- หน้าแรก
- คู่มือเลี้ยงผีฉบับสตรีมเมอร์
- บทที่ 141 - มิตรภาพพี่น้องสุดซึ้งอะไรขนาดนี้
บทที่ 141 - มิตรภาพพี่น้องสุดซึ้งอะไรขนาดนี้
บทที่ 141 - มิตรภาพพี่น้องสุดซึ้งอะไรขนาดนี้
บทที่ 141 - มิตรภาพพี่น้องสุดซึ้งอะไรขนาดนี้
"สิ่งลี้ลับที่พวกคุณพูดถึงน่าจะอยู่หลังกระดูกไก่กองนี้แหละ เดี๋ยวผมไปอธิบายให้ฟัง พวกคุณใจเย็นๆ ไว้ก่อนนะ"
หลินมู่เกอยืดเส้นยืดสายเล็กน้อย
"หืม?"
เขาก้าวเท้าออกไปได้เพียงก้าวเดียว เถาวัลย์บนพื้นที่จ้องเล่นงานเขามานานก็ตวัดรัดข้อเท้าของเขาดังขวับ
ไม่ใช่แค่เขา ฉงซินและฉงเต๋อที่อยู่ข้างๆ ก็ถูกรัดเอาไว้ในเวลาเดียวกัน
"พี่น้องทั้งหลาย แม้ว่ามันจะดูเหมือนเถาวัลย์ แต่จริงๆ แล้วมันคือพืชลี้ลับชนิดหนึ่งชื่อว่าเถาวัลย์อสูร เพราะมันดุร้ายเอามากๆ เลยล่ะ"
หลินมู่เกอหันกล้องไปที่เท้าของตัวเอง
"ตอนนี้มันกำลังดึงผมอยู่ ถ้าเจอสถานการณ์แบบนี้ห้ามเหยียบหรือพยายามดิ้นให้หลุดเด็ดขาด พอคุณไปโจมตีมัน มันก็จะ..."
"ตุบ!"
เขายังพูดไม่ทันขาดคำ ฉงซินที่พยายามดิ้นรนและกระทืบเถาวัลย์ไปสองทีก็ล้มก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้นดังตุบ
เถาวัลย์ที่รัดเขาไว้ลอยขึ้นไปในอากาศแล้วจับเขาห้อยหัวลงมาอยู่ข้างๆ ไก่ป่าผู้โชคร้ายตัวนั้นทันที
"...มันก็จะกลายเป็นแบบนี้แหละครับ"
หลินมู่เกอถอนหายใจแล้วค่อยๆ นั่งยองๆ ลง
"แน่นอนว่าคุณจะปล่อยไว้นิ่งๆ ไม่ตอบโต้เลยก็ไม่ได้ ถ้าไม่ขัดขืนเลยมันก็จะรู้สึกเหมือนถูกเมิน แล้วมันก็จะโกรธมากๆ จากนั้นก็จะ..."
"ตุบ!"
เขายังพูดไม่ทันขาดคำอีกรอบ ฉงเต๋อที่ยืนนิ่งสงบจิตใจราวกับสายน้ำนิ่งอยู่ที่เดิมก็ล้มก้นจ้ำเบ้าลงไปกองกับซากกระดูกไก่เหมือนก๊อปปี้ฉงซินมาเป๊ะๆ
จากนั้นเถาวัลย์ที่รัดเขาไว้ก็ลอยขึ้นไปในอากาศอีกครั้ง จับเขาห้อยหัวลงมาอยู่ข้างๆ ฉงซินทันที
"...ก็จะกลายเป็นแบบนี้แหละครับ..."
มุมปากของหลินมู่เกอกระตุกเล็กน้อย
"คุณต้องแกล้งทำเป็นดิ้นรนขัดขืนนิดหน่อย ทำเหมือนกำลังออดอ้อนมัน เพื่อสนองความเย่อหยิ่งของมันไงล่ะครับ"
เขาใช้มือข้างหนึ่งถือกล้อง ส่วนอีกข้างดีดเถาวัลย์อสูรไปทีหนึ่ง แล้วก็หาท่าสบายๆ ลงไปนอนกลิ้งบนพื้นซะเลย
"ทำแบบนี้มันจะคิดว่าคุณเป็นแค่ไก่อ่อน แล้วมันก็จะลดความระมัดระวังตัวลง จังหวะนั้นแหละให้รีบคว้าจับตรงจุดตายของมัน ก็จะดิ้นหลุดออกมาได้อย่างง่ายดาย"
"แต่ครั้งก่อนที่ได้ดูมุมมองโดรนจากกัปตันผมว่ามันเข้าท่าดีนะ ผมเลยอยากลองโดนจับห้อยหัวเพื่อไลฟ์สดในมุมมองสูงๆ แบบนั้นดูบ้าง"
หลินมู่เกอทำท่ากะระยะให้ดูคร่าวๆ ว่าจุดตายของมันอยู่ตรงไหน แต่ก็ยังไม่ยอมลงมือสักที
เถาวัลย์อสูรที่รัดเขาไว้ค่อยๆ ลอยขึ้นไปในอากาศอย่างนุ่มนวล แล้วก็จับหลินมู่เกอไปห้อยหัวไว้อีกฝั่งของไก่ป่าผู้โชคร้ายอย่างทะนุถนอม แถมยังตวัดฟาดฉงซินกับฉงเต๋อที่ดิ้นไปมาไม่ค่อยจะอยู่นิ่งไปหนึ่งทีด้วย
รวมถึงไก่ป่าตัวนั้นด้วย
"สุดยอด"
"《ปล่อยจอย》"
"ฮ่าๆๆ ถึงกล้องจะมองไม่เห็นภาพรวม แต่พอนึกภาพเกอเกอ พระสองรูป แล้วก็ไก่ป่าถูกจับห้อยหัวเรียงกันแล้วฉันก็อยากจะขำให้ฟันร่วง"
"《มุมมองโดรนแบบฮาร์ดคอร์》"
"ทุกคนรีบดูหลังกองกระดูกไก่นั่นสิ!"
พอถูกจับห้อยหัวอยู่กลางอากาศ มุมมองของหลินมู่เกอก็กว้างขวางขึ้นมากจริงๆ สามารถมองเห็นภายในถ้ำได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
เขาปรับมุมกล้องหันไปทางด้านหลังกองกระดูกขาวโพลนเมื่อครู่นี้
หลังจากปรับโฟกัสใหม่ เงาสีขาวขนปุยฟูฟ่องก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอไลฟ์สด
"นี่แหละครับสัตว์ประหลาดที่พวกคุณพูดถึง"
หลินมู่เกอมองไปทางฉงซินกับฉงเต๋อที่อยู่ข้างๆ "น่ารักสุดๆ ไปเลยใช่ไหมล่ะครับ"
"สิ่งลี้ลับชนิดนี้มีชื่อเรียกว่าจิ้งจอกขนปุย ตอนนี้มันกำลังจะคลอดลูกครับ แล้วพี่ไก่ตัวนี้น่าจะถูกเตรียมไว้เป็นอาหารบำรุงหลังคลอด"
"ส่วนเถาวัลย์อสูรพวกนี้ก็น่าจะเป็นแก๊งเพื่อนสาวสุดซี้ของมัน ที่จับพวกเราสามคนมาแขวนไว้ก็ไม่ได้ประสงค์ร้ายอะไรหรอกครับ แค่อยากให้จิ้งจอกขนปุยคลอดลูกเสร็จแล้วก็จับพวกเรากินไปพร้อมๆ กันเลยต่างหาก"
"เฮ้อ มิตรภาพพี่น้องสุดซึ้งอะไรขนาดนี้ ช่างน่าประทับใจจริงๆ ครับ"
เขาถอนหายใจพลางเอ่ยขึ้น
"บ้าเอ๊ย เถาวัลย์พวกนี้..."
ยิ่งฉงซินดิ้นรนมากเท่าไหร่ก็ยิ่งถูกเถาวัลย์อสูรรัดแน่นขึ้นเท่านั้น
ส่วนฉงเต๋อที่อยู่ข้างๆ เรียนรู้วิธีจากหลินมู่เกอได้ไวมาก เขาแค่แกล้งทำเป็นขัดขืนเป็นพิธีเป็นพักๆ เพื่อให้เถาวัลย์อสูรลดความระมัดระวังตัวลง
"《ไม่ได้ประสงค์ร้ายอะไร》"
"《มิตรภาพลูกผู้หญิงสะท้านฟ้าสะเทือนดิน》"
"มาเลย! ฆ่าฉันแล้วเอาไปเป็นของขวัญฉลองให้สองพี่น้องคู่นี้เลย!"
"พี่ไก่!"
"สิ่งลี้ลับก็สืบพันธุ์ได้ด้วยเหรอ???"
"สิ่งลี้ลับไม่ใช่สิ่งที่เกิดจากความตายหรอกเหรอ? ของที่ตายไปแล้วสืบพันธุ์ได้ด้วย? แล้วสิ่งที่เกิดมาจะเรียกว่าอะไรล่ะ??"
"ไม่น่าจะสืบพันธุ์ได้มั้ง?"
ภายในพิพิธภัณฑ์ภูมิศาสตร์ ผู้อำนวยการจิ้งจอกทิเบตถือปากกาไว้ในมือพร้อมกับแสดงสีหน้าเคลือบแคลงใจ
บนหน้าจอคอมเมนต์ก็มีคนตั้งคำถามนี้ขึ้นมาเหมือนกัน
ถ้าหากสิ่งลี้ลับสามารถสืบพันธุ์ได้ ชีวิตใหม่ที่ถือกำเนิดขึ้นมาจะถือว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีชีวิตจริงๆ หรือว่าเป็นสิ่งลี้ลับกันแน่
"อ๊ะ ขอโทษด้วยครับ ขอโทษจริงๆ! ผมพูดกำกวมไปหน่อย"
หลินมู่เกอที่กำลังสนุกกับการแกว่งไปแกว่งมาในมุมมองแบบโดรนชำเลืองมองคอมเมนต์
"การสืบพันธุ์ที่ผมพูดถึงไม่ใช่การคลอดลูกหรอกครับ แต่ว่า... จริงๆ จะนับว่าเป็นแบบนั้นก็ได้เหมือนกัน"
"ก่อนอื่นต้องขอแนะนำจิ้งจอกขนปุยให้ทุกคนรู้จักก่อน มันเป็นสิ่งลี้ลับที่มหัศจรรย์มากๆ เกิดจากซากศพของจิ้งจอกที่ตายไปแล้ว"
"ถึงตรงนี้คงมีนักเรียนสงสัยแล้วใช่ไหมครับว่า ทำไมพอจิ้งจอกตายไปแล้วถึงไม่กลายเป็นศพที่เน่าเปื่อยเหมือนสัตว์เลี้ยงทั่วไป แต่กลับกลายเป็นสิ่งลี้ลับที่สวยงามขนาดนี้"
หลินมู่เกอหยุดชะงักไปครู่หนึ่งเพื่อรอจังหวะให้คอมเมนต์ตอบรับ
"นั่นก็เพราะผลของเถาวัลย์อสูรครับ เถาวัลย์อสูรจะออกดอกทุกๆ สามสิบปี และจะออกผลทุกๆ หกสิบปี แถมยังไม่แน่ว่าจะออกผลหรือเปล่าด้วย ผลไม้ที่มีโอกาสออกผลน้อยนิดแบบนี้ ถ้าสัตว์กินเข้าไปรับรองว่าตายสนิทแน่นอน แต่ศพของพวกมันจะกลายสภาพเป็นครึ่งพืชครึ่งสัตว์แบบนี้แหละครับ"
"ถูกต้องแล้วครับ นี่เป็นแนวคิดใหม่เลย จิ้งจอกขนปุยไม่ใช่ทั้งสัตว์ลี้ลับและพืชลี้ลับ แต่เป็นสิ่งลี้ลับประเภทลูกผสมที่อยู่กึ่งกลางระหว่างพืชและสัตว์ครับ"
"ทุกคนลองดูหางพวงใหญ่ๆ ขนปุยๆ ของมันสิครับ พวกคุณคงคิดว่านี่คือขนสัตว์ล่ะสิ ไม่ใช่นะครับ แต่มันคล้ายกับเชื้อราที่ขึ้นบนอาหารหรือผลไม้ที่เน่าเสียแล้วมากกว่า"
เขาปรับมุมกล้องเพื่อซูมภาพให้ใหญ่ขึ้นอีกนิด
และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เมื่อภาพขยายใหญ่และชัดเจนขึ้น ขนของจิ้งจอกขนปุยก็ดูแตกต่างจากขนของสิ่งมีชีวิตทั่วไปจริงๆ
"ส่วนที่ผมบอกว่ามันกำลังตั้งท้อง คำที่ถูกต้องกว่านี้น่าจะเรียกว่ากำลังออกผลครับ ตอนนี้ที่จิ้งจอกขนปุยนอนนิ่งไม่ไหวติง ก็เพราะมันกำลังออกผลอยู่นั่นเอง"
"และผลไม้ของมัน ก็คือตัวมันเองครับ"
"เรื่องนี้ทุกคนอาจจะเข้าใจยากนิดนึง ผมขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดๆ ก็แล้วกันครับ มันเหมือนกับการลอกคราบของสัตว์นั่นแหละ"
"การออกผลของจิ้งจอกขนปุยก็เทียบเท่ากับการลอกคราบทิ้งร่างกายที่เต็มไปด้วยเชื้อราขนปุยในตอนนี้ทิ้งไป แล้วถือกำเนิดขึ้นมาใหม่ วนเวียนเป็นวัฏจักรแบบนี้ซ้ำๆ มันถึงสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานแสนนานหลายต่อหลายปี กินไก่ป่าได้เยอะแยะมากมายมหาศาล"
"แล้วทำไมผมถึงเรียกกระบวนการนี้ว่าการตั้งท้องและคลอดลูกล่ะ ก็เพราะว่าเดี๋ยวจะมีจิ้งจอกขนปุยตัวน้อยมุดออกมาจากท้องของมันจริงๆ ซึ่งก็คือตัวมันเองในร่างใหม่ที่แบกรับความทรงจำทั้งหมดในอดีตเอาไว้นั่นแหละครับ"
หลินมู่เกอมองจิ้งจอกขนปุยที่นอนนิ่งไม่ไหวติง มีเพียงเส้นขนบนร่างที่สั่นระริกแผ่วเบาพลางอธิบาย
"อืม... คล้ายๆ กับการเกิดใหม่ในนิยาย หรือไม่ก็การถ่ายโอนความทรงจำของตัวเองไปใส่ในสมองของเด็กแรกเกิดในหนังไซไฟอะไรทำนองนั้นแหละครับ"
เขาเรียบเรียงคำพูดแล้วอธิบายต่อ
บนโลกใบนี้ไม่ได้มีแค่จิ้งจอกขนปุยเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่เป็นสิ่งลี้ลับที่สามารถตั้งท้องได้ การอธิบายอย่างละเอียดในครั้งนี้จะช่วยให้คราวหน้าเจอสิ่งลี้ลับแบบนี้อีกก็จะเข้าใจได้ง่ายขึ้น
"ทำไมฉันก็ยังงงๆ อยู่นะ..."
"เกอเกออธิบายได้ชัดเจนมากเลยนะ!"
"เพราะจิ้งจอกขนปุยเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่กึ่งกลางระหว่างสัตว์กับพืชไง ก็เลยอาจจะทำความเข้าใจยากไปสักนิด"
"เดี๋ยวรอไปดูคลิปที่หนิงหนิงตัดต่ออีกรอบดีกว่า!"
"มหัศจรรย์จังเลย..."
"ผู้อำนวยการจิ้งจอก เลิกซุ่มได้แล้ว เห็นนะว่าคุณพิมพ์คอมเมนต์น่ะ"
คอมเมนต์มากมายไหลผ่านหน้าจออย่างต่อเนื่อง คนส่วนใหญ่ยังอยู่ในอาการกึ่งเข้าใจกึ่งงุนงง หลินมู่เกอก็ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม กะว่ารอเดี๋ยวพอมีจิ้งจอกขนปุยตัวน้อยมุดออกมาจากด้านล่าง ทุกคนก็น่าจะเข้าใจกันไปเอง
"คร่อก..."
เสียงสั่นเครือดังขึ้นอย่างกะทันหัน
"หืม?"
หลินมู่เกอที่กำลังคุยเล่นกับพี่ไก่อย่างออกรสขมวดคิ้วมุ่น
"อึก..."
"นี่มันภาวะคลอดยากนี่นาพี่น้อง! ฉงเต๋อช่วยถือกล้องถ่ายมุมสูงให้ผมหน่อย ผมต้องไปทำคลอดแล้วล่ะ ถ้าไม่เข้าไปช่วยโอกาสรอดของมันริบหรี่แน่!"
[จบแล้ว]