- หน้าแรก
- พิภพสัปยุทธ์
- 44 - ไม่ยอมรับ
44 - ไม่ยอมรับ
44 - ไม่ยอมรับ
44 - ไม่ยอมรับ
"หือ?" อาจารย์สวีตกใจอยู่ในใจ เขาไม่นึกว่ามู่อี้จะเอ่ยปากในยามนี้ และเมื่อเห็นรอยยิ้มของอีกฝ่าย ดูเหมือนว่าจะเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจยิ่งนัก
ในชั่วขณะนั้น ความมั่นใจของอาจารย์สวีเริ่มสั่นคลอน หรือว่าหลินหมิงจะมีไพ่ตายบางอย่างที่ตนไม่ทราบ? ทว่าเขาคิดอย่างไรก็คิดไม่ออกว่าคนที่มีพรสวรรค์ระดับสามจะเอาชนะหวังเอี้ยนเฟิงที่มีพรสวรรค์ระดับสี่ขั้นสูงได้อย่างไร อีกทั้งเขาได้กล่าววาจาต่อหน้าผู้คนมากมายจนไม่อาจถอยหลังได้แล้ว ดังนั้นอาจารย์สวีจึงขบฟันกล่าวว่า "ดี ท่านมู่อี้ต้องการเดิมพันสิ่งใด?"
มู่อี้ยิ้ม "การเดิมพันครั้งนี้เป็นไปตามอารมณ์ อย่าได้เสียมิตรภาพไปเลย ข้าขอเดิมพันด้วยสมบัติระดับมนุษย์ขั้นกลางหนึ่งชิ้นก็แล้วกัน"
สมบัติระดับมนุษย์ขั้นกลาง! ยังกล้าเรียกว่าเป็นไปตามอารมณ์อีกหรือ?
มุมปากของอาจารย์สวีกระตุก มู่อี้เป็นปรมาจารย์ยันต์มานานหลายปี หากพูดถึงทรัพย์สินย่อมมั่งคั่งที่สุดในที่แห่งนี้
อาจารย์สวีขบฟันกล่าว "ดี ข้าเดิมพันด้วยแหวนมิติระดับมนุษย์ขั้นต่ำชิ้นหนึ่ง"
แหวนมิติคือสมบัติประเภทพื้นที่เก็บของ สามารถพกพาพื้นที่อิสระติดตัวไปได้เพื่อเก็บสิ่งของ สมบัติชนิดนี้เนื่องจากสร้างได้ยากยิ่ง มูลค่าของมันจึงสูงกว่าสมบัติระดับเดียวกันหลายเท่า แหวนมิติระดับมนุษย์ขั้นต่ำโดยประมาณแล้วมีค่าเท่ากับสมบัติระดับมนุษย์ขั้นกลางชิ้นหนึ่ง
"ตกลง" มู่อี้ตอบรับอย่างรวดเร็ว เขายังคงยิ้มอย่างสบายอารมณ์ ให้ความรู้สึกราวกับทุกอย่างอยู่ในกำมือ
เรื่องอันดับหนึ่งของหลินหมิงเป็นอันสรุปได้ดังนี้
ทว่าการทดสอบดำเนินไปทั้งวัน ยามนี้เวลาล่วงเลยไปมากแล้ว ผลคะแนนจะประกาศในบ่ายวันพรุ่งนี้ และนอกจากอันดับหนึ่งของหลินหมิงแล้ว อันดับที่สองถึงสิบที่เหลือยังต้องพิจารณาจากผลการทดสอบ อายุ และพรสวรรค์ของผู้เข้าสอบประกอบกัน ซึ่งเรื่องนี้จำเป็นต้องผ่านการหารือของเหล่าอาจารย์อาวุโสแห่งสำนักชีเสวียนจึงจะสรุปได้
"ซิงเสวียน เราไปทักทายหลินหมิงกันเถิด" มู่อี้กล่าวพลางลุกขึ้น แม้หลินหมิงจะฟื้นขึ้นมาแล้ว แต่มู่อี้นั่งอยู่กับเหล่าอาจารย์อาวุโสแห่งสำนักชีเสวียน หลินหมิงย่อมไม่ก้าวก่ายเข้ามาพร่ำเพรื่อ
"ค่ะ" ฉินซิงเสวียนพยักหน้า ยามที่มู่อี้สนทนากับเหล่าอาจารย์อาวุโส ฉินซิงเสวียนมักจะพูดน้อยตามมารยาทของผู้น้อย และนั่งฟังอยู่อย่างเงียบสงบ ทว่าหากพูดถึงฐานะในสำนักชีเสวียน ฉินซิงเสวียนนั้นมีฐานะทัดเทียมกับเหล่าอาจารย์อาวุโสของสำนักยุทธเลยทีเดียว
เพราะฉินซิงเสวียนคือหนึ่งในศิษย์สายในเพียงไม่กี่คนของสำนักชีเสวียน ในภายหน้า หากไม่มีเหตุเหนือความคาดหมาย นางย่อมจะได้เข้าสู่หุบเขาเจ็ดสังหารและกลายเป็นศิษย์อย่างเป็นทางการของหุบเขาเจ็ดสังหาร
นี่คือเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ พึงรู้ว่าแม้แต่หลิงเซิน ศิษย์พี่ใหญ่ผู้มีพลังเป็นอันดับหนึ่งในทำเนียบของตำหนักสวรรค์ก็ยังไม่มีความหวังมากนักที่จะได้รับเลือกจากหุบเขาเจ็ดสังหาร เว้นแต่เขาจะสามารถบรรลุขอบเขตฝึกกายระดับสูงสุด—ขอบเขตเปิดชีพจรได้ในช่วงเวลาอันสั้น
ทว่าการจะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตเปิดชีพจรในเวลาอันสั้นนั้นยากเพียงใด หลิงเซินยามนี้อายุยี่สิบปีก็เพิ่งอยู่ขอบเขตฝึกกายขั้นที่สี่ระดับสูงสุดเท่านั้น
คืนนั้น หลินหมิงสนทนากับมู่อี้อย่างออกรส แล้วจึงกลับไปยังห้องพักที่สำนักชีเสวียนจัดเตรียมไว้สำหรับผู้ผ่านการทดสอบเพื่อเดินลมปราณปรับสภาพร่างกาย
คืนนั้นผ่านไปโดยไร้คำพูด
บ่ายวันรุ่งขึ้น ลมพัดโชยอากาศแจ่มใส ที่ลานประลองของสำนักชีเสวียน มีบุคคลสำคัญของสำนักมาชุมนุมกันมากมาย ผู้เข้าสอบห้าสิบสามคนที่ผ่านการคัดเลือกก็ยืนอยู่ในนั้นทั้งหมด
วันนี้คือวันที่ประกาศผลการทดสอบ
หลังจากผ่านการหารือมาทั้งคืน รายชื่อผู้สอบผ่านและลำดับคะแนนก็สรุปออกมาได้แล้ว
เมื่อหลินหมิงเดินเข้าไปในลานประลอง ผู้คนรอบกายต่างพากันมองมาที่เขา บ้างก็อิจฉา บ้างก็ทอดถอนใจ บ้างก็นับถือ หลินหมิงมีชื่อเสียงโด่งดังแล้ว ผลลัพธ์ในชั้นที่ห้าของเจดีย์หลิงหลงกระทั่งศิษย์เก่าในตำหนักสวรรค์บางคนยังต้องหันมาให้ความสนใจเขาอย่างลับๆ
"ยินดีด้วยนะ" ยามนั้น เสียงที่แฝงไปด้วยความเย็นชาเล็กน้อยดังขึ้น หลินหมิงมองตามเสียงไป เห็นหวังเอี้ยนเฟิงยืนกอดอกอยู่ไม่ไกล ใบหน้ายิ้มแสยะ "เจ้าโชคดีไม่เบา พรสวรรค์ระดับสามระดับกลางกลับบุกไปถึงชั้นที่ห้าได้ ไม่ธรรมดาจริงๆ ไม่ธรรมดา!"
หวังเอี้ยนเฟิงพูดเสียงดังยิ่ง คนรอบกายย่อมได้ยิน เมื่อพวกเขาได้ยินว่ามีพรสวรรค์ระดับสามต่างก็ตกใจ แม้พรสวรรค์ระดับสามจะนับว่าเป็นหนึ่งในร้อย ทว่าในสำนักชีเสวียนแห่งนี้ ก็นับว่าธรรมดายิ่งนัก เดิมทีคิดว่าหลินหมิงอย่างน้อยควรจะมีพรสวรรค์ระดับสี่ขั้นสูง นึกไม่ถึงว่าจะมีเพียงระดับสามระดับกลางเท่านั้น เรื่องนี้เป็นมาอย่างไรกันแน่
ผู้คนรอบข้างต่างวิพากษ์วิจารณ์ หวังเอี้ยนเฟิงยิ้มพราย เมื่อวานเขาได้ให้คนไปตรวจสอบพรสวรรค์ของหลินหมิงมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
"เจ้าชื่อหลินหมิงใช่หรือไม่ ข้าไม่รู้ว่ายามเยาว์วัยเจ้าไปเหยียบขี้หมานำโชคได้กินสมุนไพรทิพย์อะไรมา แต่หากเจ้าคิดว่าเพียงเท่านี้จะมากดหัวข้าได้ล่ะก็ เจ้าฝันกลางวันไปเถอะ! เจ้าก็แค่โชคดีหน่อยที่ไปถึงชั้นที่ห้า เจ้าคิดว่าพลังต่อสู้ของเจ้าจะเหนือกว่าข้าหรือ? พละกำลังแต่กำเนิดนั้นใช้ได้ดีกับพวกอสูรร้ายงุ่มง่ามในเจดีย์หลิงหลง แต่หากต้องสู้กับคน หึ กระบวนท่าทื่อๆ อย่างกับวัวบ้าของเจ้า จะตีถูกใครได้?"
ที่จริงเมื่อวานที่เจดีย์หลิงหลง หวังเอี้ยนเฟิงก็สังหารหมีเกราะเหล็กสองตัวในชั้นที่สี่ได้เช่นกัน แต่ตัวเขาเองก็บาดเจ็บสาหัสจนถึงแก่ความตายจึงถูกส่งออกมา เรื่องนี้ทำให้หวังเอี้ยนเฟิงอัดอั้นตันใจยิ่งนัก ขอเพียงยืนหยัดอีกอึดใจเดียว เขาก็จะเข้าสู่ชั้นที่ห้าได้แล้ว
ขอเพียงเข้าสู่ชั้นที่ห้า นั่นย่อมหมายถึงผลลัพธ์ที่เท่ากัน หวังเอี้ยนเฟิงไม่คิดเลยว่าหลินหมิงจะสร้างผลงานอะไรได้ในชั้นที่ห้า แม้เขาจะทราบมาว่าหลินหมิงยืนหยัดอยู่ได้นานถึงครึ่งเค่อ แต่หวังเอี้ยนเฟิงคิดว่าหากตนไม่ได้บาดเจ็บหนัก ต่อให้เหลือลมปราณเพียงหนึ่งส่วน หากเน้นเพียงหลบหนีไม่เน้นต่อสู้ เขาก็สามารถยืนหยัดได้ครึ่งเค่อ หรือแม้แต่หนึ่งเค่อก็ย่อมไม่มีปัญหา
ตนเองพลาดที่ใจร้อนเกินไปในชั้นที่สี่ หวังจะรีบเอาชนะ ผลคือต้องใช้กระบวนท่าแลกชีวิต หากยามนั้นค่อยๆ บั่นทอนจนหมีสองตัวนั้นตายไป ก็คงไม่บาดเจ็บสาหัสเช่นนี้
และจุดที่สำคัญที่สุดคือ ในเจดีย์หลิงหลงหวังเอี้ยนเฟิงไม่สามารถใช้สมบัติได้!
หากไร้สมบัติ อานุภาพของเคล็ดวิชาประจำตระกูล "สัจพจน์เก้าเนตร" ย่อมลดทอนลงไปมาก ส่งผลให้พลังโจมตีของเขาลดลงด้วย จึงทำให้ผ่านด่านได้อย่างยากลำบากเช่นนั้น
ทว่าหากเป็นการประลองระหว่างผู้บ่มเพาะ จะไม่มีการห้ามใช้สมบัติ สมบัติและโอสถล้วนเป็นความได้เปรียบที่มาจากตระกูล ฐานะทางตระกูลก็นับเป็นส่วนหนึ่งของพลังผู้บ่มเพาะเช่นกัน
หวังเอี้ยนเฟิงลูบกระบี่คู่กายพลางมองหลินหมิงด้วยสายตาดูแคลน
"หากให้ข้าใช้กระบี่เก้าสัจพจน์ การสังหารเจ้าก็ง่ายดั่งสังหารไก่!" เขาพึมพำกับตนเองอยู่ในใจ ไม่ได้กล่าวออกมา "ข้าจะแพ้ให้เจ้าได้อย่างไร! ในภายหน้าย่อมไม่ต้องพูดถึง แม้แต่ยามนี้ ข้าก็ชนะอย่างมั่นคง!"
บรรยากาศเริ่มตึงเครียดขึ้นมา หลินหมิงไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ และไม่ได้โต้ตอบ เขาไม่อยากมีเรื่องและคร้านจะสนใจหวังเอี้ยนเฟิงผู้นี้
"หยุดนะ คุณชายของข้าพูดกับเจ้าอยู่นะ หูหนวกหรืออย่างไร ไม่ได้ยินหรือ?" ผู้ติดตามข้างกายหวังเอี้ยนเฟิงกล่าวด้วยท่าทางวางอำนาจ
ผู้ติดตามคนนี้พูดจาได้ระคายหูกว่าเจ้านายเสียอีก หลินหมิงชะงักเท้า หันกลับมามองคนผู้นั้นด้วยสายตาเย็นชาแล้วกล่าวว่า "ที่นี่คือลานประลองของผู้บ่มเพาะแห่งสำนักชีเสวียน บ่าวรับใช้ที่แม้แต่การฝึกกายขั้นที่หนึ่งก็ยังไม่ถึงเช่นเจ้า เข้ามาได้อย่างไร?"
"เจ้า..." เมื่อถูกตราหน้าว่าเป็นบ่าว คนผู้นั้นก็หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธและอับอาย ตามระเบียบแล้วเขาไม่มีสิทธิ์เข้ามาจริงๆ
ในขณะที่บรรยากาศกำลังจะพังทลาย ยามนั้น อาจารย์อาวุโสแห่งสำนักชีเสวียนท่านหนึ่งเดินขึ้นไปบนเวทีแล้วกล่าวว่า "เงียบหน่อย ต่อไปจะประกาศผลการทดสอบ"
ผู้คนต่างเงียบลงทันที บ่าวคนนั้นก็ได้แต่ด่าทอพึมพำอยู่ในใจ ไม่กล้าทำอะไรต่อ
อาจารย์อาวุโสท่านนั้นถือใบแจ้งผลคะแนนแล้วกล่าวว่า "ผลการทดสอบในครั้งนี้ พิจารณาจากผลการทดสอบทั้งสามรอบ อายุ และพรสวรรค์ของเข้าสอบทั้งสามปัจจัย หลังจากที่เหล่าอาจารย์อาวุโสได้หารือกันแล้ว ยามนี้สรุปสิบอันดับแรกได้ดังนี้ อันดับที่สิบ โจวเจิ้งหยาง รางวัลคือโอสถรวมปราณสิบเม็ด อันดับที่เก้า..."
ผลการทดสอบประกาศจากอันดับหลังมาสู่อันดับแรก เสียงของอาจารย์อาวุโสเนิบนาบสม่ำเสมอ จนกระทั่งประกาศถึงอันดับที่สอง...
"อันดับที่สอง หวังเอี้ยนเฟิง รางวัลคือโอสถดีงูทองคำหนึ่งเม็ด อันดับที่หนึ่ง หลินหมิง รางวัลคือโอสถไขสันหลังมังกรแดงทองหนึ่งเม็ด ประกาศผลคะแนนตามนี้ ขอแสดงความยินดีกับทุกคน หากไม่มีข้อสงสัยใดๆ ลำดับต่อไปขอเชิญอาจารย์ซุนขึ้นมอบรางวัล"
"เดี๋ยวก่อน! ข้ามีข้อสงสัย!" หวังเอี้ยนเฟิงยกมือขึ้น อาจารย์สวีแห่งสำนักชีเสวียนคือสหายสนิทของบิดาเขา ที่จริงเขารู้ผลคะแนนก่อนแล้ว การยกมือครั้งนี้ก็เป็นความตั้งใจของอาจารย์สวีที่บอกให้เขาทำ
"หือ? เจ้ามีข้อสงสัยสิ่งใด?" อาจารย์อาวุโสผู้ทำหน้าที่ประกาศรายชื่อขมวดคิ้ว
หวังเอี้ยนเฟิงยิ้มพลางเดินออกไปหน้าลานกว้างแล้วกล่าวเสียงดัง "เท่าที่ข้าทราบ พรสวรรค์ของหลินหมิงคือระดับสามระดับกลาง ส่วนพรสวรรค์ของข้าคือระดับสี่ขั้นสูง เมื่อครู่ท่านอาจารย์กล่าวว่า อันดับสุดท้ายพิจารณาจากผลการทดสอบทั้งสามรอบ อายุ และพรสวรรค์ ทั้งสามปัจจัย ทว่าคะแนนเหล่านี้เป็นเพียงข้อมูลอ้างอิงเท่านั้น การตัดสินสุดท้ายอยู่ที่ดุลยพินิจของอาจารย์อาวุโส ซึ่งปัจจัยส่วนบุคคลมีมากเกินไป ข้าไม่ยอมรับ"
สำหรับหวังเอี้ยนเฟิงแล้ว โอสถไขสันหลังมังกรแดงทองคือสิ่งที่เขาไม่อาจสละไปได้เด็ดขาด ด้วยโอสถเม็ดนี้ เขามั่นใจว่าก่อนอายุสิบแปดปีจะสามารถบรรลุขอบเขตฝึกกายขั้นที่สี่ได้ และก่อนอายุยี่สิบจะถึงขั้นที่สี่ระดับสูงสุด ด้วยพลังเช่นนี้ย่อมไม่แพ้หลิงเซิน ศิษย์พี่ใหญ่แห่งตำหนักสวรรค์
หากเป็นเช่นนั้น ฐานะในตระกูลของเขาย่อมไม่มีผู้ใดสั่นคลอนได้อีกต่อไป
ยามนั้น อาจารย์ซุนแค่นเสียงเย็นพลางลุกขึ้น "เจ้ากำลังกังขาในผลการตัดสินของสภาอาจารย์อาวุโสอย่างนั้นหรือ?" การแค่นเสียงเย็นครั้งนี้แฝงไปด้วยลมปราณ ส่งผลให้คนรอบข้างรู้สึกราวกับอุณหภูมิลดฮวบทันที หวังเอี้ยนเฟิงซึ่งเป็นผู้รับแรงกดดันโดยตรงไม่อาจต้านทานได้จนต้องถอยหลังไปหลายก้าว
"ซุนซือฟาน ท่านกำลังรังแกผู้น้อยอย่างนั้นหรือ?" อาจารย์สวีก็ลุกขึ้นยืนเช่นกัน เดิมทีเขาก็ไม่ลงรอยกับซุนซือฟานอยู่แล้ว
ยามนั้นหวังเอี้ยนเฟิงกล่าวว่า "อาจารย์ซุนโปรดระงับโทสะ ข้าไม่ได้กังขาในการตัดสินของสภาอาจารย์อาวุโส เพียงแต่ข้ารู้สึกว่าไม่ชอบธรรม ในรอบที่สามของการทดสอบ ข้าก็สังหารอสูรร้ายในชั้นที่สี่ได้สองตัวเช่นกัน เพียงเพราะเร่งรีบจะเอาชนะจนบาดเจ็บสาหัส จึงไม่อาจก้าวเข้าสู่ชั้นที่ห้าได้ หากข้าก้าวเดินอย่างมั่นคงกว่านี้ ข้าก็สามารถไปถึงชั้นที่ห้าได้เช่นกัน"
"ดังนั้น ข้าไม่ยอมรับ ข้าไม่คิดว่าพลังของข้าจะด้อยกว่าหลินหมิง!"
"แล้วเจ้าต้องการอย่างไร?"
"ง่ายมาก ข้าต้องการประลองกับหลินหมิงสักครั้ง หากข้าแพ้ ข้ายอมศิโรราบ แต่หากข้าชนะ อันดับหนึ่งย่อมต้องเป็นของข้า!" เมื่อหวังเอี้ยนเฟิงกล่าวมาถึงตรงนี้ก็หันไปทางหลินหมิงทันทีพลางพูดยั่ว "หลินหมิง เจ้ากล้าหรือไม่!"
.......................