตะวันออก และใต้ ต่างก็มีความดีความชอบเช่นเดียวกันพ่ะย่ะค่ะ"
"กระหม่อมขอวิงวอนให้ฝ่าบาททรงไตร่ตรองให้จงหนักพ่ะย่ะค่ะ"
ฉินฮุ่ยโค้งคำนับ แต่หลังจากพูดจบเขากลับไม่ยอมยืดตัวขึ้น
เขาจงใจกดดันโอรสสวรรค์แห่งต้าโจว
หากหลี่มู่ได้รับการแต่งตั้งเป็นขุนพลจอมทัพเทียนเช่อ ขุนนางบู๊ส่วนใหญ่ในราชสำนักไปจนถึงกรมกลาโหม เกรงว่าจะหันไปเข้าพวกกับหลี่มู่เป็นแน่
นี่คือสิ่งที่ฉินฮุ่ยไม่อยากให้เกิดขึ้น
ปัจจุบันขั้วอำนาจในราชสำนักอยู่ในสภาวะสมดุล หากหลี่มู่สอดแทรกเข้ามา ความสมดุลนี้ย่อมถูกทำลายลง
ถึงเวลานั้น ราชสำนักก็จะไม่สงบสุขอีกต่อไป
ยิ่งไปกว่านั้น หากขุนนางบู๊และกรมกลาโหมหันไปสนับสนุนหลี่มู่ เมื่อบวกรวมกับอำนาจทางทหารในชายแดนเหนือและขุนนางบู๊ในราชสำนัก ตำแหน่งรัชทายาทของเขาก็จะมั่นคงจนไม่มีใครสั่นคลอนได้อย่างแท้จริง!
หากเป็นเช่นนั้น องค์ชายที่เขาสนับสนุนอยู่ก็จะหมดโอกาสไปโดยปริยาย
สายพระเนตรของโอรสสวรรค์แห่งต้าโจวจมดิ่งลง ทอดพระเนตรไปยังฉินฮุ่ย ภายในดวงพระเนตรอันลึกล้ำมีความเย็นเยียบที่ทำให้ผู้คนใจสั่นสะท้านสว่างวาบขึ้น
"เจิ้นตัดสินใจแล้ว อัครมหาเสนาบดีไม่ต้องพูดอะไรอีก!"
สุรเสียงอันเปี่ยมไปด้วยความน่าเกรงขามของโอรสสวรรค์แห่งต้าโจวดังก้องขึ้น
ฉินฮุ่ยขมวดคิ้ว กัดฟันเอ่ยต่อว่า "ฝ่าบาท ทรงไตร่ตรองด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!"
"ขุนพลจอมทัพเทียนเช่อ คือจอมราชันแห่งขุนพลทั้งปวง! เป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศสูงสุดของขุนนางบู๊ หากทรงแต่งตั้งองค์ชายใหญ่ให้เป็นขุนพลจอมทัพเทียนเช่อง่ายๆ เช่นนี้ เกรงว่าเหล่าขุนพลทั้งหลายคงจะไม่พอใจเป็นแน่พ่ะย่ะค่ะ!"
"และนี่อาจจะนำพาความยุ่งยากมาสู่องค์ชายใหญ่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ"
คำพูดของฉินฮุ่ยดูจริงใจราวกับกำลังคิดแทนหลี่มู่อย่างแท้จริง
ทว่าโอรสสวรรค์แห่งต้าโจวกลับไม่ได้ฟังคำพูดของเขาเลยแม้แต่น้อย
"ฉินฮุ่ย เจ้าชักจะพูดมากไปแล้วนะ!" โอรสสวรรค์แห่งต้าโจวหรี่พระเนตรลง ตรัสด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
เมื่อถ้อยคำนี้แว่วเข้าหู หัวใจของฉินฮุ่ยก็กระตุกวูบ ความรู้สึกเย็นยะเยือกแล่นพล่านขึ้นมาตามแผ่นหลังจนหนังศีรษะชาวาบ
เขาสัมผัสได้ถึงอำนาจบารมีอันดุดันของโอรสสวรรค์ที่แผ่ปกคลุมลงมา
"เจิ้นคือโอรสสวรรค์แห่งต้าโจว การกระทำของเจิ้นย่อมมีการไตร่ตรองมาแล้ว เหตุใดจะต้องอธิบายให้เจ้าฟังด้วย?"
"อัครมหาเสนาบดี ในฐานะผู้นำเหล่าขุนนาง มีหน้าที่ช่วยแบ่งเบาภาระของเจิ้น ไม่ใช่มาตั้งตัวเป็นศัตรูกับเจิ้น"
สุรเสียงอันดุดันของโอรสสวรรค์แห่งต้าโจวดังกึกก้องไปทั่วตำหนัก บารมีมังกรแห่งโอรสสวรรค์แผ่ปกคลุมตำหนักต้าเต๋อในพริบตา
ขุนนางทั้งบุ๋นและบู๊ในราชสำนักแทบทุกคนต่างก็ตัวสั่นเทา มือเท้าเย็นเฉียบ ก้มหน้าลงอย่างเงียบงัน
ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง ภายในใจรู้สึกหวาดกลัวยิ่งนัก
ใครจะไปคิดว่า โอรสสวรรค์แห่งต้าโจวที่ไม่ได้เสด็จออกว่าราชการมานานกว่าสองเดือน พอเสด็จออกว่าราชการปุ๊บ อัครมหาเสนาบดีฉินฮุ่ยก็กล้ากล่าวแย้งพระองค์เสียแล้ว
บรรยากาศภายในตำหนักแปรเปลี่ยนเป็นอึดอัดและกดดันอย่างยิ่ง ราวกับอากาศถูกแช่แข็ง
เงียบสงัดไปทั่วบริเวณ
เงียบจนแทบจะได้ยินเสียงเข็มตก
เงียบจนน่ากลัว!
หลี่จิ้นจงกลอกตาไปมา รีบส่งซิกให้หลี่มู่ทันที
ในยามนี้ มีเพียงหลี่มู่เท่านั้นที่จะสามารถคลี่คลายสถานการณ์อันตึงเครียดในราชสำนักได้
หลี่มู่เข้าใจความหมายในทันที
"กระหม่อม น้อมรับพระราชโองการและขอบพระทัยฝ่าบาท!"
หลี่มู่ประสานมือ โค้งคำนับทำความเคารพ
สาเหตุที่อัครมหาเสนาบดีฉินฮุ่ยทำให้โอรสสวรรค์แห่งต้าโจวกริ้ว ก็เป็นเพราะเรื่องการแต่งตั้งขุนพลจอมทัพเทียนเช่อ
เมื่อหลี่มู่รับราชโองการแล้ว อีกฝ่ายย่อมไม่มีอะไรจะพูดได้อีก!
เมื่อราชโองการประกาศออกไปแล้ว พระราชบัญชาแห่งองค์กษัตริย์ย่อมไม่อาจขัดขืนได้!
"ฮึ่ม!"
"เลิกประชุม"
โอรสสวรรค์แห่งต้าโจวปรายพระเนตรมองอัครมหาเสนาบดีฉินฮุ่ยที่ยังคงโค้งคำนับอยู่ แค่นเสียงเย็นชา สะบัดฉลองพระองค์แล้วเสด็จจากไป
"ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปีพ่ะย่ะค่ะ!"
ขุนนางนับร้อยในราชสำนักคุกเข่าลงเปล่งเสียงตะโกนดังก้อง
ผ่านไปครู่หนึ่ง เหล่าขุนนางทั้งบุ๋นและบู๊จึงค่อยลุกขึ้นยืน
"ท่านอัครมหาเสนาบดี ท่านจะทำเช่นนี้ไปเพื่อเหตุใดกัน? เสด็จพี่รักษาการอยู่ชายแดนมานานปี สร้างผลงานการรบอันโดดเด่น เสด็จพ่อจะปูนบำเหน็จให้เสด็จพี่เช่นไร ย่อมต้องผ่านการพิจารณามาอย่างถี่ถ้วนแล้ว"
"ท่านจะไปหาเรื่องขัดพระทัยเสด็จพ่อทำไมกัน?"
องค์ชายรองหลี่ชิวเดินเข้ามาพยุงอัครมหาเสนาบดีฉินฮุ่ยให้ลุกขึ้น พลางกล่าวขึ้น
ช่วงที่ผ่านมา หลี่ชิวรับหน้าที่ว่าราชการแทนโอรสสวรรค์แห่งต้าโจว อัครมหาเสนาบดีฉินฮุ่ยก็คอยช่วยเหลือเขาอยู่ไม่น้อย
ในยามนี้ การเข้ามาพยุงสักหน่อยก็เป็นเรื่องสมควร
ฉินฮุ่ยเงยหน้าขึ้น ทว่าสายตาที่มองหลี่ชิวกลับแฝงความหมายบางอย่าง
สบตากัน
มือของหลี่ชิวที่พยุงฉินฮุ่ยอยู่ก็บีบแน่นขึ้นเล็กน้อย
หลี่มู่รับราชโองการจากหลี่จิ้นจงแล้ว ก็หันหลังเดินออกจากตำหนักไป
เขาไม่คุ้นเคยกับขุนนางในตำหนัก และก็ไม่มีอะไรจะคุยด้วย
เหล่าขุนนางต่างก็ทยอยกันเดินออกจากตำหนักเช่นกัน
ทว่า เมื่อขุนนางทั้งบุ๋นและบู๊กลุ่มหนึ่งเดินออกจากตำหนักต้าเต๋อได้ไม่ไกลนัก พวกเขาก็เร่งฝีเท้าเดินตรงไปหาหลี่มู่
...
ยามอู่
จวนชานเมืองฝั่งตะวันตก
ที่หน้าประตูมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งนั่งเบื่อๆ อยู่บนขั้นบันได มือข้างหนึ่งเท้าคาง อีกมือถือไม้เรียวเล็กๆ แกว่งไปมา
เขากำลังเหม่อมองฝูงมดบนพื้น
ดูจากเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของเขาแล้ว มองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่คนธรรมดาสามัญ
รถม้าคันหนึ่งมาหยุดจอดที่หน้าประตูจวน
"องค์ชาย ถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
เสียงอันนอบน้อมของคนขับรถม้าดังขึ้น
ร่างอันสง่าผ่าเผยและเต็มไปด้วยบารมีก้าวลงมาจากรถม้า
นั่นคือหลี่มู่นั่นเอง
หลี่มู่ลงจากรถม้า แหงนหน้ามองท้องฟ้า
ออกจากจวนตั้งแต่เช้าตรู่ พอกลับมาถึงดวงอาทิตย์ก็ตรงหัวเสียแล้ว!
"พี่ใหญ่"
ทันใดนั้น เสียงตะโกนอันตื่นเต้นดีใจก็ดังก้องขึ้น
หลี่มู่หันไปมองตามเสียง ก็เห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งมีใบหน้าเปื้อนยิ้ม กางแขนกว้าง วิ่งพุ่งตรงเข้ามาหาเขา
"บุรุษกับบุรุษไม่ควรใกล้ชิดกัน มิได้ มิได้เด็ดขาด"
เมื่อเห็นเช่นนั้น รูม่านตาของหลี่มู่ก็เบิกกว้าง รีบปฏิเสธอยู่ในใจทันที
เขาทำท่าจะโบกมือและถอยหลัง แต่ก็ช้าไปเสียแล้ว
เด็กหนุ่มคนนั้นกระโดดขึ้นมาเกาะบนตัวหลี่มู่เรียบร้อยแล้ว
"พี่ใหญ่"
เด็กหนุ่มกอดคอหลี่มู่ไว้ ความดีใจในแววตาไม่อาจปิดบังได้เลย
"เจ้าคือ?"
หลี่มู่ขมวดคิ้ว ทว่ามือกลับเผลอประคองขาของเด็กหนุ่มไว้โดยสัญชาตญาณ
"พี่ใหญ่ ข้าเอง!"
"ข้าคือเสี่ยวหยวนไง!"
เด็กหนุ่มเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง
"เสี่ยวหยวน เจ้าคือเสี่ยวหยวนนี่เอง" หลี่มู่ถึงกับบางอ้อ บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มอันสดใสขึ้นมาทันที
หลี่หยวน น้องชายร่วมมารดาของเขา
"พี่จำได้ว่าตอนที่พี่จากฉางอันไป เจ้าเพิ่งจะหัดเดินเตาะแตะอยู่เลย คิดไม่ถึงว่าจะโตขนาดนี้แล้ว"
หลี่มู่รู้สึกตื่นเต้นดีใจขึ้นมาเช่นกัน
"พี่ใหญ่ สิบสามปีแล้วนะ!"
หลี่หยวนเม้มปาก ดวงตาเริ่มรื้นไปด้วยน้ำตา รู้สึกอยากจะร้องไห้ขึ้นมา
เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย เพื่อไม่ให้น้ำตาไหลออกมา
"ใช่ สิบสามปีแล้ว!"
จมูกของหลี่มู่ก็แสบร้อนขึ้นมาเช่นกัน ภายในใจรู้สึกขมขื่นอย่างบอกไม่ถูก
เขาลูบหัวหลี่หยวนด้วยความรู้สึกสงสารจับใจ
ตอนแรกที่เขาไปอยู่ชายแดนเหนือ ชีวิตความเป็นอยู่ก็ยากลำบาก น้องชายและน้องสาวที่ยังเด็กอยู่ในฉางอันก็คงจะใช้ชีวิตอย่างยากลำบากไม่แพ้กัน
พี่น้องร่วมสายเลือด จากลากันนานถึงสิบสามปี
แต่หลี่หยวนกลับจำหลี่มู่ได้เพียงแค่ปราดเดียว
บางทีนี่อาจจะเป็นสายใยแห่งความผูกพันทางสายเลือดกระมัง!
[จบแล้ว]