- หน้าแรก
- คู่มือเลี้ยงผีฉบับสตรีมเมอร์
- บทที่ 161 - นายติดกับดักฉันแล้วล่ะ
บทที่ 161 - นายติดกับดักฉันแล้วล่ะ
บทที่ 161 - นายติดกับดักฉันแล้วล่ะ
บทที่ 161 - นายติดกับดักฉันแล้วล่ะ
"อย่าหนีนะเจ้าน้องชาย นายยังอ่อนหัดเกินไป นี่มันคือหลุมพรางของฉันต่างหาก นายติดกับดักทางจิตวิทยาของฉันเข้าแล้วล่ะ"
หลินมู่เกอจับเงาบนตัวของเขาเอาไว้แน่น
จากนั้นเขาก็ลงจากเตียง ท่ามกลางสายตาของชาวบ้านที่ยืนมุงดูอยู่ด้านนอก เขาเป่าลมเรียกหนิงหนิงที่ลอยออกไปข้างนอกให้กลับเข้ามาด้านในก่อน
"ไม่มีอะไรครับทุกคน ไปนอนกันเถอะ ฝันดีนะ!"
เขาปิดประตูห้อง เนื่องจากประตูไม้แบบนี้ไม่สามารถล็อคจากด้านในได้ หลินมู่เกอจึงจงใจหาท่อนไม้มาค้ำยันเอาไว้
กระบวนการทั้งหมดนี้ดูเชี่ยวชาญจนแทบไม่น่าเชื่อ
"หนิงหนิงหลับสนิทจังเลยนะ"
หลินมู่เกอจุดเทียนทั้งหกเล่มขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
"ทุกคนดูเงาตัวนี้นะครับ ความจริงแล้วตัวผมเองไม่สามารถจับมันได้หรอก แต่เงาของผมสามารถจับมันได้"
บนกำแพงที่สะท้อนแสงเทียน เงาของเขากำลังจับมือของเงาดำตัวนั้นเอาไว้
ไม่ว่าเงาดำตัวนั้นจะดิ้นรนแค่ไหนก็ไม่สามารถสลัดหลุดจากหลินมู่เกอได้เลย
[พลิกกลับมาเป็นต่อ]
[ล่อศัตรูให้ติดกับ]
[เจ้าเล่ห์เพทุบาย]
[มากเล่ห์ร้อยเหลี่ยม]
"ฉันรู้แล้วเชียวว่าเกอเกอต้องไม่เป็นอะไรแน่..."
"ถึงแม้แสงเทียนนี่จะดูบรรยากาศยมโลกสุดๆ แต่มันก็ยังดูเป็นโลกมนุษย์มากกว่าเมื่อกี้ตั้งเยอะนะ..."
"ลากเก้าอี้ตัวเล็กมานั่งรอเกอเกอให้ความรู้แล้ว!"
คอมเมนต์จำนวนมากเลื่อนผ่านหน้าจอไป ยอดผู้ชมในไลฟ์สดพุ่งทะลุสองล้านคนอีกครั้ง
เปลวเทียนยังคงสั่นไหวอย่างต่อเนื่อง หนิงหนิงที่ลอยอยู่กลางอากาศก็ถูกเป่าให้ลอยไปลอยมาเช่นกัน
แม้จะมีหน้าจอกั้นอยู่ แต่ทุกคนก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าครั้งนี้ดูเหมือนพวกสิ่งลี้ลับในห้องจะเสียกระบวนท่าไปซะแล้ว
ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าก็คือ ดูเหมือนว่าทุกคนจะเริ่มเข้าใจหลักการของสิ่งลี้ลับขึ้นมานิดหน่อยแล้วล่ะ
ไม่ใช่ว่าพวกมันพยายามไม่มากพอหรอกนะ
แต่เป็นเพราะหลินมู่เกอแข็งแกร่งเกินไปต่างหาก
"พี่น้องครับ จังหวะนี้มีเรื่องน่าให้ความรู้เยอะแยะไปหมดเลย เดี๋ยวผมจะอธิบายตามลำดับเวลาคร่าวๆ ให้ฟังนะ ความจริงผมรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าสิ่งลี้ลับที่จะโผล่มาคือตัวอะไร ผมต้องกลั้นขำแทบแย่แหนะ!"
"ทุกคนวางใจได้เลย เจ้านี่ผมเก็บไว้เป็นตัวปิดท้ายแน่นอน มันหนีไปไหนไม่ได้หรอก"
หลินมู่เกอจ้องมองเงาของตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลองปล่อยมือแล้วเดินไปที่ข้างเทียนไข
แต่เรื่องประหลาดก็คือ เงาบนกำแพงไม่ได้เคลื่อนไหวตามเขา แต่มันยังคงรักษากิริยาท่าทางที่จับเงาดำซึ่งพยายามจะลอบสังหารเขาเมื่อครู่นี้เอาไว้ไม่ขยับไปไหน
"ขอพูดเรื่องเทียนไขก่อนเลย ทำไมถึงไม่ให้จุดเทียน ก็เป็นเพราะเทียนไขจะดึงดูดสิ่งลี้ลับให้เข้ามาหาน่ะสิครับ"
"ถึงตรงนี้ทุกคนอาจจะพิมพ์ถามมาว่า ในเมื่อไฟมีพลังหยางเต็มเปี่ยม ทำไมถึงกลับไปดึงดูดสิ่งลี้ลับได้ล่ะ"
หลินมู่เกอมองไปที่คอมเมนต์
เมื่อเห็นว่าคอมเมนต์ในหน้าจอไม่ค่อยให้ความร่วมมือเท่าไหร่ เพราะทุกคนต่างมุดตัวอยู่ในผ้าห่มและไม่กล้าแม้แต่จะยื่นมือออกมา จ้าวฝานจั๋วก็รีบเรียกกองทัพหน้าม้าของตัวเองให้พิมพ์ประโยค "ในเมื่อไฟมีพลังหยางเต็มเปี่ยม ทำไมถึงกลับไปดึงดูดสิ่งลี้ลับได้ล่ะ" รัวๆ ทันที
"คำถามนี้ดีมากครับ ไฟมีพลังหยางมากที่สุดจริงๆ นั่นแหละ ก็ขนาดดวงอาทิตย์ยังเป็นลูกไฟดวงโตเลยนี่นา"
"แต่ไฟจากเทียนไขพวกนี้มันเล็กจ้อยเกินไป ทำอันตรายสิ่งลี้ลับไม่ได้เลย ไม่เหมือนกระถางไฟใบใหญ่ข้างนอกนั่นที่จะทำให้สิ่งลี้ลับต้องหลบเลี่ยง"
"ดังนั้นการจุดเทียนจึงทำให้สิ่งลี้ลับรู้สึกขวางหูขวางตามาก ไฟดวงกะเปี๊ยกจากเทียนไขแค่นี้ ฉันตดใส่ทีเดียวก็ดับแล้ว ยังจะกล้ามาลุกโชนต่อหน้าฉันอีกเหรอ นี่มันเหมือนคางคกกระโดดเกาะหลังเท้า ถึงไม่กัดแต่ก็น่าขยะแขยงชะมัด เพราะงั้นพวกมันถึงได้เข้ามาเป่าเทียนให้ดับไงครับ"
"แถมผมยังใช้เทียนตั้งหกเล่ม ทำให้พวกสิ่งลี้ลับขยะแขยงจนทนไม่ไหว เหมือนมีคางคกหกตัวอยู่ตรงหน้า พวกมันก็เลยแห่กันมาหมดเลย"
"เรื่องนี้ไม่ต้องย้ำก็คงรู้นะครับว่ามันคือจิตวิทยาสิ่งลี้ลับ"
หลินมู่เกอยิ้มขอโทษขอโพยให้กับรอบทิศทาง
[เครื่องล่อสิ่งลี้ลับ]
"สิ่งลี้ลับบอก ขยะแขยงจนจะอ้วกแล้วโว้ย"
"ดันมีเหตุผลซะด้วยสิเนี่ย"
"ฮ่าๆๆๆๆ"
"เกอเกอดูตื่นเต้นกับสภาพแวดล้อมแบบนี้จังเลยนะ!"
"ตอนนี้คือสนามเหย้าของเกอเกอแล้ว"
"มาเลย ฆ่าสิ่งลี้ลับอีกสักสองสามตัวเพื่อฉลองให้เกอเกอหน่อย!"
ในขณะที่คอมเมนต์เลื่อนผ่านไปเป็นแถว หลินมู่เกอก็หาจังหวะดึงตัวอวี๋ซินหนิงที่เผลอโดนเป่าลอยออกไปข้างนอกให้กลับเข้ามาอีกครั้ง
เขาจ้องมองหนิงหนิงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่หนิงหนิงจะตกลงไปบนเตียง
หลังจากห่มผ้าให้หนิงหนิงที่กำลังหลับสนิท เขาก็เริ่มให้ความรู้ต่อ
ถึงแม้หนิงหนิงที่มีใบหน้าซีดเผือดจะนอนสงบนิ่งอยู่บนเตียงแถมยังห่มผ้าเอาไว้ ยิ่งพอมีแสงเทียนสาดส่องก็ยิ่งดูเหมือนแท่นวางศพเข้าไปใหญ่...
"จากนั้นก็คือน้ำสองกะละมังนี้ น้ำสองกะละมังนี้เอาไว้ดึงดูดเงานี้แหละครับ เรียกได้ว่าเป็นเครื่องดักจับเงาชั้นยอดเลย เดี๋ยวตอนให้ความรู้เกี่ยวกับมัน ค่อยอธิบายประโยชน์อันน่าทึ่งของน้ำสองกะละมังนี้ไปด้วยเลยทีเดียว"
หลินมู่เกอล้างหน้า แล้วอาศัยสายลมอสัญแดหวาที่พัดมาวูบวาบช่วยเป่าผมให้แห้งไปพลางๆ
"ต่อไปจะขออธิบายเรื่องผีอำแบบคลาสสิกเมื่อกี้นี้ให้ทุกคนฟังก่อน"
"ผีอำในทางวิทยาศาสตร์เรียกว่าภาวะอัมพาตขณะหลับ พูดง่ายๆ ก็คือสมองของคุณตื่นแล้ว แต่กล้ามเนื้อในร่างกายยังไม่ตื่น มันก็เลยขยับไม่ได้ ไม่เกี่ยวอะไรกับผีครับ"
"อ๊ะ ไม่สิๆ เกี่ยวสิครับ เกี่ยวกับพวกคุณแน่นอน พวกคุณทำได้ดีมาก! ความหมายของผมก็คือสิ่งลี้ลับสามารถทำให้เกิดอาการผีอำได้ แต่ไม่ได้แปลว่าผีอำทุกครั้งจะเป็นความผิดของสิ่งลี้ลับนะครับ"
เมื่อสัมผัสได้ถึงความผันผวนทางอารมณ์ของสิ่งลี้ลับรอบตัว หลินมู่เกอก็รีบพูดปลอบใจทันที
การทำผีอำถือเป็นศิลปะแขนงหนึ่งเลยนะ ถ้าหายไปคงน่าเสียดายแย่!
"สิ่งลี้ลับสามารถกระตุ้นคุณในตอนที่คุณกำลังครึ่งหลับครึ่งตื่น ทำให้สมองและความคิดของคุณตื่นขึ้นมาก่อนในขณะที่ร่างกายยังไม่ตื่น ซึ่งก็ทำให้เกิดอาการผีอำได้ครับ"
"ดังนั้นเวลาที่ร่างกายของคุณเหนื่อยล้า คุณก็สามารถลองโดนผีอำดูได้ แบบนี้คุณจะทั้งคิดอะไรออกและยังได้พักผ่อนร่างกายไปด้วย"
"สามารถใช้คู่กับมดย้อนรอยได้เลยนะ พอโดนมดย้อนรอยกัดแล้วจะรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าแต่ร่างกายอาจจะรู้สึกเหนื่อยล้านิดหน่อย เมื่อกี้ก็เหมือนผมเพิ่งได้ทำกายภาพบำบัดแบบเบาๆ ไปเลย สบายตัวสุดๆ"
หลินมู่เกอบิดคอไปมาแล้วขยับข้อต่อเล็กน้อย
เงาบนกำแพงยังคงดิ้นรนอย่างต่อเนื่อง ดูไปดูมาก็คล้ายกับเห็ดพ่นสปอร์ยักษ์ที่ถูกจับตัวเอาไว้ไม่มีผิด
"ส่วนวิธีดิ้นให้หลุดจากอาการผีอำนั้นง่ายมากครับ แค่ทำตัวตามสบาย ปล่อยให้สมองของคุณหลับไปอีกครั้ง แล้วค่อยตื่นขึ้นมาใหม่ การตื่นขึ้นมาใหม่ครั้งนี้ ร่างกายก็จะตื่นขึ้นพร้อมกันครับ"
"แต่วิธีนี้ใช้ได้เฉพาะกับผีอำที่เกิดจากสิ่งลี้ลับเท่านั้นนะครับ ส่วนผีอำที่เกิดตามธรรมชาติซึ่งไม่เกี่ยวกับสิ่งลี้ลับ ใช้วิธีนี้ไม่ได้ผลหรอกนะ"
เขาหันไปพูดกับกล้อง
[กายภาพบำบัด]
[สบายตัว]
"แล้วจะรู้ได้ไงว่าผีอำนั่นเป็นฝีมือของสิ่งลี้ลับ..."
[ปลอบประโลมอารมณ์สิ่งลี้ลับ]
"ทำไมฉันรู้สึกเหมือนพวกสิ่งลี้ลับรอบตัวก็กำลังตั้งใจฟังเกอเกอให้ความรู้อยู่เหมือนกันนะ"
"เป็นไปได้ไหมว่า ความจริงแล้วเกอเกอกำลังสอนพวกสิ่งลี้ลับว่าทำผีอำยังไงให้เนียนขึ้น ส่วนพวกเราเป็นแค่นักเรียนร่วมชั้น [อีโมจิหมาน้อยปกป้องชีวิต]"
ถึงแม้ทุกคนที่ดูไลฟ์สดอยู่จะมองไม่เห็น แต่ดูจากเปลวเทียนทั้งหกเล่มที่สั่นไหวอย่างรุนแรงข้างเตียง ท่าทางของเงาบนกำแพงที่พยายามตะโกนร้องขอความช่วยเหลือจากรอบด้าน และสีหน้าตื่นเต้นของหลินมู่เกอ ก็พอจะเดาได้คร่าวๆ ว่าตอนนี้ห้องเล็กๆ ห้องนี้คนน่าจะเต็มความจุไปแล้วล่ะ...
"ต่อไปก็ถึงคราวของสิ่งลี้ลับตัวปิดท้ายของเราแล้วครับ! เจ้านี่ไง!"
หลินมู่เกอหันกล้องไปทางเงาบนกำแพงอย่างรวดเร็ว ทำเอาเจ้านั่นตกใจจนยืนนิ่งแข็งค้างไม่กล้าขยับเขยื้อน
"นี่คือสิ่งมีชีวิตลี้ลับที่ไม่ค่อยหายากเท่าไหร่ครับ ชื่อทางวิทยาศาสตร์คืออสูรเงา เป็นสิ่งลี้ลับที่มหัศจรรย์และแปลกประหลาดมาก"
"เมื่อกี้ทุกคนได้เห็นกระบวนการทั้งหมดที่มันลอบสังหารผมแล้ว อาจจะคิดว่ามันเป็นแค่เงาที่เคลื่อนไหวไปมาได้เท่านั้น"
"แต่วิชาชีววิทยาสิ่งลี้ลับของเราก็ถือเป็นวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่งนะครับ สิ่งมีชีวิตลี้ลับทุกชนิดสามารถอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ มันไม่มีสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติที่มีพลังวิเศษอะไรเทือกนั้นหรอกครับ"
เขายืนอยู่ชิดกำแพง ส่วนเงานั้นก็รู้หน้าที่เป็นอย่างดี มันเปลี่ยนรูปร่างให้เหมือนกับเขา ราวกับว่าเขากำลังส่องกระจกอยู่
"เริ่มแรกเลยทุกคนน่าจะรู้กันอยู่แล้วว่าเงาเกิดขึ้นมาได้ยังไง มันเกิดจากแสงไงครับ เมื่อตัวคุณทึบแสง มันก็เลยเกิดเงาขึ้นมา"
"ส่วนอสูรเงานั้น เป็นสิ่งมีชีวิตที่ล่องหนได้ตามธรรมชาติ แต่มันทึบแสง นั่นก็หมายความว่าเราไม่สามารถมองเห็นร่างจริงของอสูรเงาได้ แต่เราสามารถมองเห็นเงาของมันได้ครับ"
"หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ เราสามารถ 'มองเห็น' อสูรเงาได้ผ่านทางเงาของมันเท่านั้น"
"แถมร่างกายของอสูรเงานั้นยืดหยุ่นมาก สามารถทำท่าทางได้หลากหลายรูปแบบ ในแง่หนึ่งมันก็คล้ายกับแมวเลย ดังนั้นเงาของมันจึงสามารถเปลี่ยนเป็นรูปร่างต่างๆ ได้มากมาย"
หลินมู่เกอมองไปที่เงาของอสูรเงาบนกำแพงอีกครั้ง
"เป็นสิ่งมีชีวิตลี้ลับที่มหัศจรรย์มากเลย"
"ก็แปลว่าความจริงแล้วอสูรเงามีรูปร่างแหละ แต่พวกเรามองไม่เห็น ก็เลยมองเห็นแค่เงาของมันใช่ไหม"
"แต่เมื่อกี้ฉันเห็นเงาของอสูรเงาลุกขึ้นมาจากพื้นแล้วขึ้นไปบนเตียงเกอเกอจริงๆ นะ"
"แล้วน้ำสองกะละมังนั่นเอาไว้ทำอะไรล่ะ"
"แล้วทำไมเงาของเกอเกอถึงติดหนึบอยู่บนกำแพงไม่ขยับเลยล่ะ"
"แถมจากที่บอกเมื่อกี้ คือเงาของเกอเกอจับเงาของอสูรเงาเอาไว้ ทำไมอสูรเงาถึงขยับไม่ได้ล่ะ"
คำถามมากมายเลื่อนผ่านหน้าจอไปเป็นแถว
แม้ว่าบรรยากาศในไลฟ์สดจะดูเป็นยมโลกสุดๆ แต่ข้อสงสัยต่างๆ นานาก็ยังทำให้ทุกคนกล้ายื่นมือออกจากผ้าห่มเพื่อพิมพ์คอมเมนต์ถามอยู่ดี
"จดเลกเชอร์รัวๆ!"
ผู้อำนวยการจิ้งจอกทิเบตที่อยู่ที่บ้านก็มุดตัวออกจากผ้าห่มเตรียมสมุดจดไว้พร้อมแล้วเช่นกัน
"ดีมากครับ ดีมาก คำถามพวกนี้ยอดเยี่ยมไปเลย!"
เมื่อเห็นความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ของทุกคนพุ่งสูงขนาดนี้ หลินมู่เกอก็รู้สึกปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง
"ผมจะตอบทีละคำถามนะครับ"
"เมื่อกี้ที่ทุกคนเห็นเงาดำทะมึนลุกขึ้นมาจากพื้นแถมยังขึ้นมาคร่อมผม เงานั้นมันไม่มีอยู่จริงหรอกครับ มันเป็นแค่วิชาพรางตาแบบง่ายๆ ที่อสูรเงาสร้างขึ้นโดยการรบกวนแสงสว่างรอบๆ ตัว จุดประสงค์ก็เพื่อปกปิดการกระทำที่แท้จริงของมันและทำให้ผมหวาดกลัว"
"แล้วเงาสองร่างบนกำแพงนี่ ที่ทุกคนเห็นเงาของผมไม่ขยับแถมยังจับเงาของอสูรเงาไว้ ความจริงแล้วไม่ได้เป็นแบบนั้นเลยครับ"
หลินมู่เกอหยิบเทียนไขขึ้นมาเล่มหนึ่งแล้วปรับมุมแสงเล็กน้อย
"ดูสิ เงาของผมอยู่นี่ครับ เงาน่ะไม่มีความรู้สึกนึกคิดของตัวเองหรอกนะ เพราะฉะนั้นที่ทุกคนคิดว่าเป็นเงาของผมบนกำแพง ความจริงแล้วมันไม่ใช่ของผมครับ แต่มันเป็นของอสูรเงาต่างหาก"
"ก็หมายความว่า อสูรเงาเปลี่ยนรูปร่างร่างกายของตัวเองเพื่อปลอมเป็นเงาของผมบนกำแพงแล้วจับเงาของตัวมันเองเอาไว้ ความจริงแล้วมันคือการที่มันจับตัวมันเองต่างหากล่ะครับ ตอนนี้ความจริงแล้วมันสามารถหนีไปได้เลยนะ"
"นี่ทุกคนเคยดูหนังตะลุงกันไหมครับ เฮ้อ ผมใช้วิธีการอันต่ำช้าเพื่อดักจับอสูรเงา แต่อสูรเงามันกลับยอมเล่นหนังตะลุงให้ผมดูเพื่อเอาใจผม ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตลี้ลับที่แสนดีอะไรขนาดนี้"
เขาถอนหายใจแล้วพูดด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด
[ทำดีล้างแค้น]
"นายก็รู้ตัวด้วยเหรอ [อีโมจิหมาน้อยปกป้องชีวิต]"
[หนังตะลุง]
"แล้วจุดประสงค์ที่อสูรเงาทำแบบนี้คืออะไรล่ะ"
"สรุปก็คือ... ความจริงแล้วอสูรเงาจับตัวมันเองเอาไว้เหรอ แล้วทำไมมันไม่หนีไปล่ะ"
"อาจารย์เกอเกอ ฉันฟังไม่เข้าใจเลยอะ"
"ฟังไม่เข้าใจเหรอครับ เดี๋ยวผมจะหาเด็กเรียนเก่งๆ มาอธิบายให้ทุกคนฟังอีกรอบแล้วกัน!"
หลังจากวางเทียนไขลงแล้ว หลินมู่เกอก็มองไปที่หน้าจอแสดงผล
"แอดมิน ฝานจั๋ว ช่วยแท็กผู้อำนวยการจิ้งจอกทิเบตให้หน่อย แล้วดึงเขาขึ้นมาไลฟ์คู่กันทีนะ"
"เมื่อกี้ผมเห็นคอมเมนต์ของพี่เลี่ยงแล้ว พี่เลี่ยงไม่ต้องแอบเลยนะ!"
สิ้นเสียงของเขา จ้าวฝานจั๋วก็ดึงตัวผู้อำนวยการจิ้งจอกทิเบตออกมาจากผู้ชมนับสองล้านคนในห้องไลฟ์สดทันที
"สุดยอด"
[หนีไม่พ้น]
[หางจิ้งจอกโผล่จนได้]
[เด็กเรียน]
เมื่อเห็นผู้อำนวยการจิ้งจอกทิเบตถูกดึงขึ้นมาไลฟ์สดคู่ในฐานะ "เด็กเรียน" อารมณ์ร่วมของทุกคนในไลฟ์สดก็พุ่งกระฉูดทันที
"เป็นไงพี่เลี่ยง แอดมินของผมทำงานไวใช่ไหมล่ะ"
"ไวมากเลยล่ะ!"
ผู้อำนวยการจิ้งจอกทิเบตยิ้มอย่างจนใจ
"เอ่อ คือเรื่องที่เหล่าหลินพูดเมื่อกี้ความจริงฉันก็ยังไม่ค่อยเข้าใจทั้งหมดเหมือนกัน ฉันจะขออธิบายตามความเข้าใจส่วนตัวของฉันสั้นๆ ก็แล้วกันนะ"
"เอ่อ... ที่เหล่าหลินหมายถึงก็คือเงาสองร่างบนกำแพงนั้นเป็นของอสูรเงาทั้งหมดเลย ไม่มีอันไหนเป็นเงาของเขาเลย"
"ส่วนเงาที่เราเห็นมันขยับเข้ามาใกล้เหล่าหลินเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็ขึ้นไปคร่อมบนตัวเขานั้น มันเป็นแค่วิชาพรางตา ไม่ได้มีอยู่จริง"
"ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมอสูรเงาตัวนี้ถึงต้องสร้างเงาสองร่างขึ้นมาจับตัวมันเอง จุดประสงค์ที่มันทำแบบนั้นฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน"
พูดจบผู้อำนวยการจิ้งจอกทิเบตก็กดตัดสายทันที
"เยี่ยมมากครับ ทุกคนปรบมือให้กำลังใจพี่เลี่ยงหน่อย!"
หลินมู่เกอแกล้งทำเป็นปรบมือสองแปะ
"ทำไมอสูรเงาถึงทำแบบนี้ ทำไมมันถึงไม่หนี เมื่อกี้ผมก็บอกไปแล้วไงครับว่า มันแค่ต้องการจะทำให้ผมพอใจแค่นั้นเอง"
"สิ่งมีชีวิตลี้ลับอย่างอสูรเงาเนี่ย จะพูดยังไงดีล่ะ..."
เขาเกาหัว
"ทุกคนคงรู้จักทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์กันใช่ไหมครับ ซึ่งความต้องการขั้นสูงสุดของมนุษย์ก็คือความต้องการความสำเร็จในชีวิต หรือก็คือการได้รับการชื่นชมจากคนอื่น สิ่งมีชีวิตลี้ลับอย่างอสูรเงานี่แหละครับที่ต้องการคำชมจากมนุษย์เพื่อเติมเต็มตัวตนของมัน"
"ดังนั้นจุดประสงค์สูงสุดที่มันยอมเหนื่อยยากขนาดนี้ก็เพื่อเอาใจผม ถ้าผมไม่ชมมันมันก็จะไม่ยอมไปไหน นี่ก็คือจิตวิทยาสิ่งลี้ลับเหมือนกันครับ"
"เอาล่ะ! นายเก่งมากเลย! นายทำได้ดีมาก! สุดยอดไปเลย!"
หลินมู่เกอมองไปที่เงาบนกำแพงพลางเอ่ยชม
พร้อมกับปลดปล่อยอารมณ์ความหวาดกลัวและหวาดผวาออกมา
และเมื่อได้รับคำชมจากเขา เงาบนกำแพงก็ค่อยๆ เปลี่ยนรูปร่างแล้วสลายตัวไป
"...หา?"
"แค่นี้เนี่ยนะ"
"สมองฉัน... ตอนนี้ประมวลผลไม่ค่อยทันแล้ว..."
"ข้อนี้ยากจัง!!"
"มาสโลว์บอก ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของฉันมันเอาไว้ศึกษามนุษย์ชัดๆ"
หลังจากที่หลินมู่เกอให้ความรู้จบ เครื่องหมายคำถามก็ลอยเต็มหน้าจอไปหมด
"ผมรู้ครับว่าทุกคนไม่เข้าใจการกระทำของอสูรเงา แต่ว่าพวกมันคิดแบบนี้จริงๆ มันแค่ต้องการคำชมจากมนุษย์เท่านั้นแหละ"
"ความจริงแล้วผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมมันต้องเล่นใหญ่ขนาดนี้ด้วย แต่อสูรเงาไม่ได้ต้องการให้พวกเราไปทำความเข้าใจมันหรอกครับ พวกเราแค่ต้องชมมันก็พอแล้ว"
"เมื่อกี้ผมจงใจทำตัวนิ่งเฉยไม่รู้สึกรู้สาอะไร ก็เท่ากับเป็นการวางกับดักทางจิตวิทยาให้มันไงครับ"
หลินมู่เกอมองไปที่กะละมังน้ำสองใบข้างเตียง
"อ้อใช่ อสูรเงาชอบน้ำครับ น้ำสองกะละมังนี้ไม่ได้มีจุดประสงค์อะไรพิเศษหรอก ก็แค่เอาไว้เป็น... ชีสบนกับดักหนูเท่านั้นเอง"
"เอาล่ะ ผมก็ต้องนอนเหมือนกัน สิ่งลี้ลับระดับบอสตัวจริงยังไม่มาเลย"
เขาจัดวางกล้องใหม่ให้เข้าที่
หลังจากมองหนิงหนิงอยู่ครู่หนึ่ง หนิงหนิงก็ลอยตัวขึ้นมาเหมือนผีอีกครั้ง
"พี่น้องครับ ดึกมากแล้ว ทุกคนไปนอนกันเถอะ ไอ้ตัวเด็ดระดับบอสจริงๆ น่าจะมาตอนตีสองตีสามนู่นแหละ"
หลินมู่เกอนอนลงบนเตียงแล้วตัวสั่นสะท้าน
ที่นอนที่เขาอุตส่าห์นอนห่มผ้าจนอุ่น ตอนนี้กลับกลายเป็นเย็นเฉียบหลังจากที่หนิงหนิงมานอนทับไปพักหนึ่ง
"ฝันดีนะพี่น้อง!"
เขาหลับตาลงแล้วพูดด้วยน้ำเสียงมีความสุข
ในขณะเดียวกันที่ด้านนอกของหมู่บ้านเหนียนโส่ว ต้นไหวขนาดใหญ่สองต้นนั้นก็ส่งเสียงสั่นไหวใบไม้ดังกราวๆ
[จบแล้ว]