- หน้าแรก
- คู่มือเลี้ยงผีฉบับสตรีมเมอร์
- บทที่ 50 - ช่างเป็นเด็กดีอะไรขนาดนี้
บทที่ 50 - ช่างเป็นเด็กดีอะไรขนาดนี้
บทที่ 50 - ช่างเป็นเด็กดีอะไรขนาดนี้
บทที่ 50 - ช่างเป็นเด็กดีอะไรขนาดนี้
"ห้ามลอกเลียนแบบเด็ดขาด"
"ขอตำหนิตัวเองออกสื่อ"
"ถึงแกจะไม่ใช่คนแต่ก็หัดมีมารยาทบ้างสิ"
"เงือกน้อยตัวนี้คงไม่ใช่เทพแห่งแม่น้ำในตำนานหรอกนะ?"
"ฮือๆๆ เงือกน้อยน่ารักจังเลย!"
"น่าสงสารจัง..."
"แกเรียกน้องว่าสิ่งมีชีวิตลี้ลับเนี่ยนะ?"
"แต่ศพพวกนั้นคงไม่ใช่ฝีมือน้องกินหรอกใช่ไหม?"
ท่าทางร้องไห้กระซิกๆ ของเงือกน้อยบวกกับชื่อนี้ทำให้ผู้คนนึกเชื่อมโยงไปถึงตำนานปรัมปราได้อย่างง่ายดาย ความประทับใจแรกของทุกคนที่มีต่อเงือกน้อยก็เลยพุ่งปรี๊ดจนทะลุปรอท
สภาพแวดล้อมรอบด้านดูเหมือนจะไม่น่ากลัวอีกต่อไปเพราะความน่ารักของเงือกน้อย
แต่ในจังหวะที่ทุกคนกำลังคลายความระแวดระวังอยู่นั้นเอง
เงือกน้อยก็อ้าปากงับเข้าที่ท่อนแขนที่โผล่พ้นเสื้อของหลินมู่เกออย่างจัง
ฟันหยักราวกับใบเลื่อยแทงทะลุผิวหนังและเนื้อของเขาได้อย่างง่ายดาย เลือดสดๆ ซึมทะลักออกมาในพริบตาและสาดกระเซ็นไปโดนเกล็ดหลากสีบนใบหน้าของเงือกน้อย
นัยน์ตาสีฟ้าครามของเธอหรี่ลงเล็กน้อย ลิ้นที่เต็มไปด้วยหนามแหลมหันกลับมาเลียท่อนแขนของหลินมู่เกอ
หลังจากกลืนเศษเนื้อลงคอต่อหน้าต่อตาหลินมู่เกอ เธอก็มุดลงไปในแม่น้ำภายใต้การคุ้มกันของมือวารีนับไม่ถ้วนทันที
"!!!"
"มู่เกอไม่เป็นไรใช่ไหม!"
"คราวนี้มีเรื่องแน่ๆ!"
"นี่คือกัดเนื้อหลุดไปทั้งก้อนเลยเหรอ?!"
"เห็นแล้วเจ็บแทนเลย!"
"ฉันขอถอนคำพูดที่บอกว่าอยากเลี้ยงเงือกเมื่อกี้"
"ไม่เป็นไรครับ ไม่เจ็บเลย"
หลินมู่เกอมองดูบาดแผลของตัวเองอย่างไม่ใส่ใจนัก
"ทุกคนดูสิครับ ตรงบริเวณรอบๆ บาดแผลของผม"
เขาเอากล้องที่แตกเป็นรอยร้าวไปจ่อที่บาดแผลบนแขนซึ่งดูเหมือนโดนกับดักหนูหนีบ
ตรงกลางแผลเป็นรอยถลอกที่เกิดจากหนามแหลมขูด
"เห็นไหมครับ เลือดนี่มันเป็นสีแดงเข้ม ออกจะคล้ำๆ ดำๆ หน่อย"
หลินมู่เกอเปิดไฟฉาย บาดแผลไม่ได้ลึกอย่างที่คิด แค่เลือดไหลเยอะไปหน่อยก็เลยดูร้ายแรง
แถมเลือดที่ไหลออกมาก็เป็นสีดำคล้ำจริงๆ ด้วย
"นี่เป็นแผลตอนที่ผมเล่นกับพวกมือวารีเมื่อกี้แล้วโดนบาดเข้าแบบไม่ระวังครับ"
"เพราะแม่น้ำสายนี้มีต้นกำเนิดมาจากภูเขาฉีซาน แล้วภูเขาฉีซานเมื่อก่อนก็เป็นสุสานไร้ญาติ มีศพที่กลายสภาพเป็นซอมบี้ฝังอยู่เยอะมาก"
"เพราะงั้นนอกจากบางทีฝนตกหนักแล้วจะมีศพลอยตามน้ำมา มันก็ทำให้มือวารีบางส่วนเกิดการกลายพันธุ์ด้วยครับ"
"เมื่อกี้ผมโดนมือวารีที่มีพิษศพข่วนผิวหนังจนถลอกครับ"
"เงือกน้อยกัดตรงรอยที่ผมติดเชื้อก็เพื่อหยุดการแพร่กระจายของพิษศพ เลือดสีดำที่เห็นก็คือพิษศพครับ"
"ฟันของเงือกมีฤทธิ์เป็นยาชาครับ ตอนนี้ผมก็เลยไม่รู้สึกเจ็บแถมยังไม่รู้สึกถึงแขนข้างนี้เลยด้วยซ้ำ"
เขาแกว่งแขนไปมาพลางอธิบาย
"ช่างเป็นเด็กดีอะไรขนาดนี้ ตัวเองเจ็บอยู่แท้ๆ แต่ก็ยังอุตส่าห์เป็นห่วงผมอีก..."
หลินมู่เกอมองแผ่นหลังของเงือกน้อยที่หายลับไปท่ามกลางฝูงมือวารีนับไม่ถ้วนพลางเอ่ยอย่างซาบซึ้งใจ
"ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง..."
เยี่ยจื่อเข่อที่ซุกตัวดูไลฟ์สดอยู่ในผ้าห่มมีประกายแห่งความเข้าใจพาดผ่านแววตา
ข้อเท้าของเธอพอโดนกัดก็ชาไปในทันที แถมเลือดที่ไหลออกมาก็เป็นสีดำด้วย
ตอนนั้นเธอยังนึกว่าตัวเองโดนพิษอะไรเข้าไปซะอีก หวาดผวาอยู่ตั้งหลายวัน
พอได้ดูไลฟ์สดของหลินมู่เกอครั้งนี้เธอถึงได้รู้ว่า ที่แท้เธอไม่ได้โดนพิษ แต่กำลังถูกถอนพิษต่างหากล่ะ...
"ช่างเป็นเด็กดีอะไรขนาดนี้"
"ถ้าโดนพิษศพแล้วจะติดเชื้อกลายเป็นซอมบี้ไหม?"
"สรุปว่าความจริงแล้วเงือกน้อยหวังดีใช่ไหม?"
"ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะ แต่ถ้าฉันเป็นมู่เกอฉันคงตกใจตายไปแล้ว"
"เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้เปิดโลกทัศน์ใบใหม่ให้ฉันอีกแล้ว"
"โลกทัศน์ของฉันโดนมู่เกอเปิดใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนพรุนไปหมดแล้ว"
ระหว่างที่ทุกคนกำลังคุยกัน เลือดบนแขนของหลินมู่เกอก็หยุดไหลแล้ว
บาดแผลดูไปดูมาก็ไม่ต่างอะไรกับแผลถลอกเวลาวิ่งเร็วๆ แล้วหกล้มไถลไปกับพื้นเลย
"ถ้าคนเป็นๆ โดนพิษศพเข้าไป อาการเบาหน่อยก็จะไข้ขึ้นสูงหลายวัน ถ้าหนักหน่อยก็จะค่อยๆ หมดสติไปครับ"
"วิธีถอนพิษศพนอกจากเล็บของซอมบี้น้อยที่ผมเก็บมาคราวที่แล้ว ก็คือต้องรีบรีดเลือดออกตอนที่พิษศพยังไม่ทันแพร่กระจายครับ"
"แน่นอนครับ ขอแค่ทุกคนไม่เลียนแบบผมไปขุดหาซอมบี้น้อย หรือมาเล่นกับพวกมือวารีที่แม่น้ำหนานเหอ ชาตินี้พวกคุณก็ไม่มีทางโดนพิษศพแน่นอนครับ"
หลินมู่เกอเดินเลียบไปตามริมแม่น้ำพลางให้ความรู้ไปพลาง
ความจริงแล้วเขาก็แค่ผิวถลอกนิดหน่อยเท่านั้นแหละ ด้วยภูมิคุ้มกันของเขาแล้วนอกจากจะไม่เป็นอะไร มันยังช่วยปรับสมดุลหยินหยางให้ร่างกายอีกต่างหาก
"วันนี้บังเอิญจริงๆ ครับ ไม่คิดเลยว่าจะได้มาเจอเงือกด้วย"
"ถือโอกาสนี้ให้ความรู้กับทุกคนเลยแล้วกันครับ เงือกกับซอมบี้จัดอยู่ในสิ่งมีชีวิตประเภทเดียวกัน ทั้งคู่เกิดจากศพของคนที่ตายไปแล้วครับ"
"ทุกคนเข้าใจง่ายๆ ว่าซอมบี้คือผลผลิตจากการฝังศพลงดิน ส่วนเงือกคือผลผลิตจากการลอยอังคารหรือฝังศพลงน้ำครับ และเพราะการฝังศพลงน้ำมันหาดูได้ยากมาก เงือกก็เลยเป็นอะไรที่พบเห็นได้ยากมากๆ เช่นกัน"
หลินมู่เกอย่อตัวลงจับมือวารีข้างหนึ่งที่บังเอิญเกยตื้นโยนกลับลงไปในแม่น้ำ
แถมยังใจดีช่วยจัดทรงผมอันยาวสลวยให้มันด้วย
"มือวารีตัวเมื่อกี้มันป่วยครับ ตัวก็เลยแข็งๆ หน่อย น่าจะเป็นมือวารีแก่ๆ อายุสิบกว่าปีได้แล้วล่ะมั้ง สายตาฝ้าฟางหมดแล้ว แต่ผมของมันก็ยังพลิ้วสลวยอยู่เลย"
เขาพูดบ่นปนหยอกล้อไปประโยคหนึ่ง
"มือวารีแก่ๆ"
"สายตาฝ้าฟางหมดแล้ว"
"โลกใบนี้น่าอัศจรรย์เกินไปแล้ว"
"ที่แท้เงือกก็เป็นผลผลิตจากการฝังศพลงน้ำนี่เอง..."
"ถ้าไม่มีมู่เกอมาให้ความรู้ ใครจะไปคิดว่าจะมีสิ่งมีชีวิตอย่างเงือกอยู่บนโลกด้วย?"
"ไม่ใช่แค่รู้หน้าไม่รู้ใจนะ สิ่งมีชีวิตก็ตัดสินจากภายนอกไม่ได้เหมือนกัน ตั้งแต่หนิงหนิงมาจนถึงเงือกในตอนนี้"
"ใครจะไปคาดคิดล่ะว่าเงือกไม่ใช่คนและไม่ใช่ปลา แต่ดันจัดอยู่ในหมวดหมู่ของซอมบี้?"
ภายใต้การให้ความรู้ของหลินมู่เกอ ทุกคนก็เริ่มมีความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตลี้ลับสายพันธุ์ใหม่อย่างเงือกกันคร่าวๆ แล้ว
นี่แหละคือสิ่งที่เขาอยากเห็น และเขาก็อยากจะทำมันให้สำเร็จ
"อีกเรื่องหนึ่งก็คือระดับสติปัญญาของเงือกจะอยู่ในระดับเดียวกับโลมาเลยครับ ถือว่าฉลาดมาก ถ้าได้รับการฝึกฝนก็สามารถฉลาดเทียบเท่ากับเด็กมนุษย์อายุสี่ห้าขวบได้เลย"
"แถมเงือกยังมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมเป็นพิเศษด้วยครับ"
"เมื่อกี้ทุกคนก็คงเห็นแล้ว เพราะมลภาวะทางสิ่งแวดล้อม เกล็ดของเงือกน้อยถึงได้เปราะบางมาก ขนาดก้อนหินธรรมดาๆ แบบนี้ก็ยังบาดจนเลือดออกได้เลย"
"เพราะฉะนั้นทุกคนต้องช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมนะครับ! คนเขากลายเป็นอย่างอื่นไปแล้วยังต้องมาโดนสภาพแวดล้อมเล่นงานอีก ทุกคนคงไม่อยากให้พอตัวเองตายไปแล้วต้องมาถูกสภาพแวดล้อมที่ตัวเองทำลายกลับมาฆ่าซ้ำอีกรอบหรอกใช่ไหมครับ?"
พอคิดถึงแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวของเงือกน้อยเมื่อครู่นี้ ร่างกายที่สั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้เหมือนลูกแมวน้อยหลงทางท่ามกลางพายุฝน หลินมู่เกอก็รู้สึกปวดใจเป็นอย่างมาก
"แล้วตอนนี้ผมก็จะไปตามหาเงือกน้อยตัวนั้นแล้วครับ แถวนี้คงเหลือแค่น้องตัวเดียวแล้วล่ะ"
"ถ้าขืนปล่อยให้น้องอยู่คนเดียวที่นี่ต่อไปล่ะก็ ดูจากระดับและแนวโน้มมลภาวะของแม่น้ำหนานเหอในตอนนี้แล้ว น้องคงอยู่ได้ไม่เกินสามปีหรอกครับ"
"ดังนั้นด้วยจุดประสงค์ในการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ ผมจึงจำเป็นต้องพาน้องกลับบ้านครับ"
"ก็ถือซะว่าเลี้ยงโลมาน้อยตัวหนึ่งเท่านั้นแหละครับ ทุกคนอย่าคิดลึกสิ!"
หลินมู่เกอเดินกลับขึ้นฝั่งสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังหนักแน่น
"จุดสำคัญ: จำเป็นต้องพาน้องกลับบ้าน"
"ด้วยจุดประสงค์ในการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ"
"ก็ถือซะว่าเลี้ยงโลมาน้อยตัวหนึ่งเท่านั้นแหละ"
"ไม่คิดลึกหรอกน่า อีโมจิหมาน้อยปกป้องชีวิต"
"โลมานี่เป็นสัตว์เลี้ยงที่ถูกกฎหมายด้วยเหรอ?"
"คุกสินะ! ชีวิตมีแววจะได้ไปนอนกินข้าวแดงแล้ว!"
"ถ้าเงือกคือเทพแห่งแม่น้ำในตำนานของแม่น้ำหนานเหอจริงๆ การถูกมู่เกอพากลับไปเลี้ยงมันก็ดีเหมือนกันนะ..."
"เมืองหนานเฉิงยังมีตำนานลี้ลับอะไรเหลืออยู่อีกบ้างเนี่ย? คงใกล้จะโดนมู่เกอตามเก็บคอลเลกชันจนครบแล้วมั้ง?"
[จบแล้ว]