- หน้าแรก
- ข้ามโลกมาอยู่สำนักหญิงล้วน แต่ดันอ่านตำราเทพออกแค่คนเดียวซะงั้น
- บทที่ 801 เลิกใช้วิชานี้สักทีเถอะ
บทที่ 801 เลิกใช้วิชานี้สักทีเถอะ
บทที่ 801 เลิกใช้วิชานี้สักทีเถอะ
บทที่ 801 เลิกใช้วิชานี้สักทีเถอะ
ต่อให้ต้องตาย ก็จะไม่ยอมตกไปอยู่ในเงื้อมมือของคนผู้นี้เด็ดขาด!
นัยน์ตาของหลินจืออวิ้นสาดประกายเด็ดเดี่ยว นางรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย หวังจะใช้กระบี่ปาดคอตัวเองให้รู้แล้วรู้รอด
ทว่า แขนเรียวงามเพิ่งจะยกขึ้นมาได้เพียงไม่กี่ชุ่น ก็ร่วงหล่นลงกับพื้นอย่างอ่อนแรง
อาการบาดเจ็บจากการโจมตีของเสิ่นเวยเมื่อครู่นั้นสาหัสเกินไป บัดนี้นางไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะปลิดชีพตัวเองด้วยซ้ำ
ขณะที่ฝ่ามือของเสิ่นเวยกำลังจะกระแทกเข้าที่ท้องน้อยของหลินจืออวิ้น จู่ๆ การเคลื่อนไหวของเขาก็ชะงักงัน แม้จะห่างเป้าหมายเพียงไม่กี่ชุ่น แต่ฝ่ามือนี้กลับฟาดลงไปไม่ได้เสียที
ทั้งสองราวกับนัดกันไว้ ต่างหันขวับไปมองยังส่วนลึกของถ้ำพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
ภายในถ้ำที่เคยมืดมิดและเยือกเย็น ปรากฏเงาร่างสีทองอร่ามสว่างไสวขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ
"จงเหวิน!"
เมื่อเห็นหน้าผู้มาเยือนชัดเจน หลินจืออวิ้นและเสิ่นเวยก็อุทานออกมาพร้อมกัน
คำพูดเดียวกัน ทว่าน้ำเสียงที่เปล่งออกมากลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ดวงตาของเสิ่นเวยแดงก่ำ กัดฟันกรอด สายตาที่มองจงเหวินเต็มไปด้วยความรังเกียจและเคียดแค้น ราวกับมีความแค้นฆ่าบิดาแย่งภรรยากันมาตั้งแต่ชาติปางก่อน
ความเกลียดชังนี้ฝังลึกถึงระดับจิตวิญญาณ เหนือการควบคุมของสติสัมปชัญญะใดๆ
ในทางกลับกัน ใบหน้าของหลินจืออวิ้นกลับเปี่ยมไปด้วยความดีใจ นัยน์ตาสาดประกายวิบวับ ใบหน้าที่เคยซีดเผือดพลันซับสีเลือดฝาด ราวกับดรุณีแรกแย้มที่ได้พบหน้าชายในดวงใจ
ในเวลานี้ ไม่รู้ว่าทำไมเด็กหนุ่มชุดทองถึงได้ดูหล่อเหลาบาดใจ เสน่ห์ล้นเหลือถึงเพียงนี้ แม้นางจะมีนิสัยรักสันโดษและอารมณ์มั่นคงเพียงใด ทว่าก็ยังอดไม่ได้ที่จะใจเต้นแรง แทบจะควบคุมตัวเองไม่อยู่
"ไอ้เด็กเมื่อวานซืน ไปตายซะ!"
ความเกลียดชังจากก้นบึ้งของหัวใจทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนไม่อาจอดกลั้นได้อีกต่อไป เสิ่นเวยแผดเสียงคำรามลั่น พุ่งทะยานร่างออกไป เขตแดนแห่งความหนืดหน่วงแผ่ปกคลุมไปทั่วสารทิศ ร่างทั้งร่างกลายเป็นเงาเลือนลาง พุ่งเข้าหาจงเหวินด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ มือขวาชูขึ้นสูง กลางฝ่ามือปรากฏคมดาบเปลวเพลิงสีดำทมิฬ พุ่งแทงทะลุหัวใจของเด็กหนุ่มอย่างโหดเหี้ยม "เพลิงผลาญ!"
จงเหวินดูเหมือนจะเตรียมตัวมาดี กล้ามเนื้อทั่วร่างปูดโปน กลายร่างเป็นชายหนุ่มล่ำบึกสีทองอร่ามในพริบตา เงามังกรปรากฏขึ้นแทบเท้า ร่างกายค่อยๆ เลือนหายไปจากจุดเดิม
วินาทีต่อมา ไม่รู้ว่าเขาทำได้อย่างไร ถึงสามารถหลบหลีกการโจมตีอันดุดันของเสิ่นเวย แล้วไปปรากฏตัวอยู่เคียงข้างหลินจืออวิ้นได้
"พี่สาวเจ้าสำนัก ท่านไม่เป็นไรใช่ไหมขอรับ?"
ชายหนุ่มล่ำบึกสีทองอร่ามกล้ามปู กลับเอ่ยไถ่ถามหญิงงามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและห่วงใยสุดซึ้ง ช่างเป็นภาพที่ดูขัดแย้งและพิลึกพิลั่นยิ่งนัก
"มะ... ไม่ตายหรอก" หลินจืออวิ้นเงยหน้ามองเขา พวงแก้มเนียนใสแดงระเรื่อขึ้นมาอีกครั้ง รีบเบือนหน้าหนีจ้องมองพื้นดิน พึมพำเสียงเบา "เจ้าเลิกใช้วิชานี้สักทีเถอะ มันออกจะ..."
ตอนนี้ นางเริ่มตั้งสติได้แล้ว รู้ดีว่าสาเหตุที่ชายกล้ามปูตรงหน้าดูมีเสน่ห์ดึงดูดใจขนาดนี้ เป็นเพราะทักษะวิญญาณแปลกๆ อย่าง 'บุปผางามสะพรั่ง' นั่นแน่ๆ
"กินยานี่ซะ"
จงเหวินยิ้มบางๆ แต่ก็ไม่ได้คลายวิชา 'บุปผางามสะพรั่ง' ออก ทำเพียงหยิบยาปั้นมรรคาคืนชีวาออกมาจากแหวน แล้วป้อนถึงริมฝีปากของหลินจืออวิ้นอย่างทะนุถนอม "พักผ่อนให้สบาย เดี๋ยวข้าจัดการมันให้เอง!"
เด็กนี่!
หลินจืออวิ้นถลึงตาใส่เขาอย่างไม่พอใจนัก ทว่าทันทีที่สายตาปะทะเข้ากับใบหน้าหล่อเหลาของชายกล้ามปู หัวใจก็เต้นแรง หน้าแดงซ่านขึ้นมาอีก รีบก้มหน้างุด ไม่กล้ามองเขาอีก
ทว่าในใจลึกๆ กลับรู้สึกอบอุ่นและซาบซึ้งใจ
ด้วยความที่รู้จักจงเหวินดี นางย่อมรู้ว่าเด็กหนุ่มจอมกะล่อนคนนี้ ไม่ได้คิดจะใช้ทักษะวิญญาณดึงดูดผู้หญิงจริงๆ หรอก ที่เขายังคงรักษาสภาพบุปผางามสะพรั่งเอาไว้ ก็เพื่อดึงดูดความสนใจของศัตรูให้พุ่งเป้าไปที่เขาทั้งหมด ป้องกันไม่ให้นางต้องได้รับอันตรายซ้ำสองนั่นเอง
เมื่อยาปั้นมรรคาคืนชีวาตกถึงท้อง หลินจืออวิ้นก็สัมผัสได้ถึงพลังยาสายลมอันอ่อนโยนไหลเวียนไปตามเส้นชีพจรทั่วร่าง ก่อนจะไปรวมตัวกันที่แผ่นหลัง ความเจ็บปวดจากบาดแผลทุเลาลงไปกว่าครึ่ง สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าพละกำลังกำลังฟื้นฟูกลับมาอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นว่าอาการของพี่สาวเจ้าสำนักดีขึ้น จงเหวินก็ส่งยิ้มให้นาง ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นยืน หันไปมองทางเสิ่นเวย
จู่ๆ ร่างกายของเขาก็มีปราณสีม่วงหมุนวน แสงสีทองสาดส่อง แผ่ซ่านกลิ่นอายความดุดันและน่าเกรงขามไร้ที่เปรียบออกมา
จากชายกล้ามปูผู้อ่อนโยน กลายเป็นท่านประธานกล้ามโตผู้ทรงอำนาจและดุดันดุจจักรพรรดิในชั่วพริบตา!
"ไอ้มดปลวกสารเลว บังอาจทำร้ายผู้หญิงของข้า!"
ใบหน้าของเขาเคร่งขรึม เย็นชา นัยน์ตาสาดประกายดุดันน่าสะพรึงกลัว น้ำเสียงดังกังวานดุจระฆัง สะเทือนแก้วหูจนปวดหนึบ "เจ้าต้องชดใช้!"
ในเวลานี้ เขางัดเอาทั้งปราณม่วงเยือนบูรพา เคล็ดหลอมกายาลายวิญญาณ บุปผางามสะพรั่ง ปราณราชัน และลมปราณมังกรแท้ทะลวงเขตแดน ออกมาใช้พร้อมกันจนหมดแม็ก กระแสอากาศรอบตัวหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง มิติสั่นสะเทือนดังเปรี๊ยะๆ กลิ่นอายความแข็งแกร่งแผ่ซ่าน ไม่ด้อยไปกว่านักบุญคนใดในใต้หล้าเลยแม้แต่น้อย
เมื่อได้ยินเขาใช้คำว่า "ผู้หญิงของข้า" เรียกตนเอง ใบหน้างดงามของหลินจืออวิ้นก็แดงระเรื่อขึ้นมาอีกครั้ง นางพ่นลมหายใจอย่างขัดเขิน คล้ายอยากจะเอ่ยปากเถียง แต่สุดท้ายก็เงียบไป
"บัดซบ! ข้าคือประมุขลำดับที่สามแห่ง 'วิหารเทพอสูร' เป็นถึงนักบุญผู้สูงส่งนะโว้ย!"
เสิ่นเวยเป็นคนหยิ่งผยองเพียงใด การถูกเด็กหนุ่มที่ยังไม่บรรลุถึงขั้นนักบุญเรียกว่า "มดปลวก" จะให้เขาทนได้อย่างไร เส้นเลือดดำปูดโปนเต็มขมับ โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ "สงสัยเจ้าคงรนหาที่ตายนักสินะ!"
มังกรเพลิงสีดำทมิฬน่าเกรงขามและดุร้าย ปรากฏขึ้นกลางถ้ำอย่างกะทันหัน ร่างกายขดเกลียว ปากพ่นลมหายใจมังกร แบกรับพลังทำลายล้างฟ้าดิน พุ่งทะยานเข้าหาจงเหวินอย่างโหดเหี้ยม
เมื่อเผชิญหน้ากับ 'มังกรเพลิงกลืนวิญญาณ' ซึ่งเป็นหนึ่งในท่าไม้ตายที่แข็งแกร่งที่สุดของวิหารเทพอสูร จงเหวินก็ไม่หวั่นเกรงแม้แต่น้อย เขายกแขนขวาขึ้น แล้วซัดหมัดเข้าใส่เต็มแรง
"ตูม!"
หมัดและมังกรเพลิงปะทะกัน ก่อเกิดเป็นคลื่นพลังอันสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น คลื่นลมกระโชกแรงกวาดล้างไปทั่วสารทิศ เศษหินนับไม่ถ้วนปลิวว่อนขึ้นจากพื้น กระแทกเข้ากับผนังถ้ำรอบด้าน เกิดเป็นเสียงดัง "เปรี๊ยะป๊ะ" สนั่นหวั่นไหว
จากนั้น ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของเสิ่นเวย ท่าไม้ตายที่เขาภาคภูมิใจที่สุด กลับถูกจงเหวินต่อยจนแตกกระจายเป็นชิ้นๆ เปลวไฟสีดำดวงเล็กดวงน้อยแตกซ่านกระเด็นไปทั่ว ร่วงหล่นลงบนผนังและพื้นถ้ำ ทว่าก็ไม่อาจสร้างความเสียหายใดๆ ให้กับถ้ำลึกลับแห่งนี้ได้เลย
"มดปลวก ไปตายซะ!"
เมื่อจงเหวินโจมตีสำเร็จ ก็ไม่หยุดยั้ง กลับรุกคืบเข้าไปอีก ก้าวเท้าเพียงไม่กี่ก้าว ก็พุ่งทะยานไปอยู่ตรงหน้าเสิ่นเวย ซัดหมัดเข้าใส่อีกครั้งด้วยท่าทีราวกับจะเอาชีวิตเข้าแลก
บัดซบ!
บัดซบ!
บัดซบ!
เมื่อเห็นว่าตนเองตกเป็นรองในการปะทะซึ่งๆ หน้ากับผู้ฝึกยุทธ์ระดับรู้แจ้ง นัยน์ตาของเสิ่นเวยก็แดงก่ำ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว ภายในใจรุ่มร้อนราวกับถูกมดนับหมื่นกัดแทะ คลุ้มคลั่งจนแทบเสียสติ อยากจะระเบิดพลังฉีกหัวจงเหวินให้ขาดกระเด็นเสียเดี๋ยวนี้
"ตายซะ!"
จู่ๆ กลางฝ่ามือของเขาก็พ่นคมดาบเพลิงสีดำออกมา เขาใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี แทงเข้าที่หน้าอกของจงเหวินอย่างแรง กัดฟันแน่นจนริมฝีปากแตก เลือดสดๆ ไหลซึมออกมา
ทว่า อุดมคติมักจะสวยงาม แต่ความเป็นจริงมักจะโหดร้ายเสมอ
"ตูม!"
เมื่อหมัดและฝ่ามือปะทะกัน เขาก็สัมผัสได้ถึงพลังมหาศาลสุดหยั่งคาดที่แล่นพล่านมาตามท่อนแขน ร่างกายซีกขวาชาหนึบไร้ความรู้สึกในพริบตา ร่างทั้งร่างกระเด็นถอยหลังไปไกลหลายจั้งราวกับลูกธนูที่หลุดจากแล่ง กว่าจะทรงตัวได้ก็แทบแย่
ในทางกลับกัน จงเหวินกลับยืนหยัดอย่างมั่นคงดุจขุนเขา ไม่ถอยร่นแม้แต่ก้าวเดียว
ใครแข็งแกร่ง ใครอ่อนแอกว่ากัน เห็นได้ชัดเจนในพริบตา
เป็นไปได้ยังไง!
ข้าเป็นถึงนักบุญ ส่วนมันเป็นแค่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับรู้แจ้ง!
ทำไมข้าถึงสู้มันไม่ได้?
สีหน้าของเสิ่นเวยยิ่งดูคลุ้มคลั่ง ราวกับคนเสียสติไปแล้ว
ไม่!
ข้าจะยอมแพ้มันไม่ได้เด็ดขาด!
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะผลจาก 'บุปผางามสะพรั่ง' หรือไม่ แต่เสิ่นเวยรู้สึกยอมรับไม่ได้จากก้นบึ้งของจิตวิญญาณที่จะต้องพ่ายแพ้ให้กับจงเหวิน เมื่อคิดถึงความเป็นไปได้ที่จะต้องพ่ายแพ้ ความคิดบ้าคลั่งก็เข้าครอบงำสติสัมปชัญญะของเขาทันที
สู้เว้ย!
เขาสาดสายตาดุดัน กัดฟันแน่น เส้นเลือดดำบนหน้าผากปูดโปน กล้ามเนื้อทั่วร่างตึงเครียด ราวกับคนท้องผูกที่พยายามเบ่งสุดแรง รีดเร้นพลังจากทุกอณูเซลล์ในร่างกายออกมา
กลิ่นอายอันดุดันและคลุ้มคลั่งแผ่กระจายออกจากร่าง กวาดล้างไปทั่วบริเวณ ในเวลานี้ ดวงตาของเสิ่นเวยแดงก่ำ เส้นเลือดฝอยปูดโปนขึ้นที่หางตา ลุกลามไปทั่วดวงตาราวกับตัวหนอน
เปลวเพลิงสีดำที่ลุกโชนอยู่รอบตัว ขยายวงกว้างขึ้นหลายฉื่อ อุณหภูมิภายในถ้ำพุ่งสูงขึ้นอีกหลายเท่าตัว ทำเอาอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
ในวินาทีนี้ ใบหน้าอันหล่อเหลาของเขา กลับบิดเบี้ยวและน่าสะพรึงกลัวดั่งปีศาจร้าย
ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน เขากลับยอมใช้วิชาลับเผาผลาญโลหิต!
"ไอ้เด็กเมื่อวานซืน เจ้าบีบข้าเองนะ!"
น้ำเสียงของเสิ่นเวยแหบพร่าและบาดหูราวกับเสียงวิญญาณร้าย "ความน่าเกรงขามของนักบุญ ไม่อาจล่วงละเมิดได้ ลงไปสำนึกผิดในนรกซะเถอะ มังกรเพลิงกลืนวิญญาณ..."
"ปัง!"
ทว่า คำพูดโอหังที่เพิ่งจะหลุดออกจากปากไปได้เพียงครึ่งเดียว แก้มของเขาก็พลันยุบฮวบลงไป ราวกับถูกใครบางคนต่อยเข้าอย่างแรง
จากนั้น ร่างของเขาก็ลอยละลิ่วขึ้นฟ้าดั่งว่าวปีกหัก วาดเส้นโค้งงดงามกลางอากาศ ก่อนจะตกลงมากระแทกพื้นดัง "ปัง"
[จบตอน]