- หน้าแรก
- คู่มือเลี้ยงผีฉบับสตรีมเมอร์
- บทที่ 111 - เอ๊ะ อยู่นี่ไง ผมอยู่นี่!
บทที่ 111 - เอ๊ะ อยู่นี่ไง ผมอยู่นี่!
บทที่ 111 - เอ๊ะ อยู่นี่ไง ผมอยู่นี่!
บทที่ 111 - เอ๊ะ อยู่นี่ไง ผมอยู่นี่!
"《งานเลี้ยงสังสรรค์แห่งยมโลก》"
"ทำไมรอบตัวพีเจ้นถึงมีคนเยอะจัง..."
"พีเจ้นงานยุ่งมากเลยนะ ไม่มีเวลาแม้แต่จะกินข้าว"
"สิ่งลี้ลับในห้องไลฟ์สดอย่าลืมจดเลกเชอร์กันด้วยนะ [อีโมจิหมาน้อย]"
"《สิ่งลี้ลับโบราณ》"
ทันทีที่เขาเปิดไลฟ์สด ก็มีคนแห่เข้ามาดูกว่าห้าหมื่นคนในพริบตา
เมื่อกี้เพราะรีบออกมามากเกินไป หนิงหนิงที่บ้านเพิ่งจะกดปิดไลฟ์ เขาก็เปิดไลฟ์ใหม่ขึ้นมาต่อเลย
"ก่อนที่จะเข้าไปในงานเลี้ยง ขออธิบายให้ทุกคนเข้าใจก่อนนะครับ"
"ไอ้พวกที่อ้างตัวว่าเป็นปรมาจารย์หรือหมอดูในยุทธภพเนี่ย ทุกคนก็ดูไว้เป็นเรื่องตลกก็พอ อย่าไปหลงเชื่อเป็นตุเป็นตะนะ"
"เวลาแบบนี้เราต้องเชื่อมั่นในหลักวิทยาศาสตร์ ปฏิเสธความงมงายครับ"
"ยิ่งไปกว่านั้น นี่มัน... รวมมิตรสารพัดสำนักในยุทธภพเลยนะเนี่ย เกิดวิชาอาคมมันตีกันเองจะทำยังไงล่ะ..."
หลินมู่เกอปรายตามองเหล่าปรมาจารย์รูปพรรณสัณฐานแปลกประหลาดสารพัดรูปแบบที่อยู่ด้านนอก
ดูจากเสื้อผ้าหน้าผมแล้ว เรียกได้ว่าเป็นการประชันวิทยายุทธ์ร้อยสำนักเลยทีเดียว...
"《ปฏิเสธความงมงาย》"
"แบบนี้มัน... เหมือนหกสำนักใหญ่ล้อมปราบยอดเม้งก่าชัดๆ [อีโมจิหมาน้อย]"
"การจะรวมตัวปรมาจารย์ได้เยอะขนาดนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกันนะ"
"กลายเป็นว่าพีเจ้นดันเป็นตัวแทนฝ่ายวิทยาศาสตร์ซะงั้น..."
"พี่หลินของฉันนี่สุดยอดจริงๆ!"
บอสเฉาแห่งเมืองเซี่ยงไฮ้ดูไลฟ์สดไปก็ส่ายหน้าไปพลาง ยกนิ้วโป้งให้ผ่านหน้าจออย่างชื่นชม
"งั้นเดี๋ยวเรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับงานเลี้ยงสังสรรค์แห่งยมโลกกันต่อนะครับ"
หลินมู่เกอหันกล้องมือถือกลับไปที่วิลล่าหมายเลขสามอันแสนจะวังเวง
พอมองดูเผินๆ ท่ามกลางแสงจันทร์ วิลล่าตกแต่งสไตล์ตะวันตกหลังนี้กลับให้ความรู้สึกเหมือนปราสาทแวมไพร์โบราณอย่างน่าประหลาด...
"งานเลี้ยงสังสรรค์แห่งยมโลกก็ตรงตามชื่อเลยครับ คือการรวมตัวกันของคนที่ตายไปแล้วและกลายสภาพเป็นสิ่งลี้ลับ แถมยังเป็นสิ่งลี้ลับประเภทที่ไม่มีกายหยาบทั้งสิ้นด้วย"
"อย่างเช่นถ้าทุกคนในห้องไลฟ์สดบังเอิญตายพร้อมกันหมด ตายปุ๊บก็มารวมตัวกัน แบบนี้ก็ถือว่าเป็นงานเลี้ยงเหมือนกัน"
"แต่สถานที่สำหรับจัดงานเลี้ยงของสิ่งลี้ลับไม่ได้เลือกกันส่งเดชหรอกนะครับ อย่างน้อยๆ ก็ต้องตรงตามเงื่อนไขสองข้อนี้"
"ข้อแรกคือต้องแทบจะไม่มีคนเป็นอาศัยอยู่เลย"
"ข้อสองคือสภาพแวดล้อมต้องดี"
หลินมู่เกอชูนิ้วขึ้นมาสองนิ้ว
"ฟังแค่สองข้อนี้ทุกคนอาจจะสับสนใช่ไหมครับ เพราะว่า... บ้านของผมนี่แหละที่ตรงตามเงื่อนไขมากที่สุด ทำไมพวกสิ่งลี้ลับพวกนี้ถึงได้ตาบอดไม่ยอมเลือกบ้านผมล่ะ"
เขาถอนหายใจ
วิลล่าหมายเลขสิบเอ็ดของพวกเขาแทบจะไม่มีคนเป็นอาศัยอยู่เลย พลังหยินก็เต็มเปี่ยม การตกแต่งก็ประณีตงดงาม ตรงตามเงื่อนไขทุกประการ แต่...
"นี่ก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่ผมเข้าไปสำรวจเหมือนกันครับ คือจะไปดูว่าวิลล่าหมายเลขสามมันมีดีกว่าวิลล่าหมายเลขสิบเอ็ดของพวกเราตรงไหน"
พูดจบหลินมู่เกอก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วผลักประตูวิลล่าหมายเลขสามเข้าไป ก่อนจะติดนิสัยล็อกประตูลงกลอนจากด้านในทันที
"ให้ตายสิ ดันไปกระตุกต่อมความอยากเอาชนะของพีเจ้นเข้าซะแล้ว..."
"สิ่งลี้ลับ: ทั้งๆ ที่เพิ่งมาโลกมนุษย์แท้ๆ แต่ทำไมพอมองไปที่วิลล่าหมายเลขสิบเอ็ดถึงรู้สึกเหมือนได้กลับบ้านเลยล่ะ [อีโมจิหมาน้อย]"
"เงื่อนไขข้อแรกที่ว่าแทบจะไม่มีคนเป็นอาศัยอยู่เลยนี่บ้านพีเจ้นตรงเป๊ะสุดๆ"
"ฉันว่าแล้วเชียวว่าสิ่งแรกที่พีเจ้นทำตอนเข้าบ้านก็คือการล็อกประตู..."
"คนข้างนอกคงยืนงงกันเป็นแถว"
วิลล่าหมายเลขสามรับแสงสว่างได้ค่อนข้างดี
คืนนี้แสงจันทร์ก็สว่างนวลตาเป็นพิเศษ พอเดินเข้ามาในวิลล่าเขาจึงไม่ได้เปิดไฟด้วยซ้ำ อาศัยแสงจันทร์กลับยิ่งทำให้ดูมีมนต์ขลังมากขึ้นไปอีก
สไตล์การตกแต่งก็สะท้อนรสนิยมส่วนตัวของเจ้าของบ้านได้เป็นอย่างดี มีภาพวาดโบราณและกระถางต้นไม้ที่ดูมีราคาค่างวดวางเรียงรายอยู่เป็นทิวแถว
แม้รูปลักษณ์ภายนอกของวิลล่าจะค่อนไปทางตะวันตก แต่การตกแต่งภายในกลับให้กลิ่นอายแบบจีนโบราณเมื่อมีของเก่ามาช่วยเสริมบารมี
"ทุกคนดูสิครับ!"
พอเข้าประตูมาหลินมู่เกอก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ มองสำรวจไปรอบๆ อย่างรวดเร็วก่อนจะออกเดินด้วยความตื่นเต้น
"ดูสิ ทุกครั้งที่ผมก้าวเดินเหมือนผมกำลังเดินวนเป็นวงกลมเลย ผมอยากจะเดินไปที่โซฟาตรงนั้นแต่ก็ไปไม่ถึงสักที นี่แหละครับที่เขาเรียกกันว่าผีบังตาในตำนาน"
เขาสาธิตให้ดู
มันเป็นอย่างที่เขาพูดเป๊ะๆ แม้เฟอร์นิเจอร์รอบๆ จะดูเหมือนตั้งอยู่ที่เดิม และหลินมู่เกอก็กำลังเดินอยู่จริงๆ แต่เขากลับไปไม่ถึงจุดหมายที่ต้องการสักที...
"วิชาผีบังตานี่ถือเป็นทักษะชั้นสูงเลยนะครับ สิ่งลี้ลับยุคใหม่ในห้องไลฟ์สดก็หัดเรียนรู้จากรุ่นพี่พวกนี้ไว้บ้างนะ!"
หลินมู่เกอเคาะหน้ากล้องมือถือ
"วิชาผีบังตานี้ทำออกมาได้สวยงามและลื่นไหลมากๆ เลยครับ!"
"ปกติวิชาผีบังตามักจะเจอตามป่าเขาลำเนาไพร ในแถบชานเมืองตอนกลางคืนที่ไม่มีผู้คนพลุกพล่านอะไรทำนองนั้น"
"แต่ตอนนี้ผมกลับเจอวิชานี้ในวิลล่าหรูเลย สิ่งลี้ลับพวกนี้ถ้าตายไม่ถึงห้าร้อยหรือหกร้อยปีไม่มีทางมีวิชาขั้นสูงแบบนี้หรอกครับ โชคดีจริงๆ เลยเรา"
"โห! สุดยอดไปเลยครับ!"
เขาถือโทรศัพท์มือถือพลางเอ่ยชมเปาะไม่ขาดปาก
"ความจริงวิชาผีบังตาก็คือการที่สิ่งลี้ลับเข้าไปบิดเบือนการมองเห็น หรือจะเรียกว่าปิดบังการมองเห็นและประสาทสัมผัสของเราก็ได้ครับ"
"ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเดินไปข้างหน้า แต่จริงๆ แล้วผมกำลังย่ำอยู่กับที่ หรือไม่ก็เดินวนเป็นวงกลม สิ่งลี้ลับทำให้คุณรู้สึกว่าทางตรงกลายเป็นทางโค้ง อารมณ์ประมาณนั้นแหละครับ"
หลินมู่เกอจัดมุมกล้องมือถือให้คงที่
"พอให้ความรู้เรื่องหลักการไปแล้ว ทีนี้เรามาเรียนรู้เรื่องที่มีสาระกันบ้างดีกว่า"
"ปกติเวลาเจอผีบังตา ผมชอบวิ่งเหยาะๆ ครับ เพราะมันไม่กินพื้นที่ แถมยังสบายกว่าวิ่งบนลู่วิ่งเยอะเลย"
"ดูสิครับ นี่แหละคือการออกกำลังกาย สะดวกและง่ายดายสุดๆ"
เขาถึงกับออกตัววิ่งจริงๆ
"《เรื่องที่มีสาระ》"
"ผีกำลังบังตาอยู่ แต่พีเจ้นกำลังออกกำลังกาย"
"ผี: ให้ตายเถอะ นี่ข้ากลายเป็นลู่วิ่งไปแล้วเหรอ"
"รุ่นพี่ที่ตายมาห้าหกร้อยปีคงคาดไม่ถึงว่าเด็กวัยรุ่นสมัยนี้จะเล่นพิเรนทร์ขนาดนี้..."
"ให้ความรู้แบบนี้มีสาระจริงๆ เหรอเนี่ย [อีโมจิหมาน้อย]"
"สิ่งลี้ลับ: ทักษะดั้งเดิมที่สืบทอดกันมาต้องมาตกต่ำถึงเพียงนี้เชียวหรือ"
คนทั่วไปถ้าเจอวิชาผีบังตาแบบนี้ร้อยทั้งร้อยต้องตกใจจนทำอะไรไม่ถูกแน่ๆ
แต่หลินมู่เกอกลับไม่ตื่นตระหนกแม้แต่น้อย หนำซ้ำยังวิ่งออกกำลังกายอย่างสนุกสนานอีกต่างหาก
แม้ว่านี่จะเป็นสไตล์การไลฟ์สดที่คุ้นเคยของเขา แต่การเอาวิชาผีบังตามาทำเป็นลู่วิ่งแบบนี้... ใครมันจะไปคิดออกล่ะ!
"แฮ่ก เหนื่อยจังเลยครับพี่น้อง ถึงผมจะดูเหมือนวิ่งเป็นเส้นตรง แต่ความเป็นไปได้สูงคือผมกำลังวิ่งวนเป็นวงกลมอยู่ แถมยังเป็นวงกลมเล็กๆ ด้วย ก็เลยทำให้เหนื่อยกว่าการวิ่งปกติ"
"ขอถือโอกาสประกาศรับสมัครงานตรงนี้เลยนะครับ สิ่งลี้ลับตนไหนในห้องไลฟ์สดที่มีวิชาผีบังตา สามารถมาสมัครงานที่สำนักงานของเราได้เลยนะครับ พอดีที่บ้านขาดลู่วิ่งอยู่พอดี"
หลินมู่เกอหอบหายใจสองสามทีก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาพูดต่อ
"แน่นอนครับ นอกจากเอามาทำลู่วิ่งแล้ว วิชาผีบังตายังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ทำอะไรได้อีกเยอะแยะ ใครคิดอะไรออกก็พิมพ์ส่งมาในช่องคอมเมนต์ได้เลยนะครับ"
"แล้วถ้าเกิดผมเหนื่อย อยากกินน้ำขึ้นมา ผมจะออกจากเขตแดนผีบังตานี้ได้ยังไงล่ะ"
"ง่ายมากครับ แค่เดินเป็นวงกลม อย่างเช่นแจกันใบใหญ่ตรงนั้นเป็นต้น"
เขามองไปรอบๆ เพื่อหาจุดอ้างอิง
"ตอนนี้ระหว่างผมกับแจกันใบนั้นดูเหมือนจะเป็นเส้นตรง แต่ผมจะไม่เดินเป็นเส้นตรงหรอกครับ ผมจะเดินวนเป็นวงกลม"
หลินมู่เกอจงใจเดินเบี่ยงออกนอกเส้นทาง
หลังจากเดินไปได้ไม่ถึงหนึ่งนาที เขาก็ไปถึงข้างแจกันใบนั้นจริงๆ
"พอเดินมาถึงจุดอ้างอิงก็ถือว่าหลุดออกมาได้แล้วครับ หลักการมันง่ายมาก วิชาผีบังตาก็คือการที่สิ่งลี้ลับทำให้การกะระยะทางและทิศทางของคุณผิดเพี้ยนไป ทำให้คุณเดินอ้อมแต่คุณกลับคิดว่าตัวเองกำลังเดินเป็นเส้นตรง"
"เพราะงั้นเราก็แค่ทำในสิ่งตรงกันข้ามก็พอครับ ผมทำให้ตัวเองรู้สึกว่ากำลังเดินเป็นทางโค้ง แต่ที่จริงแล้วผมกำลังเดินเป็นเส้นตรงต่างหาก"
เขาวางแขนพาดบนแจกันพลางอธิบายอย่างง่ายๆ
"《ง่ายมาก》"
"สิ่งลี้ลับ: ฉันคิดไม่ถึงเลยว่าคนสมัยนี้มันจะร้ายกาจขนาดนี้"
"《ที่บ้านขาดลู่วิ่งอยู่พอดี》"
"ฟังดูมีหลักการทางวิทยาศาสตร์มารองรับเฉยเลย"
"นี่มันวิทยาศาสตร์แบบสุดโต่งไปแล้วมั้ง"
จำนวนผู้ชมในห้องไลฟ์สดทะลุหนึ่งล้านคนไปแล้ว ซึ่งถือเป็นยอดผู้ชมปกติของหลินมู่เกอหลังจากที่ถูกผู้อำนวยการจิ้งจอกทิเบต "รับรอง" ให้แล้ว
"อย่างที่ทุกคนทราบกันดี วิธีการหลอกคนของสิ่งลี้ลับยุคใหม่ส่วนใหญ่ก็มีแค่มุกเดิมๆ สามอย่าง นั่นก็คือ เส้นผม เลือด แล้วก็อวัยวะมนุษย์"
"ส่วนวิชาผีบังตานี่ถือเป็นหนึ่งในวิธีการหลอกคนสุดคลาสสิกของสิ่งลี้ลับโบราณครับ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าต้องใช้ทักษะมากกว่า"
หลินมู่เกอนั่งลงบนโซฟาข้างๆ พลางวิจารณ์สั้นๆ
"ทุกคนมองไม่เห็น ตัวผมเองก็มองไม่เห็น แต่ที่จริงผมรู้ดีว่ารอบๆ ตัวมีแต่สิ่งลี้ลับโบราณเต็มไปหมด ตอนนี้พวกมันอาจจะกำลังบินทะลุตัวผมไปมาอยู่ก็ได้"
"ตอนแรกพวกเขากำลังสังสรรค์ดื่มเหล้า เล่นบทกวีวาดรูปอะไรทำนองนั้นกันอย่างสนุกสนาน แต่การปรากฏตัวของผมไปรบกวนพวกเขา พวกเขาก็เลยอยากจะหลอกให้ผมกลัวจนหนีไป"
"วิชาผีบังตาเมื่อกี้ จริงๆ แล้วรุ่นพี่สิ่งลี้ลับท่านนี้จงใจเปิดทางรอดไว้ให้ผมครับ ถ้าผมเดินตรงไปที่ประตูเรื่อยๆ ก็สามารถออกไปได้เลย"
เขาชี้ไปที่ประตูด้านหลังพลางอธิบาย
"แต่ผมไม่ทำแบบนั้นหรอกครับ ไม่ใช่ว่าผมไม่ให้เกียรติรุ่นพี่นะ แต่ที่ผมทำไปก็เพื่อทุกคนต่างหาก"
"ลองคิดดูสิครับ ถ้ารุ่นพี่คนอื่นเห็นผมทำลายวิชาผีบังตาของท่านนี้ได้ พวกเขาจะต้องแห่กันเข้ามาร่วมวงด้วยแน่ๆ แล้วก็คงจะตั้งเป้าหมายใหม่เป็นเกม 'ไล่ล่ามนุษย์หน้าโง่คนนี้ให้เตลิดเปิดเปิงไปซะ' อย่างแน่นอน"
"แบบนี้ก็นับว่าได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย รุ่นพี่ในห้องก็จะได้เล่นสนุกสนานกันอย่างเต็มที่ ปลุกเร้าความสนใจของพวกเขาให้งัดเอาสารพัดวิธีมาหลอกผม แล้วผมก็จะถือโอกาสอธิบายเทคนิคการหลอกคนของพวกเขาให้ทุกคนฟังไปพร้อมๆ กันเลยครับ"
หลินมู่เกอตบมือพลางพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
เขาจัดแจงโทรศัพท์มือถือให้เข้าที่ ก่อนจะเดินไปรินน้ำเย็นๆ มาดื่มอย่างคล่องแคล่วราวกับคุ้นเคยเป็นอย่างดี จากนั้นก็ไปยืนลังเลอยู่หน้าต่าง
ดูจากท่าทางแล้ว ถ้าไม่ได้กำลังไลฟ์สดอยู่ เขาคงจะดึงผ้าม่านปิดทึบเพื่อบดบังแสงจันทร์ไปแล้วแหละ...
"พีเจ้นอัปสกิลจิตวิทยาสิ่งลี้ลับจนเต็มหลอดแล้วสินะ..."
"《ได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย》"
"สิ่งลี้ลับรีบหนีไปเถอะ!"
"ทำไมฉันถึงรู้สึกกลัวขึ้นมานิดๆ แล้วล่ะ..."
"รอไลฟ์จบแล้วรบกวนหัวหน้าห้องสรุปความแตกต่างระหว่างวิธีการหลอกคนของสิ่งลี้ลับยุคใหม่กับโบราณให้หน่อยนะ"
"เวลาอยู่ในสภาพแวดล้อมสไตล์ยมโลกแบบนี้ทีไร พีเจ้นทำตัวเหมือนได้กลับบ้านทุกที ฉันเริ่มสงสัยแล้วนะว่าพีเจ้นใช่คนจริงๆ หรือเปล่า..."
ข้อความมากมายวิ่งผ่านไปบนหน้าจอ
แม้หลินมู่เกอจะเตือนไว้ล่วงหน้าแล้วว่าเดี๋ยวจะมีการหลอกกันแน่ๆ และคนที่ถูกหลอกก็คือหลินมู่เกอเอง
แต่การต้องอยู่ใน "ห้องว่างเปล่าอันแสนแออัด" แบบนี้ ทุกคนก็ยังอดรู้สึกหวาดกลัวตามสัญชาตญาณไม่ได้อยู่ดี...
"อ้อ ผมชื่อหลินมู่เกอนะครับ"
หลินมู่เกอที่นั่งพักอยู่ครู่หนึ่งก็โพล่งขึ้นมาอย่างกะทันหัน ทำเอาคนในห้องไลฟ์สดสะดุ้งกันเป็นแถว
สิ้นเสียงของเขา บรรยากาศภายในห้องก็มืดมิดและหนาวเหน็บลงถนัดตา ราวกับมีม่านหมอกสีดำบางๆ ปกคลุมไปทั่ว
เสียงรบกวนเล็กๆ น้อยๆ รอบข้างก็เงียบหายไปจนหมดสิ้น ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันที่น่าขนลุก ภายใต้ความมืดมิดเช่นนี้ก็ชวนให้ผู้คนรู้สึกตึงเครียดขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
มีเพียงหลินมู่เกอคนเดียวที่ทำหน้าตารอคอยอย่างมีความสุข แถมยังเรอออกมาอีกต่างหาก
"หลิน... มู่... เกอ..."
จู่ๆ เสียงแหบพร่าเบาๆ ก็ดังขึ้นจากด้านหลังของหลินมู่เกอ
เสียงนี้ชวนให้นึกถึงตำนานที่ว่า เวลาเดินคนเดียวในซอยเปลี่ยวตอนกลางคืน ถ้าได้ยินเสียงคนเรียกชื่อจากด้านหลัง ห้ามหันกลับไปมองเด็ดขาด ต้องรีบจ้ำอ้าวเดินหนีไปให้เร็วที่สุด อย่ามัวลังเล ไม่เช่นนั้นจะถูกผีเข้าสิงแล้วสูบพลังชีวิตจนแห้งตาย
"เอ๊ะ อยู่นี่ไง ผมอยู่นี่!"
แต่หลินมู่เกอกลับทำตัวเหมือนเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี ยังไม่ทันที่เสียงแหบพร่านั้นจะจางหายไป เขาก็รีบหันขวับกลับไปมองความมืดด้านหลังอย่างกระตือรือร้นทันที
แววตาของเขาเป็นประกายวิบวับ
"ผมอยู่นี่แล้ว!"
เขาลุกพรวดขึ้นจากโซฟา ตบอกตัวเองดังปุๆ แล้วยืนหลังตรงด้วยความดีใจสุดขีด
[จบแล้ว]