เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 294 ความโกรธแค้นของอเมริกา

บทที่ 294 ความโกรธแค้นของอเมริกา

บทที่ 294 ความโกรธแค้นของอเมริกา


มาฮัตลั่นไกปืนพกจนกระสุนหมดในรวดเดียว และยังไม่ทันได้ทำอะไรไปมากกว่านั้น สองเท้าก็เริ่มลอยขึ้นจากพื้น ได้แต่ตะเกียกตะกายคว้าลำคอของตนเองไว้แน่น เพื่อหวังจะสลัดสิ่งที่มองไม่เห็นซึ่งพันธนาการอยู่ที่ลำคอออกไป

แต่เมื่อเปรียบเทียบกับพลังของวิญญาณพยาบาทแล้ว เพียงลำพังพละกำลังของมนุษย์นั้น ยากที่จะสู้รบตบมือได้จริงๆ

มอริตซ์รอคอยให้ตนเองถูกแขวนขึ้นสู่กลางอากาศ แต่ทว่าจนกระทั่งทุกคนในห้องบัญชาการถูกแขวนขึ้นไปจนหมดแล้ว เขาก็ยังคงปลอดภัยดีอยู่

ท่ามกลางความไม่สบายใจนั้น ในยามนี้สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นคนเดินเข้ามาในห้องบัญชาการ

เพียงแค่เหลือบมอง มอริตซ์ก็จำอีกฝ่ายได้ทันที ผู้ที่มานั้นคือผู้ที่เขาเฝ้าคะนึงหามาตลอด ซูเจี๋ย ผู้ควบคุมที่แท้จริงเบื้องหลังกลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอ

“ผู้อำนวยการมอริตซ์ พวกเราน่าจะเป็นครั้งแรกที่ได้พบหน้ากันนะครับ”

ซูเจี๋ยเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้ามอริตซ์ บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มที่แลดูอบอุ่น เมื่อประกอบกับเงาร่างของคนที่กำลังดิ้นรนอยู่บนขื่อรอบๆ แล้ว ช่างดูประหลาดและน่าสยดสยองอย่างยิ่ง

“ซูเจี๋ย ที่แท้ก็เป็นกลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอของพวกแกจริงๆ ที่เป็นผู้วางแผนการทั้งหมดอยู่เบื้องหลัง ผีร้ายพวกนี้พวกแกไปวิจัยออกมาได้อย่างไรกัน?”

มอริตซ์จ้องมองปีศาจตรงหน้า ก็คือชายนายนี้ที่คอยขัดขวางอเมริกาในทุกย่างก้าว และในยามนี้เขายังมาเข่นฆ่าผู้คนในฐานทัพไปนับพันคนอีกด้วย

“จะวิจัยออกมาได้อย่างไรนั้นคุณไม่ต้องใส่ใจหรอกครับ ผมแค่แวะมาดูคุณหน่อย เพราะอย่างไรเสียก็เป็นศัตรูกับกลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอของพวกเรามานาน อย่างน้อยๆ ก็ควรจะมาส่งคุณด้วยตนเอง”

ซูเจี๋ยนั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง พลางนั่งไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์

“แกจะหยิ่งผยองได้แค่ชั่วคราวเท่านั้นแหละ อเมริกาของพวกเรามีกลุ่มเรือบรรทุกเครื่องบินอยู่หลายกลุ่ม มีกองทัพอากาศที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก มีฐานทัพทหารอยู่ทั่วทุกมุมโลก องค์กรหัวรุนแรงอย่างกลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอของพวกแกที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน เข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ ป่าเถื่อนและโหดร้าย ไม่ช้าก็เร็วจะต้องถูกพวกเรากวาดล้างจนหมดสิ้น โดยเฉพาะแก จะต้องถูกจับตัวไปรับการพิพากษาอย่างเปิดเผยที่ประเทศของพวกเรา และแกจะต้องเสียใจกับการกระทำของตนเอง”

มอริตซ์รู้ดีว่าตนเองไม่อาจหลีกหนีความตายไปได้ จึงไม่ได้มีความคิดที่จะร้องขอชีวิตเลยแม้แต่น้อย ได้แต่ส่งเสียงด่าทอซูเจี๋ยด้วยความโกรธแค้นอย่างคนเขลา

“ละเมิดสิทธิมนุษยชน เข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ ป่าเถื่อนและโหดร้าย? สิ่งที่คุณพูดมานั่นมันไม่ใช่ตัวอเมริกาเองหรอกหรือครับ?”

ซูเจี๋ยเลิกคิ้วขึ้น พลางกล่าวอย่างดูแคลนว่า “สงครามที่อเมริกาของพวกคุณก่อขึ้นและสร้างขึ้นมานั้นมันยังน้อยไปอย่างนั้นหรือ? มีกี่ประเทศและประชาชนอีกเท่าใดทั่วโลกที่ต่อต้านพวกคุณ คุณในฐานะเจ้าหน้าที่ระดับสูงของซีไอเอ คงจะไม่ใช่ว่าไม่รู้เรื่องหรอกนะ?”

“อเมริกาของพวกเราคือประทีปแห่งโลกเสรี แม้ว่าประชาชนในบางประเทศจะต้องสูญเสียบ้านเรือนไป แต่พวกเขาก็ได้รับอิสรภาพอันล้ำค่ากลับมา พวกเราได้นำพาระบบและอารยธรรมที่ก้าวหน้าไปให้พวกเขา ช่วยให้พวกเขาหลุดพ้นจากความเขลาและความล้าหลัง คุณไม่มีวันเข้าใจความยิ่งใหญ่เช่นนี้หรอก”

มอริตซ์โต้กลับในทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด ไม่รู้ว่าภายในใจของเขาคิดเช่นนั้นจริงๆ หรือเป็นเพียงความต้องการที่จะเอาชนะทางคำพูดเท่านั้น

“ก็แค่การแก่งแย่งผลประโยชน์ พูดจาให้ดูสวยหรูไปอย่างนั้นเอง อันธพาลก็คืออันธพาลวันยังค่ำ”

ซูเจี๋ยหัวเราะเยาะออกมา พลางโบกไม้โบกมือแล้วกล่าวว่า “ช่างเถอะ ผมจะมาเถียงเรื่องนี้กับคุณทำไมกัน พวกโจรแองโกลแซกซอนอย่างพวกคุณ เห็นแก่ความมั่งคั่งของกลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอ เมื่อรวบหัวรวบหางไม่ได้ก็คอยขัดขวางไปเสียทุกเรื่อง

ผมนะ เป็นคนประเภทที่ไม่ยอมโอนอ่อนให้ใคร ยิ่งอยากจะแย่งชิงของของผมไปเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งชอบที่จะมอบเซอร์ไพรส์ให้พวกคุณมากเท่านั้น วันนี้ฐานทัพแห่งนี้ ก็คือของขวัญชิ้นเล็กๆ ที่ผมมอบให้แก่ประเทศของคุณ”

ซูเจี๋ยดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว ในวินาทีต่อมา มอริตซ์ก็รู้สึกว่าลำคอถูกรัดแน่น ร่างกายถูกแขวนขึ้นสู่กลางอากาศ ความรู้สึกอึดอัดทำให้เขาคว้าลำคอด้วยสัญชาตญาณ

“อ้อ แล้วก็ของที่อยู่ในท้องของคุณนั่นน่ะ ก็ติดตัวไปลงนรกด้วยเสียเถอะนะ คิดจะแจ้งข่าวให้เจ้านายของคุณรับรู้ คงต้องรอชาติหน้าแล้วล่ะ”

เมื่อสิ้นประโยคสุดท้าย มอริตซ์ก็ตกอยู่ในความสิ้นหวัง ทุกสิ่งทุกอย่างของเขาไม่ได้รอดพ้นสายตาของชายตรงหน้าไปได้เลยอย่างนั้นหรือ!

ซูเจี๋ยหลังจากกล่าวจบ ก็ไม่ได้สนใจร่างของคนที่ถูกแขวนอยู่บนเพดานเหล่านั้นอีกเลย เขาหมุนตัวเดินออกจากห้องบัญชาการไป

ที่ด้านนอกห้องบัญชาการ มือศพขาวซีดจำนวนมหาศาลพุ่งพวยออกมาจากทุกทิศทุกทาง เพื่อทำการจัดการกับซากศพแต่ละร่าง

ทั่วทั้งฐานทัพ เครื่องมือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดเริ่มมีควันสีดำพวยพุ่งออกมา ทั้งหมดถูกทำลายจนเสียหายและใช้งานไม่ได้ภายใต้ความสามารถของผีชุดเจ้าสาว และเป็นความเสียหายที่ไม่สามารถซ่อมแซมได้อีกเลย

ฝ่ามือของหานรู่เยียนถือภาพวาดผีเทียนฮวานไว้ วิญญาณพยาบาทตนแล้วตนเล่าเดินกลับเข้าไปข้างในม้วนภาพนั้น

เมื่อซูเจี๋ยเดินออกมาจากฐานทัพ และจูงมืออันเย็นเฉียบของผีชุดเจ้าสาวจากไปนั้น ที่ด้านหลังของเขาก็เริ่มเกิดเพลิงไหม้โชติช่วงขึ้นในทุกที่ของฐานทัพ

เมื่อคลังแสงอาวุธถูกจุดระเบิดขึ้น กองเพลิงก็ทำให้ตำรวจตื่นตระหนก แต่ในยามนั้นซูเจี๋ยและผีชุดเจ้าสาวก็ได้หายลับไปนานแล้ว

……

ในค่ำคืนนี้ที่ประเทศไทยช่างครึกโครมยิ่งนัก

เมื่อข่าวเรื่องฐานทัพของซีไอเอเกิดเรื่องแพร่สะพัดออกไป ไม่เพียงแต่กองกำลังทหารอเมริกาที่ประจำการอยู่จะตื่นตระหนกเท่านั้น แม้แต่ตำรวจไทยในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ดับเพลิง และกองทัพไทยต่างก็ถูกเรียกตัวด่วน เพื่อเข้าร่วมในการช่วยเหลือและสืบพื้นที่เกิดเหตุภายในฐานทัพซีไอเอแห่งนี้

กองเพลิงขนาดใหญ่นี้ถูกดับลงได้ก็เมื่อจวนจะถึงรุ่งสาง เมื่อเจ้าหน้าที่กู้ภัยเดินเข้าไปในฐานทัพ ในที่หลายแห่งก็ได้กลายเป็นกองซากปรักหักพังไปเสียแล้ว

“ไม่มีผู้รอดชีวิตเลย”

“ทางนี้พบศพครับ อ้วก”

“ตายหมดเลย ตายกันหมดจริงๆ”

เมื่อกองทัพอเมริกาและทีมกู้ภัยไทยเข้าไปในที่เกิดเหตุ ทันใดนั้นกระเพาะของพวกเขาก็ปั่นป่วนจนอยากจะอาเจียนออกมาทันที

ที่ส่วนลึกที่สุดของฐานทัพ ศพจำนวนนับพันถูกนำมากองทับถมกันจนกลายเป็นภูเขาซากศพ

อุณหภูมิที่สูงทำให้ไขมันในร่างกายมนุษย์ละลาย ร่างที่ถูกเผาไหม้นั้นหลอมรวมติดกันจนไม่สามารถแยกแยะได้ว่าใครเป็นใคร

เมื่อเห็นภาพเช่นนี้ แม้แต่ทหารผ่านศึกที่เคยผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชน เมื่อได้เห็นก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอย่างถึงที่สุด

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตำรวจและเจ้าหน้าที่ดับเพลิงของไทยเลย หลายคนถึงกับอาเจียนเอาอาหารเมื่อวานออกมาจนหมด

“รีบรายงานกลับประเทศเดี๋ยวนี้”

นายทหารระดับพลจัตวาคนหนึ่งจากฐานทัพอากาศคังซีของอเมริกาในไทยได้ลงมาดูที่เกิดเหตุด้วยตนเอง เมื่อเขาสวมหน้ากากอนามัยเดินเข้ามาที่นี่ ความโกรธแค้นต่อสิ่งที่เห็นตรงหน้าก็พุ่งพล่านจนไม่อาจอดกลั้นได้ หลังจากสั่งการไปครู่หนึ่ง เขาก็เอ่ยด้วยเสียงอันดังว่า “ไปสืบมา ต่อให้ต้องขุดดินลึกขึ้นมาสามฟุตก็ต้องลากตัวคนร้ายออกมาให้ได้”

กล่าวจบ พลจัตวานายนี้ก็หันไปมองมหาเสนาธิการที่อยู่ด้านหลัง แล้วกล่าวกับนายกเทศมนตรีเมืองม่านเต๋อและผู้บัญชาการตำรวจว่า “ทั้งสองท่านครับ อเมริกาของพวกเราต้องการความช่วยเหลือจากพวกท่านด้วย โปรดช่วยสืบหาเบาะแสในประเทศไทยให้เราด้วย”

“แน่นอนครับ แน่นอน พวกเรากับอเมริกาเป็นพันธมิตรกัมาหลายปี เรื่องนี้ย่อมต้องช่วยอย่างเต็มกำลังอยู่แล้ว”

นายกเทศมนตรีเมืองม่านเต๋อรีบแสดงท่าทีออกมาทันที การที่มีการก่อการร้ายที่รุนแรงเช่นนี้เกิดขึ้นภายในประเทศ มีผู้เสียชีวิตนับพันคนในคราวเดียว แม้ว่าครั้งนี้ผู้ที่เสียชีวิตจะเป็นทหารอเมริกาและเจ้าหน้าที่ซีไอเอ แต่ใครจะรับประกันได้ว่าคนร้ายจะไม่ลงมือกับคนไทยบ้าง หากไม่หาคนร้ายให้พบก็คงนอนไม่หลับแน่ๆ

“ทางตำรวจของพวกเราจะระดมกำลังหาเบาะแสเดี๋ยวนี้ครับ คนร้ายที่สามารถก่อเหตุคดีนองเลือดเช่นนี้ได้ ย่อมต้องมีกำลังคนมหาศาล มีอุปกรณ์ที่ทันสมัย และต้องเป็นการปฏิบัติการของยอดฝีมือจำนวนมาก ย่อมต้องหลงเหลือร่องรอยให้เห็นแน่นอน หากพบเบาะแสใดผมจะรีบแจ้งให้พวกท่านทราบทันที”

ผู้บัญชาการตำรวจก็ได้แสดงท่าทีออกมาเช่นกัน หากมีเบาะแสใดก็จะแจ้งคนร้ายให้ทางอเมริกาทราบ เพื่อให้พวกเขามารับหน้าที่จัดการต่อไป

ส่วนจะให้ตำรวจของพวกเขาออกไปเผชิญหน้าเองนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด ผู้ที่สามารถตีฐานทัพซีไอเอให้แตกพ่าย และเข่นฆ่าทหารและสายลับไปนับพันคนได้นั้น พอนึกถึงคนร้ายแล้วก็รู้สึกหนาวสั่นไปถึงหนังศีรษะ

ตำรวจไทยของพวกเขาไม่มีทางจะพาตัวเองไปตกระกำลำบากเด็ดขาด การช่วยอำนวยความสะดวกเรื่องข้อมูลข่าวสารให้นั้นก็นับว่าให้เกียรติอเมริกามากพอแล้ว

ในขณะที่คนภายในกำลังหารือกันอยู่นั้น ที่ด้านนอกก็ได้มีฝูงชนที่ชอบอยากรู้อยากเห็นและสื่อมวลชนมาล้อมรอบอยู่เป็นจำนวนมาก

บรรดานักข่าวต่างก็เตรียมพร้อมอุปกรณ์อย่างเต็มที่ เพื่อที่จะนำเสนอข่าวที่สั่นสะเทือนโลกนี้ออกไป และชั่วพริบตามันก็ขึ้นเป็นหัวข้อข่าวร้อนแรงในทุกประเทศทั่วโลก

《ตะลึง! เมื่อเวลาตีหนึ่งสามสิบนาทีของวันนี้ ฐานทัพทหารอเมริกาในไทยที่ชื่อว่าเอมิแกลโลวาถูกลอบโจมตี จำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตกำลังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบ เบื้องต้นคาดว่ามีมากกว่าหลักร้อยคนขึ้นไป》

《ในขณะนี้ทั่วทุกหนแห่งในไทยต่างกำลังรวบรวมเบาะแส เพื่อตามหาข้อมูลเกี่ยวกับศัตรูในการลอบโจมตีครั้งนี้ หากใครให้เบาะแสที่ใช้การได้จะได้รับรางวัลห้าแสนดอลลาร์สหรัฐ》

《กลุ่มกองเรือบรรทุกเครื่องบินของอเมริกาในญี่ปุ่นกำลังมีการเคลื่อนไหว โดยจะเดินทางไปประจำการที่ฐานทัพเรืออาณานิคมสิงคโปร์ คาดว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีลอบโจมตีฐานทัพเอมิแกลโลวาในครั้งนี้》

ข่าวทีละชิ้นถูกนำเสนอลงบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียในทันที และทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

และหลังจากนั้นไม่นาน โฆษกทำเนียบขาวก็ได้ก้าวออกมา ซึ่งยิ่งทำให้ข่าวนี้ร้อนแรงยิ่งขึ้นไปอีก

“เป็นการลอบโจมตีที่ต่ำช้า น่าอับอาย และไร้มนุษยธรรมอย่างถึงที่สุด ศัตรูได้ฉวยโอกาสจากเจตนารมณ์ที่ดีในการรักสงบของเรา เข้าโจมตีฐานทัพในยามดึกสงัดเช่นนี้”

โฆษกสีหน้าเคร่งเครียด พลางกล่าวประณามด้วยความโกรธจัด

“ขอถามหน่อยครับพวกคุณสืบพบหรือยังว่าฆาตกรคือใคร?”

นักข่าวในห้องส่งยกมือถาม แววตาของเขาเต็มไปด้วยความอยากรู้

“ผมจะเป็นคนตอบคำถามนี้เองครับ ในเบื้องต้นพวกเราได้ระบุแล้วว่าศัตรูคือกลุ่มองค์กรหัวรุนแรงในพม่า ซึ่งจริงๆ แล้วกลุ่มองค์กรหัวรุนแรงนี้ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มบริษัทและประเทศมหาอำนาจบางแห่ง เพื่อมาสู้รบกับพวกเราโดยเฉพาะ ตัวอย่างเช่นกลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอ”

ผู้ที่เข้าร่วมในงานแถลงข่าวครั้งนี้ ไม่ได้มีเพียงโฆษกทำเนียบขาวเท่านั้น แต่ยังมีจูเดียนรองผู้อำนวยการซีไอเอเข้าร่วมด้วย ในยามนี้เขาถือไมโครโฟน แล้วกล่าวความนี้ออกมาด้วยความเดือดดาล

“กลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอ ใช่กลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอรายเดียวกับที่ขายน้ำยาปลูกผมเทียนหยวนนั่นหรือเปล่าครับ?”

“ใช่ครับ ก็พวกเขานั่นแหละ พวกเขาอาศัยคราบของบริษัทยาเพื่อบังหน้า แต่กลับกระทำการที่ผิดกฎหมายและศีลธรรมมากมาย

การลักลอบค้าน้ำยาปลูกผมเทียนหยวนเป็นเพียงความผิดหนึ่งในนั้น กลุ่มบริษัทนี้ได้กลายเป็นกองกำลังขุนศึกติดอาวุธที่แท้จริงในพื้นที่แถบพม่า ข่มเหงประชาชน สร้างความวุ่นวายในสังคม และก่อเหตุวินาศกรรมรุนแรงมาหลายครั้ง

ครั้งนี้ที่ฐานทัพเอมิแกลโลวาของเราถูกโจมตี มีความเป็นไปได้สูงมากที่กลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอจะมีส่วนเกี่ยวข้อง

เพราะว่าพวกเราได้เพิ่มระดับการปราบปรามน้ำยาปลูกผมเทียนหยวน และน้ำยาปลูกผมเทียนหยวนก็เป็นที่รู้กันดีว่าเป็นผลิตภัณฑ์หลักของกลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอ

ฝ่ายตรงข้ามทำเพื่อต้องการแก้แค้นกองกำลังผู้ผดุงธรรมของเรา จึงได้ให้การสนับสนุนการลอบโจมตีในครั้งนี้ที่ป่าเถื่อนและโหดร้ายที่สุดครับ”

จูเดียนพยักหน้าอย่างหนักแน่น แววตาแฝงไว้ด้วยความโกรธแค้นและเจ็บช้ำอย่างไม่ปิดบัง

ลูกน้องคนสำคัญที่เขาไว้เนื้อเชื่อใจมากที่สุดอย่างมอริตซ์ได้ตายในฐานทัพที่ประเทศไทยแห่งนี้

ในยามนี้ยังมีผู้เสียชีวิตอีกกว่าหนึ่งพันสามร้อยคน ในจำนวนนั้นนอกจากทหารอเมริกาแล้ว ยังมีสายลับของซีไอเอที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีอีกด้วย การล่มสลายของฐานทัพเอมิแกลโลวานั้น เป็นความสูญเสียที่ใหญ่หลวงและเจ็บปวดอย่างที่สุดสำหรับซีไอเอ

“นี่เป็นเพียงคำกล่าวอ้างฝ่ายเดียวของพวกคุณเท่านั้น พวกคุณมีหลักฐานอะไรมาพิสูจน์ว่าคดีลอบโจมตีครั้งนี้เป็นฝีมือของกลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอหรือเปล่าครับ?”

มีนักข่าวคนหนึ่งถามออกมาอย่างกล้าหาญ การที่อเมริกาใช้วิธีโยนความผิดให้คนอื่นเพื่อหาเรื่องนั้นไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก หรือไม่ก็เป็นการเบี่ยงเบนความสนใจไปยังเป้าหมายที่ตนเองต้องการโจมตีจริงๆ สิ่งที่คลาสสิกที่สุดก็คือเหตุการณ์ผงซักฟอกนั่นเอง

“หลักฐานพวกเรากำลังรวบรวมอยู่ครับ เมื่อถึงเวลาพวกเราจะเปิดเผยออกมาแน่นอน”

นักข่าวคนนั้นพูดถูกจริงๆ จูเดียนจะไปมีหลักฐานอะไรได้อย่างไร ร่องรอยทุกอย่างในที่เกิดเหตุถูกเผาทำลายจนหมด จนถึงขณะนี้การสืบสวนก็ยังไม่คืบหน้าเลยแม้แต่น้อย

แต่ทว่าด้วยจุดยืนที่มีต่อกลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอ ทำให้จูเดียนต้องรีบป้ายความผิดให้กลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอรับไปก่อน

ไม่ว่าจะเป็นฝีมือของกลุ่มบริษัทเจี๋ยเคอจริงหรือไม่ อเมริกาก็ตั้งใจจะใช้เรื่องนี้มาสร้างสถานการณ์อยู่แล้ว

จบบทที่ บทที่ 294 ความโกรธแค้นของอเมริกา

คัดลอกลิงก์แล้ว