เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 125 - จุดจบของพวกขายชาติ

บทที่ 125 - จุดจบของพวกขายชาติ

บทที่ 125 - จุดจบของพวกขายชาติ


บทที่ 125 - จุดจบของพวกขายชาติ

เมืองหลูโจว ณ ที่ตั้งสำนักกระบองเหล็ก

เจ้าสำนักทั้งสิบเจ็ดสำนักของเมืองนี้มารวมตัวกันพร้อมหน้า

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มชาวยุทธภพที่รวบรวมตัวกันมาเพื่อจะไปสมทบที่เซียงหยางอีกเกือบร้อยคน

ตามที่จูต้าเหนิง เจ้าสำนักกระบองเหล็กประกาศไว้ วันนี้คนเหล่านี้จะต้องออกเดินทางเพื่อมุ่งหน้าไปยังแนวหน้าเซียงฝาน

ลู่อู๋ซวง เฉิงอิง และหงหลิงปัว ทั้งสามคนปีนขึ้นไปบนกำแพงสูง มองลงมาเห็นธงปลิวไสวอยู่เบื้องล่าง

จูต้าเหนิงยืนอยู่บนแท่นสูงตรงกลาง ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

จู่ๆ ก็มีเสียงดังมาจากด้านหลัง

ทั้งสามคนหันไปมอง ก็เห็นขอทานเกือบร้อยคนแห่กันมาจากอีกฟากของถนน

เมื่อมาถึงหน้าประตูใหญ่ของสำนักกระบองเหล็ก หวังเจิ้น ผู้คุมหางเสือสาขาหลูโจวแห่งพรรคกระยาจกในชุดหรูหราก็เดินก้าวฉับๆ ออกมา

เหล่าชาวยุทธภพที่เห็นเขาต่างก็ตกใจ

พวกเขาตวาดด้วยความโกรธ "ทำไมคนผู้นี้ถึงมาอยู่ที่นี่ได้!"

ชื่อเสียงที่เน่าเฟะของสาขาหลูโจวนั้นเป็นที่รู้กันทั่ว คนที่อยู่ที่นี่ต่างก็รู้สึกรังเกียจ

พวกเขาหันไปถามจูต้าเหนิง "ท่านผู้นำพันธมิตรจู นี่มันหมายความว่าอย่างไร?"

"ไม่มีอะไรหรอก..." จูต้าเหนิงพูดด้วยน้ำเสียงล้อเลียน "แค่มาแจ้งให้พวกเจ้าทุกคนทราบว่า วันนี้พวกเจ้าทุกคนต้องตายอยู่ที่นี่"

"อะไรนะ!"

"ท่านผู้นำพันธมิตรจู ท่านหมายความว่าอย่างไร?"

ทุกคนตกใจและโกรธเกรี้ยว พากันจะหยิบอาวุธขึ้นมา แต่เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าตอนที่เดินเข้ามา อาวุธของพวกเขาถูกคนของกลุ่มพันธมิตรสิบเจ็ดสำนักยึดไปหมดแล้ว

ตอนนี้เหล่าเจ้าสำนักต่างพากันลุกขึ้นยืน ลูกศิษย์ที่อยู่ด้านหลังก็ชักอาวุธของตัวเองออกมา

คนพวกนี้ล้วนเป็นคนสนิทของพวกเขา

ทั้งหมดต่างก็ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะสวามิภักดิ์ต่อราชวงศ์หยวน

ตอนนี้เพียงแค่จูต้าเหนิงสั่งคำเดียว พวกเขาก็พร้อมจะร่วมมือกับพวกพรรคกระยาจก ฆ่าล้างชาวยุทธภพเกือบร้อยคนนี้ให้สิ้นซาก

"ทุกท่าน แคว้นซ่งอ่อนแอเกินเยียวยา นี่คือบัญชาสวรรค์!" จูต้าเหนิงลบภาพลักษณ์ชายหนุ่มซื่อสัตย์จริงใจที่เคยแสดงให้เห็นออกไปจนหมดสิ้น เขาแค่นหัวเราะเย็นชา "ตอนนี้ทัพพันธมิตรชิงและมองโกลแปดหมื่นนายประชิดเมืองเซียงหยางแล้ว เมืองกำลังจะแตกในไม่ช้า หากเสียเซียงหยางไป แคว้นซ่งก็ถึงคราวล่มสลายในพริบตา พวกเจ้าช่างไม่รู้จักดูทิศทางลมเสียเลย ยังหวังจะไปช่วยครอบครัวกัวอีก ช่างฝันกลางวันเสียจริง"

"ใต้เท้าอู๋แห่งเมืองหลูโจวปฏิบัติตามบัญชาสวรรค์ ตัดสินใจพาพวกเราทิ้งมืดสว่าง นับตั้งแต่นี้ไปพวกเราจะเสวยสุขกับความร่ำรวยและเกียรติยศ"

บรรดาชาวยุทธภพที่ได้ยินเช่นนั้น เบิกตากว้างด้วยความโกรธแค้น ต่างพากันตะโกนด่าทอ "ไอ้เดรัจฉาน!"

ไม่ใช่แค่จูต้าเหนิงคนเดียว แต่ทั้งสิบเจ็ดสำนักในเมืองหลูโจว ไม่มีสำนักไหนเป็นคนดีเลยสักคน!

หวังเจิ้นสั่งให้ขอทานลูกน้องของตนเข้าร่วมล้อมกรอบ เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ทุกอย่างอยู่ในการควบคุม ใบหน้าของเขาก็ปิดบังความดีใจเอาไว้ไม่อยู่

เขารีบสั่งการทันที "ลงมือได้!"

"หวังเจิ้น! ไอ้สวะพรรคกระยาจก เจ้าไม่กลัวบาปกรรมตามสนองหรือไง!"

"หากเฉียวปังจู้อยู่ที่นี่ เจ้ากล้าเหิมเกริมถึงเพียงนี้เชียวหรือ!"

หวังเจิ้นฟังแล้วอยากจะหัวเราะ เขาตะโกนเสียงดังว่า "เฉียวเฟิงออกจากพรรคกระยาจกไปแล้ว! ส่วนประมุขคนใหม่ที่เพิ่งมารับตำแหน่ง กว่าเขาจะเดินทางมาถึง พวกเราก็คงหนีไปเสวยสุขที่อื่นแล้ว บาปกรรมอะไรกัน บาปกรรมบ้าบออะไร!"

พูดไม่ทันขาดคำ จู่ๆ ประตูใหญ่ก็ถูกถีบจนพังทลาย

ตามด้วยศีรษะมนุษย์นับสิบหัวถูกโยนเข้ามา

บรรยากาศในที่นั้นเงียบกริบทันที

ทุกคนเห็นนักบวชเต๋าสาวผู้เลอโฉมเดินกรายเข้ามา รูปร่างของนางอรชรอ้อนแอ้น และตอนนี้ใบหน้าของนางก็ประดับไปด้วยรอยยิ้ม

"คือเซียนจื่อไหมแดง!"

"เป็นนางมารร้ายนั่น!"

ทุกคนในที่นั้นต่างตื่นตระหนกตกใจ

ไม่มีใครรู้ว่าหลี่มั่วโฉวมาที่นี่ทำไม

ส่วนจูต้าเหนิงกับหวังเจิ้นที่ยืนอยู่บนแท่นสูงก็เบิกตากว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

เป็นไปได้อย่างไร!

มีทั้งจ้าวอวิ๋นและยอดฝีมือจากแคว้นหยวนตั้งมากมาย คนผู้นี้หนีรอดมาได้อย่างไร

หวังเจิ้นทนข่มความหวาดกลัวในใจ แล้วมองไปที่ศีรษะบนพื้น

นั่นมันหัวของจ้าวอวิ๋นนี่นา

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีหัวของเซียวเซียงจื่อ กังเซียง และคนอื่นๆ อีกด้วย!

ยอดฝีมือที่จวนหรูหยางอ๋องส่งมา ถูกฆ่าตายหมดแล้วหรือนี่!

"ท่านอาจารย์?" หงหลิงปัวร้องด้วยความดีใจ

ส่วนลู่อู๋ซวงก็มองไปที่ด้านหลังของหลี่มั่วโฉวอย่างกังวล เมื่อเห็นเงาของเฉินอวี้ปรากฏขึ้น นางถึงกับถอนหายใจด้วยความโล่งอก

นางเผลอตัวตะโกนออกมา "ไอ้ใบ้!"

เอ๊ะ?

ไม้ไผ่สีเขียวที่เขาถืออยู่ในมือนั่นเอามาจากไหนกัน

ลู่อู๋ซวงตกใจ ส่วนเฉิงอิงสายตาก็ไหววูบ

"เจ้า... ทำไมเจ้าถึงยังไม่ตาย!" จูต้าเหนิงและหวังเจิ้นตื่นตระหนกสุดขีด

นี่มันเป็นไปไม่ได้ หลี่มั่วโฉวจะสามารถรับมือกับเซียวเซียงจื่อ กังเซียง และแปดวีรบุรุษเกาทัณฑ์เทพพร้อมกันได้อย่างไร?

แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาคิดเรื่องนั้น พวกเขารีบตะโกนสั่งให้เหล่าเจ้าสำนักและลูกน้องลงมือจัดการคนผู้นี้ทันที

แต่ในเมื่อหัวของยอดฝีมือจากแคว้นหยวนหล่นเกลื่อนพื้นขนาดนั้น ใครจะกล้าเข้าไปแกว่งเท้าหาเสี้ยน

หวังเจิ้นทั้งกลัวทั้งโกรธ เขาตะโกนด่าทอขอทานลูกน้องของตนเสียงดังลั่น

แต่ก็ไม่มีใครขยับ

สายตาของเขาพลันสะดุดเข้ากับเฉินอวี้ที่ยืนอยู่ข้างๆ หลี่มั่วโฉว

สายตาของเขาจับจ้องไปที่ไม้ไผ่สีเขียวในมือของเฉินอวี้อย่างไม่วางตา

เขาร้องออกมาด้วยความตกใจ "ไม้ตีสุนัข! เจ้าเป็นใคร ทำไมถึงมีไม้ตีสุนัขได้!"

บนหลังคา ลู่อู๋ซวงและคนอื่นๆ ชะงักไป

บรรยากาศในที่นั้นเงียบกริบลงทันที ทุกสายตาจับจ้องไปที่เด็กหนุ่มรูปงามผู้นั้น

"ข้าคือประมุขพรรคกระยาจกสายเหนือรุ่นที่สิบ เฉินอวี้" เฉินอวี้ประกาศด้วยรอยยิ้มและน้ำเสียงดังก้อง

ร่างของหลี่มั่วโฉวสั่นสะท้าน

แม้นางจะเดาเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว แต่พอได้ยินเฉินอวี้พูดยืนยันจากปากตัวเอง นางก็ยังคงไม่อยากจะเชื่ออยู่ดี

บนหลังคา ลู่อู๋ซวงจ้องมองเฉินอวี้อย่างเหม่อลอย เนิ่นนานกว่าน้ำตาจะค่อยๆ ไหลรินออกมา

นางสะอื้นไห้ "เขา... เขาไม่ใช่คนใบ้ เขาเป็นคนโกหก"

"อะไรนะ!" บนแท่นสูง หวังเจิ้นหน้าซีดเผือด เขาคิดไม่ถึงเลยว่า ประมุขคนใหม่ที่มีข่าวลือว่าเก่งกาจนักหนา จะมาปรากฏตัวที่เมืองหลูโจวแห่งนี้

ตอนนี้เขาสติแตกกระเจิง ไม่เหลือความเหิมเกริมเหมือนเมื่อครู่เลยแม้แต่น้อย

เขาเป็นถึงผู้คุมหางเสือของพรรคกระยาจกสายเหนือ เขาย่อมรู้ดีว่าประมุขของพรรคกระยาจกสายเหนือแต่ละรุ่น ล้วนเป็นยอดฝีมือที่โหดเหี้ยมเด็ดขาด ไม่มีใครเป็นพวกไม่ได้เรื่องเลยสักคน!

ตอนนี้เขาอยากจะหนีไปให้พ้นๆ

ยังดีที่จูต้าเหนิงมีสติกว่า ตอนนี้เหมือนลูกธนูที่ง้างสายแล้ว จำเป็นต้องยิงออกไป

ไม่สนหรอกว่าจะเป็นประมุขหรือไม่!

เจ้าคนเดียวจะสามารถฆ่าพวกเราทั้งสิบเจ็ดสำนักได้หมดงั้นหรือ!

ต่อให้มีเซียนจื่อไหมแดง หลี่มั่วโฉวเพิ่มมาอีกคนแล้วยังไง!

เขารีบตะโกนเสียงดัง "ทุกท่าน ความร่ำรวยและเกียรติยศรออยู่ตรงหน้า ฆ่าคนผู้นี้ซะ..."

แต่พูดไม่ทันขาดคำ ก็รู้สึกถึงรังสีความเย็นยะเยือกพุ่งเข้ามาปะทะหน้า

เฉินอวี้ไม่รอให้เขาพูดจบ ก็เหาะทะยานขึ้นไป

กระบี่เดียวแทงทะลุคอหอยของเขา

จากนั้นก็ใช้วิชา "คุมกระเรียน" ดึงร่างของหวังเจิ้นเข้ามา

อีกฝ่ายหวาดกลัวสุดขีด ร้องตะโกนว่า "ท่านประมุขไว้ชีวิตด้วย!"

แต่กลับถูกเฉินอวี้ซัด "มังกรผยองเดือด" หนึ่งในฝ่ามือสยบมังกรสิบแปดท่า จนกระเด็นออกไปตายคาที่

วินาทีนี้ เฉินอวี้ตกวงล้อมของคนจากสิบเจ็ดสำนักเกือบสองร้อยคน แต่เขากลับไม่มีทีท่าหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย

จ้าวอวิ๋น หวังเจิ้น และจูต้าเหนิง ทั้งสามคนนี้คือแกนนำในการก่อกบฏครั้งนี้ที่เมืองหลูโจว มีฐานะรองแค่เพียงอู๋เฉิง ขุนนางผู้ดูแลเมืองหลูโจวเท่านั้น

ตอนนี้ทั้งสามคนถูกเด็ดหัวไปแล้ว ที่เหลือก็เป็นแค่พวกไร้น้ำยา

"ข้าขอพูดไว้ก่อนเลยนะ... พวกเจ้าที่อยู่ที่นี่ ข้าไม่คิดจะปล่อยไว้แม้แต่คนเดียว" เฉินอวี้มีรอยยิ้มอบอุ่น แต่คำพูดที่เปล่งออกมากลับทำให้เหล่าเจ้าสำนักที่เหลือใจสั่นสะท้าน

แม้แต่หลี่มั่วโฉวก็ยังอดไม่ได้ที่จะปรายตามองเฉินอวี้อีกแวบหนึ่ง

"ข้าไม่ชอบฆ่าคนหรอกนะ..."

"สำหรับข้า การฆ่าคนเป็นแค่เครื่องมือ ไม่ใช่เป้าหมาย" เฉินอวี้เอามือไพล่หลัง เดินทอดน่องพลางยิ้ม "ที่ข้าฆ่าพวกเจ้า ก็เพราะพวกเจ้าไปสวามิภักดิ์ต่อพวกต่างชาติ"

"ข้าฆ่าพวกเจ้า ก็เพื่อเป็นการเตือนสติชาวโลก ให้เห็นถึงจุดจบของพวกขายชาติ..."

พูดจบ เฉินอวี้ก็เก็บไม้ไผ่สีเขียวเข้าที่ จากนั้นกระบี่ยาวทั้งสองเล่มก็ถูกชักออกจากฝักพร้อมกัน

"อย่าไปกลัวมัน พวกเราลุยเข้าไปพร้อมกัน ต่อให้มันจะมีวิทยายุทธ์ล้ำเลิศแค่ไหน ก็ใช่ว่าจะฆ่าพวกเราได้หมดทุกคน!"

"ใช่แล้ว เป็นประมุขพรรคกระยาจกแล้วยิ่งใหญ่มาจากไหนฮะ! ฆ่ามัน!"

มีคนนำร่อง คนอื่นๆ ก็มองหน้ากันไปมา สุดท้ายก็ทนไม่ไหวพุ่งเข้าใส่

"ไอ้ใบ้!" ลู่อู๋ซวงน้ำตาคลอเบ้า แม้จะโกรธที่เฉินอวี้โกหกนาง แต่ก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้

นางชักดาบโค้งของนางออกมา กระโดดลงจากหลังคา แล้วเดินกะเผลกๆ พุ่งตัวเข้าไป

เฉิงอิงก็ไม่ได้ลังเล นางหันไปบอกกลุ่มชาวยุทธภพเหล่านั้นว่า "รีบไปเอาอาวุธคืนมาเร็วเข้า!"

แล้วตัวนางกับหงหลิงปัวก็พุ่งตามเข้าไปด้วย

ตอนนี้คนพวกนั้นมุ่งเป้าไปที่เฉินอวี้ จึงเป็นการเปิดโอกาสให้กลุ่มชาวยุทธภพเหล่านั้น

ทุกคนไม่รอช้า รีบไปคว้าอาวุธของตัวเองคืนมาเพื่อเตรียมตัวต่อสู้

แต่กลับเห็นเฉินอวี้ถือกระบี่คู่ไว้ในมือ ราวกับเทพแห่งสงคราม

เพลงกระบี่อันลึกล้ำถูกร่ายรำออกมาอย่างต่อเนื่อง เขาเดินไปทางไหน คนก็ล้มตายไปทางนั้น

นี่... นี่เป็นคนจริงๆ หรือ?

ทุกคนในที่นั้นอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง

อย่าว่าแต่สองร้อยคนเลย ต่อให้มีมากกว่านี้อีกสิบเท่า ก็คงทำอะไรเขาไม่ได้

สายตาของเฉินอวี้ไหววูบ

จู่ๆ เขาก็นึกถึงอาชิงในหนังสือ ที่สามารถใช้กระบี่เดียวทะลวงเกราะคนสามพันคนได้ น่าเสียดายที่เขาไม่มีโอกาสได้ทดสอบดูว่าจะทำได้เหมือนกันหรือเปล่า

ลู่อู๋ซวงฝ่าวงล้อมเข้ามาจนอยู่ห่างจากเฉินอวี้เพียงไม่กี่ก้าว

เฉินอวี้ใช้ "เพลงกระบี่เหลียนเฉิง" ฟันคนตรงหน้าจนขาดกระจุย เมื่อเงยหน้าขึ้น ก็เห็นลู่อู๋ซวงน้ำตาคลอเบ้าจ้องมองมาที่เขา

"ท่านประมุขเฉิน... ท่านหลอกข้าได้แสบมาก"

"ท่านไม่ใช่คนใบ้เลยสักนิด ท่านมีวิทยายุทธ์ล้ำเลิศ ท่านเป็นถึงประมุขพรรคกระยาจก... มีแต่ข้าที่เป็นแค่คนขาเป๋..." นางพึมพำกับตัวเอง ในใจรู้สึกเศร้าสร้อยอย่างบอกไม่ถูก

【เป้าหมายปัจจุบัน: ลู่อู๋ซวง】

【ความปรารถนาร้าย 1: ถ้าเขายอมจูบข้าต่อหน้าคนมากมายขนาดนี้ ข้าก็จะยอมอภัยให้...】

รางวัลระดับกลาง

ข้าก็จะยอมอภัยให้เจ้า ใช่ไหมล่ะ

เฉินอวี้ยกมือซัด "ฝ่ามือเข็มมรกตใส" ฟาดคนที่พุ่งเข้ามาหาเขาจนกระเด็นออกไป ก้าวฉับๆ เข้าไปคว้าตัวร่างบางในชุดสีขาวเข้ามากอด แล้วประทับริมฝีปากลงไปอย่างดูดดื่ม

ลู่อู๋ซวงเบิกตากว้าง พยายามจะดิ้นรน แต่ก็ไม่มีแรงเอาเสียเลย

นางทุบหน้าอกเฉินอวี้เบาๆ สองที แล้วก็ไม่ขัดขืนอีกเลย

【ความปรารถนาร้าย 1: หวังให้เขาจูบข้าต่อหน้าผู้คน】

สำเร็จ

【แจกจ่ายรางวัลระดับกลาง: โอสถสกัดกายา x1】

เฉินอวี้ผละริมฝีปากออก แล้วใช้มือบีบแก้มที่แดงก่ำของนางเบาๆ

หันไปพูดกับเฉิงอิงที่ยืนมองเหตุการณ์อย่างอึ้งๆ ว่า "ทางนี้ข้าฝากพวกเจ้าจัดการด้วย ยังเหลืออีกคนนึงที่ยังไม่ได้จัดการ"

ทุกคนย่อมรู้ดีว่าเขาหมายถึงใคร คงหนีไม่พ้นอู๋เฉิง ขุนนางโฉดผู้เป็นหัวโจกในการก่อกบฏครั้งนี้แน่นอน

"...ข้าไปเป็นเพื่อนท่านเอง" เฉิงอิงเงยหน้าขึ้นพูด

นางมองไปรอบๆ ก็พบว่าคนที่นี่ถูกเฉินอวี้จัดการไปเกือบหมดแล้ว

เจ้าสำนักทั้งสิบเจ็ดสำนัก และพวกกบฏอีกเกือบสองร้อยคน

"ไม่ต้องหรอก ข้าไปเดี๋ยวเดียวก็กลับมาแล้ว" เฉินอวี้หมุนตัวเดินจากไปอย่างสง่างาม

เวลาผ่านไปเพียงสองก้านธูป เขาก็กลับมา พร้อมกับมีหัวเพิ่มมาอีกหนึ่งหัว

มันคือหัวของอู๋เฉิง ขุนนางโฉดนั่นเอง

"...ท่านประมุขเฉิน... ท่านประมุขเฉินมีวิทยายุทธ์ล้ำเลิศจริงๆ!"

"ท่านประมุขเฉิน!!!!"

บรรยากาศในที่นั้นเงียบงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะระเบิดเสียงโห่ร้องยินดีดังกึกก้องราวกับภูเขาถล่มแผ่นดินทลาย

ท่ามกลางฝูงชน ลู่อู๋ซวงอดไม่ได้ที่จะร้องไห้ออกมาอีกครั้ง นางหันไปหาเฉิงอิง ญาติผู้พี่ของนาง

แต่กลับพบว่าหญิงสาวในชุดสีฟ้าผู้นั้นกำลังจ้องมองเด็กหนุ่มรูปงามที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยผู้คนอย่างเหม่อลอย

เมื่อเห็นลู่อู๋ซวงมองมา เฉิงอิงก็หน้าแดงและรีบก้มหน้าลงทันที

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 125 - จุดจบของพวกขายชาติ

คัดลอกลิงก์แล้ว