- หน้าแรก
- คู่มือเลี้ยงผีฉบับสตรีมเมอร์
- บทที่ 33 - จะว่ายังไงดีล่ะ พอๆ กับบ้านผมเลย
บทที่ 33 - จะว่ายังไงดีล่ะ พอๆ กับบ้านผมเลย
บทที่ 33 - จะว่ายังไงดีล่ะ พอๆ กับบ้านผมเลย
บทที่ 33 - จะว่ายังไงดีล่ะ พอๆ กับบ้านผมเลย
"น่ารักดีนะ ใส่สบายไหม"
"สบายค่ะ ขอบคุณนะคะรุ่นพี่!"
อวี๋ซินหนิงในชุดนอนมาสคอตกระต่ายแบบชิ้นเดียวหมุนตัวโชว์หนึ่งรอบ
เธอดูสดใสร่าเริงและน่ารักสุดๆ ไปเลย
"รุ่นพี่รู้ขนาดตัวฉันได้ยังไงคะเนี่ย"
"ก็กะด้วยสายตาเอาน่ะ สูงประมาณร้อยหกสิบหก ค่อนไปทางผอม"
"แม่นขนาดนั้นเลยเหรอคะ แล้วน้ำหนักล่ะคะ"
"...สิ่งลี้ลับที่ไหนมีน้ำหนักกันล่ะ..."
หลินมู่เกอดื่มน้ำอึกหนึ่ง "สายตาผมเวลากะขนาดพวกสิ่งลี้ลับมักจะแม่นมากนะ"
"จริงด้วยค่ะ"
อวี๋ซินหนิงยกนิ้วโป้งให้เขาแล้วกระโดดโลดเต้นกลับเข้าไปในห้องนอน
เธอเพิ่งจะสร้าง "กลุ่มวางแผนวันเกิด" ขึ้นมา ตอนนี้มีสมาชิกเข้ามาหลายร้อยคนแล้ว
[กลุ่มนี้ตั้งขึ้นเพื่อวางแผนจัดงานวันเกิดครบรอบ 24 ปี ให้หลินมู่เกอนะคะ!]
[เปิดรับเฉพาะแฟนคลับของรุ่นพี่เท่านั้นค่ะ พวกชอบจับผิดที่คอยคอมเมนต์ว่าสิ่งลี้ลับไม่มีจริงหรือหาว่าฉันเป็นนักแสดงใส่สเปเชียลเอฟเฟกต์ รบกวนกดออกไปเองเลยนะคะ ไม่อย่างนั้นถ้าวันไหนฉันทนไม่ไหวลอยไปหาที่บ้านแล้วจะหาว่าไม่เตือน]
[ใครมีไอเดียจัดงานวันเกิดรูปแบบไหนก็เสนอมาได้เต็มที่เลยนะคะ เดี๋ยวฉันจะเป็นคนรวบรวมเองค่ะ!]
[ส่วนเรื่องอื่นๆ ยังคิดไม่ออกค่ะ ไว้คิดออกเมื่อไหร่จะมาอัปเดตเพิ่มเติมนะคะ]
อวี๋ซินหนิงพิมพ์ประกาศกลุ่มสั้นๆ แขวนเอาไว้
หลังจากหันไปทักทายกับซูเสี่ยวหรูและเจ้าเห็ดพ่นสปอร์ยักษ์ที่อยู่ข้างๆ เธอก็มองหลินมู่เกอที่กำลังนั่งค้นหาข้อมูลอยู่ข้างนอกอีกครั้ง ก่อนจะปิดไฟแล้วมุดตัวเข้าไปในผ้าห่ม
"จิ๊ ไม่มีบ้านผีสิงที่มันดูเข้าท่าบ้างเลยเหรอเนี่ย..."
หลินมู่เกอที่นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ถอนหายใจยาว
หลายวันมานี้มีข้อความส่วนตัวส่งเข้ามาเยอะมากจริงๆ ทุกคนพากันส่งพิกัดบ้านผีสิงมาให้เขามากมายก่ายกอง
แต่ครึ่งหนึ่งในนั้นเป็นเรื่องหลอกลวง ส่วนอีกครึ่งก็ไม่เข้าข่ายที่จะเรียกว่าบ้านผีสิงได้เลยด้วยซ้ำ
แค่มีคนตายหนึ่งหรือสองคนมันก็ถือเป็นบ้านปกติไม่ใช่หรือไง
ถ้าจะเป็นบ้านผีสิงอย่างน้อยก็ต้องมีวิญญาณอาฆาตชุดแดงหรืออะไรเทือกนั้นสิงสู่อยู่บ้างสิ...
"ช่างเถอะๆ พรุ่งนี้ค่อยไปซื้อเตียงพับมาก็แล้วกัน ตอนนี้อุณหภูมิในบ้านก็กำลังเย็นสบายพอดีด้วย"
หลินมู่เกอหาวหวอดใหญ่
"ฝันดีนะ"
หลังจากแตะมือไฮไฟว์กับพันมือทั้งสามที่อยู่ข้างๆ เขาก็เข้าสู่ห้วงนิทราท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบและเย็นยะเยือกราวกับห้องดับจิต
...
...
หกโมงเย็นของวันถัดมา หลินมู่เกอสะพายกระเป๋าเป้พร้อมกับหยิบเลือดที่ต้มเตรียมไว้เมื่อตอนบ่ายมาหนึ่งขวด
เมื่อตรวจสอบจนแน่ใจแล้วว่าไม่ได้ลืมอะไร เขาก็ก้าวเท้าออกจากบ้านด้วยท่าทีสบายๆ
ยอดผู้กดแจ้งเตือนล่วงหน้าสำหรับการไลฟ์สดที่สุสานสัตว์เลี้ยงพุ่งทะลุ 27000 คน สร้างสถิติใหม่อีกครั้ง
"รุ่นพี่คะ ให้ฉันไปด้วยไหมคะ"
"ไม่ต้องหรอก สุสานสัตว์เลี้ยงมันค่อนข้างน่ากลัวน่ะ ผมกลัวเธอจะ... สติปัญญาลดลงน่ะสิ"
"ก็ได้ค่ะ..."
อวี๋ซินหนิงหน้าแดงซ่าน
เธอมองส่งหลินมู่เกอจนลับสายตาแล้วจึงเปิดหน้าต่างแชตกลุ่มวางแผนวันเกิดขึ้นมา
"อ้าว นี่มันยอดนักสืบจิ๋วโฮล์มส์นี่นา!"
"แหม พ่อคนดังมาแล้ว!"
"ให้เกียรติมานั่งเล่นหมากรุกกับลุงสักตาก่อนสิ"
"ความภาคภูมิใจของหมู่บ้านซิ่งฝูเรามาแล้ว!"
"ได้ป้ายประกาศเกียรติคุณมากี่ผืนแล้วล่ะ"
ทันทีที่หลินมู่เกอเดินมาถึงลานกว้างในหมู่บ้าน เหล่าคุณลุงคุณป้าที่กำลังนั่งรับลมเย็นๆ อยู่ใต้ร่มไม้ก็เอ่ยปากแซวเขาทันที
"เปล่าครับ เปล่าครับ มันแค่บังเอิญน่ะครับ..."
เขายิ้มรับอย่างจนใจ
หลังจากรับเมล็ดแตงโมจากคุณป้าจางมาหนึ่งกำมือ เขาก็รีบจ้ำอ้าวหนีออกจากหมู่บ้านทันที
เมื่อวานนี้ข่าวสารประจำวันเมืองหนานเฉิงได้ตีพิมพ์เรื่องราวสุดมหัศจรรย์ของเขาลงไป
ชายหนุ่มหนึ่งคน ใช้เวลาสองวัน ได้รับป้ายประกาศเกียรติคุณสี่ผืน จากการทำความดีหกครั้ง
ตอนนี้เขาแทบจะกลายเป็นบุคคลระดับตำนานของเมืองหนานเฉิงไปแล้ว
"สวัสดีตอนเย็นครับทุกคน สถานที่ที่อยู่ด้านหลังผมตอนนี้ก็คือสุสานสัตว์เลี้ยงเมืองหนานเฉิงที่ร่ำลือกันครับ"
เวลาสองทุ่มครึ่ง หลังจากต่อรถเมล์มาสองชั่วโมงกว่า ในที่สุดหลินมู่เกอก็เดินทางมาถึงจุดหมายปลายทาง
"ทุกคนจะเห็นได้นะครับว่าสถานที่แห่งนี้... จะพูดยังไงดีล่ะ..."
หลินมู่เกอตบมือลงบนม้าหมุนที่ดูผุพังด้านหลัง
"สถานที่แห่งนี้เมื่อก่อนเคยเป็นสวนสนุกขนาดใหญ่ครับ ภายในมีสวนสัตว์ขนาดย่อมอยู่ด้วย แต่บังเอิญเกิดอุบัติเหตุขึ้น ทำให้มีผู้เสียชีวิตเจ็ดคนและบาดเจ็บอีกยี่สิบแปดคน"
"หลังจากนั้นสวนสนุกแห่งนี้ก็ถูกปล่อยทิ้งร้างจนมีสภาพอย่างที่เห็นนี่แหละครับ"
เขายกกล้องให้สูงขึ้น
แสงจันทร์จางๆ สาดส่องทะลุชั้นเมฆลงมากระทบกับเครื่องเล่นที่ทรุดโทรม
ทั้งชิงช้าสวรรค์และเรือไวกิ้ง สิ่งก่อสร้างเพื่อความบันเทิงที่เคยสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ บัดนี้กลับหลงเหลือเพียงเงาดำทะมึนที่ดูบิดเบี้ยวและน่าสยดสยองภายใต้แสงจันทร์
ให้ความรู้สึกหวาดกลัวราวกับมันพร้อมจะพังทลายลงมาได้ทุกเมื่อ
ถึงแม้ว่าตอนนี้จะเป็นฤดูร้อน ทว่ากลับมีเสียงสวบสาบคล้ายใบไม้แห้งในฤดูใบไม้ร่วงปลิวลู่ลมดังแว่วมาอย่างน่าประหลาด ประกอบกับเสียงเอี๊ยดอ๊าดของโครงสร้างเหล็กที่เก่าผุพัง
ท่ามกลางสวนสนุกร้างอันกว้างใหญ่ สถานที่ที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ บัดนี้กลับหลงเหลือเพียงหลินมู่เกอที่เป็นมนุษย์ที่มีลมหายใจเพียงคนเดียว
รวมถึงสิ่งมีชีวิตลี้ลับนานาชนิดที่กำลังแอบจ้องมองเขาอยู่ในมุมมืด
"เมื่อกี้ข้างหลังมู่เกอ..."
"มีดวงตาสีแดงคู่หนึ่งกะพริบแวบผ่านไป!"
"พระเจ้าช่วย คืนนี้มันจะหลอนเกินไปแล้วนะ!"
"ตาของม้าหมุนตัวนั้นดูน่ากลัวแปลกๆ แฮะ..."
"สรุปว่ามีกรณีที่สัตว์เลี้ยงกลายเป็นผีดิบด้วยเหรอ"
"ถ้าเป็นแบบนั้นก็คงจะสื่อสารกับพวกมันไม่ได้เลยสินะ!"
เนื่องจากการไลฟ์สดของเขาได้รับการโปรโมตระดับหนึ่งจากแพลตฟอร์มวิดีโอชื่อดัง ดังนั้นแม้จะเพิ่งเริ่มไลฟ์สด แต่ก็มียอดผู้ชมพุ่งสูงถึงห้าหมื่นกว่าคนแล้ว
"เรื่องสัตว์เลี้ยงกลายเป็นผีดิบนี่ถือเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยมากๆ ครับ"
หลินมู่เกอล้วงเอาขวดเลือดและพลั่วอันเล็กออกมาจากกระเป๋าเป้
"โดยปกติแล้วสิ่งมีชีวิตลี้ลับที่กลายสภาพมาจากสัตว์มักจะมีสัญชาตญาณความเป็นปรปักษ์ต่อมนุษย์ทั่วไปอยู่ลึกๆ ครับ"
"แถมพวกมันยังดุร้ายกว่าและไม่สามารถสื่อสารกันได้ด้วย"
"ถึงแม้ว่าผมจะไม่ใช่มนุษย์ทั่วไป แต่พูดตามตรงนะครับ การมายืนอยู่ตรงนี้คนเดียวมันก็แอบอันตรายอยู่นิดหน่อยเหมือนกัน"
"ผมก็เลยเตรียมพลั่วมาด้วย อย่างที่บอกแหละครับ ปลอดภัยไว้ก่อน"
เขายืนสูดลมหายใจเข้าลึกอยู่กับที่ "พี่น้องครับ กลิ่นอายความตายที่นี่ถือว่าเข้มข้นมากๆ เลยนะครับ เข้มข้นยิ่งกว่าที่สุสานเซินหรานคราวก่อนซะอีก จะว่ายังไงดีล่ะ บรรยากาศพอๆ กับบ้านผมเลยครับ"
"ถึงสถานที่แห่งนี้จะถูกเรียกว่าสุสานสัตว์เลี้ยงก็เถอะ แต่พูดตามตรงนะ ผมกวาดตามองดูคร่าวๆ แล้วไม่เห็นวี่แววของซากสัตว์เลี้ยงเลยสักนิด"
"เพราะฉะนั้นถ้าไม่ศพกลายพันธุ์ไปหมดแล้ว ก็คงเป็นแค่เรื่องแต่งขึ้นมาหลอกกันนั่นแหละครับ"
"เอาล่ะ ไม่พูดพร่ำทำเพลงแล้ว พวกเราลุยกันเลยดีกว่า!"
เมื่อเห็นว่ายอดผู้ชมในห้องไลฟ์สดทะลุหนึ่งแสนคนแล้ว หลินมู่เกอก็ไม่รอช้า เริ่มต้นการไลฟ์สดในค่ำคืนนี้อย่างเป็นทางการทันที
"《ปลอดภัยไว้ก่อน》"
"《ถ้าไม่ศพกลายพันธุ์ไปหมดแล้ว》"
"ปลอดภัยไว้ก่อนแต่ดันพกพลั่วพลาสติกมาเนี่ยนะ!"
"《ถึงแม้ว่าผมจะไม่ใช่มนุษย์ทั่วไป》"
"พี่น้องครับ มู่เกอยอมรับแล้วว่าตัวเองไม่ใช่คน [อีโมจิหมาน้อยปกป้องชีวิต]"
"ส่งต่อให้รู้กัน มู่เกอคือร่างสถิตยอดมนุษย์ [อีโมจิหมาน้อยปกป้องชีวิต]"
"《กลิ่นอายความตายเข้มข้นมากๆ》"
"《พอๆ กับบ้านผมเลยครับ》"
สวนสนุกร้างในค่ำคืนนี้กับตึกหนานเฉิงคราวก่อน แม้ว่าแห่งหนึ่งจะตั้งอยู่กลางป่าเขาและอีกแห่งตั้งอยู่ใจกลางเมือง ทว่าทั้งสองสถานที่กลับแผ่ซ่านความน่าสะพรึงกลัวออกมาในรูปแบบที่แตกต่างกัน
สถานที่ที่เคยรุ่งเรืองและเต็มไปด้วยผู้คน ทว่าในเวลานี้กลับกลายเป็นสถานที่รกร้างว่างเปล่า
ความรู้สึกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงประกอบกับสภาพแวดล้อมที่มืดมิด ทำให้ยอดผู้ชมในห้องไลฟ์สดพุ่งสูงขึ้นแต่กลับมีจำนวนคอมเมนต์วิ่งบนหน้าจอน้อยลง
ทุกคนพร้อมใจกันหดมือกลับเข้าไปซุกอยู่ในผ้าห่มอุ่นๆ...
"ทำไม... ผมถึงรู้สึกเหมือนมีตัวอะไรกำลังจ้องมองผมอยู่เลยล่ะ..."
หลินมู่เกอขมวดคิ้วแล้วกวาดสายตามองไปรอบๆ
"สายตานี้... มันควรจะให้ความรู้สึกน่ารักสิ แต่ทำไมถึงได้ดูลึกลับซับซ้อนขนาดนี้นะ ลึกลับแต่ก็น่ารัก..."
เขาเพ่งสายตาไปที่มุมมืดข้างๆ หุ่นจำลองคนตัดไม้หัวโล้นที่ในมือถือเลื่อยไฟฟ้า "ชู่ว!"
ราวกับสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง เขาค่อยๆ วางกล้องลงบนพื้น เม้มริมฝีปากพร้อมกับทำท่าทางบอกให้เงียบเสียง
จากนั้นเขาก็ค่อยๆ ย่องเข้าไปหาจุดอับสายตานั้นอย่างระมัดระวัง
"พระเจ้าช่วย! ลูกตาของหุ่นจำลองคนตัดไม้ขยับได้!"
"ฉันก็เห็นเหมือนกัน!"
"เมื่อกี้มีตัวอะไรพุ่งผ่านหน้ากล้องไปน่ะ!"
"ช่วยด้วย!"
"แม่จ๋าาาา!"
"มุมกล้องนี้น่ากลัวเกินไปแล้ว"
"ใครก็ได้มาช่วยกล้องที!"
ในเวลานี้หลินมู่เกอยังคงเม้มริมฝีปากและขมวดคิ้ว โดยไม่ทันสังเกตเลยว่าหุ่นจำลองคนตัดไม้ที่สูงกว่าสองเมตรและมีสภาพผุพังกำลังจ้องมองเขาอยู่
ดวงตาของหุ่นจำลองที่มีขนาดใหญ่เท่าหัวเด็กทารกบิดหมุนไปยังมุมที่ดูพิลึกพิลั่น
สีเคลือบที่ลอกล่อนจากการถูกลมและฝนกัดกร่อนมาอย่างยาวนานค่อยๆ หลุดร่วงลงมา
ผ่านเลนส์กล้องไลฟ์สด มุมปากที่ไร้ชีวิตชีวาของมันค่อยๆ ขยับยิ้มขึ้นทีละนิด
แขนที่แข็งทื่อค่อยๆ ยกขึ้นอย่างเงียบเชียบ
เลื่อยไฟฟ้าขนาดมหึมาในมือเล็งเป้าหมายไปที่ศีรษะของหลินมู่เกออย่างเงียบงัน
ท่ามกลางแสงจันทร์ เงาดำอันน่าสยดสยองแผ่ขยายวงกว้างออกไปอย่างเงียบเชียบ ราวกับกำลังจะกลืนกินหลินมู่เกอเข้าไปทีละน้อย
[จบแล้ว]