เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 803 เจ้ายังจะลังเลอะไรอยู่อีก!

บทที่ 803 เจ้ายังจะลังเลอะไรอยู่อีก!

บทที่ 803 เจ้ายังจะลังเลอะไรอยู่อีก!


บทที่ 803 เจ้ายังจะลังเลอะไรอยู่อีก!

"เนตรเทพ!"

เมื่อจ้องมองดวงตาสีทองอร่ามของเป่ยโต่ว จงเหวินก็ตื่นตะลึงในใจจนแทบจะร้องอุทานออกมา

จงเหวินเคยปะทะกับเทียนซูมาแล้วหลายครั้ง ย่อมรู้ซึ้งถึงอานุภาพของกายาพิเศษอันดับต้นๆ ในยุคโบราณกาลนี้เป็นอย่างดี ดังนั้นเพียงแค่เห็นประกายแสงสีทองในดวงตาของเป่ยโต่ว เขาก็ฟันธงได้ทันทีว่านั่นคือ 'เนตรเทพ' อย่างไม่ต้องสงสัย

หนึ่งในสามสุดยอดกายาพิเศษ กลายเป็นของโหลเกลื่อนตลาดไปตั้งแต่เมื่อไหร่กันเนี่ย?

ทั้งเทียนซูแห่ง 'เจ็ดดาราแห่งความมืด' จวี้เหมินแห่ง 'ทูตเจ็ดดารา' และชายหนุ่มผมขาวนามว่าเป่ยโต่วตรงหน้านี้ เพียงแค่คนที่จงเหวินรู้จักใน 'หอเจ็ดดารา' ก็มีผู้ครอบครองเนตรเทพปรากฏตัวขึ้นถึงสามคนแล้ว นี่มันสั่นคลอนสามัญสำนึกของเขาอย่างรุนแรง

ต้องเข้าใจก่อนว่า กายาพิเศษนั้นเป็นสิ่งที่หายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร โอกาสพบเจอมีเพียงหนึ่งในหลายร้อยล้าน ยิ่งเนตรเทพที่มีพลังรบติดอันดับหนึ่งในสามของกายาพิเศษด้วยแล้ว ยิ่งหายากยิ่งกว่างมหาเพชรในดงทรายเสียอีก แต่นี่กลับโผล่มาเป็นดอกเห็ดราวกับของขายส่ง แย่งกันเกิดราวกับเป็นเรื่องปกติ

ปรากฏการณ์แบบนี้ คำว่า 'พิลึกพิลั่น' คงไม่พอจะบรรยายแล้วล่ะมั้ง

ในเมื่อมันก็มีเนตรเทพ แล้วทำไมตอนสู้กันครั้งก่อนถึงไม่ยอมใช้ล่ะ?

ท่ามกลางความตื่นตะลึง ความคิดนี้ก็ผุดขึ้นมาในหัวของจงเหวินอย่างกะทันหัน

และในจังหวะนั้นเอง 'จงเหวินหมายเลขสอง' ก็เริ่มเคลื่อนไหว

เมื่อรู้ว่าเฟิงฉิงอวี่ในสภาวะ 'วิถีนรก' สามารถมองทะลุการเคลื่อนไหวของตนได้ เขาก็อาศัยจังหวะชุลมุน แอบอ้อมหลังสาวสวยคนนี้ไป แล้วพุ่งตรงเข้าหาเป่ยโต่วทันที

การที่ดึงวิญญาณของเสิ่นเวยออกมาได้ไม่หมด ทำให้ 'จงเหวินหมายเลขสอง' รู้สึกเสียหน้าอย่างแรง จึงหมายมั่นปั้นมือว่าจะมากู้หน้าคืนกับชายหนุ่มชุดขาวระดับรู้แจ้งคนนี้ให้จงได้

"สดับฟ้า!"

ทว่า เป่ยโต่วกลับเหมือนจะรู้ตัวล่วงหน้า ริมฝีปากบางขยับเอื้อนเอ่ยสองคำเบาๆ ก่อนที่ดวงตาสีทองจะสาดประกายแสงเจิดจ้าออกมาสองสาย

มันคือวิชาเดียวกับที่เทียนซูเคยใช้เพื่อตรวจจับความเคลื่อนไหวของ 'จงเหวินหมายเลขสอง' ไม่มีผิด

ทว่า เมื่อวิชา 'สดับฟ้า' นี้อยู่ในมือของเป่ยโต่ว รัศมีทำการกลับกว้างขวางกว่ามาก ถึงขั้นสแกนได้แบบสามร้อยหกสิบองศาไร้จุดบอด

ด้วยเหตุนี้ ในสายตาของเขา 'จงเหวินหมายเลขสอง' จึงปรากฏตัวขึ้นอย่างชัดเจน ไม่มีทางหลบซ่อนได้อีกต่อไป

"ร่างแยกนี่ช่างวิเศษนัก!"

เป่ยโต่วพลิ้วกายหลบการลอบโจมตีของ 'จงเหวินหมายเลขสอง' ได้อย่างง่ายดาย พลางเดาะลิ้นชื่นชม "มิน่าล่ะ ถึงขนาดประมุขเสิ่นยังไม่ใช่คู่มือของเจ้า คราวก่อนข้าประเมินเจ้าต่ำไปจริงๆ"

"ก็พอๆ กันนั่นแหละ!" นัยน์ตาของจงเหวินสาดประกายอำมหิตวูบหนึ่ง ทว่าปากกลับหัวเราะร่วน "เจ้านี่สิถึงจะเรียกว่าซ่อนคมตัวจริง มีทั้งเนตรเทพและมรรคาแห่งกาลเวลา หากวัดกันที่พลังรบที่แท้จริงล่ะก็ เกรงว่าคงจะเหนือกว่าไอ้โง่เสิ่นเวยซะอีก"

ระหว่างที่ทั้งสองกำลังประจบสอพลอกันไปมา เฟิงฉิงอวี่ก็เปิดโหมดเอาจริง พุ่งเข้าโจมตีระลอกใหม่ แขนเรียวงามที่ถูกห่อหุ้มด้วยปราณสีแดงสด แบมือออกเป็นกรงเล็บ ตะปบเข้าที่หัวใจของจงเหวินอย่างโหดเหี้ยม

ทางด้านเป่ยโต่วเอง ก็ทั้งพูดคุยกับจงเหวิน ทั้งใช้วิชาตัวเบาหลบหลีกการโจมตีของ 'จงเหวินหมายเลขสอง' ไปด้วย แถมยังดีดนิ้วรัวๆ ส่งปราณไร้รูปพุ่งเข้าโจมตีจงเหวินอย่างต่อเนื่อง

ภายใต้การสนับสนุนของมรรคาแห่งกาลเวลา ปราณไร้รูปเหล่านี้ราวกับหลุดพ้นจากกฎแห่งเหตุและผล พุ่งเข้ากระแทกร่างของจงเหวินอย่างดุดันไร้เหตุผล ส่งเสียงดัง "ปึกๆ" ไม่ขาดสาย

ต่อให้จงเหวินจะมี 'เคล็ดหลอมกายาลายวิญญาณ' คุ้มครอง ทว่าเมื่อโดนซัดกระหน่ำแบบนี้ ก็ยังเซถลาไปมา เจ็บปวดไปทั้งตัว จนการเคลื่อนไหวช้าลงไปถนัดตา พอเสียสมาธิไปวูบเดียว ก็ถูกกรงเล็บของเฟิงฉิงอวี่ข่วนเข้าที่หน้าอกอย่างจัง

เขาเดินโซเซถอยหลังไปหลายก้าว แม้จะยังไม่ทะลุเกราะป้องกัน แต่ก็เจ็บจนต้องสูดปาก ร้องซี๊ดด้วยความหงุดหงิดใจ

สไตล์การต่อสู้ของเป่ยโต่วนั้นร้ายกาจและเจ้าเล่ห์ ทักษะวิญญาณก็แปลกประหลาดพิสดารเหนือความคาดหมายของเขาไปไกลลิบ ส่วนพละกำลังของเฟิงฉิงอวี่ก็เพิ่มขึ้นจากการปะทะกันครั้งก่อนอย่างเห็นได้ชัด

ไอ้สัตว์ประหลาดสองตัวนี่!

จงเหวินสบถด่าในใจ แอบรู้สึกว่าแรงกดดันที่ได้รับจากชายหญิงคู่นี้ น่ากลัวกว่ายอดฝีมือระดับนักบุญรุ่นเก๋าอย่างม่อตี๋เซิงเสียอีก

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะผลของวิชาบุปผางามสะพรั่งหรือไม่ เฟิงฉิงอวี่และเป่ยโต่วถึงได้เอาแต่สาดทักษะวิญญาณสารพัดรูปแบบเข้าใส่จงเหวินไม่ยั้ง โดยไม่ปรายตามองหลินจืออวิ้นที่อยู่ข้างๆ เลยแม้แต่น้อย

สไตล์การต่อสู้ของทั้งสองคนนี้ล้วนแปลกประหลาดคาดเดายาก แถมยังสามารถมองเห็น 'จงเหวินหมายเลขสอง' ได้ทั้งคู่ การต้องรับมือแบบสองรุมหนึ่ง ทำให้จงเหวินต้องตั้งรับพัลวันจนเริ่มจะตึงมือ

"เสือไม่แสดงอิทธิฤทธิ์ คิดว่าเป็นแมวป่วยรึไง?"

หลังจากปะทะกันอยู่พักหนึ่ง จู่ๆ นัยน์ตาของจงเหวินก็สาดประกายเจิดจ้า กลิ่นอายความดุดันและน่าเกรงขามดุจราชันแผ่ซ่านออกจากร่างอีกครั้ง "จงสั่นสะท้านซะเถอะ ไอ้มดปลวกกระจอก!"

เขาสะบัดกระบี่ยาวในมือ ปราณกระบี่สีทองอร่ามนับไม่ถ้วนก็พุ่งทะยานเข้าหาทั้งสองด้วยอานุภาพอันน่าสะพรึงกลัว

เฟิงฉิงอวี่มีแสงสีฟ้าสว่างวาบขึ้นรอบตัว ปราณกระบี่สีทองจำนวนมหาศาลพุ่งทะลุผ่านร่างนางไปราวกับอากาศธาตุ โดยไม่ได้รับผลกระทบใดๆ และพุ่งตรงไปข้างหน้าต่อไป

"การคุ้มครองของสุริยเทพ!"

เป่ยโต่วยิ้มบางๆ นัยน์ตาสาดประกายสีทอง กำแพงลมปราณขนาดกว้างยาวหนึ่งจั้งก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าอย่างกะทันหัน

เมื่อปราณกระบี่สีทองปะทะเข้ากับกำแพงลมปราณ ก็เกิดเสียงดัง "เคร้งคร้าง" สนั่นหวั่นไหว แม้จะทำให้กำแพงเกิดรอยร้าวได้บ้าง แต่สุดท้ายก็ไม่อาจทะลวงผ่านไปทำร้ายเป่ยโต่วที่อยู่ด้านหลังได้

วิชา 'การคุ้มครองของสุริยเทพ' ที่เป่ยโต่วใช้ กลับมีพลังป้องกันแข็งแกร่งกว่าของเทียนซูอย่างเทียบไม่ติด

"การจ้องมองของมัจจุราช!"

หลังจากหลบการลอบโจมตีระลอกใหม่ของ 'จงเหวินหมายเลขสอง' ไปได้ เป่ยโต่วก็ยิงลำแสงสีม่วงพุ่งทะยานออกจากดวงตา พุ่งเป้าไปที่กลางหลังของจงเหวินอย่างแม่นยำ

ในเวลานี้ จงเหวินเริ่มจับจังหวะการต่อสู้ได้แล้ว สมองแล่นปรู๊ดปร๊าด เตรียมแผนรับมือไว้ล่วงหน้า เงามังกรพันธนาการอยู่รอบกาย ร่างกายค่อยๆ เลือนรางลง

ส่วนร่างต้นของเขานั้น ได้หลบฉากออกไปไกลหลายจั้งแล้ว

"ตูม!"

ลำแสงสีม่วงพุ่งทะลุร่างเงาของจงเหวิน ไปกระแทกเข้ากับผนังถ้ำอย่างจัง จนเกิดเป็นหลุมลึกขนาดใหญ่บนผนังถ้ำที่แม้แต่เสิ่นเวยก็ยังทำลายไม่ได้

"ทะลวงมิติ!"

กระบี่ในมือของจงเหวินแปรเปลี่ยนเป็นดาบยาวสีดำทมิฬตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ทันทีที่ยืนหยัดมั่นคง เขาก็ตวัดดาบฟันสวนกลับไปทันที

รอยแยกมิติขนาดยาวปรากฏขึ้นกลางถ้ำอย่างไร้สัญญาณเตือน มันขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว กลายเป็นหลุมดำขนาดยักษ์ที่มืดมิดและลึกล้ำ แผ่ขยายเข้าหาเฟิงฉิงอวี่และเป่ยโต่วอย่างบ้าคลั่ง

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับดาบที่แฝงพลังแห่งมิติของจงเหวิน เฟิงฉิงอวี่ก็ไม่กล้ารอช้า ร่างกายส่องประกายแสงสีฟ้า แวบเดียวก็ย้ายร่างไปอยู่ห่างออกไปหลายจั้ง

"ทะลวงมิติได้ร้ายกาจนัก!"

สีหน้าของเป่ยโต่วเริ่มเคร่งเครียดขึ้นมาบ้าง เขยิบเท้าเปลี่ยนตำแหน่ง หลบหลีกออกนอกรัศมีการโจมตีของรอยแยกมิติได้อย่างพลิ้วไหวราวกับปลาว่ายน้ำ

ขณะที่เขากำลังยืนหยัดและเตรียมจะตอบโต้ ทัศนียภาพเบื้องหน้าก็พลันแปรเปลี่ยนไป

'ร่างแยก' ที่ส่องประกายแสงเรืองรองของจงเหวิน จู่ๆ ก็ขยายตัวใหญ่ขึ้นหลายเท่าตัว จนแทบจะคับถ้ำ

ที่แท้ 'จงเหวินหมายเลขสอง' ที่โจมตีพลาดเป้ามาหลายครั้ง ก็หมดความอดทน ตัดสินใจขยายร่างยักษ์ เพื่อใช้ร่างกายปิดกั้นเส้นทางหลบหนีของเป่ยโต่วเสียเลย

'จงเหวินร่างยักษ์' ที่ส่องประกายเจิดจ้า เงื้อแขนอันล่ำสันขึ้นสุดแขน ก่อนจะเหวี่ยงหมัดเข้าใส่เป่ยโต่วอย่างเต็มแรง

หมัดยักษ์ของเขาทั้งใหญ่โตมโหฬารและรวดเร็วปานพายุหมุน ทำให้ยากจะหลบหลีกได้พ้น

แววตาของเป่ยโต่วฉายแววตื่นตระหนก เขารีบกระโดดถอยหลังไปหลายจั้ง แต่ก็ยังไม่พ้นรัศมีการโจมตีของร่างยักษ์ จึงจำใจต้องยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมาป้องกันการโจมตีอันดุดันของ 'จงเหวินหมายเลขสอง' ด้วยร่างกาย

"ปัง!"

'จงเหวินหมายเลขสอง' ที่ได้รับตรานักบุญจากเยว่โยวเสียนมา พลังรบก็พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด หมัดยักษ์ที่เต็มไปด้วยพลังมหาศาลกระแทกเข้าที่ท่อนแขนด้านนอกของเป่ยโต่วอย่างแรง เสียงดังสนั่นหวั่นไหว ร่างของเป่ยโต่วกระเด็นไปกระแทกกับผนังถ้ำด้านหลังอย่างจัง

"ซี๊ด!"

เป่ยโต่วรู้สึกเจ็บปวดร้าวไปถึงกระดูกสันหลัง กระดูกทั่วร่างแทบจะแหลกสลายจนต้องสูดปากด้วยความเจ็บปวด ใบหน้าบิดเบี้ยวเหยเก

ส่วนพลังปราณในจุดตันเถียนก็เริ่มจะควบคุมไม่อยู่ ไหลทะลักออกจากร่างอย่างบ้าคลั่ง ราวกับมุ่งมั่นจะทอดทิ้งเขาไปให้ได้

"สะพานเชื่อมฟ้าดิน!"

เป่ยโต่วตอบสนองอย่างรวดเร็ว รีบพลิกตัวลุกขึ้นมา คุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น เอามือขวาทาบลงบนพื้นดิน พร้อมกับตวาดก้อง ใช้วิชาลี้ลับสลายผลข้างเคียงของ 'ฝ่ามือสลายวิญญาณ' ได้สำเร็จ

"ฉึก!"

ทว่า ยังไม่ทันที่เขาจะลุกขึ้นยืน พลังปราณที่มองไม่เห็นและคาดเดาทิศทางไม่ได้ ก็พุ่งเข้ากระแทกที่ไหล่ขวาของเป่ยโต่วอย่างเงียบเชียบ ทะลวงกระดูกสะบักของเขาจนเป็นรูโหว่ในพริบตา

"นี่มัน..."

เป่ยโต่วตกใจสุดขีด รีบเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นหลินจืออวิ้นที่ตอนแรกนอนหมอบอยู่บนพื้น บัดนี้กลับลุกขึ้นยืนหยัดอย่างสง่างาม ชุดกระโปรงสีฟ้าพลิ้วไหว ท่วงท่าดุจเทพธิดา แขนขวาเรียวงามดุจหยกขาวชูขึ้นเบื้องหน้า

การโจมตีอันแสนพิสดารเมื่อครู่ ย่อมมาจากฝีมือของเจ้าสำนักวังบุปผาล่องลอยผู้มีรูปโฉมงดงามดุจเทพธิดาผู้นี้อย่างแน่นอน

ที่แท้หลังจากกลืนยาปั้นมรรคาคืนชีวาเข้าไป อาการบาดเจ็บของหลินจืออวิ้นก็หายไปกว่าครึ่ง เมื่อเห็นจงเหวินต้องต่อสู้แบบหนึ่งต่อสองอย่างยากลำบาก นางก็ตัดสินใจลงมือช่วยเหลือทันที

"หัตถ์เด็ดดาวคว้าจันทร์!"

เมื่อจำทักษะวิญญาณที่หลินจืออวิ้นใช้ได้ สีหน้าของเป่ยโต่วก็ดูย่ำแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด

แม้แต่วิชา 'ฝ่ามือสลายวิญญาณ' และ 'ทะลวงมิติ' ที่จงเหวินใช้ก่อนหน้านี้ ก็ยังไม่ทำให้เขาหวั่นไหวได้ถึงเพียงนี้

"ปัง!"

ที่อีกฟากหนึ่งของถ้ำ เมื่อขาดเป่ยโต่วคอยช่วยดึงความสนใจ เฟิงฉิงอวี่จึงต้องรับมือกับจงเหวินตามลำพัง หลังจากปะทะกันอย่างดุเดือดได้เพียงไม่กี่กระบวนท่า นางก็สู้แรงชายกล้ามปูที่ระเบิดพลังเต็มพิกัดไม่ไหว ถูกต่อยกระเด็นไปอัดก๊อปปี้กับผนังถ้ำอย่างจัง

แรงกระแทกอันรุนแรงทำให้นางรู้สึกจุกจนเลือดกลบปาก พ่นเลือดสดๆ ออกมาคำโต

เมื่อ 'จงเหวินหมายเลขสอง' ขยายร่างยักษ์ และหลินจืออวิ้นเข้าร่วมวงต่อสู้ สถานการณ์ก็พลิกผันไปอย่างกะทันหัน ทั้งเฟิงฉิงอวี่และเป่ยโต่วต่างก็ตกที่นั่งลำบาก

"มาถึงขั้นนี้แล้ว เจ้ายังจะลังเลอะไรอยู่อีก?" จู่ๆ เป่ยโต่วก็หันไปตวาดใส่เฟิงฉิงอวี่ด้วยน้ำเสียงแหบพร่าและบ้าคลั่ง "อยากตายนักรึไง?"

เขาพูดเรื่องอะไรกัน?

จงเหวินและหลินจืออวิ้นต่างก็ชะงักไปครู่หนึ่ง งุนงงกับพฤติกรรมของเป่ยโต่ว

นัยน์ตาอันเย็นชาของเฟิงฉิงอวี่ฉายแววลังเลเพียงชั่วครู่ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเด็ดเดี่ยวในพริบตา

นางล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบผลไม้สีเขียวมรกตที่ดูใสกระจ่างและมีรูปร่างคล้ายทารกออกมา แล้วส่งเข้าปากเคี้ยวกลืนลงไปอย่างไม่ลังเล

ทันทีที่นางกลืนผลไม้นั้นลงไป สีหน้าบ้าคลั่งของเป่ยโต่วก็มลายหายไปจนสิ้น แทนที่ด้วยรอยยิ้มพิลึกพิลั่น

วินาทีต่อมา กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวสุดหยั่งคาดก็พวยพุ่งออกจากร่างของเฟิงฉิงอวี่ แผ่ขยายออกไปทั่วทั้งถ้ำราวกับคลื่นยักษ์ถาโถม บดขยี้ทุกสรรพสิ่งให้ราบเป็นหน้ากลอง

[จบตอน]

จบบทที่ บทที่ 803 เจ้ายังจะลังเลอะไรอยู่อีก!

คัดลอกลิงก์แล้ว