เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 117: นางโลมอีกคนผู้จับจ้องหลินเป่ยฟาน!

บทที่ 117: นางโลมอีกคนผู้จับจ้องหลินเป่ยฟาน!

บทที่ 117: นางโลมอีกคนผู้จับจ้องหลินเป่ยฟาน!


ติดตามเป็นกำลังใจให้ผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:BamแปลNiyay

บทที่ 117: นางโลมอีกคนผู้จับจ้องหลินเป่ยฟาน!

นับตั้งแต่มีการเปิดหอนางโลมซินเยว่ มันก็ได้กลายเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในนครหลวง นี่เป็นเพราะเหล่าสตรีของหอนางโลมซินเยว่นั้นโฉมงามเป็นพิเศษ มากด้วยเสน่ห์ของภูมิภาคตะวันตกที่ดึงดูดอย่างไม่อาจต้านทานได้

ในหมู่พวกนาง มีนางโลมระดับสูงผู้มีนามว่าซือเยว์ที่ไม่เคยเปิดเผยต่อหน้าสาธารณชนมาก่อน ทว่าเพียงได้ปรายตามองแวบเดียว มันก็เพียงพอที่จะทำให้ใครหลายคนวาดฝันถึงและหมายครอบครองกันแล้ว ดังนั้นผู้คนจำนวนมากจึงแห่กันไปที่หอนางโลมซินเยว่ จนมันได้แซงหน้าเรือนร้อยบุปผาอย่างรวดเร็ว มันได้กลายเป็นหอนางโลมที่ใหญ่ที่สุดในนครหลวงทันที

หลินเป่ยฟานเป็นขุนนางที่มีความสามารถและมักชอบเรื่องรักใคร่ เป็นธรรมที่เขาก็เคยได้ยินเรื่องนี้เช่นกัน ทว่าเมื่อได้รับมีภรรยาที่งดงามและล้อมรอบไปด้วยสตรีผู้มากเสน่ห์ ความสนใจในการไปหอนางโลมซินเยว่ก็ลดทอนลงไปมาก ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพิจารณาถึงตัวตนของเขาที่เป็นถึงผู้อำนวยการในสถาบันจักรพรรดิ มันคงจะไม่เหมาะสมสำหรับเขาที่จะไปเยี่ยมชมสถานที่ดังกล่าว ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ไปที่นั่น

กิจวัตรประจำวันของเขายังคงไม่เปลี่ยนแปลง เข้าร่วมราชสำนักช่วงรุ่งสาง ไปที่สถาบันจักรพรรดิ หลังจากได้ข้อสรุปแล้วก็ไปดูห้องทดลองของทางกรมโยธา ในยามเย็น เขาจะกลับเรือนอย่างมีระเบียบวินัย

หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปเช่นนี้ ทางด้านหอนางโลมซินเยว่ก็ได้รับความนิยมมากขึ้น ในยามนี้เอง ภายในห้องที่เงียบสงบของหอนางโลมซินเยว่ มีสตรีสวมผ้าคลุมสีอ่อนและสวมชุดสีม่วงอยู่ผู้หนึ่ง ถึงใบหน้าของนางจะไม่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน แต่เมื่อดูจากผิวกายที่เผยออกมาและรูปร่างที่สง่างามของนางแล้ว นางก็ต้องเป็นสตรีที่งดงามมากอย่างไม่ต้องสงสัย

สตรีในชุดสีม่วงเริ่มหมดความอดทน “นานมากแล้ว ทำไมขุนนางที่ชื่อว่าหลินถึงยังไม่มาอีก? ไม่ใช่มีการร่ำลือว่าเขาเป็นขุนนางที่มากความสามารถและชอบเรื่องรักใคร่ไม่ใช่เหรอ? เขาเพิ่งได้รับตำแหน่งขุนนางระดับสูงและนำอดีตนางโลมของนครหลวงอย่างหลี่ซือซือไปเป็นภรรยา รอบกายเขามีสตรีงามมากมาย ไฉนข้าถึงยังไม่ได้ยินข่าวอื่นใดจากเขาอีกกัน?”

ใต้เข่าของนาง มีสตรีอีกผู้หนึ่งมีเสน่ห์เช่นกัน แต่ค่อนข้างด้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับสตรีในชุดสีม่วง

“คุณหนู ข้าได้สอบถามเรื่องนี้มาแล้ว! หลินเป่ยฟานผู้เป็นขุนนางระดับสูงของอาณาจักรอู๋อันยิ่งใหญ่เป็นบุคคลที่มีความสามารถและมากด้วยเสน่ห์ แต่เขาก็ตรงไปตรงมามากเช่นกัน! เขาไปเยือนเรือนร้อยบุปผาเพียงครั้งเดียว ไม่เคยไปหอนางโลมที่ไหนอีกเลย! ในชีวิตประจำวันของเขา เขาไม่ได้หลงระเริงมาสถานที่เช่นนี้บ่อยนัก!”

“เขาไม่มาหาเรา เช่นนั้นเราจะหาทางแก้แค้นได้อย่างไร? เขาได้เปิดเผยกลอุบายของเรา ทำลายรากฐานที่เราพยายามสร้างมาอย่างหนัก! ข้าไม่สามารถทนต่อสุนัขตัวนี้และการกระทำของมันได้อีกแล้ว! เราบุกเข้าไปโจมตีคฤหาสน์ของตระกูลหลินเลยเถอะ!” หญิงสาวในชุดสีม่วงรู้สึกโกรธแค้นยิ่ง

หญิงสาวที่คุกเข่าอยู่ตกใจอย่างมากและกล่าวว่า"คุณหนู อย่าได้ตัดสินเช่นนั้นเลย! ว่ากันว่าภายในคฤหาสน์หลินมีพระชราที่ไม่อาจหยั่งรู้ความสามารถได้คอยปกปักษ์อยู่! หลินเป่ยฟานเองก็ได้รับการปกป้องจากยอดฝีมือรุ่นเยาว์สองคนด้วยเช่นกัน! ยิ่งไปกว่านั้น ตัวตนของเราในนครหลวงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ถ้าเราเปิดเผยตัวออกมา มันจะเป็นการทำลายตนเอง! ดังนั้นคุณหนู เราทำได้เพียงพึ่งพาแผนการ ไม่ควรเผชิญหน้าโดยตรง!”

สตรีในชุดสีม่วงโบกมืออย่างเฉยเมยและกล่าวว่า “ไม่ต้องห่วงหรอก ข้าเพียงรู้สึกหงุดหงิดและระบายออกมาชั่วครู่เท่านั้น ข้าในฐานะคุณหนูจะไม่เสี่ยงชีวิตของข้าและทุกคนเพื่อเรื่องนี้โดยเด็ดขาด! ข้าจะตายก่อนที่จะบรรลุเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ของเราได้อย่างไรกัน?”

“คุณหนูช่างปราดเปรื่องนัก!” สตรีอีกคนก้มหน้าลง

“ทว่าการรอเช่นนี้ไม่ใช่ทางออก!”

สตรีในชุดสีม่วงตกอยู่ในห้วงภวังค์ ก่อนจะกล่าวว่า “ทำไมเราไม่จัดงานโคมไฟและประกวดบทกวีเล่า เชิญบุคคลที่มีความสามารถทั้งหมดในนครหลวงให้มากัน! ด้วยเทศกาลที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ คนที่มีนามว่าหลินที่ว่าคงไม่มามิได้แน่!”

“คุณหญิง มันช่างเป็นความคิดที่ยอดเยี่ยมควรค่าแก่การลองยิ่ง!”

ด้วยเหตุนี้ คำเชิญจากหอนางโลมซินเยว่จึงถูกส่งไปยังเรือนของบุคคลที่มีความสามารถหลายคนอย่างรวดเร็ว

เมื่อได้รับคำเชิญ บุคคลเหล่านี้ต่างก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้น

“นี่คือคำเชิญจากแม่นางซือเย่ว์!”

“ถ้าข้าสามารถเป็นผู้ชนะของการประกวดกวีได้ ข้าอาจมีโอกาสได้สนทนาอย่างลึกซึ้งกับแม่นางซือเย่ว์ภายใต้แสงจันทร์ทราและเชยชมความงดงามของนาง!”

“นี่มันวิเศษนัก! ข้าในฐานะสุภาพบุรุษจะเข้าร่วมการชุมนุมบทกวีครั้งนี้อย่างแน่นอน!”

งานจุดโคมไฟและการชุมนุมบทกวีนี้กลายเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ในนครหลวงอย่างรวดเร็ว คำเชิญเองก็ถูกส่งไปยังคฤหาสน์หลินเป็นธรรมดา

หลินเป่ยฟานชำเลืองมองมันอย่างเฉยเมยและกล่าวว่า “ข้าจะไม่ไป”

“ท่านจะไม่ไปงานเลี้ยงสนุกๆ แบบนี้ได้ยังไงกัน?” ท่านหญิงน้อยที่นั่งอยู่ข้างๆ เขารู้สึกตื่นเต้นและก็อุทานออกมาว่า “หลินเป่ยฟาน ลองคิดดูสิ บุคคลที่มีความสามารถและสตรีโฉมงามทั้งหมดของเมืองหลวงจะรวมตัวกันแต่งบทกวี เพลิดเพลินไปกับเหล้า แสงจันทร์และโคมไฟ ไม่ใช่ว่านั่นมันยอดเยี่ยมมากเลยหรือ? ในฐานะขุนนางระดับสูงที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่ ทั้งยังมีชื่อเสียงในด้านความสามารถมากมายเช่นนี้ เจ้าจะพลาดไปได้อย่างไร?”

หลินเป่ยฟานเย้ยหยัน “ท่านหญิงน้อย ท่านวางแผนอะไรอยู่กันแน่? หากท่านไม่กล่าวมาตามตรง ข้าก็จะไม่พาท่านไปโดยเด็ดขาด!”

“ข้าได้ยินมาว่าหอนางโลมซินเยว่มีอาหารเลิศรสมากมายจากภูมิภาคตะวันตก ข้าอยากไปลองดู!” ท่านหญิงน้อยเลียริมฝีปากของนาง

หลินเป่ยฟานถึงกับเงียบกริบกับคำพูดของนางไปอีกครา

หลี่ซือซือยิ้มและกล่าวว่า “ท่านสามี ทำไมเราไม่ไปด้วยกันล่ะ! เพราะการชุมนุมที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้หาได้ยากนัก! ยิ่งไปกว่านั้น มันยังกล่าวว่าสามารถเชิญครอบครัวของผู้ที่รับเชิญไปที่นั่นได้!”

"อืม งั้นก็ไปกันเถิด”

ด้วยเหตุนี้ ในเย็นวันนั้น หลินเป่ยฟานจึงนำทั้งครอบครัวของเขาออกเดินทาง สถานที่จัดงานไม่ใช่หอนางโลมซินเยว่ แต่เป็นโรงเตี๊ยมว่านเย่ว์ เพราะมีพื้นที่กว้างขวางและสวยงาม เหมาะแก่การจัดชุมนุมครั้งยิ่งใหญ่เช่นนี้

หลังจากมาถึงโรงเตี๊ยมว่านเย่ว์ พวกเขาก็เห็นคนหนุ่มสาวที่มีความสามารถหลายคน แถมเขาเองก็ได้พบสหายร่วมงานเก่าของพวกเขาหลายคนเช่น ขุนนางขั้นสองและขั้นสาม รวมถึงผู้ที่ประสบความสำเร็จมากมาย

ทว่าภายไปเพียงสองสามเดือน ระยะห่างระหว่างเขากับพวกเขาก็เพิ่มมากขึ้น หลินเป่ยฟานได้รับการเลื่อนตำแหน่งสามระดับและได้กลายเป็นขุนนางระดับห้า เขาเป็นที่ชื่นชอบของจักรพรรดินีและได้ไปพูดคุยในราชสำนัก

แต่อีกหลายคนยังคงดิ้นรนในชั้นล่าง คอยสั่งสมประสบการณ์เพื่ออนาคต

เมื่อพวกเขาเห็นหลินเป่ยฟานมาถึง พวกเขาก็ต้องทักทายเขาในฐานะผู้อาวุโสด้วยความเคารพ

“สหายข้า วันนี้เป็นการรวมตัวของบุคคลที่มีความสามารถ ไม่จำเป็นต้องมีพิธีการเช่นนี้ ผ่อนคลายเถิด!” หลินเป่ยฟานยิ้มออกมา

“ท่านหลินกล่าวถูกอย่างยิ่ง!” ทุกคนถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

หลังจากแลกเปลี่ยนพูดคุยกันแล้ว พวกเขาก็แยกกันไปคนละทาง

ขณะที่พวกเขาเดินไปรอบๆ พวกเขาก็พบกับบุคคลที่มีความสามารถมากมาย แต่หลินเป่ยฟานเป็นคนที่โดดเด่นที่สุดในหมู่พวกเขาอย่างไม่ต้องสงสัย

ด้วยรูปลักษณ์ที่หล่อเหลา ความสามารถอันมากมาย ชื่อเสียงอันมหาศาล และสตรีที่เรียงรายรอบตัวเขา หลินเป่ยฟานก็ดึงดูดความสนใจไม่ว่าเขาจะไปที่ไหนก็ตาม

ในขณะนี้เอง หลินเป่ยฟานก็มีความรู้สึกว่าการชุมนุมบทกวีครั้งนี้คล้ายกับถูกจัดขึ้นมาเพื่อเขา

“ท่านขุนนางระดับสูง ที่นั่งของท่านอยู่ทางนั้น โปรดตามข้ามาเถิด” สตรีโฉมงามผู้หนึ่งเดินมาเพื่อนำทางเขา

“ขอบคุณที่ช่วยเหลือ” หลินเป่ยฟานพยักหน้า

จากนั้นเขาก็พาทุกคนไปยังตำหนักแห่งหนึ่ง

ตำหนักแห่งนี้ถือได้ว่าเป็นพื้นที่พิเศษ สงวนไว้สำหรับแขกที่พิเศษมากเท่านั้นเท่านั้น

ทุกคนนั่งลงทีละคน ท่านหญิงน้อยเมื่อเห็นอาหารมากมายกองตรงหน้าก็อดไม่ได้จนต้องลงไปนั่งรับประทานทันที

ในขณะเดียวกัน ภายในห้องพัก

สตรีในชุดม่วงอดไม่ได้ที่จะถามว่า “ลั่วเซีย บุรุษคนนั้นที่ชื่อหลินมาถึงหรือยัง?”

“คุณหนู เขามาถึงแล้ว!” ลั่วเซียตอบ

"ดีมาก! ยอดเยี่ยมเหลือเกิน!" สตรีในชุดสีม่วงรู้สึกยินดีมาก "เขาอยู่ที่ใด?"

“เขาอยู่ในตำหนักถัดจากสวนประดับ!” ลั่วเซียตอบ

หน้าต่างห้องถูกเปิดออกอย่างแผ่วเบา สตรีในชุดสีม่วงมองไปในทิศทางที่สาวใช้ของนางกล่าว

นางเห็นใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มผู้นั้นในทันทีจนถึงกับพึมพำว่า “เขาดูดีทีเดียว!”

ความเกลียดชังของนางที่มีต่อเขาลดน้อยลงโดยไม่รู้ตัว!

ในเวลาเดียวกัน หลินเป่ยฟานก็รู้สึกถึงสายตาที่กำลังจ้องมองมา

ด้วยสัญชาตญาณของเขา เขามองไปที่ห้องที่หน้าต่างและเห็นสตรีลึกลับคนหนึ่ง ใบหน้าของนางถูกปกคลุมไปด้วยผ้าคลุมสีม่วง เขามองเห็นเพียงดวงตาของนางที่มีสีดำอมม่วงลึกล้ำและน่าหลงใหล มันทั้งดูมีเสน่ห์และปนเปไปด้วยอารมณ์มากมาย

เพียงชั่วพริบตา หญิงสาวก็ปิดหน้าต่างและเขาก็มองไม่เห็นนางอีกต่อไป

สตรีที่น่าทึ่งเช่นนี้หายากที่จะเจอ!

“หรือว่านางจะเป็นสตรีที่มีนามว่าซือเย่ว์?” หลินเป่ยฟานคาดเดา

เมื่อถึงเวลา พระจันทร์ก็ขึ้นเหนือกิ่งก้านไม้

แขกทุกคนมาถึงแล้ว ได้มีการจุดโคมไฟ รินเหล้าชั้นดีและนำอาหารเลิศรสมา ทำให้บรรยากาศคึกคักยิ่ง

ท่ามกลางความคาดหวังอย่างใจจดใจจ่อ ในที่สุดนางโลมของหอนางโลมซินเยว่ แม่นางซือเย่ว์ก็ปรากฏตัวขึ้น

นางสวมชุดราตรีสีม่วง มีผมสีดำยาวสลวยลงมา ท่าทางการเดินของนางงดงามยิ่ง

แม้ว่าครึ่งหนึ่งของใบหน้านางจะถูกปกคลุมด้วยผ้าคลุมสีม่วง แต่ผิวกายที่สวยงามของนางก็ยังคงมองเห็นได้

ดวงตาของนางมีเสน่ห์เป็นพิเศษ สีม่วงยิ่งขับกล่อมความมีเสน่ห์ของมันออกมาอย่างน่าประหลาดใจ

“แม่นางซือเย่ว์มาถึงแล้ว!”

"งดงามเหลือเกิน!"

“ทุกย่างก้าวของนางให้ความรู้สึกเหมือนดอกบัวที่กำลังเบ่งบานอยู่ใต้ฝ่าเท้าของนาง!”

“นางเป็นเหมือนเทพธิดาที่ลงมาจากดวงจันทร์ชัดๆ!”

ทุกคนกล่าวออกมาด้วยความประหลาดใจ หลายคนคล้ายกับตกอยู่ในห้วงภวังค์ไปแล้ว

พวกเขาไม่สามารถควบคุมความอยากรู้อยากเห็นของพวกเขาได้ พวกเขาอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบนางกับอดีตนางโลมอย่างหลี่ซือซือ แต่ทั้งสองนัน้มีความงดงามแตกต่างกัน ตัวซือเย่ว์มีเสน่ห์ประหลาดน่าดึงดูดใจยิ่ง

“ท่านสามี ท่านคิดเช่นไรกับแม่นางซือเย่ว์หรือ?” หลี่ซือซือถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

ท่านหญิงน้องและโม่หรูซวงที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็อดไม่ได้ที่จะยกหูขึ้นรอฟัง

หลินเป่ยฟานชำเลืองมองนาง กระทั่งสตรีผู้โฉมงามก็คงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอิจฉาสินะ

หลินเป่ยฟานกระแอมไอและกล่างว่า “นางดูดีทีเดียว!”

“เมื่อเปรียบนางกับข้าแล้วเป็นเช่นไรบ้าง?” หลี่ซือซือถามอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา

หลินเป่ยฟานตอบอย่างไม่พอใจนัก “นั่นไม่ใช่คำถามที่จงใจเกินไปหน่อยหรือ? ข้าจะเปรียบเทียบเจ้ากับผู้อื่นได้เช่นไร?”

ดวงตาของหลี่ซือซือพลันเปลี่ยนไป

หลินเป่ยฟานพลันกล่าวต่อ “เจ้าทั้งสวยและชาญฉลาด ในขณะเดียวกัน เจ้าก็ทั้งงดงามและเขลา! เจ้าช่างเบาปัญญายิ่งที่หลงรักข้าสุดหัวใจเพียงพบพานกันครั้งเดียว ข้าไม่เคยเห็นสตรีที่เบาปัญญามากเช่นเจ้ามาก่อน แต่ถึงกระนั้น ข้าก็รักเจ้าผู้หัวทึบผู้นี้เป็นที่สุด”

“ท่านสามี ท่านใจร้ายนัก!” หลี่ซือซือกล่าวด้วยน้ำตาในดวงตาของนาง พร้อมกับยิ้มออกมาขณะที่นางเอนตัวไปทางหลินเป่ยฟาน

ท่านหญิงน้อยและโม่หรูซวงต่างก็รู้สึกอิจฉาอยู่ในอก

หลินเป่ยฟานยิ้มอย่างแผ่วเบาและเอื้อมมือเล็กๆ ของหลี่ซือซือไปจับใต้โต๊ะ

แต่เขาก็ตระหนักได้ว่ามือนี้เล็กและอวบเล็กน้อย ไม่บอบบางเท่าของหลี่ซือซือเลย หัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะไป เขาจับมือผิดคนหรือเปล่า?

เขาหันศีรษะเล็กน้อยและเห็นใบหน้าแดงก่ำของท่านหญิงน้อยที่จ้องมองมาทางตัวเขาอย่างคาดโทษ

มีเพียงมือเดียวบนโต๊ะ ส่วนมืออีกข้างได้หายไปแล้ว

หลินเป่ยฟานถึงกับเงียบกริบไป

ในยามนี้เอง สตรีในชุดสีม่วงที่ยืนอยู่บนเวทีก็แนะนำตัวเองว่า “ยินดีต้อนรับสุภาพแขกทั้งหลายที่ได้รับเชิญเข้าสู่การชุมนุมบทกวีและการจุดโคมไฟที่ข้าเป็นเจ้าภาพ! เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พบพวกท่านทุกคน ข้ามีนามว่าซือเย่ว์และข้าก็รู้สึกยินดียิ่ง!”

"สวัสดีแม่นางซือเย่ว์!” มีคนตะโกนออกมาในทันที

"ขอบคุณท่านมาก!" ซือเย่ว์โค้งคำนับเล็กน้อย

“ข้าเป็นผู้มาใหม่ในนครหลวงแห่งนี้ จึงไม่คุ้นเคยกับวิถีชีวิตของที่นี่ ข้าหวังว่าจะได้เป็นสหายกับบุคคลที่มีความสามารถทั้งหลายผ่านการชุมนุมบทกวีและชื่นชมโคมลอยไปพร้อมกัน!” ซือเย่ว์ยิ้ม เสียงของนางกระจ่างใสและน่ารื่นรมย์ “เพื่อทำให้การชุมนุมมีชีวิตชีวาขึ้น ข้าจึงได้เตรียมของขวัญไว้แล้ว!”

หลังจากพูดเช่นนั้น นางก็ปรบมือทันที สาวใช้คนหนึ่งพลันนำสมบัติล้ำค่ามาส่งมอบให้

“นี่คือภาพภูเขาแสงอุทัยฤดูใบไม้ร่วง!”

“ส่วนนี้คือเหล้าเกล็ดหิมะอันแสนล้ำค่า!”

ซือเย่ว์ยิ้มและกล่าวว่า “ตราบใดที่แขกผู้ใดเป็นผู้ชนะของการประกวดบทกวี ข้าจะมอบของรางวัลสองอย่างนี้ให้แก่ท่านผู้นั้น! นอกจากนี้ข้าก็ยินดีที่จะเปิดเผยใบหน้าของข้าให้เชยชม ทั้งยังบรรเลงท่วงทำนองด้วยมือของข้าเอง!”

คนโดยรอบที่อยู่ที่นี่พลันโกลาหลทันที!

ติดตามเป็นกำลังใจให้ผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:BamแปลNiyay

จบบทที่ บทที่ 117: นางโลมอีกคนผู้จับจ้องหลินเป่ยฟาน!

คัดลอกลิงก์แล้ว