- หน้าแรก
- พลิกโลกเซียนด้วยทรัพยากรพันล้าน
- บทที่ 569 การตอบสนอง
บทที่ 569 การตอบสนอง
บทที่ 569 การตอบสนอง
หลายวันต่อมา มณฑลชิงโจว ทะเลหิ่งห้อย
ความจริงแล้วทะเลหิ่งห้อยมิใช่ทะเล แต่เป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ เนื่องจากมีพื้นที่กว้างขวางจนมองไม่เห็นขอบเขต จึงถูกขนานนามว่าทะเลหิ่งห้อย
ภายในทะเลหิ่งห้อยแห่งนี้ เป็นแหล่งกำเนิดหินหิ่งห้อย ซึ่งเป็นทรัพยากรวิญญาณที่หาได้ยากยิ่ง เมื่อถึงยามค่ำคืนและได้รับแสงจันทร์สาดส่อง หินหิ่งห้อยที่อยู่ก้นทะเลสาบจะเปล่งแสงสีจาง ดูเหมือนดวงดาราที่ร่วงหล่นลงสู่ก้นน้ำ ช่างงดงามตระการตา
ณ ใจกลางทะเลหิ่งห้อย มีเกาะกลางน้ำตั้งอยู่ บนเกาะมีต้นไม้บรรพกาลสูงเสียดฟ้า สายน้ำไหลริน ต้นหลิวริมทะเลสาบพริ้วไหวตามสายลม เหนือผิวน้ำมีนกกระเรียนเซียนบินผ่านเป็นครั้งคราว พร้อมกับทิ้งระลอกคลื่นน้ำไว้เบื้องหลัง
ภายในเกาะกลางน้ำเต็มไปด้วยอาคารสูงที่วิจิตรตระการตา สถาปัตยกรรมเน้นความเรียบง่ายและสง่างาม กระจายตัวอยู่ท่ามกลางขุนเขาและสายน้ำอย่างเป็นระเบียบ สะท้อนเงาเข้ากับน้ำในทะเลสาบที่ใสสะอาดและเป็นสีคราม
ที่ริมขอบเกาะ มีซุ้มประตูหินโอ่อ่าตั้งตระหง่าน บนประตูสลักคำว่า ‘หอกวนฉา’ สามตัวใหญ่ ลายเส้นเฉียบคมประดุจกระบี่ที่ออกจากฝัก เผยให้เห็นถึงอำนาจที่มิอาจสั่นคลอนได้
เมื่อเดินผ่านขั้นบันไดหินขึ้นไป จะเห็นภาพภายในสำนัก มีศิษย์กำลังฝึกฝนและประลองฝีมืออยู่ที่ลานประลอง กลิ่นอายกระบี่พุ่งพล่าน ฝ่ามือปะทะลมจนเกิดเสียงหวีดหวิว
มีผู้อาวุโสในสำนักไพล่หลังเดินไปมา เพื่อชี้แนะการฝึกฝนและถ่ายทอดเคล็ดวิชาที่ซับซ้อนให้แก่บรรดาศิษย์ พร้อมทั้งไขข้อข้องใจในการบำเพ็ญเพียร
ที่นี่คือที่ตั้งของสำนักหอกวนฉา ผู้นำฝ่ายธรรมะแห่งมณฑลชิงโจว
สำนักทั้งหมดใช้ทะเลหิ่งห้อยเป็นรากฐานของค่ายกลใหญ่ ดำรงอยู่มานานกว่าหนึ่งพันปี ผ่านทั้งความรุ่งโรจน์และความเสื่อมถอย ยามนี้หอกวนฉายังคงเป็นผู้นำฝ่ายธรรมะแห่งมณฑลชิงโจวอย่างเต็มภาคภูมิ
ภายในตำหนักใหญ่ใจกลางหออาวุโส ตำหนักแห่งนี้มีความสง่างามและโดดเด่น ภายในตำหนักประดิษฐานรูปปั้นเทพเจ้าและเซียนจำนวนมาก กลิ่นธูปคละคลุ้ง ให้ความรู้สึกที่เคร่งขรึมและสงบ
ยามนี้มีเงานั่งคุกเข่าอยู่ภายในตำหนัก เส้นผมของเขามีสีขาวและดำปนกัน แม้จะอยู่ในความเงียบงัน แต่กลิ่นอายที่แผ่ออกมาก็ยังทำให้ผู้คนไม่กล้าสบตาโดยตรง
“ท่านผู้อาวุโสใหญ่ เมื่อสามปีก่อน เหมืองอัคคีสุริยันในเมืองตงหลิน หุบเขาสมุนไพรวิญญาณในเมืองซีกวน และเหมืองทองหยกวิญญาณหินเหลืองในเมืองเจียเซา พื้นที่ทรัพยากรวิญญาณทั้งสามแห่งนี้ถูกกลุ่มผู้ฝึกตนวิถีมารภายใต้การนำของซูเจี๋ยเข้าปล้นชิงอย่างต่อเนื่อง พวกเขาใช้เรือเหาะอาคมลำเลียงผู้ฝึกตนวิถีมารจากวังเขากุ่ยหลิ่งจำนวนมาก เพื่อมุ่งเป้าไปที่พื้นที่ทรัพยากรวิญญาณของเราโดยเฉพาะ”
ชายผู้หนึ่งเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว เขาคือชุยเหวินเฮ่า ผู้อาวุโสหอจัดการฝ่ายใน แม้จะมีระดับพลังเพียงขอบเขตขุมพลังเร้นลับขั้นที่ห้า แต่เขาก็ได้รับความไว้วางใจจากสำนักให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญนี้
ชายที่นั่งคุกเข่าลุกขึ้นช้า ๆ แม้ผมจะขาวโพลน แต่ใบหน้ากลับไม่ดูชราภาพเลย
เมื่อเขาหมุนตัวกลับมา จะเห็นว่าคิ้วของเขาคมประดุจกระบี่พาดไปยังขมับ เขาสวมชุดเรียบง่ายโดยไม่มีเครื่องประดับที่หรูหรา แต่กลิ่นอายที่สงบนิ่งและมั่นคงนั้นกลับแผ่ออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ
นี่คือต่งอวี่ ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งหอกวนฉา มีระดับพลังขอบเขตวิถีฐานาขั้นที่เจ็ด และเขายังเป็นผู้ดูแลเรื่องราวสำคัญของหอกวนฉาด้วย
หอกวนฉามีกฎเกณฑ์หนึ่งว่า ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งเจ้าสำนักได้จะต้องอยู่ระดับระดับจื่อฝู่เท่านั้น ดังนั้นนับตั้งแต่เจ้าสำนักคนก่อนวายชนม์ไปเมื่อแปดสิบปีก่อน ตำแหน่งเจ้าสำนักจึงว่างเว้นมาโดยตลอด
ยามนี้เรื่องราวของหอกวนฉาถูกตัดสินโดยผู้อาวุโสสูงสุดห้าคน และต่งอวี่เนื่องจากมีความแข็งแกร่งที่สุดและมีอาวุโสสูงสุด จึงเป็นผู้นำของเหล่าผู้อาวุโสสูงสุด และมีอำนาจสั่งการในหอกวนฉาอย่างยิ่ง
“จงสั่งการให้พื้นที่ทรัพยากรวิญญาณทุกแห่งลดการขุดเจาะลง นอกจากพื้นที่ที่จำเป็นแล้ว ให้ศิษย์ทุกคนถอยกลับมาที่สำนักเป็นการชั่วคราว ส่วนพื้นที่ที่ยังเหลืออยู่ให้เพิ่มกำลังเฝ้าระวังและวางค่ายกลป้องกัน...”
ต่งอวี่กล่าวด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง หอกวนฉามีรากฐานที่มั่นคงและมีทรัพย์สินทั่วทั้งมณฑลชิงโจว การที่พื้นที่ทรัพยากรบางแห่งถูกโจมตีนั้นยังไม่ถึงขั้นที่ทำให้รากฐานสั่นคลอน ความเสียหายนี้ยังเทียบไม่ได้กับการสูญเสียจงซินเผิงไปเลย
“รับบัญชา ท่านผู้อาวุโสใหญ่ แต่เรื่องซูเจี๋ย เราจะปล่อยให้เขากระทำการตามใจชอบเช่นนี้ไปตลอดหรือ”
ชุยเหวินเฮ่ากล่าวด้วยความคับแค้นใจ หอกวนฉาเคยถูกผู้ฝึกตนวิถีมารรังแกเช่นนี้ที่ไหน เรื่องนี้เป็นการหยามเกียรติกันอย่างเห็นได้ชัด
“การที่สามารถสังหารผู้อาวุโสจงได้ พลังของซูเจี๋ยย่อมไม่อยู่ต่ำกว่าระดับวิถีฐานาขั้นที่สี่ นอกจากวิญญาณพยาบาทระดับแปดและตัวกู่ระดับสูงแปดหลอมแล้ว ตัวเขาเองยังถนัดเคล็ดวิชาจอมมารทะเลโลหิตกลืนสวรรค์ที่ล้ำลึก จอมมารผู้นี้มีพละกำลังที่กล้าแกร่งแล้ว การจะจัดการเขานั้นทำได้ยากยิ่ง”
ต่งอวี่กล่าวโดยไม่มีความรู้สึกใดปนอยู่ เป็นเพียงการยอมรับความจริงเท่านั้น
ซูเจี๋ยมีพละกำลังที่แข็งแกร่ง ทั้งยังรวดเร็วและมีร่องรอยลึกลับ
ผู้ที่สู้เขาได้อาจสังหารเขาไม่ได้ และผู้ที่สังหารเขาได้ก็อาจหาตัวเขาไม่พบ
แม้จะเป็นหอกวนฉา หากไม่ใช้ไม้ตายสุดท้ายหรือระดมคนล้อมกรอบ ก็คงมีเพียงต่งอวี่เท่านั้นที่สามารถสยบซูเจี๋ยในการต่อสู้ตัวต่อตัวและมีโอกาสสังหารเขาได้จริง
ชุยเหวินเฮ่าเข้าใจเหตุผลนี้ดี แต่ในใจก็ยังไม่ยอมรับ
หอกวนฉาเป็นขุมพลังที่ยิ่งใหญ่ก็จริง แต่เพราะขนาดที่ใหญ่โตนี้เอง เมื่อต้องเผชิญกับผู้ฝึกตนวิถีมารที่มีพลังสังหารสูงและเคลื่อนที่เร็วอย่างซูเจี๋ย จึงทำให้รู้สึกไร้กำลัง
มีสถานที่มากมายที่ต้องเฝ้าระวังและปกป้อง ตราบใดที่ซูเจี๋ยไม่ได้โง่เขลาพอที่จะบุกมาถึงหน้าประตูสำนักหอกวนฉาเพื่อปะทะโดยตรง การจะจับกุมมารที่ฉลาดหลักแหลมผูี้ย่อมเป็นเรื่องยาก
“การติดต่อกับพันธมิตรกระบี่หมื่นเล่มเป็นอย่างไรบ้าง? และวิหารเมฆาอัคคีมีการตอบสนองอย่างไร”
ต่งอวี่สอบถาม เนื่องจากพันธมิตรกระบี่หมื่นเล่มมีความสัมพันธ์ที่ดีกับหอกวนฉามาโดยตลอด และยังเป็นแรงสนับสนุนสำคัญในการจัดการซูเจี๋ย
นอกจากนี้ยังต้องจับตามองวิหารเมฆาอัคคี ซึ่งเป็นศัตรูคู่อริของหอกวนฉา ยามนี้จงซินเผิงซึ่งเป็นผู้ออาวุโสสูงสุดได้วายชนม์ไป พลังของสำนักลดทอนลงไปไม่น้อย จึงยากจะประกันได้ว่าวิหารเมฆาอัคคีจะไม่เคลื่อนไหวใดๆ
“พันธมิตรกระบี่หมื่นเล่มตกลงที่จะแบ่งปันข้อมูลข่าวสารกับเรา เพื่อร่วมกันสังหารไอ้มารซู ส่วนวิหารเมฆาอัคคียังไม่มีการตอบสนองใดเป็นพิเศษ มีเพียงการประกาศรับไถ่ตัวศิษย์อัจฉริยะฉินเมิ่งอิ่งที่ถูกซูเจี๋ยจับกุมไปเท่านั้น”
ชุยเหวินเฮ่ารีบรายงานเรื่องราวทั้งหมด และกล่าวเสริมตอนท้ายว่า “นอกจากนี้ จำนวนเงินรางวัลนำจับของซูเจี๋ยยังไม่ได้กำหนด ท่านมีความเห็นว่า...”
“ประกาศเงินรางวัลนำจับหนึ่งสิบล้านหินวิญญาณ”
ต่งอวี่กล่าวจำนวนเงินที่มหาศาลออกมาโดยตรง แต่จำนวนเงินนี้เมื่อเทียบกับความสำคัญของซูเจี๋ยแล้ว ก็ถือว่าสมเหตุสมผล หรืออาจจะน้อยไปด้วยซ้ำ
ชุยเหวินเฮ่าพยักหน้าเข้าใจ และถอยออกไปอย่างรวดเร็ว
ภายในตำหนักใหญ่กลับมาสู่ความสงบอีกครั้ง ต่งอวี่หยิบธูปแสงปรภพสามดอกขึ้นมา และปักลงในกระถางธูป
“ท่านอาจารย์ ท่านว่าศิษย์ควรทำประการใดต่อไป”
ต่งอวี่ถอนหายใจยาว คล้ายกับกำลังพูดกับตนเอง
ภายในกระถางธูป ธูปแสงปรภพสามดอกลุกไหม้อย่างรุนแรง และหมดสิ้นไปภายในพริบตา กลายเป็นเถ้าถ่านร่วงหล่น
ดวงตาของรูปปั้นเทพเจ้าข้างหนึ่งพลันเปล่งแสงสว่างขึ้น ความกกดันที่ไร้ที่มาปกคลุมไปทั่ว และมีลมพัดขึ้นภายในตำหนักโดยไม่มีสาเหตุ
ต่งอวี่รีบคุกเข่าลง หูขยับเล็กน้อยคล้ายกับกำลังฟังสิ่งใดอยู่ หลังจากเวลาผ่านไปครู่หนึ่งเขาจึงเงยหน้าขึ้น ความสงบที่เคยมีกลับมีความตื่นเต้นปนอยู่ไม่น้อย
“รับบัญชา ที่แท้ราชวงศ์ต้องการค้นหาสิ่งนั้น... ศิษย์ทราบแล้วว่าควรทำประการใด ท่านอาจารย์กล่าวได้ถูกต้อง ซูเจี๋ยเป็นเพียงปัญหาเล็กน้อย ตราบใดที่ท่านอาจารย์กลับคืนสู่โลกมนุษย์ได้ ย่อมสามารถสยบใต้หล้าและขจัดปัญหาทั้งปวงให้สิ้นซาก”
ท่ามกลางคำกล่าวของต่งอวี่ แสงสว่างในดวงตาของรูปปั้นค่อยๆ มืดดับลง
เสียงดังเพล้ง!
รูปปั้นเทพเจ้าองค์นั้นแตกกระจายออก ท่ามกลางชิ้นส่วนเหล่านั้น มีเงาสลัวของสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวและบิดเบี้ยวสลายไป
หากมีผู้ฝึกตนที่มีความรู้กว้างขวางอยู่ที่นี่ ย่อมจะจำได้ว่านั่นคือกายธรรมแท้จริงที่ระดับหยางเสินเท่านั้นที่จะหลอมขึ้นได้ แต่ตามปกติแล้ว มันไม่ควรจะมีขนาดเล็กเช่นนี้
……………
มณฑลชิ่งโจว วิหารเมฆาอัคคี
หากกล่าวว่าหอกวนฉาสร้างขึ้นโดยอิงจากทะเลหิ่งห้อย วิหารเมฆาอัคคีก็คือสำนักที่ตั้งอยู่บนภูเขาไฟที่ยังมีพลัง
ภูเขาจวี้เฟิง นี่คือภูเขาไฟที่ปะทุอยู่ตลอดเวลา ด้านล่างมีชีพจรวิญญาณพาดผ่าน ทำให้เปลวไฟที่ลุกไหม้มิใช่ไฟธรรมดา แต่เป็นเพลิงอัคคีปฐพีที่มีพลังวิญญาณ ภายในภูเขาไฟยังมีบัวอัคคีล้ำค่าและแร่ธาตุอัคคีหลากหลายชนิดเติบโตอยู่เป็นจำนวนมาก
บนภูเขาจวี้เฟิง มีอาคารก่อสร้างเรียงรายกันอยู่มากมาย
ภายในภูเขาไฟ บรรดาศิษย์วิหารเมฆาอัคคีนั่งขัดสมาธิ พวกเขาสวมชุดเส้นใยน้ำแข็งเพื่อช่วยต้านทานความร้อน บางคนนั่งห่างออกไป บางคนจมกายครึ่งหนึ่งลงในเพลิงอัคคีปฐพี ผิวหนังถูกความร้อนแผดเผาจนแดงก่ำคล้ายกับกุ้งที่สุกแล้ว มีบางคนทนไม่ไหวจนร่างกายดูคล้ายซากศพที่ขาดน้ำและต้องหนีออกไป
ที่นี่คือที่ตั้งของสำนักวิหารเมฆาอัคคี ผู้นำฝ่ายธรรมะแห่งมณฑลชิ่งโจว
บรรดาศิษย์เหล่านั้นฝึกฝนเคล็ดวิชาพื้นฐานของวิหารเมฆาอัคคี คือเคล็ดวิชากลืนเพลิงชุนหยางแท้จริง ซึ่งสามารถดูดซับเปลวไฟเพื่อเพิ่มความเร็วในการฝึกฝน ยิ่งเป็นเพลิงวิญญาณที่แปลกพิสดารมากเท่าไร ผลลัพธ์ย่อมดีขึ้น
ภูเขาจวี้เฟิงสำหรับวิหารเมฆาอัคคี ก็เปรียบเสมือนหุบเขาแมลงสำหรับวังเขากุ่ยหลิ่ง สถานที่อันตรายที่คนนอกหวาดกลัว กลับเป็นขุมสมบัติที่พวกเขาสามารถพัฒนาได้
เหนือปากปล่องภูเขาไฟที่ระดับความสูงหนึ่งพันเมตร มีตำหนักหลังหนึ่งลอยเด่นอยู่
ตำหนักทั้งหลังสร้างจากหยกขาวผลึกอัคคี มีพื้นที่กว่าล้านตารางเมตร ดูสง่างามและมีเกรงขาม โดยอาศัยแรงดันจากความร้อนของเพลิงอัคคีปฐพีในการทรงตัวอยู่บนท้องฟ้ามานานกว่าหนึ่งพันปีแล้ว
ที่นี่คือวังเซียนชื่อเย่า ว่ากันว่าเจ้าสำนักวิหารเมฆาอัคคีรุ่นแรกชื่นชอบสิ่งก่อสร้างที่แปลกใหม่ จึงได้สร้างสิ่งมหัศจรรย์ขึ้นมากมาย และสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือวังเซียนชื่อเย่าแห่งนี้
เพื่อที่จะสร้างวังเซียนชื่อเย่าแห่งนี้ ต้องใช้เวลกว่าหกร้อยปี ทำให้วิหารเมฆาอัคคีต้องประสบกับสภาวะขาดแคลนทรัพย์สินถึงแปดครั้ง ผ่านเจ้าสำนักมาถึงห้ารุ่น จึงสามารถสร้างวังเซียนชื่อเย่าได้สำเร็จ และกลายเป็นสถาปัตยกรรมที่เป็นสัญลักษณ์ของมณฑลชิ่งโจวอย่างเต็มภาคภูมิ
ในยามนี้ที่วังเซียนชื่อเย่า มีโซ่เหล็กขนาดใหญ่ห้อยลงมา ดูเหมือนกิ่งหลิวที่ห้อยย้อย มีผู้ฝึกตนขึ้นลงผ่านโซ่เหล่านั้นเป็นระยะ
ผู้ที่จะขึ้นไปยังวังเซียนชื่อเย่าได้ มีเพียงศิษย์สายในและผู้อาวุโสระดับขุมพลังเร้นลับเท่านั้น มีการจัดเตรียมโซ่เหล็กเหล่านี้ไว้เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ศิษย์สายในที่ยังเหาะเหินเดินอากาศไม่ได้
ยามนี้ที่ด้านล่างของวังเซียนชื่อเย่า มีหญิงสาวผู้หนึ่งยืนอยู่ นางเงยหน้าขึ้นมองสำนักที่คุ้นเคย แววตาเต็มไปด้วยความคิดมากมาย
หญิงผู้นี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือฉินเมิ่งอิ่งที่ถูกซูเจี๋ยลักพาตัวไปนั่นเอง
หลังจากถูกซูเจี๋ยปล่อยตัวให้กลับมา นางก็รีบเดินทางกลับมายังวิหารเมฆาอัคคีโดยไม่หยุดพัก
นางสูดลมหายใจเข้าลึก ภายใต้การนำของผู้อาวุโสหลายคน ฉินเมิ่งอิ่งเหาะขึ้นไปสู่ท้องฟ้า ไปยังวังเซียนชื่อเย่า และได้พบกับฉู่เหยียนกัง เจ้าสำนักวิหารเมฆาอัคคีที่รอคอยอยู่ก่อนแล้ว
เขาคือชายที่มีความสูงถึงสองเมตร ร่างกายกำยำประดุจหมีสีน้ำตาล บนศีรษะเกลี้ยงเกลา มีหนวดเคราสีแดงเพลิง หากมองเพียงผิวเผิน เขาดูคล้ายกับผู้ฝึกยุทธที่ฝึกฝนร่างกายในยุทธภพมากกว่า
เมื่อเห็นเจ้าสำนักของตน ขอบตาของฉินเมิ่งอิ่งพลันร้อนผ่าว เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาที่ดูเหมือนความฝันที่แปลกประหลาด
ทว่าท่าทางของนางกลับทำให้ฉู่เหยียนกังเข้าใจผิด ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความโกรธแค้น “เสี่ยวฉิน หรือว่าไอ้มารผู้นั้นจะข่มเหงเจ้ายิ่งนัก มันช่างสามหาวนัก เห็นว่ามันเป็นมารแห่งมณฑลชิงโจวแล้ววิหารเมฆาอัคคีจะจัดการมันไม่ได้เชียวหรือ? จงรับฟังคำสั่ง...”
คงไม่อาจตำหนิฉู่เหยียนกังที่โกรธแค้น เพราะฉินเมิ่งอิ่งคือเมล็ดพันธุ์เซียนแห่งวิหารเมฆาอัคคี มีพรสวรรค์ที่โดดเด่น มีกายาศักดิ์สิทธิ์เพลิงลี้ลับ ซึ่งเป็นตัวแทนที่ดีที่สุดในการฝึกฝนเคล็ดวิชาพื้นฐานของสำนัก และได้รับความหวังอย่างยิ่งจากสำนัก
เมื่อทราบว่าฉินเมิ่งอิ่งถูกซูเจี๋ยลักพาตัวไป วิหารเมฆาอัคคีก็ประกาศยอมมอบหินวิญญาณเพื่อไถ่ตัวทันที โดยแสดงท่าทีที่จริงจัง
เพียงแต่หอกวนฉายังไม่ทันได้รับคำตอบจากซูเจี๋ย ก็พบว่าฉินเมิ่งอิ่งเดินทางกลับมายังสำนักด้วยตนเองแล้ว พวกเขาจึงคิดว่าฉินเมิ่งอิ่งต้องใช้พละกำลังและความพยายามอย่างยิ่งในการหลบหนีกลับมา
ฉู่เหยียนกังจึงสรุปเอาเองว่า ฉินเมิ่งอิ่งต้องเผชิญกับความอัปยศและพบกับความทุกข์ระทม จนกระทั่งหาโอกาสหนีรอดจากเงื้อมมือของมารซูมาได้
“เดี๋ยวก่อน ท่านเจ้าสำนัก ซูเจี๋ยไม่ได้ทำสิ่งใดกับข้า ไม่ใช่อย่างที่ท่านคิด”
ใบหน้าของฉินเมิ่งอิ่งขึ้นสีแดงระเรื่อ นางรีบกล่าวขัดจังหวะและอธิบายว่า “ซูเจี๋ยเป็นคนปล่อยข้ากลับมา”
“ซูเจี๋ยปล่อยเจ้ากลับมา?”
ฉู่เหยียนกังชะงักไป ชื่อเสียงของซูเจี๋ยแพร่สะพัดมาถึงมณฑลชิ่งโจวนานแล้ว เรื่องการจับกุมศิษย์อัจฉริยะเพื่อเรียกค่าไถ่นั้นเป็นที่โจษจัน แต่ไม่เคยเห็นซูเจี๋ยจะระลึกว่ามีการปล่อยตัวผู้ใดมาก่อนเลย
“ซูเจี๋ยให้ข้ากลับมาบอกความว่า เขาต้องการร่วมมือกับวิหารเมฆาอัคคี เพื่อร่วมกันต่อสู้กับหอกวนฉาและพันธมิตรกระบี่หมื่นเล่ม เรื่องนี้โปรดท่านเจ้าสำนักโปรดพิจารณา”
ในขณะที่พููด ฉินเมิ่งอิ่งยังหยิบศีรษะหนึ่งออกมาจากถุงมิติ
“เผยหลานชิง ผู้อาวุโสระดับขุมพลังเร้นลับแห่งหอกวนฉา นี่คือผู้ที่ซูเจี๋ยสังหารยามเข้ายึดเหมืองหินสุริยันอัคคีของหอกวนฉา เขาบอกว่านี่คือของขวัญสำหรับการร่วมมือกัน”
ฉินเมิ่งอิ่งเล่าเรื่องราวที่สนทนากับซูเจี๋ยให้ฟังอย่างละเอียด และวางศีรษะนั้นลงบนพื้น
ฉู่เหยียนกังนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง สายตามองไปยังฉินเมิ่งอิ่ง และถามว่า “เจ้าเคยอยู่กับชายผู้นี้มาแล้ว จงบอกข้าทีว่าเขามีนิสัยใจคอเป็นอย่างไร”
“ข้าเห็นมารผู้นี้ มีนิสัยเผด็จการ กระทำการอำมหิต เป็นผู้ที่มีความทะเยอทะยานอย่างยิ่ง และทำทุกอย่างโดยไม่เลือกวิธีการเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย”
ฉินเมิ่งอิ่งกล่าวสรุปตามความคิดของตน แม้จะได้สัมผัสกับซูเจี๋ยเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่เขาก็สร้างความประทับใจที่ยากจะลืมเลือนให้แก่นาง
“ร่วมมือต่อต้านพันธมิตรกระบี่หมื่นเล่มและหอกวนฉาหรือ ฮ่าฮ่า นั่นนับเป็นหุ้นส่วนการค้าที่เหมาะสมผู้นหนึ่งทีเดียว”
เมื่อได้ยินการประเมินของฉินเมิ่งอิ่ง ฉู่เหยียนกังก็หัวเราะลั่น และกล่าวคำที่ทำให้ฉินเมิ่งอิ่งรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย
“ชายผู้นี้มีความทะเยอทะยาน มารเช่นนี้แหละ จึงจะไร้ซึ่งความหวาดหวั่นต่อชื่อเสียงของหอกวนฉา”
ดวงตาของฉู่เหยียนกังเป็นประกายขึ้น ยามนี้วิหารเมฆาอัคคีแม้จะยังเป็นผู้นำฝ่ายธรรมะแห่งมณฑลชิ่งโจว แต่เบื้องหน้ามีหอกวนฉาที่จ้องจะเผชิญหน้า เบื้องหลังมีพันธมิตรกระบี่หมื่นเล่มที่จ้องจะชิงตำแหน่ง สภาพแวดล้อมที่ตนเผชิญอยู่นั้นห่างไกลจากความมั่นคงอย่างที่ผู้คนเห็นนัก
หากร่วมมือกับซูเจี๋ย ไม่แน่ว่าอาจใช้โอกาสนี้ในการโจมตีและทอนกำลังของพันธมิตรกระบี่หมื่นเล่มและหอกวนฉาลงได้
ส่วนเรื่องการร่วมมือกับวิถีมารจะมีผลเสียหรือไม่นั้น ฉู่เหยียนกังไม่สนใจเรื่องนั้นเลย ตราบใดที่ข่าวไม่แพร่สะพัดออกไปก็พอ
หรือหากได้รับชัยชนะในบั้นปลาย แม้ข่าวจะแพร่สะพัดออกไป วิหารเมฆาอัคคีก็มิได้หวาดหวั่น พวกเขาเพียงแค่แก้ไขข้อมูลบางส่วน หาข้ออ้างมาหลอกลวงชาวโลกสักเล็กน้อยก็นับว่าเพียงพอแล้ว เพราะประวัติศาสตร์นั้นมักถูกเขียนขึ้นโดยผู้ชนะเสมอ
“ซูเจี๋ยหรือ? หวังว่าเจ้าจะนำแผนการร่วมมือที่ดีมาให้ข้า”
ฉู่เหยียนกังเริ่มมีความต้องการที่จะพบกับซูเจี๋ย ผู้ยิ่งใหญ่วิถีมารที่โด่งดังไปทั่วมณฑลชิงโจวผู้นี้ เพื่อจะได้เห็นถึงความเก่งกาจของฝ่ายตรงข้ามให้เป็นบุญตาแล้ว