- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในร่างนายน้อยพร้อมระบบจำลอง
- บทที่ 351 - เปิดโลกใบที่เก้า
บทที่ 351 - เปิดโลกใบที่เก้า
บทที่ 351 - เปิดโลกใบที่เก้า
บทที่ 351 - เปิดโลกใบที่เก้า
"เมืองโกลาหลไม่ควรมีมากเกินไป ปัจจุบันมีสี่คนก็พอแล้ว"
"หากปล่อยให้เต้าจุนเทียนได้รับวัสดุสำหรับสร้างเมืองโกลาหลไป เขาจะต้องแตกหักกับนักบุญฮั่วหรงอย่างแน่นอน"
"ด้วยนิสัยของคนผู้นั้น มีความเป็นไปได้สูงที่จะมาหาเรื่องข้า"
เจ้าทอดสายตามองไปยังโลกภายใน
ของวิเศษประหลาด 'เพลิงเทวะอัสนีเมฆาม่วง' ที่สามารถใช้สะกดข่มนักบุญฮั่วหรงได้ก่อตัวเป็นรูปร่างแล้ว
"ในเมื่อพวกเจ้าชอบเล่นซ่อนแอบกันนัก เช่นนั้นก็เข้ามาเล่นในร่างของข้าให้หมดเลยก็แล้วกัน"
คิดอยู่ครู่หนึ่ง เจ้าก็เดินทางมาถึงบริเวณใกล้เคียงกับโลกเหวยซิน
"สหายมรรคา โลกใบนี้มีเจ้าของแล้ว!" บรรพชนเหวยซินเดินออกมาจากกระท่อมหินโกลาหลซอมซ่อ
เจ้ารู้ดีว่าผีเสื้อเทวะมารแห่งมรรคาไม่ได้มีอันตรายใดๆ ดังนั้นในการจำลองครั้งนี้ เจ้าจึงไม่ได้มาหาบรรพชนเหวยซิน
นี่นับเป็นครั้งแรกที่เจ้าได้เผชิญหน้ากับเขา
ความแข็งแกร่งที่บรรพชนเหวยซินแสดงออกมา ยังคงอยู่ในระดับสกัดมรรคาขั้นที่สองเช่นเดิม
"รบกวนแล้ว" เจ้าแย้มยิ้มบางๆ ประสานมือคารวะ "ช่วงนี้ข้าเพิ่งคำนวณเคล็ดวิชาเซียนสายหลอมกายาออกมาได้ชุดหนึ่ง จึงอยากหาเผ่ามนุษย์สักคนมาทดลองวิชาดูเสียหน่อย"
"เลือกคนงั้นรึ!" สีหน้าเฉยเมยของบรรพชนเหวยซินแปรเปลี่ยนไปในพริบตา เขากระตือรือร้นขึ้นมาทันทีพร้อมกับหัวเราะลั่น "ช่างบังเอิญเสียจริง ชายชราผู้นี้ศึกษาค้นคว้าเรื่องนี้มาอย่างลึกซึ้งทีเดียว"
พูดจบเขาก็เผยสีหน้าลึกล้ำสุดหยั่งคาดออกมา
"ข้าไม่ได้ต้องการผู้ที่มีพรสวรรค์โดดเด่นล้ำเลิศอะไรหรอกนะ" เจ้าส่ายหน้าปฏิเสธ สำหรับสายตาในการมองคนของบรรพชนเหวยซินนั้น เจ้ารู้เช่นเห็นชาติเป็นอย่างดี
"สหายมรรคาไม่ต้องเกรงใจไป" บรรพชนเหวยซินโบกมือใหญ่โต หัวเราะร่วน "มาๆๆ ชายชราผู้นี้ขอแนะนำสักสองสามคน เจ้าลองดูว่าพอใจหรือไม่"
เมื่อมาถึงริมขอบโลกเหวยซิน
"สหายมรรคาลองดูนี่" บรรพชนเหวยซินชี้ไปยังหลวงจีนผู้หนึ่งที่อยู่ภายในโลก "คนผู้นี้มีนามว่าจินหลิงจื่อ ครอบครองพรสวรรค์มายาตัวตน ในระดับเจินเซียน พรสวรรค์นี้นับว่าแข็งแกร่งมากทีเดียว"
เมื่อเห็นสีหน้าของเจ้าเรียบเฉย เขาก็หัวเราะขึ้นมาอีก "หลังจากที่คนผู้นี้บำเพ็ญมรรคา เขาก็ถูกเสวียนเซียนผู้หนึ่งแย่งชิงร่าง ทว่าจิตวิญญาณกลับไม่ได้ถูกทำลายล้างจนหมดสิ้น แต่กลับหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเสวียนเซียนผู้นั้นไป"
"คุณลักษณะพิเศษเช่นนี้ นับว่าหมื่นปีจะพานพบสักครั้งเชียวนะ!"
"เป็นอย่างไร สหายมรรคาพอใจหรือไม่?"
เจ้าส่ายหน้าเบาๆ เอ่ยตอบ "คนผู้นี้มีกระดูกกบฏอยู่หลังศีรษะ หากฟูมฟักเขาขึ้นมา เกรงว่าจะเสี่ยงต่อการถูกแว้งกัดเอาได้"
"ชายชราผู้นี้มองดูเขาก็ปกติดีนะ" บรรพชนเหวยซินเกาหัว กวาดสายตามองจินหลิงจื่ออย่างไม่หยุดหย่อน
ภายในโลก จินหลิงจื่อรู้สึกหนาวสั่นไปทั้งร่าง สังหรณ์ใจว่ากำลังจะมีเรื่องไม่ดีบางอย่างเกิดขึ้นกับตน
"เช่นนั้นสหายมรรคาลองดูคนผู้นี้" บรรพชนเหวยซินประทับตราสัญลักษณ์ลงไป
คนผู้นั้นคือราชันมนุษย์แห่งแดนดารา
"จิตวิญญาณของคนผู้นี้ถูกพลังเหวยซินของชายชราผู้นี้หล่อหลอมมานับพันปีโดยไม่แตกดับ ยิ่งไปกว่านั้นเขายังอาศัยพละกำลังของตนเองก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจได้อีกด้วย"
สำหรับราชันมนุษย์แห่งแดนดาราแล้ว บรรพชนเหวยซินรู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก
"อาศัยพละกำลังของตนเองงั้นหรือ?" เจ้าเบ้ปากอยู่ในใจ ก่อนจะส่ายหน้าอีกครั้ง "จิตวิญญาณของคนผู้นี้แม้จะพิเศษ ทว่าสภาพจิตใจกลับมีรอยด่างพร้อย ความสำเร็จย่อมมีขีดจำกัดเช่นเดียวกัน"
ผลงานชิ้นเอกที่สุดถูกปฏิเสธ ทำเอารอยยิ้มบนใบหน้าของบรรพชนเหวยซินแข็งทื่อ
เขาเอ่ยอย่างไม่เห็นด้วยว่า "เผ่ามนุษย์ ไม่ใช่ว่าวัดขีดจำกัดการเติบโตกันที่ความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณหรอกหรือ?"
"หรือว่าสหายมรรคาจะสามารถมองเห็นแนวโน้มชีวิตในอนาคตของผู้อื่นได้ด้วยตาเปล่ากันล่ะ?"
"สหายมรรคาเข้าใจเจตนาของข้าผิดไปแล้ว" เจ้าเอ่ยเสียงเรียบ "ข้าเพียงแค่ต้องการสุ่มหาคนธรรมดาสักคนมาทดลองเคล็ดวิชาเซียนเท่านั้น ส่วนเรื่องความสำเร็จในอนาคตไม่ได้อยู่ในความพิจารณาเลยแม้แต่น้อย"
เมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ สีหน้าของบรรพชนเหวยซินก็มืดครึ้มลง
ปัจจุบันเจ้ายังไม่มีแผนที่จะทดสอบความแข็งแกร่งของบรรพชนเหวยซิน
เมื่อเห็นว่าบรรพชนเหวยซินทำท่าจะระเบิดโทสะ เจ้าจึงรีบเอ่ยตัดบท "ในเมื่อสหายมรรคาลุ่มหลงในเรื่องการดูคนถึงเพียงนี้ เช่นนั้นข้าก็จะขอเลือกมาสักสองสามคน เพื่อให้สหายมรรคาได้ลองนำไปพิจารณาดูก็แล้วกัน"
สิ้นคำ เจ้าก็ใช้นิ้วชี้ไปยังเป้าหมาย
คนแรกย่อมต้องเป็นจักรพรรดิมังกรสวรรค์
ภายในร่างของจักรพรรดิมังกรสวรรค์มีเลือดแก่นแท้ของจักรพรรดิมังกรซีเจาไหลเวียนอยู่ สำหรับศักยภาพการเติบโตของมังกรตัวนี้ บรรพชนเหวยซินย่อมรู้อยู่แก่ใจดี
คนที่สองที่เจ้าเลือกชี้ คือหวงเทียนเหรินซิน
เมื่อเห็นคนผู้นี้ บรรพชนเหวยซินก็ประเมินอยู่ในใจ
'จิตวิญญาณก็นับว่าพิเศษอยู่บ้าง แต่ก็คงมีดีเพียงแค่นั้น'
เมื่อเห็นเจ้าหยุดมือ บรรพชนเหวยซินจึงเอ่ยขึ้น "เจ้าปลาไหลนั่นไม่นับ สหายมรรคาเลือกมาอีกคนเถิด"
เมื่อเห็นเจ้าทำหน้าฉงน เขาก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ชายชราผู้นี้เตรียมจะนำคนที่ข้าเลือกกับคนที่สหายมรรคาเลือก แยกกันส่งไปยังสองโลก เพื่อทำการทดลองพิสูจน์ดู"
'ปากบอกว่าทดลอง แต่ที่แท้คงอยากจะแข่งขันล่ะสิ'
เจ้าส่ายหน้าอย่างขบขัน ก่อนจะชี้ปลายนิ้วออกไปเบาๆ
"เจ้าหนูนี่นอกจากจะหน้าตาน่าเกลียดแล้ว ก็ไม่มีอะไรพิเศษเลยแม้แต่น้อย" บรรพชนเหวยซินมองไปยังคนผู้นั้น พลางเอ่ยด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ "สหายมรรคาทำส่งเดชเพื่อปัดรำคาญข้าใช่หรือไม่?"
เจ้าไม่ได้โต้เถียงใดๆ กับบรรพชนเหวยซิน เพียงแค่เบนสายตาไปมองยังโลกฝูอวี้
ทันทีที่สายตาของเจ้าทอดมองไป โลกที่เวลาหยุดนิ่งราวกับไม่มีอยู่จริงนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงดำเนินไปอย่างปกติ
ด้านข้าง บรรพชนเหวยซินเองก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาผิดปกติใดๆ
"น่าสนใจจริงๆ"
เจ้าคว้ามือสุ่มหยิบขึ้นมา เซี่ยปิงอวี่ก็ถูกดึงตัวขึ้นมาทันที
บรรพชนเหวยซินปรายตามองแวบหนึ่ง
เป็นเพียงแค่คนธรรมดาสามัญ
'ดูท่าคนผู้นี้คงจะแค่บังเอิญผ่านมาแถวนี้จริงๆ'
เมื่อคิดได้ดังนั้น บรรพชนเหวยซินก็เลิกสนใจเซี่ยปิงอวี่อีก
เขาโบกมือเบาๆ
จิตวิญญาณของราชันมนุษย์แห่งแดนดารา, จินหลิงจื่อ, หวงเทียนเหรินซิน และจวี้เฉิงเฟิง ต่างก็ล่องลอยออกจากร่างภายในโลก
ภายในโลกนั้น
จวี้เฉิงเฟิงจามติดกันหลายครั้ง
เขาแสยะยิ้มก่นด่าเสียงดัง "ไอ้สวะตัวไหนมันแอบนินทาข้าลับหลังวะ ถ้าข้าจับได้ล่ะน่าดู!"
ทว่าเพิ่งจะด่าจบ จิตวิญญาณของเขาก็หลุดลอยออกจากร่างไปในทันที
ทำเอาวิญญาณของเขาสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว
"สัญญากับพนันเป็นอันตกลง" บรรพชนเหวยซินแกว่งกลุ่มก้อนจิตสำนึกทั้งสี่ในมือ พลางหัวเราะร่วน "อีกหนึ่งแสนปีให้หลัง สหายมรรคามาหาชายชราผู้นี้เพื่อเฉลยคำตอบได้เลย"
"ชายชราผู้นี้ขอพนันกับสหายมรรคา ว่าการทดลองในครั้งนี้ ข้าจะต้องเป็นฝ่ายชนะอย่างแน่นอน!"
"ก็น่าสนใจดี" เจ้าเลิกคิ้วขึ้นแย้มยิ้ม "ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เช่นนั้นข้าก็ขอลงเดิมพันด้วยหยาดเทพวอดวายเฮยเย่าสักยี่สิบชั่งก็แล้วกัน"
พูดจบ เจ้าก็สะบัดหยาดเทพวอดวายเฮยเย่าออกไปทันที
"ไม่ว่าใครจะแพ้หรือชนะ ของศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้รบกวนสหายมรรคาส่งมอบให้แก่ผู้ชนะโดยตรงเลยก็แล้วกัน"
มองดูแผ่นหลังที่ห่างออกไป สีหน้าของบรรพชนเหวยซินก็มืดครึ้มลง
"เจ้านี่มันมีเบื้องหลังยังไงกันแน่?"
"หรือว่าจะเป็นลูกชายนอกสมรสของไอ้สารเลวจงเยียนนั่น?"
หลังจากออกจากอาณาเขตของโลกเหวยซิน เจ้าก็โยนเซี่ยปิงอวี่ไปให้เฮยเย่าดูแล จากนั้นก็ไม่ได้สนใจนางอีก
มาถึงบริเวณพื้นที่ทะเลตื้นแห่งหนึ่ง
เจ้าจมดิ่งลงสู่ห้วงความคิด
"ตอนนี้จำเป็นต้องตรวจสอบดูว่าพวกหานจื้อจ้ายมีท่าทีอย่างไร เพื่อจะได้วางแผนการขั้นต่อไปได้"
"อีกอย่าง ช่วงนี้ข้าก็ไม่ควรจะวิ่งพล่านไปทั่ว เกรงว่าร่างแยกของนักบุญฮั่วหรงอาจจะกำลังตามหาข้าไปทั่วอยู่ก็เป็นได้"
เมื่อคิดได้ดังนั้น เจ้าก็เริ่มเก็บตัวฝึกตนอย่างสงบ
การบำเพ็ญเพียรไร้กาลเวลา พริบตาเดียวก็ผ่านไปนับหมื่นปี
ดาบสกัดมรรคาค่อยๆ ฟาดฟันลงมาเป็นครั้งสุดท้าย
โลกโกลาหลถูกเปิดออกได้สำเร็จ
เพียงแต่โลกโกลาหลนั้นแตกต่างจากโลกใบอื่น
หลังจากก่อตัวขึ้น ภายในโลกกลับมืดมิดและกลวงเปล่า เงียบสงัดเสียจนทำให้รู้สึกหวิวในใจ
"สภาพเช่นนี้ ดูคล้ายกับทิวทัศน์ภายนอกของทะเลแห่งความโกลาหลเลยแฮะ"
เจ้าเลิกคิ้วขึ้น
จากนั้นจึงลองชักนำให้ปราณแห่งความโกลาหลไหลเวียนเข้าไปภายใน
ทว่าทันทีที่ปราณแห่งความโกลาหลเข้าสู่โลกโกลาหล มันก็อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย
"ไม่ได้หายไป แต่ถูกโลกกลืนกินจนกลมกลืนไปต่างหาก!"
เจ้าลองทดสอบด้วยพลังงานรูปแบบอื่นดูอีก
ไม่ว่าจะเป็นสสารหรือพลังงานใดๆ ก็ล้วนไม่สามารถหลงเหลืออยู่ภายในโลกโกลาหลได้เลย
ยังไม่ทันที่เจ้าจะได้ทำการศึกษาต่อไป
กลิ่นอายอันลึกล้ำสุดหยั่งคาดก็พัดผ่านโลกภายในร่าง
เมื่อกลิ่นอายพัดผ่านโลกมิติ ต้นหลิวเทวะใจกลวงก็สั่นไหว
ผีเสื้อหลากสีที่ดูเลือนรางตัวหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมา
(จบแล้ว)