เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 313 การทำลายอำนาจเหนือน่านฟ้า

บทที่ 313 การทำลายอำนาจเหนือน่านฟ้า

บทที่ 313 การทำลายอำนาจเหนือน่านฟ้า


“เสี่ยวเชียน ทำได้ดีมาก”

ซูเจี๋ยลูบศีรษะของตะขาบพันมือเบาๆ เมื่อมองเห็นทางวิ่งคอนกรีตถูกระเบิดจนกลายเป็นหลุมยักษ์ เครื่องบินรบหลายลำที่จอดรอคอยจะทะยานขึ้น ทั้ง F-16, F-35 และลำอื่นๆ ต่างก็กลายเป็นกองเศษเหล็กไร้ค่าไปหมดแล้ว

แต่ทว่าเพียงแค่นัดเดียวยังไม่อาจจะแก้ปัญหาได้อย่างเด็ดขาด เพราะสนามบินทหารแบบนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ทางวิ่งเดียว

นอกจากทางวิ่งคอนกรีตที่เป็นทางวิ่งหลักแล้ว ยังมีทางวิ่งที่เป็นดินอีกด้วย

เนื่องจากทางวิ่งคือเป้าหมายสำคัญในการโจมตีทางอากาศของศัตรู หากถูกทำลายไปการจะซ่อมแซมให้กลับมาใช้งานได้นั้นต้องใช้เวลานาน

ดังนั้นเพื่อให้แน่ใจว่าเครื่องบินจะสามารถทะยานขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง สนามบินจึงมีการสร้างทางวิ่งดินเอาไว้ด้วย

แม้ทางวิ่งดินจะถูกศัตรูโจมตีทางอากาศ แต่ก็ยังสามารถซ่อมแซมได้ง่ายเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการในยามสงคราม

ตะขาบพันมือร้องออกมาอย่างเริงร่า พลางทำงานประสานกับซูเจี๋ยเพื่อทำการโจมตีต่อไป ลูกปืนใหญ่ขนาดมหึมานับสิบนัดร่วงหล่นลงมาติดต่อกัน จนทำให้ทางวิ่งทั้งแบบคอนกรีตและแบบดินถูกระเบิดจนพังพินาศไปหมด

ในตอนนี้ ภายในสนามบินได้ตกอยู่ในความโกลาหลวุ่นวายอย่างเต็มรูปแบบแล้ว พลังทำลายล้างของลูกปืนใหญ่ขนาดมหึมาเหล่านี้นั้นน่าสะพรึงกลัวอย่างถึงที่สุด

ในจุดที่ปืนใหญ่ตกลงไป ภายในรัศมีหนึ่งร้อยห้าสิบเมตรแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยจะมีใครรอดชีวิตอยู่ได้

ลูกปืนใหญ่เหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำลายทางวิ่งเท่านั้น แต่ยังระเบิดถล่มพื้นที่ลานเติมน้ำมัน ลานจอดเครื่องบิน ทางขับ ลานปรับแก้ศูนย์ปืน และอาคารที่พักของนักบิน จนกลายเป็นหลุมเป็นบ่อไปทั่วพื้นที่ ปิดตายโอกาสที่เครื่องบินรบจะทะยานขึ้นหรือร่อนจอดในกรณีฉุกเฉินไปโดยสิ้นเชิง

การที่เครื่องบินรบไม่อาจทะยานขึ้นได้นั้น ไม่ได้หมายความว่าภัยคุกคามจะหมดสิ้นไป การโจมตีของซูเจี๋ยได้สร้างความตื่นตระหนกให้แก่กองทัพของประเทศเป้าหมายทั้งหมดแล้ว

สนามบินทหารแห่งอื่นๆ เริ่มมีการส่งเครื่องบินรบขึ้นบินอย่างเร่งด่วน หรือเครื่องบินรบที่เปลี่ยนเส้นทางมาจากสนามบินพลเรือน ต่างก็พากันบินมาสนับสนุนอย่างรวดเร็ว เพื่อหวังจะรักษาความปลอดภัยให้แก่สนามบินทหารที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเป้าหมายแห่งนี้เอาไว้

ซูเจี๋ยเงยหน้าขึ้นมองที่ระยะไกลออกไป เขาเห็นจรวดมิสไซล์หลายลูกกำลังพุ่งแหวกลอยฟ้าเข้ามาอย่างรวดเร็ว

จรวดเหล่านี้ถูกยิงมาจากทางทิศตะวันตก ซึ่งน่าจะเป็นการยิงมาจากฐานปฏิบัติการเรือรบในทะเล

“เสี่ยวเชียน ย้ายที่กันเถอะ เปลี่ยนพิกัดไปยิงที่อื่นกันดีกว่า”

ซูเจี๋ยพาตะขาบพันมือมุดกลับลงไปใต้ดิน พร้อมกับเก็บม้วนค่ายกลแบบพกพาไปทันที

หลังจากพวกเขาจากไปได้ไม่นาน จรวดมิสไซล์หลายลูกก็ตกลงบริเวณโดยรอบ แรงระเบิดทำให้หน้าดินไหม้เกรียมและฟุ้งกระจายไปทั่ว ต้นไม้ใหญ่หักโค่นล้มระเนระนาด ตกอยู่ในสภาพที่ย่อยยับพังพินาศ

“การโจมตีจากปืนใหญ่หยุดลงแล้ว พวกเราทำลายอาวุธโจมตีของศัตรูได้สำเร็จแล้ว”

ภายในสนามบินปู๋ถัว ผู้บัญชาการกองทัพอากาศ อู วินไซ รู้สึกยินดีปรีดาเป็นอย่างยิ่ง ใบหน้าเต็มไปด้วยความรอดพ้นจากหายนะ

“บ้าเอ๊ย รีบส่งหน่วยรบบนพื้นดินขึ้นเฮลิคอปเตอร์ออกไปค้นหาเดี๋ยวนี้ ไม่แน่นะว่าศัตรูอาจจะมีผู้รอดชีวิตหลงเหลืออยู่ จับตัวพวกมันมาให้พวกเราสอบสวนซะ”

ข้างๆ กันนั้น อิโนอุเอะ ฮิโกะ ผู้บัญชาการกองบินผสมอากาศยานของประเทศญี่ปุ่นคำรามออกมา ในการโจมตีอันต่อเนื่องเมื่อครู่นี้ เครื่องบินรบของประเทศญี่ปุ่นถูกทำลายไปกว่าสิบระดมลำ ทำให้นักบินฝีมือดีและเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินต้องล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมาก

ความสูญเสียอันยิ่งใหญ่นี้ทำให้เขาแทบคลั่ง และอยากจะจับตัวตัวการที่ทำให้เกิดเรื่องนี้มาจัดการทันที

“พวกเราได้ส่งคนออกไปแล้วล่ะ โชคดีที่จรวดมิสไซล์ของพวกเราทำงานได้ดี ทำให้ลูกปืนใหญ่เหล่านั้นไม่ไประเบิดโดนเครื่องบินที่เก็บไว้ในโรงเก็บแบบหลุมหลบภัย ไม่อย่างนั้นฉันคงไม่มีหน้าไปรายงานท่านประธานาธิบดีแน่”

วินไซสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แม้ว่าในตอนนี้สนามบินจะสูญเสียเครื่องบินรบไปกว่าสามสิบพลาลำ แต่เครื่องบินรบส่วนใหญ่ยังคงถูกรักษาเอาไว้ได้ และสนามบินที่พังเสียหายก็สามารถรีบทำการซ่อมแซมได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้ยังคงรักษากำลังรบที่เข้มแข็งเอาไว้ได้

“ทางฉันได้รับรายงานมาแล้วว่า เป็นกลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอที่เปิดฉากโจมตีพวกเรา ทั้งที่ค่ายทหารแม่น้ำวูหยานและสนามบินเซเวียร์ ต่างก็ถูกกลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอบุกโจมตีอย่างกะทันหันเช่นกัน คนทีก่อเหตุที่สนามบินของพวกเรานี้ จะต้องเป็นคนของกลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอแน่นอน จุดประสงค์ก็เพื่อไม่ให้พวกเราส่งเครื่องบินรบไปสนับสนุนในสนามรบทั้งสองแห่งนั้นนั่นเอง”

วินไซกล่าวถึงรายงานล่าสุดที่ได้รับมาจากกองบัญชาการสูงสุด ในที่สุดก็ได้รับรู้ถึงตัวตนของศัตรูที่มาบุกโจมตีในครั้งนี้

“อะไรกัน พวกมันถึงกับกล้าเปิดฉากสงครามก่อนเลยงั้นเหรอ? กล้ามาบุกโจมตีฐานทัพทหารของจักรวรรดิญี่ปุ่นผู้ยิ่งใหญ่เชียวรึ ข้าจะไม่ละเว้นไอ้พวกเดรัจฉานกลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอพวกนั้นแน่”

อิโนอุเอะ ฮิโกะ โกรธแค้นอย่างถึงที่สุด ในตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่าสถานการณ์ทางด้านค่ายทหารแม่น้ำวูหยานเป็นอย่างไรบ้าง หากความสูญเสียมันยิ่งใหญ่เกินไป ถึงตอนนั้นเขาคงไม่รู้จะไปรายงานทางประเทศบ้านเกิดได้อย่างไร

“รีบซ่อมแซมทางวิ่งดินก่อนส่วนหนึ่ง เพื่อให้เครื่องบินรบสามารถทะยานขึ้นได้ในกรณีฉุกเฉิน เรียกเครื่องบินที่อยู่ในโรงเก็บแบบหลุมหลบภัยออกมาใช้งาน พวกเราจะไปช่วยสนับสนุนสนามรบอื่น”

วินไซตัดสินใจ การจะทะยานขึ้นจากทางวิ่งดินแบบนั้นมันมีความเสี่ยง แต่อย่างไรก็ตามในยามที่สถานการณ์ไม่สู้ดีนักแบบนี้ ก็คงไม่อาจจะกังวลเรื่องนั้นได้อีกต่อไป จำเป็นจะต้องส่งเครื่องบินรบไปช่วยในสนามรบอื่นๆ

ในตอนนี้สิ่งที่วินไซรู้สึกยินดีที่สุดก็คือ ศัตรูถูกกำจัดไปได้อย่างรวดเร็ว มิเช่นนั้นหากปล่อยให้พวกมันทำลายโรงเก็บเครื่องบินแบบหลุมหลบภัยเหล่านั้นได้สำเร็จ เรื่องราวมันคงจะน่าสลดใจยิ่งว่านี้

แต่ทว่าทันทีที่วินไซพูดจบ เสียงหวูดรถที่แสนจะคุ้นเคยก็ดังแว่วมาจากฟากฟ้ายามค่ำคืนอีกครั้ง

สีหน้าของวินไซและอิโนอุเอะ ฮิโกะ ต่างก็พากันเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง เมื่อจ้องมองดูเงาดำวูบหนึ่งแวบผ่านฟากฟ้า แล้วตกลงที่หอควบคุมการบินของสนามบินพอดี

“ศัตรูยังมีชีวิตอยู่อีกงั้นเหรอ?”

“การระดมยิงครั้งนี้มาจากทิศทางไหนกันแน่?”

อิโนอุเอะ ฮิโกะ และวินไซต่างก็พากันตกตะลึงเมื่อเห็นลูกปืนใหญ่ร่วงหล่นลงมา และทำลายหอควบคุมการบินของสนามบินจนพังพินาศ ถึงกับอึ้งทึ่งจนพูดไม่ออกไปเลยทีเดียว

............

ห่างออกไปหลายกิโลเมตร ซูเจี๋ยพาตะขาบพันมือมุดหัวขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับติดตั้งม้วนค่ายกลพรางตัวเอาไว้ แล้วให้ปืนใหญ่รถไฟตราเสี่ยวเชียนตั้งตระหง่านขึ้นมาอีกหน

“พิกัดนี้ไม่เลวเลย เหมาะกับการยิงปืนใหญ่จริงๆ”

ซูเจี๋ยปัดฝุ่นตามร่างกาย เขาไม่ได้จะจากไปง่ายๆ ขนาดนั้นหรอก ที่โจมตีไปเมื่อครู่ก็แค่เครื่องบินรบที่จอดอยู่ในลานกลางแจ้งเท่านั้นเอง

ที่นี่ไม่ใช่สนามบินสนามรบที่เพิ่งสร้างขึ้นในยามสงคราม สนามบินปู๋ถัวในฐานะสนามบินถาวรย่อมต้องคำนึงถึงสถานการณ์ที่อาจจะเผชิญกับการถูกโจมตีด้วยจรวดมิสไซล์และการโจมตีทางอากาศอยู่แล้ว

เครื่องบินรบส่วนใหญ่ต่างก็ถูกเก็บรักษาไว้ในโรงเก็บเครื่องบินแบบหลุมหลบภัยที่ซับซ้อนหลากหลายรูปแบบ ที่วางเอาไว้ข้างนอกนั้นเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น

ซูเจี๋ยต้องการที่จะทำลายอำนาจเหนือน่านฟ้าอันทรงพลังของประเทศเป้าหมายและประเทศญี่ปุ่นลง เพื่อช่วยในการปฏิบัติการภาคพื้นดินที่กำลังจะตามมา ดังนั้นเขาจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำลายเพียงแค่เครื่องบินที่จอดอยู่กลางแจ้งเท่านั้น

“เสี่ยวเชียน ครั้งนี้สลับมาเป็นกระสุนเจาะเกราะความเร็วสูงแทน พวกเราจะทำลายหัวใจสำคัญของศัตรูกัน”

ซูเจี๋ยหยิบลูกกระสุนเจาะเกราะมาชิ้นหนึ่ง สลับกับกระสุนระเบิดแรงสูงที่ใช้ก่อนหน้านี้ แล้วบรรจุมันเข้าไปในลำกล้องปืนใหญ่เนื้อหนัง

หลังจากเตรียมพร้อมเสร็จสิ้น ลูกปืนใหญ่ขนาดมหึมาก็พุ่งทะยานออกมาอย่างรวดเร็ว แล้วตกลงที่โรงเก็บเครื่องบินแบบอุโมงค์ที่อยู่ห่างจากทางวิ่งไปประมาณสองสามกิโลเมตร

แม้ปากทางเข้าอุโมงค์จะถูกอำพรางเอาไว้เป็นอย่างดี แต่มันก็ไม่อาจจะรอดพ้นจากการตรวจจับของแมลงตรวจการณ์ไปได้

ลูกปืนใหญ่เจาะเกราะขนาดมหึมาที่กำลังร่วงหล่นลงมาอย่างรวดเร็วนั้น หัวกระสุนถูกออกแบบมาด้วยโลหะผสมที่มีความแข็งแกร่งเป็นพิเศษ มันพุ่งตกลงสู่โรงเก็บเครื่องบินแบบอุโมงค์อย่างแม่นยำ ซึ่งที่นั่นมีประตูขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักถึงหลายสิบตันตั้งตระหง่านอยู่

ประตูเหล่านั้นอาจจะสามารถสกัดกั้นการโจมตีจากจรวดมิสไซล์ทั่วไปได้ แต่มันกลับไม่อาจจะสกัดกั้นลูกปืนใหญ่เจาะเกราะขนาดมหึมานี้ได้เลย

ในพริบตาที่สัมผัสกับประตูเหล็ก หัวกระสุนก็ทำให้บริเวณที่สัมผัสกับประตูเหล็กกลายเป็นเหล็กหลอมละลาย และทะลวงเข้าไปได้สำเร็จ

ภายในนั้นคือโรงเก็บเครื่องบินที่มีเครื่องบินรบจอดอยู่ถึงยี่สิบลำ ส่วนด้านข้างก็ยังมีห้องทำงานและห้องพักผ่อนอยู่อีกส่วนหนึ่ง

ภายในปากอุโมงค์มีเส้นทางลากจูงเครื่องบินเชื่อมต่อกับทางวิ่ง เส้นทางลากจูงนี้ถูกสร้างขึ้นมาให้เรียบและตรง ในตอนนั้นเครื่องบินรบข้างในกำลังพยายามจัดเตรียมกำลังอย่างเร่งด่วน ทั้งเติมน้ำมันและติดตั้งกระสุนเพื่อเตรียมพร้อมจะทะยานขึ้น ทันทีที่เครื่องถูกลากพ้นออกจากปากอุโมงค์ก็จะสามารถทะยานขึ้นปฏิบัติการได้ทันที

แต่ทว่าในช่วงเวลานี้เอง เหล่าเจ้าหน้าที่พลาธิการและนักบินที่รออยู่ข้างในก็ได้ยินเสียงดังสนั่นที่สั่นสะเทือนไปถึงดวงวิญญาณ แสงไฟเหนือศีรษะเริ่มแกว่งไกวอย่างรุนแรง

วินาทีถัดมา ลูกปืนใหญ่ขนาดมหึมาก็พุ่งทะลวงเข้ามา พลางม้วนเบียดบดขยี้ร่างกายมนุษย์และเครื่องบินรบไปไม่ทราบจำนวน

เหล่าทหารภายในอุโมงค์ต่างพากันตาค้าง ร่างกายสั่นสะท้าน เมื่อจ้องมองดูปืนใหญ่ที่กำลังส่องแสงสีแดงออกมา ต่างก็พากันหวาดกลัวจนแทบสิ้นสติและอยากจะวิ่งหนีออกไปให้พ้น

แต่ทว่าผ่านไปเพียงเจ็ดแปดวินาที ชนวนหน่วงเวลาของกระสุนเจาะเกราะก็ถูกจุดขึ้น ลูกปืนใหญ่ทั้งลูกระเบิดออกเสียงดังสนั่น เหล่าทหารและเครื่องบินรบทั้งหมดภายในนั้นถูกเปลวไฟกลืนกินไปในพริบตา และเปลวไฟก็พวยพุ่งพ่นออกมาจากปากอุโมงค์อย่างรุนแรง

อุโมงค์ฝั่งนี้เพิ่งจะถูกทำลายไปได้ไม่นาน ลูกปืนใหญ่เจาะเกราะนัดที่สองก็ร่วงหล่นลงมาอย่างรวดเร็ว และปักเข้าที่ส่วนหน้าของทางวิ่งอย่างแม่นยำ

ภายใต้ทางวิ่งคอนกรีตแห่งนี้ มีเส้นทางใต้ดินขนาดใหญ่ที่ดูราวกับรถไฟใต้ดิน และพิกัดของมันก็ถูกเก็บรักษาไว้เป็นความลับอย่างยิ่ง

ที่ด้านล่างมีแท่นยกสำหรับนำเครื่องบินเข้าออกระหว่างชั้นใต้ดินและพื้นดินโดยเฉพาะ ผ่านการยกและลดระดับ เพื่อให้เครื่องบินเข้าออกจากเส้นทางใต้ดิน ซึ่งใช้หลักการเดียวกับการนำเครื่องบินจากโรงเก็บขึ้นสู่ดาดฟ้าของเรือบรรทุกเครื่องบินผ่านแท่นยกนั่นเอง

แต่ทว่าไม่ว่าการป้องกันจะถูกอำพรางไว้ดีเพียงใด พวกเขากลับไม่เคยคำนึงถึงวิธีป้องกันการตรวจการณ์จากแมลงเลย

และยิ่งไม่คาดคิดว่าจะมีคนใช้ลูกปืนใหญ่เจาะเกราะขนาดมหึมามาบุกโจมตีแบบนี้

เมื่อลูกปืนใหญ่เจาะเกราะพุ่งทะลวงเข้าไป ทหารภายในสนามบินก็ได้แต่โอบคุณหัวร้องไห้ออกมาด้วยความสิ้นหวัง พลางจ้องมองดูพื้นดินที่ถูกแรงอัดอากาศพัดจนลอยขึ้นมา และเครื่องบินรบที่เก็บรักษาไว้ที่ชั้นใต้ดินก็ถูกทำลายจนหมดสิ้น

หลังจากนั้นกระสุนเจาะเกราะก็อีกหลายนัดก็ร่วงหล่นลงมา ทำลายโรงเก็บเครื่องบินแบบหลุมหลบภัยไปทีละแห่ง จนทำให้เครื่องบินรบที่จอดอยู่ข้างในถูกระเบิดทำลายไปจนหมด

แต่ทว่านี่ก็ยังไม่ใช่จุดจบ ซูเจี๋ยพาตะขาบพันมือย้ายพิกัดอีกครั้ง และมุดหัวขึ้นมาอีกครั้งที่พิกัดห่างออกไปหนึ่งกิโลเมตร ครั้งนี้เป้าหมายในการระดมยิงของซูเจี๋ยก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง

ครั้งนี้ซูเจี๋ยตั้งเป้าหมายไปที่คลังน้ำมันภายในสนามบิน

เครื่องบินไอพ่นสมัยใหม่ต้องใช้เชื้อเพลิงในปริมาณมหาศาล เครื่องบินรบลำหนึ่งอาจจะต้องใช้เชื้อเพลิงถึงสองสามตัน ดังนั้นความจุของคลังน้ำมันในสนามบินจึงต้องมีขนาดใหญ่มาก

สนามบินปู๋ถัวแห่งนี้เป็นสนามบินทหารที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเป้าหมาย คลังน้ำมันภายในจึงมีเชื้อเพลิงเก็บรักษาไว้มากถึงหมื่นพลาตันขึ้นไป

นอกจากเชื้อเพลิงจำนวนน้อยที่อยู่บริเวณลานเติมน้ำมันบนพื้นดินแล้ว เชื้อเพลิงส่วนใหญ่ของสนามบินก็ถูกเก็บรักษาไว้ภายในคลังน้ำมันที่อยู่ในถ้ำ

คลังน้ำมันถูกแบ่งออกเป็นถังเก็บน้ำมันขนาดใหญ่หลายถัง และแต่ละถังยังมีการกั้นด้วยประตูกันไฟเอาไว้ด้วย หากถังน้ำมันถังใดเกิดไฟไหม้ ก็สามารถปิดประตูกันไฟเพื่อไม่ให้อัคคีภัยลุกลามไปยังถังน้ำมันถังอื่นๆ ได้

ซูเจี๋ยใช้ลูกปืนใหญ่ยิงติดต่อกันหลายนัด จนทำให้คลังน้ำมันที่มีเชื้อเพลิงเก็บรักษาไว้กว่าหมื่นตันนั้นเกิดการระเบิดครั้งใหญ่ขึ้นมา ซึ่งก็ใช้วิธีเดียวกับการยิงทำลายโรงเก็บเครื่องบินแบบอุโมงค์ก่อนหน้านี้นั่นเอง ต่อให้จะมีประตูกันไฟ ก็ไม่อาจจะต้านทานการระดมยิงถล่มอย่างต่อเนื่องได้

ในที่สุดคลังน้ำมันก็ระเบิดออก น้ำมันที่ติดไฟไหลนองไปทั่วทุกหนแห่ง กลุ่มควันเขม่าดำขนาดใหญ่ปกคลุมไปทั่วท้องฟ้าของสนามบิน

ทหารจำนวนมากถูกไฟลุกท่วมจนเสียชีวิตในทันที สนามบินดูราวกับพิกัดที่เกิดภัยพิบัติหลังจากภูเขาไฟระเบิดที่มีลาวาไหลนองไปทั่ว ทหารจำนวนมากถูกกองเพลิงขนาดใหญ่กลืนกินและเผาไหม้ในทันที

ความร้อนสูงแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ อัคคีภัยครั้งใหญ่ดูราวกับปีศาจร้ายที่น่าสะพรึงกลัว ที่คอยกัดกินชีวิตผู้คนไปทีละคน

จากนั้นซูเจี๋ยก็โจมตีสถานีผลิตออกซิเจน สถานีผลิตความเย็น และสถานีชาร์จพลังงาน รวมถึงสถานที่ที่สำคัญอื่นๆ อีกหลายแห่ง สุดท้ายซูเจี๋ยก็เล็งเป้าหมายไปที่คลังกระสุนภายในสนามบิน

“นัดสุดท้าย ยิงเสร็จก็เลิกงานแล้ว”

เมื่อคาดคะเนดูแล้วว่าเครื่องบินรบจากที่อื่นน่าจะใกล้มาสนับสนุนแล้ว ซูเจี๋ยจึงตัดสินใจจบภารกิจให้เร็วที่สุด เขาบรรจุกระสุนเจาะเกราะขนาดหนักพิเศษลงในลำกล้องปืนใหญ่เนื้อหนัง ลูกปืนใหญ่นัดนี้มีน้ำหนักถึงสิบตัน ซึ่งถือเป็นลูกปืนใหญ่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด

เมื่อลูกปืนใหญ่เข้าไปในลำกล้อง หินวิญญาณทีประดับอยู่ตามผิวของลำกล้องก็เริ่มส่องแสงวูบวาบ พลางส่งมอบพลังงานให้อย่างต่อเนื่อง

ในขณะเดียวกันซูเจี๋ยก็ปลดปล่อยอสนีบาตม่วงเทวะออกมาอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อมอบความเร็วต้นในการพุ่งออกจากลำกล้องให้แก่ลูกปืนใหญ่ได้มากยิ่งขึ้น

ตู้ม!

ท่ามกลางเสียงสายฟ้าที่ฟาดกระหน่ำอย่างรุนแรง ตะขาบพันมือถูกแรงสะท้อนกลับดันให้ถอยหลังไปหลายก้าว

ลูกปืนใหญ่เจาะเกราะที่หนักและรวดเร็วเสียดสีกับอากาศ จนเกิดเป็นเสียงหวีดแหลมที่น่าสะพรึงกลัว ดูราวกับหอกแห่งนิรันดร์ที่เทพเจ้าเป็นคนขว้างออกมาเพื่อเจาะทะลวงทุกสิ่งทุกอย่าง

ไม่ถึงหนึ่งนาที ลูกปืนใหญ่เจาะเกราะขนาดมหึมาก็ปักเข้าที่คลังกระสุนใต้ดินที่อยู่ลึกภายใต้สนามบินถึงสามสิบเมตร ซึ่งมีการป้องกันอย่างแน่นหนาด้วยคอนกรีตหนาห้าเมตรและแผ่นเหล็กเกราะหนาหนึ่งเมตร

เพื่อรักษาระดับการปฏิบัติภารกิจของฝูงบินขนาดมหึมา ที่นี่จึงมีการเก็บรักษากระสุนและวัตถุระเบิดเอาไว้เป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงมีการสร้างการป้องกันที่แข็งแกร่งขนาดนี้ขึ้นมา ต่อให้จะเป็นระเบิดเจาะดินขนาดหนัก ก็ใช่ว่าจะสามารถเจาะมันให้ทะลุได้

แต่ทว่าลูกปืนใหญ่เจาะเกราะขนาดมหึมากลับทำได้ ภายใต้แรงส่งอันมหาศาล ลูกปืนใหญ่เจาะเกราะขนาดมหึมาก็ปักเข้าสู่พื้นดินด้วยมุมที่สมบูรณ์แบบ ทะลวงผ่านชั้นดินหนาหลายสิบเมตร รวมถึงคอนกรีตและแผ่นเหล็กเกราะที่หนาเตอะ ทำลายแนวป้องกันปราการที่แข็งแกร่งที่สุดของสนามบินปู๋ถัวลงได้สำเร็จ เพียงนัดเดียวเท่านั้น ก็นำเอาความตายและความพินาศมามอบให้แก่สนามบินปู๋ถัวทั้งสนามบินในทันที

“ตู้มมมมมมม—!!!”

ราวกับเสียงสายฟ้านับหมื่นฟาดกระหน่ำพร้อมกัน ภาพการระเบิดต่อเนื่องของคลังกระสุนนั้นช่างดูงดงามอย่างยิ่ง พื้นดินนูนสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะมีคลื่นความร้อนมหาศาลพุ่งออกมาจากด้านล่าง

พร้อมๆ กับเสียงระเบิดที่ดังกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั้งปฐพี กลุ่มควันดำที่พวยพุ่งออกมาราวกับพายุทรายที่ปกคลุมท้องฟ้า เปลวเพลิงสีแดงฉานบานสะพรั่งอย่างงดงาม ดูราวกับดอกมหาหงส์สีแดงเพลิงที่กำลังเบ่งบานประชันความงามกันก็มิปาน

เปลวไฟจากการระเบิดต่อเนื่องมาพร้อมกับคลื่นความกดอากาศขนาดใหญ่ ที่แผ่ขยายออกไปทุกทิศทางอย่างรวดเร็ว กระแสอากาศที่ร้อนจัดหอบเอาฝุ่นละอองและเศษดินหินปลิวว่อนไปทั่ว

สัญญาณเตือนภัยทางอากาศแผดเสียงร้องโหยหวนอย่างต่อเนื่อง เสียงระเบิดที่ดังรุนแรงยังคงดังขึ้นไม่หยุดหย่อน อาคารบ้านเรือนพากันพังทลายลงทีละหลัง เศษคอนกรีตเสริมเหล็กที่ฉีกขาดร่วงหล่นลงมาประดุจฝนดาวตก พุ่งเข้ากระแทกเหล่าทหารที่กำลังวิ่งหนีอย่างลนลานอย่างไม่ปราณี

เสียงร้องโหยหวนและเสียงกรีดร้องดังสะท้อนไปทั่วสนามบิน ความหวาดกลัวกรูเข้ามาในหัวใจของทหารทุกคนประดุจคลื่นสึนามิ

สนามบินทั้งสนามบินมีคลังกระสุนเป็นจุดศูนย์กลาง ภายในรัศมีหนึ่งกิโลเมตรสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดพังพินาศย่อยยับ เหล่าทหารที่อยู่บริเวณใกล้เคียงนั้น แม้แต่ชิ้นส่วนร่างกายที่สมบูรณ์สักชิ้นก็ยังหาไม่เจอ

พลังของการระเบิดจากกระสุนไม่ทราบจำนวนที่ถูกจุดชนวนขึ้นพร้อมกันนั้นทำให้ผู้คนต้องสั่นสะท้าน แม้แต่ชาวเมืองที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบกิโลเมตรก็ยังมองเห็นแสงไฟและได้ยินเสียงระเบิดครั้งใหญ่นี้ ต่างพากันหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายภาพเก็บเอาไว้

“เฮ้อ ขนาดของปากกระบอกปืนคือความยุติธรรม นัดเดียวก็เสร็จสมอารมณ์หมายจริงๆ ไปกันเถอะเสี่ยวเชียน”

ซูเจี๋ยมองดูภาพอันงดงามของการระเบิดต่อเนื่องของคลังกระสุน ก่อนจะพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ

ก่อนที่เครื่องบินรบของศัตรูจะบินมาถึง เขาพานตะขาบพันมือมุดกลับลงไปใต้ดิน และจากไปจากพิกัดนี้อย่างไร้ร่องรอย

แม้ว่าซูเจี๋ยจะจากไปแล้ว แต่ฝันร้ายที่เขามอบทิ้งไว้นั้นกลับไม่ได้เลือนหายไป

เมื่อมีกำลังสนับสนุนและหน่วยบรรเทาสาธารณภัยจากพิกัดอื่นเร่งเดินทางมาถึงสนามบินปู๋ถัวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนต่างก็พากันตกตะลึงกับภาพลักษณ์อันน่าสยดสยองเบื้องหน้า

สนามบินปู๋ถัวในตอนนี้ดูราวกับขุมนรกก็ไม่ปาน ที่ทุกหนแห่งเต็มไปด้วยชิ้นส่วนของเครื่องบินรบที่บิดเบี้ยว

อาคารบ้านเรือนจำนวนมหาศาลกลายเป็นซากปรักหักพัง มีหลุมระเบิดที่น่าสะพรึงกลัวกระจายอยู่ทั่วสนามบิน บนพื้นดินมีเปลวไฟทีกำลังเผาไหม้และกลุ่มควันดำพวยพุ่งออกมาไม่ขาดสาย

เหล่าทหารและเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องที่อยู่ภายในสนามบินต่างก็พากันล้มตายและบาดเจ็บอย่างสาหัส สามารถได้ยินเสียงร้องไห้อันน่าเศร้าสลดระคนกับเสียงครางโหยหวนจากผู้ที่กำลังบาดเจ็บสาหัสได้ในทุกที่

“จบสิ้นแล้ว พวกเราจบเหี้ยแล้ว”

วินไซคุกเข่าลงกับพื้น พลางจ้องมองสภาพอันน่าเวทนาของสนามบินปู๋ถัวด้วยความทุกข์ทรมานอย่างถึงที่สุด

สนามบินแห่งนี้เป็นศูนย์รวมของเครื่องบินรบเกือบทั้งหมดของประเทศเป้าหมาย แต่ทว่าในตอนนี้ เครื่องบินรบเกือบหนึ่งร้อยลำถูกทำลายจนพินาศ

อาจกล่าวได้ว่า ผ่านศึกครั้งนี้ไป กำลังทางอากาศของประเทศเป้าหมายก็แทบจะถูกทำลายจนสิ้นซาก เรียกได้ว่าถอยหลังลงคลองกลับไปอยู่จุดเริ่มต้นเลยทีเดียว

“พวกเราต้องล้างแค้น ฉันจะต้องรายงานต่อองค์จักรพรรดิ พวกเราต้องล้างแค้นให้ได้”

อิโนอุเอะ ฮิโกะ มีใบหน้าขาวซีด แววตาดูเหม่อลอย เขาได้แต่จ้องมองสภาพตรงหน้าอย่างคนเสียสติ

กองบินผสมอากาศยานของประเทศญี่ปุ่นที่ประจำการอยู่ที่นี่ ซึ่งประกอบไปด้วยฝูงบินที่ 204 และ 304 ที่มีเครื่องบินรบ F-15 จำนวน 40 ลำ เครื่องบินแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า E-2C จำนวน 2 ลำ และเครื่องบินรบ F-35 จำนวน 4 ลำ ผลปรากฏว่าไม่มีเหลือรอดให้เขาสักลำเดียว

ประกอบกับการล้มตายและบาดเจ็บสาหัสของเหล่านักบินและเจ้าหน้าที่พลาธิการเป็นจำนวนมาก ความสูญเสียในครั้งนี้มีมูลค่าสูงถึงหกเจ็ดพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนั่นทำให้เขาเป็นทุกข์จนแทบคลั่ง และความเกลียดชังที่มีต่อกลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอก็พุ่งสูงขึ้นถึงขีดสุดในเวลานี้

จบบทที่ บทที่ 313 การทำลายอำนาจเหนือน่านฟ้า

คัดลอกลิงก์แล้ว