เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12: ฉู่เชียนสวินผู้รับเคราะห์แทน

บทที่ 12: ฉู่เชียนสวินผู้รับเคราะห์แทน

บทที่ 12: ฉู่เชียนสวินผู้รับเคราะห์แทน


คำพูดของเสิ่นมู่หยางนี้เป็นความจริง เพราะขวดยานัตถุ์ใบนี้เป็นของทำเลียนแบบในสมัยสาธารณรัฐจีนจริงๆ

ดังนั้นเขาจึงเชื่อว่าเจ้าของแผงลอยก็รู้ดีเช่นกัน การพูดหักหน้าออกไปตรงๆ แบบนี้ การคุยราคาในขั้นตอนต่อไปก็อาจจะง่ายขึ้นมาก

“มองไม่ออกเลยนะน้องชาย ว่านายจะเป็นยอดฝีมือในวงการนี้!”

“ในเมื่อน้องชายรู้จักของชิ้นนี้ งั้นก็รบกวนน้องชายเสนอราคามาเองเลยก็แล้วกัน ขอแค่ราคาเหมาะสมฉันก็ขาย ถือซะว่าเป็นการเปิดบิลพอดีเลย!”

ส่วนผสมที่คุ้นเคย สูตรเดิมเป๊ะ เสิ่นมู่หยางก็ไม่คิดจะไปต่อล้อต่อเถียงกับคนคนนี้ แต่กำลังคิดหาวิธีเอาถ้วยชาลายไก่โต้วไฉ่ใบนั้นมาไว้ในมือให้ได้

“เถ้าแก่ คุณดูแบบนี้ได้ไหม?”

“ของชิ้นนี้ถึงจะบอกว่าเป็นของทำเลียนแบบ แต่ก็ทำเลียนแบบออกมาได้ไม่เลวเลย พอดีผมก็ชอบของชิ้นนี้อยู่เหมือนกัน ผมให้ 500 หยวน คุณว่าไง?”

ครั้งนี้เสิ่นมู่หยางยื่นมือไปหยิบขวดยานัตถุ์ใบนี้ขึ้นมา แถมยังทำท่าทีเหมือนอาลัยอาวรณ์เสียเต็มประดา

โดยปกติแล้วสถานการณ์เช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะนี่เป็นการบอกให้คนอื่นรู้ชัดๆ ว่าคุณให้ความสำคัญกับสิ่งของชิ้นนี้มาก

ดังนั้นโดยทั่วไปในสถานการณ์แบบนี้ก็จะดึงดูดความสนใจของคนอื่นได้ ซึ่งก็คือการเปิดโอกาสให้คนอื่นโก่งราคาได้นั่นเอง

แต่ตอนนี้เสิ่นมู่หยางจงใจทำแบบนี้ เขาต้องการดึงดูดความสนใจของหมอนี่ มีเพียงการดึงความสนใจของหมอนี่มาที่ขวดยานัตถุ์เท่านั้น เขาถึงจะได้ถ้วยชาที่เขาต้องการมา

เห็นได้ชัดว่าเจ้าของแผงลอยเห็นการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ของเสิ่นมู่หยางแล้ว ในใจก็พลันยินดีขึ้นมาทันที

นี่มันลูกแกะอ้วนพีชัดๆ ถ้าไม่เชือดสักหน่อย ก็คงรู้สึกผิดต่อตัวเองแย่

สิ่งที่เรียกว่าลูกแกะอ้วนพีในวงการนี้ คุณสามารถเข้าใจได้ว่าเป็นมือใหม่ คนโง่ สรุปก็คือหมายถึงคนโง่ที่มีเงินเยอะนั่นแหละ

“น้องชาย นายช่างพูดเล่นเก่งจริงๆ ต่อให้เป็นของทำเลียนแบบในสมัยสาธารณรัฐจีน แต่นั่นก็คือของโบราณนะ”

“500 หยวนจะเป็นไปได้ยังไง?”

“ถ้านายอยากได้จริงๆ เติมศูนย์เข้าไปข้างหลังอีกตัว แล้วนายก็เอาไปเลย!”

คราวนี้เสิ่นมู่หยางก็เลยทำท่าลำบากใจอยู่บ้าง

“เถ้าแก่ ของชิ้นนี้ผมให้คุณได้มากสุด 1,000 หยวน ถ้าคุณขายผมก็เอา!”

เห็นได้ชัดว่าเถ้าแก่แผงลอยจับทางเสิ่นมู่หยางได้แล้ว จึงกัดราคา 5,000 หยวนไว้แน่นไม่ยอมปล่อย

“เถ้าแก่ คุณดูแบบนี้ได้ไหม ราคา 5,000 หยวนมันแพงเกินไปจริงๆ ผมซื้อกลับไปต้องขาดทุนแน่ๆ”

“แต่ผมก็ชอบขวดยานัตถุ์ใบนี้เป็นพิเศษ ดังนั้นผมจะไม่ต่อราคาคุณแล้ว แต่คุณต้องมีของแถมให้ผมหน่อยนะ”

“เอาเป็นถ้วยชาแตกๆ ใบนี้ก็แล้วกัน ถ้าคุณแถมถ้วยชาแตกๆ ใบนี้ให้ผม ผมก็จะเอาขวดยานัตถุ์ใบนี้”

พอเถ้าแก่แผงลอยได้ยินคำพูดนี้ ในใจก็ยินดีขึ้นมาทันที ถ้วยชาใบนี้เขาเพิ่งจะรับซื้อมาเมื่อวานนี้เอง

แต่เพราะว่ามันสึกหรออย่างหนักเกินไป ดูๆ ไปก็คล้ายกับของเก่าอยู่เหมือนกัน แต่ของจำพวกเครื่องเคลือบดินเผามันก็เป็นแบบนี้แหละ

เมื่อไม่มีรอยประทับตราแล้ว มันก็แทบจะไม่มีราคาเลย ดังนั้นคราบดินโคลนที่อยู่ข้างบนเขาก็เลยไม่ได้ทำความสะอาด

ขวดยานัตถุ์ใบนี้ ราคาจริงๆ อย่างมากที่สุดก็แค่ 1,000 หยวน ท้ายที่สุดของทำเลียนแบบก็คือของทำเลียนแบบ

ต่อให้ทำเลียนแบบได้ดีแค่ไหนราคาก็คงไม่สูงไปถึงไหนหรอก ยิ่งไปกว่านั้นของอย่างขวดยานัตถุ์ ตัวมันเองก็มีอายุไม่เก่าแก่เท่าไหร่นักอยู่แล้ว

แถมยังเป็นแค่ของเล่นชิ้นเล็กๆ มูลค่าของมันจึงไม่ได้มากมายอะไร ส่วนถ้วยชาใบนี้ แทบจะเรียกได้ว่ารับซื้อมาในลักษณะกึ่งซื้อกึ่งแถมด้วยซ้ำ

ดังนั้นตอนนี้เอามาจับคู่ขาย แล้วสามารถฟันกำไรได้ตั้ง 5,000 หยวน นี่ก็ถือว่ากำไรมหาศาลแล้ว

ถ้ายังขืนดึงดันต่อไป ถ้าเกิดคนคนนี้ไม่ซื้อขึ้นมาก็คงได้ไม่คุ้มเสีย

ดังนั้นหลังจากคิดดูครู่หนึ่ง เขาก็ตอบตกลงอย่างเด็ดขาดทันที

“น้องชาย เอาตามที่นายว่าเลย 5,000 ก็ 5,000 ฉันจะได้ถือโอกาสเปิดบิลพอดี!”

“นายถือของไว้ให้ดีล่ะ อย่าทำพังเด็ดขาดนะ!”

เสิ่นมู่หยางรีบรับของมา จากนั้นก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาสแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อจ่ายเงิน รอจนอีกฝ่ายยืนยันการรับเงินแล้ว การซื้อขายครั้งนี้ก็ถือเป็นอันเสร็จสิ้น

ตอนนี้ต่อให้อีกฝ่ายจะรู้สึกเสียใจภายหลัง ก็สายไปเสียแล้ว นี่คือกฎของวงการนี้

สาเหตุที่เสิ่นมู่หยางยอมจ่ายเงินอย่างสูญเปล่าไปมากขนาดนี้ ความจริงแล้วเป็นเพราะเขาไม่กล้าเสี่ยง

หากพูดตามตรรกะปกติทั่วไป ถ้าพุ่งเป้าไปหาของฟลุคที่ถ้วยชาใบนั้นโดยตรง เจ้าของแผงลอยมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเกิดความสงสัย

เพราะถ้วยชาใบนั้นดูจากภายนอกแล้วก็ยังไม่ได้ถูกทำความสะอาดเลย เมื่อเจ้าของแผงลอยเกิดความสงสัยขึ้นมา และลองทำความสะอาดดูอย่างจริงจัง ก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะค้นพบความผิดปกติของถ้วยชาใบนี้

ถ้าถึงเวลานั้นแล้วคิดจะหาของฟลุคก็คงจะยากมากแล้ว

แม้ว่าความเป็นไปได้ที่อีกฝ่ายจะค้นพบจะมีไม่มากนัก แต่เสิ่นมู่หยางก็ไม่กล้าเสี่ยง ดังนั้นเขาจึงจงใจแสดงออกว่ามีความสนใจในขวดยานัตถุ์ใบนี้เป็นอย่างมาก

สามารถเข้าใจได้ว่าเป็นวิธีการส่งเสียงบูรพาตีประจิม จงใจใช้วิธีนี้เพื่อดึงดูดความสนใจทั้งหมดของอีกฝ่ายให้มารวมกัน

ในความเป็นจริงเขาทำสำเร็จแล้ว ใช้เงินไปทั้งหมดแค่ 5,000 หยวน ก็ได้ของฟลุคชิ้นนี้มาครอง

เรียกได้ว่ากำไรมหาศาล ส่วนจะกำไรเท่าไหร่นั้นเขาชั่วคราวเขายังไม่แน่ใจ ท้ายที่สุดของสิ่งนี้ก็ยังไม่ได้ถูกซ่อมแซม

เสิ่นมู่หยางเก็บถ้วยชาขึ้นมาอย่างระมัดระวัง เขาตัดสินใจว่าจะเอาของชิ้นนี้กลับไปเก็บที่บ้านก่อน

ท้ายที่สุดการพกของชิ้นนี้เดินเตร็ดเตร่ไปทั่วก็ทำให้รู้สึกไม่ค่อยวางใจนัก ดังนั้นเขาจึงเรียกแท็กซี่อีกคันเพื่อกลับไปยังห้องเช่า

พอเปิดประตูเข้ามาในห้องเช่าเขาก็ถึงกับตะลึงงัน ภายในห้องถูกคนรื้อค้นจนข้าวของกระจัดกระจายเละเทะไปหมด แม้แต่เสื้อผ้าของตัวเอง ก็ถูกโยนทิ้งเกลื่อนกลาดเต็มพื้น

ปฏิกิริยาแรกของเสิ่นมู่หยางก็คือโจรขึ้นบ้าน แต่พอคิดดูให้ดีๆ ก็รู้สึกว่าไม่ใช่ คงไม่มีขโมยคนไหนโง่ขนาดนี้ ที่จะทำลายสถานที่เกิดเหตุให้เละเทะแบบนี้

ดังนั้นคำอธิบายเพียงข้อเดียวก็คือ จูหลิงหลิงกลับมาแล้ว

และก็มีเพียงผู้หญิงคนนี้เท่านั้นที่กล้าทำแบบนี้ เพราะต่อให้เสิ่นมู่หยางแจ้งความไปก็ไม่มีประโยชน์ ท้ายที่สุดห้องเช่าห้องนี้ก็เคยเป็นห้องที่พวกเขาสองคนเช่าอยู่ด้วยกัน

แถมยังอยู่ด้วยกันมาตั้งสองปีกว่า ดังนั้นหากพูดตามความเป็นจริงแล้ว จูหลิงหลิงก็ถือว่าเป็นผู้เช่าของห้องนี้เช่นกัน

ดังนั้นการกลับมาเอาของบางอย่างในเวลานี้ ก็ดูเหมือนจะฟังขึ้นอยู่

ส่วนเรื่องที่โยนของของเขาไปทั่ว ก็สามารถอ้างเหตุผลอย่างเช่นการระบายอารมณ์ความไม่พอใจ หรืออะไรทำนองนั้นเพื่อเอาตัวรอดไปได้อย่างสมบูรณ์

เห็นได้ชัดว่าผู้หญิงคนนี้ก็อาศัยหลักจิตวิทยาแบบนี้ จงใจมาก่อกวนทำลายข้าวของ เพื่อทำให้เสิ่นมู่หยางรู้สึกรังเกียจนั่นเอง

โชคดีที่เสิ่นมู่หยางเตรียมการป้องกันไว้ก่อนแล้ว เขาพกพวกเอกสารสำคัญและของมีค่าติดตัวไว้ตลอด

มิฉะนั้นแล้ว ถ้าถูกผู้หญิงคนนี้เอาไปคงจะยุ่งยากมากๆ

ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น แค่ใบขับขี่หรือของบางอย่างถ้าถูกผู้หญิงคนนี้เอาไปทิ้ง การไปทำใหม่ก็เป็นเรื่องที่น่าปวดหัวมากๆ แล้ว

วินาทีนี้ ทำให้เขาแน่วแน่กับความตั้งใจที่จะย้ายบ้านอีกครั้ง

ในขณะที่เสิ่นมู่หยางกำลังเตรียมจะเก็บกวาดสภาพอันเละเทะนี้ โทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังขึ้น พอหยิบขึ้นมาดูก็พบว่าเป็นจูหลิงหลิงจริงๆ ด้วย

เห็นได้ชัดว่า นี่คือการที่จูหลิงหลิงโทรมาเพื่อประท้วง หรือก็คือจงใจมาทำให้เขารู้สึกรังเกียจนั่นแหละ!

เสิ่นมู่หยางไม่มีทางเปิดโอกาสให้ผู้หญิงคนนี้หรอก ดังนั้นเขาจึงกดวางสายไปอย่างไม่ลังเล

ผลปรากฏว่าเพิ่งจะวางสายไป โทรศัพท์ก็โทรเข้ามาอีก สุดท้ายเขาก็กดวางสายต่อไปเรื่อยๆ

กดวางสายติดๆ กันไปเจ็ดแปดครั้ง ในที่สุดก็เงียบไป และในจังหวะที่เสิ่นมู่หยางกำลังตั้งใจจะบล็อกเบอร์โทรศัพท์ของผู้หญิงคนนี้ โทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง

ดังนั้นเสิ่นมู่หยางที่ทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงกดรับสายไปโดยตรง จากนั้นก็สบถคำหยาบออกไปหนึ่งประโยค:

“จูหลิงหลิง เธอแม่งประสาทแดกหรือไงฮะ!”

ที่ปลายสายอีกด้านหนึ่ง ฉู่เชียนสวินถูกด่าไปหนึ่งประโยคอย่างงงๆ

อีกไม่กี่วันก็จะเป็นวันเกิดของปู่ตัวเองแล้ว ดังนั้นในฐานะหลานสาวก็ย่อมต้องเตรียมของขวัญวันเกิดให้สักชิ้นอย่างแน่นอน

ที่สำคัญที่สุดก็คือปู่ของตัวเองไม่ได้ชอบอะไรอย่างอื่นเลย ชอบก็แต่พวกของเก่าอะไรทำนองนี้ ดังนั้นฉู่เชียนสวินจึงขบคิดดู เพื่อที่จะหาของที่ถูกใจท่าน

ขอเพียงแค่เอาอกเอาใจปู่ของตัวเองให้ดีๆ ท่านก็คงจะไม่มาบีบบังคับให้ตัวเองหาแฟนอย่างแน่นอน

แต่สำหรับเรื่องของเก่าเธอก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่องสักเท่าไหร่ ผลปรากฏว่าคิดไปคิดมาก็ดันไปนึกถึงเสิ่นมู่หยางขึ้นมาได้

ท้ายที่สุดเมื่อวานตอนที่ทั้งสองคนคุยกัน เสิ่นมู่หยางก็บอกอาชีพของตัวเองมาจริงๆ ดังนั้นการให้หมอนี่ช่วย คาดว่าน่าจะเป็นไปได้

ดังนั้นเธอจึงโทรศัพท์ไปหาเสิ่นมู่หยาง จากนั้น ทันทีที่รับสายเธอก็ได้ยินคำด่าทอประโยคนั้นเข้าพอดี!

หรือก็คือ ฉู่เชียนสวินได้กลายเป็นคนโชคร้ายที่ต้องมารับเคราะห์แทนไปซะแล้ว!

จบบทที่ บทที่ 12: ฉู่เชียนสวินผู้รับเคราะห์แทน

คัดลอกลิงก์แล้ว