- หน้าแรก
- จักรพรรดิกระบี่ไร้พ่าย สยบสุสานเทพ ทลายโลงศพเซียน
- บทที่ 3 - ท่านมีโรค ข้ารักษาได้
บทที่ 3 - ท่านมีโรค ข้ารักษาได้
บทที่ 3 - ท่านมีโรค ข้ารักษาได้
ศาลบรรพชนตระกูลเฉินมีแสงสลัว
เฉินเฟิงผลักบานประตูแล้วก้าวเดินเข้าไป
เบื้องหน้าคือแท่นบูชาที่มีป้ายวิญญาณตั้งเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ควันธูปลอยอวล กลิ่นอายความศักดิ์สิทธิ์และเคร่งขรึมแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ
นี่คือบรรพบุรุษแห่งตระกูลเฉิน!
ตระกูลเฉินนับว่าเป็นตระกูลใหญ่ในตำบลหมานซาน ว่ากันว่าในอดีตเคยอุดมไปด้วยยอดฝีมือที่สะเทือนฟ้าสะเทือนดินและครองความเป็นใหญ่ในอาณาบริเวณนี้
เพียงแต่ภายหลังไปล่วงเกินศัตรูเข้ามากมาย ประกอบกับคนรุ่นหลังไม่สามารถสืบทอดความยิ่งใหญ่เอาไว้ได้ ตระกูลจึงค่อยๆ ตกต่ำลงและท้ายที่สุดก็เลือกที่จะมาหลบซ่อนตัวอยู่ในตำบลห่างไกลแห่งนี้
เฉินเฟิงเดินไปที่มุมซ้ายสุดของแท่นบูชา เขาค้นหาตามความทรงจำและหยิบป้ายวิญญาณแผ่นหนึ่งที่ซ่อนอยู่หลังช่องลับออกมา
ป้ายวิญญาณแผ่นนั้นมีฝุ่นเกาะหนาเตอะและดูเก่าแก่มาก
เฉินเฟิงใช้มือเช็ดทำความสะอาดอย่างระมัดระวัง จนกระทั่งชื่อที่คุ้นเคยปรากฏขึ้นมาให้เห็น ... หลิ่วหรูเยียน
เฉินเฟิงนำป้ายวิญญาณแผ่นนั้นไปวางไว้ที่ตำแหน่งหน้าสุดของแท่นบูชา เขาจุดธูปสามดอก คุกเข่าโขกศีรษะทำความเคารพ แล้วจึงปักธูปลงในกระถาง
"ท่านแม่!"
เฉินเฟิงมองป้ายวิญญาณแผ่นนี้ เขาขยับปากและท้ายที่สุดก็เปล่งคำเรียกขานอันอ่อนไหวนี้ออกมา
นี่คือมารดาผู้ให้กำเนิดเฉินเฟิง และเป็นคนที่ดีต่อเขามากที่สุดตั้งแต่เขายังจำความได้
เขาไม่มีความผูกพันใดๆ กับผู้คนในตระกูลเฉินเลยแม้แต่น้อย แต่กลับมีความทรงจำที่สลักลึกฝังใจต่อมารดาผู้นี้เพียงคนเดียว
ในความทรงจำของร่างนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนในตระกูลหรือคนนอกที่กล้ามารังแกเขา มารดาอย่างหลิ่วหรูเยียนจะตกเป็นคนแรกที่ก้าวออกมาปกป้องเขาเสมอ
เดิมทีนางเป็นเพียงสาวใช้ในตระกูลเฉิน ไร้ชื่อไร้ฐานะ ย่อมไม่มีสิทธิ์ได้เข้ามาอยู่ในศาลบรรพชน เจ้าของร่างคนเดิมเป็นคนแอบนำป้ายวิญญาณของนางมาซ่อนไว้ในช่องลับตรงมุมแท่นบูชาแห่งนี้เอง
หลังจากที่เยี่ยเป่ยเสวียนเข้ามาครอบครองร่างนี้ ป้ายวิญญาณแผ่นนี้ก็กลายเป็นความยึดติดเพียงสิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ในร่าง
"เฉินเฟิง ในเมื่อข้าใช้ร่างกายของเจ้า ข้าย่อมต้องชดเชยให้เจ้า!"
"ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป มารดาของเจ้าก็คือมารดาของข้า ข้าจะหาสถานที่ฮวงจุ้ยดีๆ แล้วฝังร่างของมารดาเราให้สมเกียรติ!"
"ส่วนใครก็ตามที่เคยรังแกท่านแม่ ข้าจะไม่ปล่อยพวกมันไปแม้แต่คนเดียว!"
เฉินเฟิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยจิตสังหารเย็นเยียบ
ปีนั้นเฉินเทียนไห่บิดาของเฉินเฟิงเมามายไม่ได้สติและใช้กำลังบังคับขืนใจสาวใช้อย่างหลิ่วหรูเยียน จนกระทั่งนางตั้งครรภ์และให้กำเนิดเฉินเฟิงออกมาโดยปราศจากฐานะใดๆ
ด้วยเหตุนี้หลิ่วหรูเยียนจึงต้องเผชิญกับสายตาดูถูกและคำเย้ยหยันมากมายจากคนในตระกูลเฉิน ทุกคนต่างกล่าวหาว่านางเป็นพวกมักใหญ่ใฝ่สูงหวังจะปีนป่ายขึ้นเป็นนายหญิง
ทว่าเฉินเทียนไห่กลับไม่เคยออกหน้าปกป้องนางเลยสักครั้ง เขาเอาแต่ใช้ชีวิตเสเพลของตนเองและไม่เคยแม้แต่จะชายตามองนาง ส่งผลให้หลิ่วหรูเยียนเกิดความซึมเศร้า เอาแต่ล้างหน้าด้วยน้ำตาและนอนไม่หลับทุกค่ำคืน
ต่อมาผู้อาวุโสใหญ่เห็นแก่หน้าตาของตระกูลเฉินจึงคอยหาเรื่องกลั่นแกล้งนางอยู่เสมอ งานหนักงานเหนื่อยสารพัดล้วนโยนให้หลิ่วหรูเยียนทำ นานวันเข้านางก็ล้มป่วยเพราะทำงานหนักเกินไปและตรอมใจตายในที่สุด
กล่าวได้ว่าการตายของมารดาเฉินเฟิงล้วนเป็นฝีมือของผู้อาวุโสใหญ่และเฉินเทียนไห่ ผู้อาวุโสใหญ่คือฆาตกร ส่วนเฉินเทียนไห่คือผู้สมรู้ร่วมคิด
"ท่านแม่ ลูกจะต้องแก้แค้นให้ท่านให้จงได้ ขอให้ท่านจงเฝ้าดูอยู่บนสวรรค์เถิด!"
เฉินเฟิงค้อมกายทำความเคารพ
ตึก ตึก ตึก
ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าเร่งร้อนก็ดังขึ้นจากภายนอกศาลบรรพชน
องครักษ์สวมชุดเกราะเย็นเยียบกว่าร้อยนายพากันกรูเข้ามา คนเหล่านี้มีสายตาเหี้ยมเกรียม พวกเขาจ้องมองเฉินเฟิงพร้อมกับใช้รูปร่างสูงใหญ่ยืนปิดกั้นประตูศาลบรรพชนเอาไว้แน่นหนา คล้ายกับไม่ต้องการให้เฉินเฟิงมีโอกาสหลบหนี
จากนั้นชายวัยกลางคนผู้มีใบหน้าดำทะมึนก็เดินแหวกวงล้อมออกมา คนผู้นี้คือผู้อาวุโสใหญ่แห่งตระกูลเฉิน
"ไอ้เด็กเหลือขอ แกเตรียมป้ายวิญญาณให้ตัวเองไว้พร้อมแล้วใช่หรือไม่!"
"แต่คนอกตัญญูที่สังหารพี่น้องร่วมตระกูลอย่างแก ไม่มีสิทธิ์ได้อยู่ในศาลบรรพชนตระกูลเฉินหรอก!"
ผู้อาวุโสใหญ่แค่นเสียงแหบพร่าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเคียดแค้น
เมื่อได้ยินความเคลื่อนไหว
เฉินเฟิงค่อยๆ หันกลับมา เขามองกลุ่มคนที่ตั้งท่าเตรียมพร้อมด้วยสายตาเย็นชา ทว่าบนใบหน้ากลับไม่มีแววตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย
"ไอ้แก่สุนัข ทีแกยังทำร้ายแม่ข้าได้ แล้วทำไมข้าจะฆ่าหลานแกไม่ได้เล่า" เฉินเฟิงโต้กลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"หึ แม่แกมันก็แค่นังแพศยา มันยั่วยวนผู้นำตระกูลเฉิน หวังจะใช้ร่างกายของตัวเองไต่เต้าขึ้นที่สูง หญิงแพศยาแบบนั้นต่อให้ถูกฆ่าหรือถูกสับเป็นหมื่นชิ้นก็ยังไม่สาสมความผิดด้วยซ้ำ!" ผู้อาวุโสใหญ่แค่นเสียงเย้ยหยัน
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเฉินเฟิงก็ขบกรามแน่น จิตสังหารบ้าคลั่งพวยพุ่งขึ้นในดวงตา เขาเอ่ยทีละคำอย่างชัดเจนว่า "ปากของแก ข้าจะฉีกมันให้แหลกคามือเลยคอยดู!"
"หึ ลำพังเด็กเหลือขออย่างแกคิดจะแตะต้องตัวข้า เกรงว่าแกคงไม่มีปัญญาหรอก!"
ผู้อาวุโสใหญ่แค่นเสียงเย็น ใบหน้าเผยความดูแคลน จากนั้นเขาก็ส่งสายตาให้องครักษ์รอบด้านแล้วสั่งการ "ไป จับตัวมันมาให้ข้า ข้าจะแล่เนื้อมันออกมาทีละชิ้นด้วยมือของข้าเอง จะทำให้มันอยู่ไม่สู้ตาย!"
ต้องทรมานเฉินเฟิงจนตายเท่านั้นจึงจะสามารถปลอบประโลมดวงวิญญาณของหลานทั้งสองบนสวรรค์ได้
เมื่อได้ยินดังนั้น เหล่าองครักษ์ก็ฉายแววตาอำมหิต พวกเขาก้าวออกไปข้างหน้าเตรียมจะลงมือ
ทว่าตอนนั้นเองเสียงตวาดเย็นเยียบก็ดังมาจากนอกประตู "หยุดเดี๋ยวนี้!"
ฝูงชนที่ล้อมรอบอยู่ค่อยๆ แหวกทางออก ร่างสองร่างเดินก้าวเข้ามาในสายตาของทุกคน ทั้งสองคนนั้นก็คือเฉินเทียนไห่และเจียงอิน
"ท่านผู้นำ!" เมื่อเห็นเฉินเทียนไห่ปรากฏตัว เหล่าองครักษ์ก็รีบประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม
เฉินเทียนไห่เดินขึ้นมาด้านหน้าฝูงชน เขามองเฉินเฟิงแล้วหรี่ตาลง
เฉินเฟิงในเวลานี้ไม่มีท่าทีโง่งมเลื่อนลอยเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว แผ่นหลังที่ยืดตรงราวกับหอกเหล็กแผ่กลิ่นอายความแหลมคมที่พร้อมจะท้าทายสวรรค์ ทำให้ผู้คนเกิดความหวาดหวั่นขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
ดวงตางดงามของเจียงอินก็ตกกะทบลงบนร่างของเฉินเฟิงเช่นกัน ก้นบึ้งดวงตาของนางมีความประหลาดใจพาดผ่าน
นี่หรือคือคนโง่ที่ผู้คนในตำบลหมานซานเล่าลือกัน ดูไม่เหมือนเลยสักนิด!
กลิ่นอายความไม่เกรงกลัวสิ่งใดนี้ทำให้นางอดไม่ได้ที่จะมองเขาให้ชัดขึ้นอีกนิด
"เฉินเทียนไห่ นี่ท่านคิดจะปกป้องมันงั้นหรือ" ผู้อาวุโสใหญ่เอ่ยเสียงเย็น สายตาไม่เป็นมิตรนัก!
แม้เฉินเทียนไห่จะเป็นผู้นำตระกูล แต่ในฐานะผู้อาวุโสใหญ่ เขาย่อมมีสิทธิ์มีเสียงในตระกูลมากเช่นกัน อีกทั้งเฉินเฟิงยังฆ่าคนท่ามกลางสายตาผู้คนมากมาย เรื่องนี้ไม่มีทางปกปิดใครได้พ้น!
"ขอข้าถามอะไรเขาสักสองสามประโยคก่อนเถอะ!" เฉินเทียนไห่กล่าว
พูดจบเขาก็ก้าวเดินไปข้างหน้าและจ้องมองเฉินเฟิงเขม็ง
"เฉินซิวกับเฉินหลิงเสวี่ย เจ้าเป็นคนฆ่างั้นหรือ" เฉินเทียนไห่ถาม
"ใช่!"
"ทำไม พวกเขาเป็นพี่น้องร่วมอุทรของเจ้า เจ้าถึงกับเข่นฆ่าสายเลือดเดียวกันได้ลงคอเชียวหรือ" เฉินเทียนไห่เอ่ยเสียงเย็น
"พี่น้องงั้นหรือ พวกมันคู่ควรเป็นพี่น้องของข้าด้วยหรือ"
เฉินเฟิงหัวเราะเยาะ
พูดจบเขาก็ถลกเสื้อของตนเองขึ้น แสงสว่างจากภายนอกสาดส่องให้เห็นรอยแผลเป็นน่าเกลียดน่ากลัวมากมายบนร่างกายของเขากระจ่างชัดแก่สายตาทุกคน
"นี่มัน ..." เจียงอินชะงักไป
รอยแผลเป็นเหล่านี้พาดทับกันไปมาดูน่าสยดสยอง มองเพียงแวบเดียวก็รู้ว่ามีไม่ต่ำกว่าร้อยรอย
มองดูก็รู้ว่ารอยแผลเหล่านี้เกิดจากการถูกแส้เฆี่ยนตีอย่างหนัก
รอยแผลบางรอยเริ่มตกสะเก็ดกลายเป็นแผลเก่าแล้ว แต่กลับมีรอยแผลใหม่ที่เพิ่งถูกตีจนเนื้อแตกเลือดซิบเมื่อไม่กี่วันก่อนทับซ้อนขึ้นมา
นอกจากรอยแผลเป็นเหล่านี้แล้ว บนแขนและขาของเขายังมีรอยถูกน้ำร้อนลวกอีกด้วย
เมื่อเห็นบาดแผลเต็มตัวเหล่านี้ แม้แต่เจียงอินก็ยังรู้สึกสะเทือนใจ
"ท่านบอกข้าสิ พวกมันสมควรตายหรือไม่" เฉินเฟิงถามกลับ
เฉินเทียนไห่ถึงกับพูดไม่ออก เรื่องที่เฉินเฟิงมักจะถูกคนในตระกูลรังแกนั้นเขารู้ดี เพียงแต่ในสายตาของเขา มันเป็นแค่การหยอกล้อเล่นกันของพวกเด็กรุ่นหลังเท่านั้น
ประกอบกับเฉินเฟิงเป็นคนโง่ เขาจึงไม่อยากยอมรับบุตรชายที่เกิดจากความมักมากชั่วครั้งชั่วคราวคนนี้ เลยไม่เคยเก็บเอามาใส่ใจ แต่เขาไม่คาดคิดเลยว่าเฉินเฟิงจะต้องทนรับการทารุณกรรมมากมายถึงเพียงนี้
เฉินเทียนไห่ถอนหายใจเบาๆ "เฉินซิวกับเฉินหลิงเสวี่ยแม้จะมีความผิด แต่ตระกูลก็มีกฎคอยลงโทษ เจ้าไม่ควรลงมือฆ่าพวกเขา!"
"กฎตระกูลคอยลงโทษงั้นหรือ"
เฉินเฟิงหัวเราะ หากกฎตระกูลมีประโยชน์จริง เขาคงไม่ต้องทนถูกรังแกขนาดนี้ และมารดาของเขาก็คงไม่ต้องตายหรอก!
สิ่งที่เรียกว่ากฎตระกูลล้วนอยู่ในการดูแลของผู้อาวุโสใหญ่ แล้วเขาจะลงโทษหลานของตัวเองได้อย่างไร
"เฉินเทียนไห่ ข้าล่ะรู้ว่าท่านมีความเมตตา แต่ความเมตตาของท่านมีไว้ให้คนอื่นเท่านั้น ท่านเคยสนใจข้ากับมารดาบ้างหรือไม่"
"ใช่ มารดาของข้าเป็นแค่สาวใช้ นางไม่คู่ควรกับตระกูลเฉินของท่าน แต่ถ้าไม่ใช่เพราะความมักมากของท่าน บังคับขืนใจมารดาข้าให้ทำเรื่องพรรค์นั้น ท่านคิดว่ามารดาข้าอยากจะมาเกาะตระกูลเฉินของท่านนักหรือไง"
"ส่วนข้าที่เป็นแค่คนโง่ ท่านก็มองข้าเป็นตัวน่าอับอาย เคยเห็นหัวข้าบ้างหรือไม่"
"ตอนนี้ท่านไม่ต้องมาเสแสร้งทำเป็นคนใจบุญสุนทานมาดูแลข้าหรอก ท่านก็แค่ทำเพื่อสร้างภาพต่อหน้าผู้หญิงคนนี้เท่านั้นแหละ!"
เฉินเฟิงหัวเราะเยาะอย่างดูแคลน
แม้เขาจะไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้มีฐานะอะไร แต่ก็พอมองออกว่านางไม่ใช่คนธรรมดา ระดับพลังของนางก้าวล่วงเข้าสู่ขอบเขตก่อรูปกายาขั้นแปดแล้ว
เส้นทางแห่งวิถียุทธ์แบ่งออกเป็นห้าขอบเขตใหญ่
ขอบเขตทะลวงชีพจร ขอบเขตก่อเกิดทะเลปราณ ขอบเขตก่อรูปกายา ขอบเขตทะลวงสวรรค์ ขอบเขตกักเก็บเทพ
แต่ละขอบเขตใหญ่ยังแบ่งย่อยออกเป็นเก้าขั้น
และผู้หญิงคนนี้อยู่ในขอบเขตก่อรูปกายาขั้นแปด หากเทียบกับในตำบลหมานซานนี่ก็ถือว่าเป็นยอดฝีมือระดับสูงสุดแล้ว ต้องรู้ไว้ก่อนว่าระดับพลังของเฉินเทียนไห่ก็เป็นเพียงขอบเขตก่อรูปกายาขั้นห้าเท่านั้น
เมื่อถูกเฉินเฟิงมองทะลุความปรารถนาในใจ ใบหน้าของเฉินเทียนไห่ก็หมองคล้ำลง กล้ามเนื้อตรงมุมปากกระตุกเล็กน้อยคล้ายกำลังระงับความโกรธ
เขาต้องการแสดงบารมีของผู้นำตระกูลต่อหน้าผู้หญิงคนนี้จริงๆ แต่ใครจะไปคิดว่าจะถูกเฉินเฟิงชี้หน้าด่าฉอดๆ เช่นนี้
"เฉินเฟิง เจ้าเข่นฆ่าพี่น้องร่วมสายเลือด ข้าเองก็ปกป้องเจ้าไม่ได้ ขอให้เจ้าโชคดีก็แล้วกัน!"
เฉินเทียนไห่กล่าวเสียงเรียบ พูดจบเขาก็เอามือไพล่หลัง แสดงจุดยืนอย่างชัดเจน
เมื่อเห็นดังนั้น แววตาของผู้อาวุโสใหญ่ก็ปรากฏรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม "ไอ้หนู ดูเหมือนว่าวันนี้ต่อให้สวรรค์ลงมาก็ช่วยแกไม่ได้แล้วล่ะ!"
เฉินเฟิงไม่สนใจเขา แต่หันไปมองเจียงอินแล้วกล่าวว่า "ท่านมีโรค ข้ารักษาท่านได้!"
พอได้ยินแบบนั้น ทุกคนก็พากันชะงัก ไอ้คนโง่นี่มันเป็นบ้าอะไรขึ้นมาอีกแล้ว
ใบหน้าของเจียงอินก็ชะงักไปเช่นกัน ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา "ทำไม ถึงทางตันแล้วก็เลยคิดจะขอความช่วยเหลือจากข้าหรือไง"
แววตาของเจียงอินเผยความรังเกียจ นางคิดเอาเองว่าตอนนี้เฉินเฟิงมาถึงทางตันแล้ว อาศัยแค่พลังระดับขอบเขตทะลวงชีพจรของเขา ไม่มีทางเดินออกจากศาลบรรพชนแห่งนี้ไปได้แน่ และตอนนี้คนที่พอจะช่วยเขาได้ก็คงมีแต่นางเท่านั้น
"เปล่า ท่านมีโรคจริงๆ ท่านเป็นกระดูกเหมันต์แต่กำเนิด ทุกคืนวันเพ็ญทั่วทั้งร่างของท่านจะเย็นเยียบเหมือนอยู่ในถ้ำน้ำแข็งพันปี หนาวเหน็บจนทนไม่ไหว เจ็บปวดเจียนตาย! ข้าพูดถูกหรือไม่" เฉินเฟิงกล่าว
เมื่อได้ยินประโยคนี้ สีหน้าของเจียงอินก็เปลี่ยนไปอย่างรุนแรง อาการป่วยของนางมีคนในตระกูลเจียงรู้เพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น แม้แต่ลูกศิษย์ของนาง นางยังปิดบังเอาไว้ไม่ให้ใครรู้ แล้วไอ้เด็กนี่มันไปรู้มาได้อย่างไร
"หึ ไอ้เด็กนี่มันเริ่มพล่ามไร้สาระอีกแล้ว จับตัวมันไว้ ข้าจะทรมานมันให้ตาย!" ผู้อาวุโสใหญ่ตวาดเสียงเย็น
"ขอรับ!"
ทันใดนั้น องครักษ์เหล่านั้นก็สาดประกายตาเย็นชา ก้าวออกไปเตรียมจะลงมือ ทว่าตอนนั้นเอง เจียงอินกลับรีบก้าวออกมายืนขวางพร้อมตวาดลั่น "ช้าก่อน ใครก็ห้ามแตะต้องเขา!"
ทุกคนต่างมองเจียงอินด้วยความงุนงง แม้แต่เฉินเทียนไห่ก็ยังรู้สึกเหลือเชื่อ
แต่เจียงอินไม่สนใจใครหน้านางไหนทั้งสิ้น นางหันไปมองเฉินเฟิงแล้วถามว่า "เจ้ารู้สาเหตุด้วยหรือ"
"แน่นอน!" เฉินเฟิงตอบเสียงเรียบ ตั้งแต่แรกเห็นเขาก็มองออกว่าบนร่างของเจียงอินมีไอเย็นแผ่ซ่านออกมาจางๆ คนทั่วไปคงคิดว่านางฝึกวิชายุทธ์ธาตุเหมันต์ แต่เฉินเฟิงรู้ดีว่านี่ไม่ใช่วิชายุทธ์ธาตุเหมันต์ แต่เป็นกระดูกเหมันต์แต่กำเนิดต่างหาก
"ท่านเป็นกระดูกเหมันต์แต่กำเนิด อาการนี้เกิดจากรากวิญญาณพิเศษของท่าน รากวิญญาณของท่านมีชื่อว่ารากวิญญาณจันทร์เหมันต์ ซึ่งหาพบได้ยากยิ่ง!"
"เมื่อท่านฝึกวิชาธาตุเหมันต์ มันจะเหมือนสวรรค์เป็นใจ เรียนรู้ได้รวดเร็วโดยไม่ต้องมีอาจารย์สอน ระดับพลังก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว แต่น่าเสียดายที่พอยิ่งระดับพลังสูงขึ้น ไอเย็นในตัวท่านก็จะยิ่งหนักหน่วงขึ้นตามไปด้วย!"
"ช่วงนี้ในคืนวันเพ็ญตอนที่กระดูกเหมันต์กำเริบ ท่านคงรู้สึกว่าไอเย็นมันบาดลึกถึงกระดูกมากขึ้นใช่ไหม จนท่านแทบจะทนไม่ไหวแล้ว! ทุกครั้งก็เหมือนรอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด ข้าจะบอกอะไรให้นะ ถ้าขืนเป็นแบบนี้ต่อไป ท่านอยู่ไม่พ้นสองปีหรอก!" เฉินเฟิงกล่าวอธิบายยาวเหยียด
เมื่อได้ยินดังนั้น เจียงอินก็ตกตะลึงอย่างหนัก นางแทบไม่อยากเชื่อเลยว่าทุกสิ่งที่เฉินเฟิงพูดมามันจะตรงเผงทุกอย่าง
ในช่วงไม่กี่เดือนมานี้ นางรู้สึกว่าไอเย็นในตัวเริ่มรุนแรงขึ้น ทุกคืนวันเพ็ญทำเอานางรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะตาย
หลายครั้งที่นางต้องพึ่งพาสมุนไพรวิญญาณธาตุไฟเพื่อช่วยรักษาชีวิตเอาไว้
ตระกูลเจียงเคยเชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาตรวจดู แพทย์คนนั้นเคยฟันธงไว้ว่าหากหาสาเหตุของโรคนี้ไม่พบ นางจะอยู่ได้ไม่เกินสองปี
ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ เฉินเฟิงพูดถูกหมดเลย
"เจ้ารู้วิธีรักษาไหม" เจียงอินถามอย่างร้อนรน
"แน่นอน ของท่านมันไม่ใช่โรค แต่มันเกิดจากรากวิญญาณของท่านเอง! ทั่วทั้งทวีปเทียนอู่ มีแค่ข้าคนเดียวที่รักษาท่านได้ แน่นอนว่าท่านจะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่ท่าน!" เฉินเฟิงกล่าว
นี่ไม่ใช่คำคุยโวแต่อย่างใด เพราะเขาเคยพบผู้หญิงที่มีรากวิญญาณจันทร์เหมันต์มาก่อน และผู้หญิงคนนั้นก็หาวิธีรักษาจนพบ
ตอนที่ผู้หญิงคนนั้นมาขอให้เขาช่วยปรุงยาให้ เฉินเฟิงไม่ได้ขอค่าตอบแทนอย่างอื่น แต่ขอวิธีรักษารากวิญญาณจันทร์เหมันต์ของนางมาแทน ดังนั้นทั่วทั้งทวีปเทียนอู่จึงมีแค่เขากับผู้หญิงคนนั้นที่รู้รักษา แน่นอนว่าผู้หญิงคนนั้นทะลวงเข้าสู่แดนเทพมายาไปแล้ว ไม่ได้อยู่ในทวีปเทียนอู่อีกต่อไป
เจียงอินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า "ตกลง เจ้ามีเงื่อนไขอะไร"
"ก่อนอื่น ท่านต้องฉีกปากตาเฒ่านี่ให้ข้าก่อน!" เฉินเฟิงชี้หน้าผู้อาวุโสใหญ่พร้อมเอ่ยเสียงเหี้ยมเกรียม
[จบแล้ว]