- หน้าแรก
- คัมภีร์ดาราเก้าวิถี
- บทที่ 38 - ระดับพลังของเย่เฉิน
บทที่ 38 - ระดับพลังของเย่เฉิน
บทที่ 38 - ระดับพลังของเย่เฉิน
บทที่ 38 - ระดับพลังของเย่เฉิน
༺༻
อาหลีกระโดดออกจากอ้อมกอดของเย่เฉินขึ้นไปเกาะบนไหล่ เมื่อเห็นเย่โหรวส่งยิ้มหวานมาให้ มันถึงกับเบะปากอย่างเซ็งๆ
เย่เฉินและเย่โหรวเดินคุยกันไปพลางมุ่งหน้าไปยังห้องโถงใหญ่ของตระกูล
"พี่เย่เฉิน มะรืนนี้จะเป็นงานประลองยุทธ์สิบแปดป้อมเหลียนหยุนแล้ว พี่จะไปไหมจ๊ะ?" เย่โหรวเงยหน้ามองเย่เฉิน ดวงตาคู่งามเต็มไปด้วยความกังวล
"ไปสิ" เย่เฉินพยักหน้า พอลองคำนวณเวลาดู ถึงได้รู้ว่ามะรืนนี้ก็ถึงกำหนดงานประลองยุทธ์แล้ว
"พี่เย่เฉินไม่ไปไม่ได้เหรอจ๊ะ?" เย่โหรวก้มหน้าลงกระซิบ
"ข้าต้องไปแน่นอน" เย่เฉินเอ่ยอย่างหนักแน่นพลางหัวเราะร่าแล้วลูบหัวเย่โหรว "ไม่ต้องห่วงนะ ข้าไม่เป็นไรหรอก"
"ถ้าพี่เย่เฉินจะไปละก็ พาข้าไปด้วยได้ไหมจ๊ะ ตอนนี้ข้าอยู่ระดับเจ็ดขั้นกลางแล้วนะ ไม่เป็นตัวถ่วงให้ทุกคนแน่นอน" เย่โหรวมองเย่เฉินด้วยสายตาที่มีความหวัง
"เรื่องนั้นเจ้าต้องไปถามท่านพ่อเองนะ" เย่เฉินตอบ การไปป้อมตระกูลอวิ๋นย่อมไม่ควรพาโหรวเอ๋อไปด้วย แต่เมื่อเห็นสายตาของเธอ เขาก็ไม่กล้าปฏิเสธตรงๆ จึงได้แต่โยนไปให้ท่านพ่อ เพราะเขารู้ดีว่าท่านพ่อไม่มีทางยอมให้โหรวเอ๋อไปแน่นอน
"ตอนนี้พี่เย่เฉินเป็นประมุขตระกูลแล้วนี่นา แค่พี่ตกลง โหรวเอ๋อก็ไปได้แล้วใช่ไหมจ๊ะ?" เย่โหรวนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
ประมุขตระกูล? เย่เฉินเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท เมื่อไม่กี่วันก่อนท่านพ่อได้ประกาศในตระกูลแล้วว่าเย่เฉินคือประมุขคนใหม่ แต่เย่เฉินยังไม่ชินกับการเปลี่ยนสถานะแบบนี้เลย
เย่เฉินยิ้มเจื่อนๆ แล้วเอ่ยว่า "ถึงตอนนี้ข้าจะเป็นประมุข แต่เรื่องสำคัญแบบนี้ ไปขอท่านพ่อจะดีกว่านะ"
"อ้อ..." แววตาของเย่โหรวหม่นแสงลง เธอรู้ดีว่าท่านลุงจ้านเทียนไม่มีทางปล่อยให้เธอไปแน่นอน
ระหว่างที่คุยกัน เย่เฉินและเย่โหรวก็เดินผ่านลานกว้างหน้าห้องโถงใหญ่
"ท่านประมุข"
"ท่านประมุข" เมื่อเห็นเย่เฉิน เหล่าสมาชิกในตระกูลต่างพากันยืนตัวตรงและเอ่ยทักทายอย่างนอบน้อมทั้งสองฝั่ง
พอโดนเรียกแบบนั้น เย่เฉินก็รู้สึกทำตัวไม่ถูก เขาได้แต่ยิ้มแห้งๆ ส่งให้โหรวเอ๋อที่แอบหัวเราะคิกคักจนเห็นลักยิ้มเล็กๆ บนแก้มใสที่ดูนุ่มนิ่มจนน่าหยิก
เย่เฉินสัมผัสได้ถึงความเคารพที่สมาชิกทุกคนมีให้เขา ทำให้ในใจรู้สึกถึงภาระหน้าที่ที่เพิ่มมากขึ้น
"ท่านประมุข" เย่เหมิงที่กำลังฝึกวิชาอยู่ใกล้ๆ ก็หยุดมือและเอ่ยทักทายอย่างเคารพ
"เย่เหมิง ต่อไปเรียกข้าว่าพี่เย่เฉินเหมือนเดิมเถอะ" เย่เฉินมองเย่เหมิง
"ไม่ได้ครับ นี่คือสิ่งที่ท่านผู้อาวุโรกำชับไว้ เป็นกฎของตระกูลที่แก้ไขไม่ได้ครับ" เย่เหมิงในวัยเยาว์ตอบกลับด้วยใบหน้าที่จริงจัง
ได้ยินแบบนั้น เย่เฉินก็จนปัญญา
ในสายตาของสมาชิกตระกูล ประมุขคือตัวตนที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นผู้นำให้พวกเขาดิ้นรนเอาชีวิตรอดในโลกใบนี้ เพื่อให้สายเลือดสืบทอดต่อไป ประมุขเปรียบเสมือนบิดา โดยไม่สำคัญว่าจะมีอายุเท่าไหร่!
การที่ท่านพ่อและท่านปู่รองมอบตำแหน่งประมุขให้เขาตั้งแต่เนิ่นๆ ก็เพื่อให้เขาได้ฝึกฝนประสบการณ์ให้มากขึ้นนั่นเอง
ทั้งสามคนเดินเข้าไปในห้องโถงใหญ่ของตระกูล ซึ่งมีคนอยู่ประมาณหกเจ็ดสิบคนแล้ว ท่านพ่อและท่านปู่รองนั่งอยู่ที่ตำแหน่งประธานด้านบน พลังสัมผัสวิญญาณของเย่เฉินรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงระดับพลังของทุกคนได้ทันที ท่านพ่อใกล้จะเข้าสู่ระดับเก้าขั้นกลางแล้ว ท่านอาสองเย่จ้านหลงที่เคยติดอยู่ที่ระดับแปดขั้นกลางก็ได้ก้าวเข้าสู่ระดับแปดขั้นสูงสุด ส่วนท่านอาสามเย่จ้านสงและผู้อาวุโรรุ่น 'จ้าน' อีกสามคนก็ได้ก้าวเข้าสู่ระดับแปดแล้ว สรุปคือตอนนี้มีระดับเก้าสองคนและระดับแปดอีกห้าคน!
นอกจากระดับเก้าและแปดแล้ว ยังมีระดับเจ็ดอีกสิบเจ็ดคน และระดับหกอีกสามสิบเอ็ดคน
พี่ชายทั้งสองของเย่เฉิน คือเย่เผิงและเย่มู่ ต่างก็เลื่อนขึ้นมาเป็นระดับหกขั้นกลางแล้ว ทำให้เย่เฉินรู้สึกยินดีมาก
นับตั้งแต่มีเคล็ดวิชาจักรพรรดิอสนีบาต พลังของป้อมตระกูลเย่ก็เพิ่มขึ้นถึงสองเท่ากว่า!
เย่เฉินรู้สึกแปลกใจตัวเองที่เขาสามารถมองเห็นระดับพลังของทุกคนในห้องโถงได้อย่างรวดเร็ว ทั้งที่เขาเพิ่งอยู่ระดับเจ็ดขั้นสูงสุด พลังสัมผัสวิญญาณนี้ช่างมีประโยชน์มหาศาลจริงๆ
"เฉินเอ๋อ มาแล้วเหรอ" เย่จ้านเทียนตรวจสอบระดับพลังของลูกหลานทุกคนแล้วมีสีหน้าปลื้มปีติ เพียงไม่กี่วัน พลังของป้อมตระกูลเย่พุ่งสูงขึ้นรวดเร็วขนาดนี้ ทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นมาก
"ท่านพ่อ ท่านปู่รอง ท่านอาสอง..." เย่เฉินทักทายเหล่าผู้อาวุโสอย่างนอบน้อม
"ท่านประมุข" สมาชิกในห้องโถงต่างขานรับพร้อมกันและยืนตัวตรงอย่างเป็นระเบียบ
ได้ยินคำเรียกนี้ เย่เฉินก็ได้แต่ยิ้มขื่นๆ
"ฮ่าๆ เฉินเอ๋อคงยังไม่ชิน" เย่จ้านเทียนหัวเราะเสียงดังเมื่อเห็นท่าทางของเย่เฉิน ก่อนจะปรับสีหน้าให้เคร่งขรึม "ในยุคสงคราม การเอาชีวิตรอดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ในเมื่อเจ้าเป็นประมุขป้อมตระกูลเย่แล้ว ก็ต้องสร้างความรุ่งเรืองให้สมาชิกและรักษาความอยู่รอดของตระกูลไว้ให้ได้ จำไว้ว่าห้ามเกียจคร้านเด็ดขาด"
เย่เฉินมองไปรอบๆ เห็นสายตาที่คาดหวังและเคารพรักของทุกคน ในใจพลันเกิดความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย เขาตอบกลับอย่างจริงจังว่า "ลูกทราบแล้วครับ!"
เย่ซางเสวียนยิ้มและโบกมือเป็นสัญญาณให้เย่จ้านเทียนหยุดอบรม "เอาละ ไม่ต้องพูดเรื่องหนักๆ กันแล้ว เมื่อกี้ข้ากับพ่อของเจ้าได้ทดสอบระดับพลังของพวกอาและพี่น้องของเจ้าไปแล้ว ตอนนี้ถึงตาเจ้าบ้าง"
สีหน้าของเย่จ้านเทียนอ่อนโยนลงและเอ่ยถามอย่างเอ็นดู "เฉินเอ๋อคงเลื่อนขึ้นระดับหกแล้วใช่ไหม ถึงระดับหกขั้นกลางหรือยังล่ะ?"
เขาควรบอกท่านพ่อไหมนะว่าตอนนี้ถึงระดับเจ็ดขั้นสูงสุดแล้ว? ถ้าพูดออกมา บรรดาผู้อาวุโสคงได้ตกใจกันจนขวัญหายแน่ เย่เฉินยังลังเลว่าจะพูดดีไหม จึงได้แต่ตอบรับเบาๆ ไปก่อน
"บรรดาพี่น้องของเจ้า ทั้งเย่เหมิง เย่หมิง และคนอื่นๆ ต่างก็เข้าสู่ระดับหกกันหมดแล้ว แม้แต่พี่ใหญ่และพี่รองของเจ้าก็ถึงระดับหกแล้วด้วย" เย่จ้านเทียนกล่าวอย่างอารมณ์ดี พี่ชายทั้งสองของเย่เฉินคือเย่เผิงและเย่มู่นั้นพรสวรรค์ไม่โดดเด่นนัก ก่อนอายุสิบแปดจึงไม่ถึงระดับหก แต่หลังจากฝึกเคล็ดวิชาจักรพรรดิอสนีบาตแล้ว พลังปราณเสวียนกลับก้าวหน้าขึ้นมาก ทำให้เขาดีใจยิ่งนัก
"ยินดีด้วยครับพี่ใหญ่พี่รอง" เย่เฉินหันไปยิ้มให้เย่เผิงและเย่มู่
เย่เผิงและเย่มู่ต่างมองเย่เฉินด้วยความซาบซึ้ง หากไม่มีเย่เฉิน พลังของพวกเขาไม่มีทางก้าวหน้ามาถึงจุดนี้ได้แน่นอน
"ต่อไปถึงตาเจ้าแล้วนะ" เย่จ้านเทียนมองไปที่เย่เฉิน
"ท่านพี่ ให้ข้าเป็นคนทดสอบเฉินเอ๋อเองเถอะครับ" เย่จ้านสงเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม
"อืม" เย่จ้านเทียนพยักหน้าแล้วหันไปหาเย่เฉิน "ตอนนี้ให้ท่านอาสามของเจ้าเป็นคนทดสอบ!"
เย่จ้านสงเดินมากลางห้องโถง คนอื่นๆ ต่างถอยออกไปยืนห่างๆ สายตาทุกคู่จับจ้องมาที่เย่เฉินเพียงคนเดียว ทุกคนต่างตั้งตารอดูว่าพลังของเย่เฉินจะเป็นอย่างไร เย่เฉินเป็นประมุขของตระกูลแล้ว หากเย่จ้านเทียนสละตำแหน่งลง ตระกูลเย่จะถูกนำโดยเย่เฉิน พวกเขาจึงอยากรู้เหลือเกินว่าเย่เฉินมีพลังและพรสวรรค์เพียงพอที่จะแบกรับตำแหน่งประมุขได้หรือไม่!
ภายใต้สายตาของเหล่าอาและพี่น้องในตระกูล เย่เฉินก็รู้สึกได้ถึงความกดดันมหาศาล เขารับรู้ได้อย่างลึกซึ้งว่าภาระบนบ่านี้มันหนักอึ้งเพียงใด
เย่จ้านสงแผ่กลิ่นอายพลังอันน่าเกรงขามออกมา ราวกับขุนเขาสูงใหญ่ยืนตระหง่านอยู่กลางห้องโถง ทั่วร่างถูกปกคลุมด้วยปราณคุ้มกันจางๆ หลังจากถึงระดับแปดแล้ว คุณภาพของพลังปราณเสวียนจะเพิ่มขึ้นมากจนสามารถควบแน่นปราณคุ้มกันให้หมุนวนอยู่รอบกายได้ เขาเงยหน้ามองเย่เฉิน "เฉินเอ๋อ มาเถอะ แสดงฝีมือทั้งหมดที่เจ้ามีออกมาให้พวกอาได้ดูหน่อยสิ ว่าพลังปราณเสวียนของเจ้าไปถึงระดับไหนแล้ว" แรงกดดันมหาศาลพุ่งเข้าใส่เย่เฉินทันที
แรงกดดันอันทรงพลังของยอดฝีมือระดับแปดขั้นกลาง ทำให้เหล่าลูกหลานในตระกูลต่างต้องถอยหนีออกไปไกล
เย่จ้านเทียนและเย่ซางเสวียนจ้องมองเย่เฉินไม่วางตา เมื่อเห็นว่าเย่เฉินยังคงยืนนิ่งอย่างมั่นคงภายใต้แรงกดดันนั้น ทั้งคู่ก็ลอบยิ้มออกมาอย่างพอใจ
"พลังของเฉินเอ๋อน่าจะพอสู้กับระดับหกขั้นสูงสุดได้แล้วละ" เย่ซางเสวียนลูบเคราขาวพลางยิ้มบางๆ
"ท่านพี่ยังมัวแต่กังวลเรื่องการฝึกของเฉินเอ๋ออยู่ได้ ด้วยพรสวรรค์และสติปัญญาของเขา ความเร็วในการฝึกไม่มีทางแพ้ลูกหลานคนอื่นในตระกูลแน่นอน" เย่จ้านหลงหันไปพูดกับเย่จ้านเทียน
เย่จ้านเทียนดูท่าทางจะพอใจมาก มุมปากปรากฏรอยยิ้มออกมา
เย่เฉินโคจรพลังปราณเสวียนในร่างเพื่อสลายแรงกดดันของท่านอาสาม และค่อยๆ รวบรวมพลังปราณเสวียนไว้ที่ฝ่ามือขวา
ทันใดนั้น ทั่วร่างของเย่เฉินก็แผ่กลิ่นอายอันลึกลับและวิเศษออกมา ราวกับว่าเขาหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับทุกสรรพสิ่งรอบข้าง พลังปราณเสวียนในร่างของทุกคนดูเหมือนจะถูกดึงดูดด้วยกระแสพลังงานที่พิเศษบางอย่าง
"เอ๊ะ" เย่ซางเสวียนอุทานออกมาด้วยความตกใจ เขาหันไปสบตากับเย่จ้านเทียน และทั้งคู่ต่างก็เห็นแววตาที่สั่นสะท้านของกันและกัน
ยอดฝีมือระดับแปดและเก้าต่างก็สัมผัสได้ว่ากระแสพลังในร่างถูกดึงดูด พลังปราณเสวียนในตัวของเฉินเอ๋อนั้นช่างประหลาดนัก พวกเขาสัมผัสได้ว่าพลังในร่างของเย่เฉินแข็งแกร่งมาก และมันต้องเกินกว่าระดับหกไปแล้วแน่นอน!
༺༻